Masukเจิ้งเฟยอวี่เปิดอ่านบันทึกของท่านหมอหลวง หลังจากที่พี่ชายของเขาสิ้นลมไป เฟยอวี่ก็สงสัยเรื่องการตายของพี่ชายมาโดยตลอด เพราะฝีมือการต่อสู้ของท่านพี่และเสิ่นชุนถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ของแคว้น ทว่าในสถานที่เกิดเหตุมีร่องรอยการต่อสู้น้อยเกินไปความสงสัยเล็กๆ นั่นทำให้เฟยอวี่ตัดสินใจสืบสาเหตุการตายของพี่ชาย ว่าเกิดจากการลอบปลงพระชนม์โดยนักฆ่าไร้สำนักอย่างที่ทุกคนรับรู้หรือไม่ทว่าสี่หน้าปีที่ผ่านมา วิกฤติบ้านเมืองและภาระหน้าที่ทำให้เฟยอวี่ติดตามเรื่องนี้ได้ไม่ต่อเนื่อง ซ้ำทุกอย่างยังแนบเนียน ไม่หลงเหลือหลักฐานให้สืบต่อ กระทั่งวันนี้“นี่อย่างไร...” นิ้วชี้เลื่อนไปตามตัวอักษรทีละแถว พิจารณาเนื้อความอย่างถี่ถ้วน กระทั่งไปสะดุดอยู่ประโยคหนึ่ง‘บริเวณเหนือสะโพกเป็นรอยเข็มทิ่มลงไป เนื้อรอบๆ มีสีม่วงดำ มิใช่รอยช้ำจากการฝังเข็ม ดูคล้ายเป็นพิษจากปลายเข็มมากกว่า’“พิษ!? เสด็จพี่มิได้ตายเพราะถูกมือสังหารฆ่า แต่เป็นเพราะพิษอย่างนั้นหรือ”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ในบันทึกหน้าถัดไปยังกล่าวว่าเป็นพิษสะสม”“หมายความว่ามีคนในวัง วางยาเสด็จพี่มานานแล้ว” มือใหญ่กุมขมับ คนในตำหนักของเสด็จพี่ล้วนเต็มใจถูกฝังไปพร้อมกับนา
‘ขนาดคนข้างกายยังหักหลังท่านได้ นี่น่ะหรือ อำนาจของผู้เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน’“ฝ่าบาท ฮองเฮา จวนจะเข้ายามซื่อแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” (09:00 – 10:59 น.)เสียงร้องเรียกของขันทีเหล่ยดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม ตั้งแต่ย่างเข้ายามเหม่า ( 05:00 – 06:59น.) จนป่านนี้ก็ไร้วี่แววว่าคนด้านในจะยอมออกมา ถึงกระนั้นเหล่ยลู่เปียวก็มิอาจยอมแพ้ ตะโกนข้ามผนังร้องเรียกนายเหนือหัวอยู่เช่นนั้น“อื้อ~” ดวงตาสองคู่กะพริบถี่ ตื่นจากห้วงนิทรา เจิ้งเฟยอวี่นิ่วหน้า รู้สึกชาไปทั้งแขน จึงต้องก้มมองหาสาเหตุ แต่เมื่อสายตาสอดประสานเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ร่างชายหญิงพลันผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”“อะฮึ่ม! ข้ากำลังจะออกไป” องค์กษัตริย์ลุกขึ้นมานั่ง จัดระเบียบอาภรณ์ให้เข้าที่เข้าทาง ภาพเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไหลเวียนเข้ามาเป็นฉากๆ พลันทำให้ใบหูขึ้นสีแดงก่ำ ถึงกระนั้นคนปากหนักก็ไม่ยอมพูดสิ่งใดออกมาทำเรื่องน่าอายเช่นนั้น จะให้เฟยอวี่กล้าพูดอะไรอีกเล่า“...”“อย่าลืมอาบน้ำก่อนออกไปพบพวกสนม ตัวเจ้ามีแต่กลิ่นสุรา” ว่าเสร็จฮ่องเต้หนุ่มก็ลุกพรวด เดินตรงออกจากห้องตำราทันที ไม่คิดหันไปต่อล้อต่อเถียงคนที่ตะโกนตามหล
