INICIAR SESIÓNทันทีที่ดาวและแอนก้าวพ้นประตูบ้านเข้าไป แก้ว และ รงค์ ที่นั่งล้อมวงสังสรรค์กันอยู่ข้างในต่างก็หันมามองเป็นตาเดียว รอยยิ้มร่าฉายชัดบนใบหน้าของชายทั้งสอง พวกเขาร้องทักดาวด้วยความคุ้นเคยเหมือนเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่มีผลอะไรเลย"อ้าว อีดาว มาเลยมา... มาได้จังหวะพอดีเลย!" รงค์ร้องทักเสียงดังอย่างคนกันเอง พลางขยับตัวเว้นที่ว่างบนพื้นไม้เพื่อให้ดาวได้เข้ามานั่งล้อมวงในตำแหน่งเดิมที่เธอเคยนั่งในอดีต "ไม่ได้เจอนาน มึงดูดีขึ้นเยอะเลยนะ" รงค์พูดหยอกพลางยกมือรับไหว้ดาวด้วยแววตาที่พราวระยับ"โอ้โห... กำลังตั้งวงกันเลยนะ" ก้องร้องทักตามหลังมาด้วยเสียงร่าเริง เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างที่สุดเมื่อเห็นภาพความสนิทสนมนี้"ไอ้ก้องมาๆ... นั่งเลย" แก้วกวักมือเรียกพรางมองลูกชายด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะหันมาทางดาวด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มแห่งความปรีดา "เป็นไงมาไงเนี่ย ถึงได้มาด้วยกันได้?""อย่าเพิ่งถามอะไรเลยพ่อ เอาเป็นว่าคืนนี้ผมกับเมียจะขอมานอนค้างด้วยที่นี่" ก้องประกาศกร้าวพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุขประโยคนั้นทำให้ทั้งแก้ว รงค์ และแอนต่างพากันทำตาโตด้วยความคาดไม่ถึง ก่อนที่ความดีใจจะระเบิดออกมา "จริงหรือเนี่ย! พี่ยิ
ก้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ส่งประกายโหยหาอาทรมาให้เขาอย่างไม่ลดละ เขาสัมผัสได้ว่าคำพูดของดาวในวินาทีนี้มันออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ แต่ลึกๆ ในใจก้องยังคงมีเครื่องหมายคำถามที่คอยเตือนสติเขาอยู่เสมอ ว่าสถานการณ์วิกฤตที่เธอกำลังเผชิญอยู่นี้หรือเปล่าที่ผลักดันให้เธอพูดออกมา หรือมันคือความต้องการที่แท้จริงที่ปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง"พี่ว่าดาวอาจจะกำลังอยู่ในภาวะที่จิตใจไม่ปกติก็ได้นะ พี่อยากให้ดาวลองคิดดูให้ดีก่อน..."คำพูดของก้องเหมือนเป็นการตัดรอนไมตรีที่ดาวหยิบยื่นให้จนเธอใจหายวาบ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้ปิดกั้นเสียทีเดียว มันเป็นความระมัดระวังของคนที่เคยเจ็บจนฝังใจ"ดาวไม่ได้เพิ่งจะรู้สึกแบบนี้นะคะพี่ก้อง... ดาวรู้สึกแบบนี้มานานแล้ว ก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ขึ้นเสียอีก" ดาวพยายามละล่ำละลักอธิบาย แววตาที่สั่นระริกพยายามสื่อสารความจริงใจทั้งหมดที่มีเพื่อให้เขามั่นใจก้องยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตามากกว่าความโกรธแค้น เขาค่อยๆ ยื่นมือที่หนาและอบอุ่นไปกุมมือน้อยๆ ที่กำลังว้าเหว่ของเธอเอาไว้แน่น แรงบีบเบาๆ นั้นทำให้ดาวรู้สึกเหมือนได้รับพลังงานบางอย่างที่โหยหามานาน
