LOGINได้โอกาสจากนรกมาเกิดใหม่เป็นนางร้าย ข้าย่อมต้องร้ายให้ถึงแก่น!ส่วนบทคนดีอะไรนั่นข้าขอยกให้นางเอกเขาไป รวมถึงพระเอกมากรักก็ด้วย เพราะนางร้ายเช่นข้าต้องคู่กับตัวร้ายที่รักมั่นคงเท่านั้นพระเอกข้าขอลาขาด!
View MoreChapitre 1
Zelmira
La robe est suspendue devant moi, et je n'arrive pas à détacher mon regard d'elle. Elle flotte doucement dans la lumière de cette fin d'après-midi, portée par un courant d'air invisible qui s'infiltre par la fenêtre entrouverte. Le tulle ondule comme une respiration, la dentelle frémit sur le satin ivoire, et les minuscules perles cousues à la main captent les rayons du soleil pour les transformer en poussière d'étoiles.
Vérone, début juin. L'air qui entre par la fenêtre sent le jasmin et la pierre chaude, cette odeur si particulière des étés italiens qui s'installent doucement, promesse de chaleur et de longues soirées. J'entends au loin les cloches de San Zeno qui sonnent six heures, et plus près, dans la cour, la voix de ma mère qui donne des instructions aux traiteurs pour le banquet de demain.
Demain. Demain, je porterai cette robe. Demain, je marcherai dans l'allée de la basilique Santa Anastasia, mon bras glissé sous celui de mon père qui retiendra difficilement ses larmes. Demain, Stefano soulèvera mon voile et nos regards se croiseront, et le prêtre prononcera les mots qui feront de nous un couple pour la vie.
Je tends la main vers la robe, j'effleure le tissu du bout des doigts. Le satin est doux, presque frais, comme une eau qui coule sur la peau. J'imagine la sensation qu'il aura sur mes épaules, contre mes hanches, glissant sur mes jambes quand je marcherai. J'imagine le poids du voile sur mes cheveux, le bouquet de pivoines blanches entre mes mains, le bruissement de la traîne derrière moi.
Un frisson me parcourt, et ce n'est pas seulement d'excitation. Il y a autre chose. Une ombre, minuscule, qui traverse ma joie comme un nuage devant le soleil. Une angoisse que je ne m'explique pas, que je refuse d'expliquer, qui se cache dans les plis de ma robe de mariée comme un insecte dans une fleur.
Je la chasse d'un mouvement de tête. C'est le stress, rien de plus. Toutes les futures mariées ressentent cela, m'a dit Bianca hier, en riant de sa voix légère. Le trac, l'émotion, l'immensité de ce qui arrive. C'est normal que j'aie peur. C'est normal que je me sente vulnérable. Demain, ma vie change pour toujours. Demain, je deviens Madame Stefano Marini.
— Tu l'admires encore ?
La voix de Bianca me fait sursauter. Je ne l'avais pas entendue entrer. Elle se tient dans l'encadrement de la porte, une main sur la hanche, un sourire amusé sur ses lèvres roses. Sa robe d'été est couleur lavande, ses cheveux bruns cascadent sur ses épaules, et elle tient à la main deux flûtes de prosecco.
— Je n'arrive pas à y croire, dis-je. Demain. C'est demain.
— Je sais. C'est fou.
Elle traverse la pièce, me tend une flûte, et trinque avec moi. Le cristal tinte doucement, un son pur et bref. Le prosecco pétille sur ma langue, frais et fruité.
— Tu es heureuse ? demande Bianca.
— Plus que je ne pourrais le dire.
— Stefano est un homme bien. Tu as de la chance.
Sa voix est douce, mais quelque chose dans son regard m'échappe. Une lueur qui disparaît trop vite pour que je puisse l'identifier. Je me demande si elle pense à elle, à son célibat qu'elle affiche comme une liberté mais qui parfois, je le sais, lui pèse. Bianca a vingt-six ans, deux ans de plus que moi, et elle n'a jamais eu de relation sérieuse. Des aventures, des amourettes, des hommes qu'elle quitte avant qu'ils ne la quittent.