“เหตุใดข้าต้องทำ ข้ามิได้ทำอันใดผิด นางดื้อก็ต้องถูกลงโทษเช่นนี้”หม่าซานถึงกับยกมือตบหน้าผากของตนเอง ที่ฝ่าบาทคิดว่ากว่าห้าปีที่ผ่านมา ทำท่าบึ้งตึงเย็นชา เข้าข้างผู้อื่นตลอดเวลา ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการลงโทษที่พระนางดื้อรั้นอย่างนั้นหรือ“เฮ้อ~ ที่ต้องทำ เพราะตอนนี้แม้แต่ตำแหน่งคนรู้จัก ฮองเฮาก็ไม่อยากมอบให้ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”“เจ้า! หม่าซาน เจ้าคนน่าตาย”“กระหม่อมพูดความจริงพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้ฐานะของฝ่าบาทในใจฮองเฮา คงเป็นคนที่เกลียดที่สุด-” คำพูดขององครักษ์หม่าถูกตอบแทนด้วยเม็ดถั่วคั่วคนที่กำลังกรึ่มๆ ยกสุราขึ้นกรอกปากครั้งแล้วครั้งเล่า ในเมื่อดื่มสุราราวกับน้ำเปล่าเช่นนี้ต่อให้เป็นคนคอแข็งเพียงใดก็เมาไม่รู้เรื่องได้เหมือนกันองค์จักรพรรดิแคว้นต้าหยางปัดป้องตนเองจากเหล่าข้ารับใช้ที่พยายามเข้ามาพยุง สองขาเดินซวนเซมุ่งหน้าไปยังตำหนักของใครบางคน ที่ทำให้เขาวุ่นวายใจถึงขั้นต้องพึ่งน้ำเมา“ฝะ ฝ่าบาท”“หลีกไป! อึก!” สองมือผละประตูเข้าไปในตำหนัก จุดหมายปลายทางคงหนีไม่พ้นห้องบรรทมของหนิงจินทว่าเสียงของเฟยอวี่คงดังครึกโครมจนคนนอนหลับตื่นจากห้วงนิทรา เดินออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้น และก็ต้องตกใจเมื่
‘ข้าเกลียดท่าน เหมือนดั่งที่ท่านเกลียดข้า’“ฝ่าบาทจะมิเข้าไปประทับในตำหนักก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีฟ่งหนานเอ่ยถามผู้ครองแคว้นเป็นครั้งที่สาม แต่ก็ได้รับคำตอบแบบเดิมซ้ำๆ“ไม่ล่ะ” ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมลายมังกร บัดนี้ยืนมองหน้าต่างที่จุดไฟสลัวท่ามกลางความมืด นับตั้งแต่ได้ยินประโยคนั้นของเสิ่นหนิงจิน เขาก็รู้สึกชาไปทั้งร่าง‘หากฝ่าบาทจะกรุณา ช่วยมอบอิสระให้หม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ’อิสระอย่างนั้นหรือ นางคิดสิ่งใดอยู่ ตั้งแต่วันแรกที่ย่างก้าวเข้ามานางควรรู้ว่าชีวิตของนางจะไร้อิสรภาพจนกว่าจะสิ้นลมหายใจก่อนที่นางจะขึ้นรับตำแหน่ง เขาก็บอกกับนางแล้ว แต่เป็นนางเองมิใช่หรือที่ดื้อรั้นจะเป็นฮองเฮาให้ได้แล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้เอ่ยคำพวกนั้นออกมา“หม่าซาน เพิ่มทหารคุ้มกันตำหนักกวนผิงเป็นสามเท่า ตามติดฮองเฮาอย่าให้คลาดสายตา”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”เจิ้งเฟยอวี่ถอนหายใจหนัก ตาดุจ้องมองหน้าต่างบานนั้นอย่างขัดใจ กระทั่งแสงไฟดับมืดลง จึงตัดสินใจหันหลังกลับออกมาจากตำหนักกวนผิง“เอ่อ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ วันนี้ฝ่าบาทพลิกป้ายซ่งกุ้ยเฟย-” ขันทีเหล่ยลู่เปียวยอมเสี่ยงตายเอ่ยขัดอารมณ์ขุ่นมัวของนายเหนือหัว“ส่งคนไปแจ้งว่าวันน