แสงแดดรำไรของยามโพล้เพล้กำลังถูกแทนที่ด้วยแสงไฟนีออนสีขาวนวลจาก "ร้านลาบป้าหมาย" ร้านอาหารพื้นๆ เล็กๆ ริมทาง ร้านนี้แม้จะเป็นเพียงเพิงหมาแหงนมุงหลังคาสังกะสีแต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน โต๊ะม้าหินอ่อนถูกคลุมด้วยผ้าใบสีสดใส และมีเสียงเพลงลูกทุ่งเบาๆ ดังมาจากลำโพงอันเล็กๆ ที่ติดอยู่ที่เสาไม้ยูคาของร้าน ช่วยทำให้บรรยากาศในร้านดูไม่เงียบเหงาจนเกินไปนักดาวนั่งรออยู่ที่โต๊ะในสุด ซึ่งมักจะเป็นโต๊ะประจำของเธอและก้องในสมัยก่อนยามที่มีโอกาสมาใช้บริการ วันนี้เธอจงใจสลัดคราบ "เจ๊ดาว" เจ้าของอพาร์ตเมนต์ผู้มั่งคั่งออกไปจนหมดสิ้น เธอพยายามคุ้ยหาเสื้อผ้าที่ใกล้เคียงกับ "น้องดาว" คนเดิมให้มากที่สุด เสื้อยืดสีขาวพอดีตัวกับกางเกงยีนส์ซีดๆ และรองเท้าผ้าใบที่ดูเรียบง่าย ถูกหยิบมาสวมใส่แทนชุดแบรนด์เนมราคาแพง ผมยาวสลวยถูกมวบตึงเป็นหางม้าอย่างที่ก้องเคยชมว่าดูน่ารัก เพื่อหวังว่าภาพลักษณ์นี้จะช่วยยื้อความรู้สึกเก่าๆ ให้กลับคืนมาเธอนั่งมองดูควันที่ลอยเอื่อยๆ ขึ้นมาจากหม้อจิ้มจุ่มที่ตั้งอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกสุขปนเศร้า กลิ่นหอมของสมุนไพร ข่า ตะไคร้ และใบมะกรูดที่โชยขึ้นมาพร้อมกับไอน้ำร้อนๆ มันกำลังทำหน้าที่เป็นไทม์แ
ข้อความสั้นๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอว่า "พี่เห็นข่าวแล้ว ดาวโอเคไหม?" เป็นเพียงประโยคธรรมดาที่ไม่หวือหวา แต่มันกลับทรงพลังราวกับน้ำทิพย์ที่หลั่งชโลมลงบนหน้าดินที่แตกระแหง หัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวและบอบช้ำของดาวฟื้นคืนชีพขึ้นมาทันที มันพองฟูและสว่างไสวราวกับได้เกิดใหม่ในพริบตา ความอบอุ่นที่เธอถวิลหาไหลพล่านไปทั่วทั้งร่างดาวรีบเอื้อมมือที่สั่นเทาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากอดแนบอกไว้แน่นอย่างโหยหา เธอหลับตาลงสัมผัสไออุ่นจากตัวเครื่องที่สื่อสารความห่วงใยจากก้องมาถึงเธอ ก่อนจะค่อยๆ ยกมันขึ้นมาจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้ตาฝาดไป หรือไม่ได้กำลังฝันไปกลางกองน้ำตาเธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด พิมพ์ข้อความตอบกลับไปด้วยนิ้วที่สั่นระริก"ดาวโทรหาพี่ได้ไหม?"ส่งไปแล้ว... ดาวจ้องมองหน้าจอนิ่งค้าง ลมหายใจแทบจะหยุดกักขังไว้ในปอด ทุกวินาทีที่ผ่านไปมันช่างยาวนานเหมือนเป็นปี เธอใจจดใจจ่อรอคอยคำตอบจากปลายสายอย่างมีความหวังที่ปนไปด้วยความกังวลว่าเขาจะปฏิเสธหรือไม่ตึ๊ง!"ได้สิ ถ้าสะดวก"ข้อความสั้นๆ จากก้องเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขพันธนาการแห่งความกลัวออกจนหมด