— Tu trouveras aussi, dis-je. Un jour.
Elle hausse les épaules, boit une gorgée de prosecco.
— Peut-être. Mais je ne suis pas pressée. Le mariage, ce n'est pas pour moi. Trop de contraintes. Trop de... renoncements.
Le mot flotte dans l'air, plus lourd qu'il ne devrait l'être. Je le repousse mentalement. Ce n'est pas un renoncement que d'épouser Stefano. C'est un accomplissement.
— Tu es ma demoiselle d'honneur, dis-je pour changer de sujet. Tu es prête pour demain ?
— Prête comme on ne peut pas l'être, répond Bianca avec un sourire que je ne lui connais pas. Un sourire trop large, trop brillant. Un sourire qui ressemble presque à un triomphe.
Et l'ombre revient, fugitive, se glisser dans mon cœur. Je la chasse à nouveau. Je bois une autre gorgée de prosecco. Je regarde ma robe, ma magnifique robe, et je me force à ne penser qu'au bonheur.
Demain, je serai mariée. Demain, tout sera parfait.
Je suis zelmira Ardovini,j'ai 24 ans ,je suis de nature calme mais très curieuse,je suis compréhensive mais pas bête.
บทส่งท้ายส่วนเจียงหลัวและไป๋อี้หาน…ชีวิตคู่ของทั้งสองหาใช่ว่ามีเพียงความสุขราบเรียบ หากกลับเต็มไปด้วยทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไปตามสัจธรรมของโลกมนุษย์ บางคราย่อมมีเสียงหัวเราะกังวานสะท้อนทั้งตำหนัก แต่ก็ใช่ว่าจะปราศจากเสียงทะเลาะถกเถียงตามประสาสามีภรรยาที่ครองคู่ร่วมชีวิตกันยาวนานทว่า กาลเวลาอันยืนยาวนับสิบ ๆ ปี พิสูจน์ชัดว่า ไม่มีพายุใดใหญ่หลวงพอจะพรากทั้งสองจากกันได้ ไม่ว่าลมฝนจะถาโถมแรงเพียงใด ไม่ว่าภัยร้ายจากภายนอกหรือความขัดแย้งเล็กน้อยจากภายใน ต่างก็ไม่อาจทำให้มือที่จับกันมั่นคงต้องปล่อยแยกยามราตรีสงัด แสงจันทร์ขาวนวลสาดต้องเรือนผมหงอกขาวโพลนของทั้งคู่ ร่างกายแม้ชรา แต่เมื่อดวงตาของทั้งสองสบประสาน แววประกายอ่อนโยนก็ยังส่องสว่าง ราวกับวันแรกที่ได้ร่วมชีวิต ไม่พร่อง ไม่เสื่อมคลายไปตามกาลเวลาเรื่องราวแห่งรักและแค้นบนแผ่นดินต้าหรง จึงปิดฉากลงด้วยความสงบสุขที่แท้จริง สวีเจียงหลัวหลุดพ้นจากวิบากกรรมที่ติดพันมาหลายภพหลายชาติ คำสาบานต่อท่านพญายมก็ได้ถูกปลดเปลื้องแม้เขานางจะเสียดายอยู่บ้างต่อความทรงจำที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่คำไหนก็คือคำไหน ชะตาต้องหมุนเวียนต่อไปนางได้รับโอกาสเวียนว่า