ขบวนเสด็จของฮ่องเต้และฮองเฮาแคว้นต้าหยางเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ ตามติดมาด้วยขบวนเสด็จขององค์ชายน้อย มุ่งหน้าไปยังโรงทานแถบชานเมือง อยู่ห่างจากเมืองหลวงพอควรราษฎรยากไร้ต่างพากันมารอรับอาหารจากโรงทาน แม้แคว้นต้าหยางจะเป็นหนึ่งในแคว้นที่เจริญรุ่งเรือง มีพืชผลทางการเกษตรมากมาย ทว่าผู้ยากไร้ก็ยังมีให้เห็นไม่น้อย“ทางนี้ปล่อยให้พวกทหารจัดการต่อ เจ้ามากับข้า”“เพคะ” ได้ยินเสียงกระซิบจากคนข้างกาย หนิงจินที่ยังมีคดีติดตัวจึงไม่ขัด ปล่อยมือจากอาหารที่แจกให้ชาวบ้าน พลางเดินตามสวามีเข้าไปในเรือนรับรองที่จัดเตรียมไว้ให้ถึงจะเอ่ยว่าเรือนรับรอง ทว่าก็มิได้ใหญ่โตโอ่อ่า มีเพียงห้องโถงและห้องนอน ซึ่งบัดนี้มีเด็กชายตัวน้อยกำลังนอนกลางวันอยู่ วันนี้ต้องเดินทางแต่เช้าตรู่ ไม่แปลกที่ไป่เฉิงจะง่วง“เปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ข้าจะออกไปดูความเป็นอยู่ละแวกนี้เสียหน่อย”“หม่อมฉันไม่ไปเพคะ จะรออยู่ที่นี่กับเสี่ยวไป่”“เจ้ามิขัดข้าสักเรื่องจะได้หรือไม่ เหตุใดช่วงนี้เจ้าว่ายากนัก” เสียงถอนหายใจบ่งบอกชัดเจนว่ารำคาญ“...”“เปลี่ยนเสื้อผ้า”“จิ๊! หันไปสิเพคะ” หนิงจินคว้าเอาเสื้อผ้าเนื้อธรรมดามาเปลี่ยนตามคำสั่งด้วยท่าทีฮึดฮัด
‘สิ่งที่ข้าต้องการ คือเป็นอิสระจากท่าน’ร่างระหงนั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ให้เหล่าธารกำนัลช่วยกันแต่งแต้มเครื่องประทินผิว เพราะวันนี้องค์ไทเฮาเพ่ยเหมยเหลียน จะกลับมาจากไปปฏิบัติธรรมที่วัดหลิงเซียน หนิงจินจึงจะพาเหล่าสนมไปเข้าเฝ้า ราวถึงรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทว่าฮองเฮาคนงามจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สาเหตุคงไม่พ้นเรื่องแอบหนีออกนอกวังแต่ดันไปพบกับฝ่าบาทเข้า ยามนั้นนางกับเต๋อคุนวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ยังดีที่รอดมาได้แต่ในตอนที่กลับเข้าวัง เต๋อคุนเอ่ยว่ารู้สึกว่ามีคนตามมา นางจึงมานั่งลุ้นว่าเป็นคนของฝ่าบาทอย่างที่เต๋อคุนสงสัยหรือไม่ หากพ้นวันนี้ยังไม่โดนเรียกเข้าเฝ้าก็ถือว่าการหนีเที่ยวเมื่อคืนเป็นความลับ“ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ-”“ฝะ ฝะ ฝ่าบาทเรียกพบข้าหรือ!” ร่างเล็กสะดุ้งโหยง ใจร่วงลงมาถึงตาตุ่ม ในหัวคิดคำแก้ตัวเป็นพัลวัน หากถูกจับได้ครานี้มิใช่นางที่จะเดือดร้อน แต่คนทั้งตำหนักกวนผิงจะถูกลงโทษไปด้วยจะทำอย่างไรดี!“เอ่อ มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงมาทูลว่าขบวนเสด็จของเพ่ยไทเฮามาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“...อ่อ เช่นนั้นหรอกหรือ” ท่าทางเป่าปากโล่งอก สร้างความงุนงงให้กับข้ารับใช้