หอพักขนาดใหญ่ใจกลางแหล่งชุมชน ตอบโจทย์พนักงานออฟฟิศและผู้มีรายได้ปานกลางที่รักความสะดวกสบาย หอพักขนาด 60 ห้องแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวาแต่เป็นระเบียบเรียบร้อย บริเวณชั้นล่างแบ่งพื้นที่อย่างลงตัว มี ร้านสะดวกซื้อ ที่สว่างไสวด้วยไฟนีออนคอยให้บริการยามค่ำคืน และ ร้านซักรีดแบบครบวงจร ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มโชยออกมาจางๆ ให้ความรู้สึกถึงความสะอาดและการจัดการที่ดีภายในห้องทำงานส่วนตัวของเจ้าของหอพัก บรรยากาศเงียบสงบและดูเคร่งขรึมแต่ทว่าทันสมัย ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นทางเข้าออกของหอพักได้อย่างชัดเจน บนโต๊ะทำงานไม้ตัวหนามีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหน้าจอกว้างโชว์ภาพจากกล้องวงจรปิดรอบอาคารสลับกับโปรแกรมจัดการห้องพักที่ดูซับซ้อน แฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเรียงรายอยู่ในชั้นวางอย่างเป็นหมวดหมู่แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นให้เห็นใบหน้าคมคายของดาวที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการตรวจเช็กบัญชีรายรับรายจ่าย กลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดที่วางอยู่ข้างมือช่วยให้บรรยากาศการทำงานดูผ่อนคลายขึ้น ท่ามกลางเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางเบาๆ ดาวดูเป็นผู้หญิงที่สง่างามและมีความมั่นคง ผิดกับภาพลักษณ์ในอดีตอย่
จุ๊บแจงก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดไปช้าๆ ราวกับคนไร้วิญญาณ แต่ละก้าวที่เหยียบลงบนไม้ขั้นบันไดมันช่างหนักอึ้งและหนาวเหน็บ เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาเปิดประตูห้องนอนที่เคยใช้ร่วมกับก้องเข้าไป ใจดวงน้อยแอบหวังลึกๆ ว่าจะได้เห็นเขานั่งรออยู่ในนั้น หวังว่าน้ำตาและการอ้อนวอนครั้งสุดท้ายจะทำให้เขามโนธรรมอ่อนวูบลงบ้าง แต่ทว่า... ภายในห้องกลับว่างเปล่า ไร้เงาของชายผู้แสนดีที่เธอเพิ่งทำลายน้ำใจเขาไปจนไม่มีชิ้นดีเธอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ค่อยๆ หยิบเสื้อผ้าที่เคยย้ายมาด้วยความย่ามใจก่อนหน้านี้ออกมาพับใส่กระเป๋าใบเดิมอย่างเชื่องช้า ความมั่นใจที่เคยมีว่าสามารถควบคุมก้องไว้ได้อยู่หมัด บัดนี้พังครืนลงมาทับตัวเธอเองจนหายใจไม่ออก เธอเคยฝันว่าเขาจะเป็นหลักยึด เป็นที่พักพิง และเป็นหน้าตาทางสังคมเพื่อปกปิดความฟอนเฟะเน่าหนอนภายในตัวเธอให้ดูสวยงามสง่าต่อหน้าคนอื่นในตอนแรก... เธอไม่เคยคิดรักผู้ชายคนนี้เลยสักนิด ก้องสำหรับเธอเป็นเพียงเกราะป้องกันที่แสนดีและสุภาพเกินไปจนน่าเบื่อ เขาไม่มีทางเติมเต็มความวิปริตในจิตใจที่โหยหาการแย่งชิงหรือรสชาติลักขโมยกินของคนอื่นที่เธอนิยมชมชอบได้เลยแต่ในนาทีนี้... เมื่อความเงียบงันปะทะเข