ข้างนอก หลัวปัง ถังเหยียน และจิ่งกงกงรีบพังประตูเข้ามา ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนตัวสั่นเครือ เลือดนองทั่วพื้นหิน ร่างหนึ่งบ้าคลั่ง อีกหนึ่งใกล้สิ้นสติ“เร็วเข้า! หลัวปัง อุ้มองค์ชายไปวางบนเตียง! ถังเหยียนรีบไปตามหมอหลวง!” จิ่งกงกงตะโกนสั่งเสียงสั่นในที่สุดข่าวก็ส่งไปถึงหย่งหมิงฮ่องเต้ พระองค์รีบโปรดให้หมอหลวงมารักษาชีวิตทั้งสองไว้ เพราะถึงอย่างไร อี้เฉินก็ยังเป็นพระโอรส ส่วนเจียงหลีก็เป็นบุตรสาวของขุนนางเอกทว่าตำหนักเหมันต์คืนนี้...เลือดแดงนองพื้นหินเป็นธาร ความสัมพันธ์ขององค์ชายสามกับเจียงหลี พังทลายจนสิ้นซาก แม้หมอหลวงจะยื้อชีวิตทั้งคู่ไว้ได้ แต่…อี้เฉินสูญสิ้นความเป็นชายไปชั่วชีวิต ส่วนเจียงหลีที่ถูกทุบตีจนแท้งและบอบช้ำทั้งกายใจ ก็กลายเป็นคนเสียสติ ไม่อาจกลับมาเป็นดังเดิมได้อีกต่อไปตำหนักเหมันต์ที่เคยหรูหราสง่างาม บัดนี้กลับกลายเป็นคุกขังมืดหม่น หลังจากถูกปิดตายมาหลายเดือน เพียงสิบกว่าวันหลังเหตุการณ์คืนโลหิต บรรยากาศยิ่งหดหู่และอึมครึมราวถูกคำสาป กลิ่นคาวเลือดแม้จางไปแล้ว แต่ยังแทรกอยู่ในทุกอณูอากาศ ราวจะตอกย้ำให้ผู้ที่อยู่ภายในไม่อาจลืมเหตุการณ์อำมหิตคืนนั้นคืนที่องค์ชายสามทุบตีพ
ในขณะที่ด้านนอกนครเสวียนหยางเต็มไปด้วยเสียงระฆังมงคลและรอยยิ้มยินดีภายในตำหนักเหมันต์กลับต่างออกไปประหนึ่งอยู่กันคนละโลกอากาศในเรือนหม่นหมอง อึมครึมราวกับมีเมฆดำบดบังตะวัน ทั้งที่แสงภายนอกสาดส่องเจิดจ้า ทว่าด้านในกลับเหมือนสวรรค์เองก็ไม่ปรารถนาจะทอดมองชะตาของผู้คนที่นี่ ความเงียบขรึมครอบคลุมไปทั่วทุกซอกมุม รั้วสูงและประตูหนาหนักปิดตายไม่ให้ผู้ใดเข้าออก กุญแจเหล็กดอกใหญ่แขวนอยู่ข้างประตูราวสัญลักษณ์ของการถูกกักขัง เสียงโซ่ตรวนเสียดสีกันในยามลมพัดพลันดังก้องสะท้อน ทำให้ทุกค่ำคืนคล้ายเสียงวิญญาณร่ำไห้สวีเจียงหลีถูกจองจำอยู่ในเรือนเล็กแห่งนี้มานานหลายเดือน นางนั่งก้มหน้ากุมหน้าท้องที่เริ่มปรากฏความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน รอยยิ้มที่ควรจะเปี่ยมสุขของสตรีตั้งครรภ์กลับไม่ปรากฏ มีเพียงแววตาหวาดหวั่นและความกังวลใจแผ่กระจายอยู่เต็มใบหน้า ยิ่งนับวันครรภ์นางยิ่งโตขึ้น นางก็ยิ่งแน่ใจว่าตนกำลังตั้งครรภ์จริง ๆหากเป็นสตรีอื่น คงเต็มไปด้วยความยินดี แต่สำหรับเจียงหลี มันคือฝันร้าย เพราะนางรู้อย่างแจ่มชัดว่าหากอี้เฉินรู้ นางจะไม่มีวันรอดพ้นแรกเริ่ม อี้เฉินมิได้เข้มงวดเรื่องยาห้ามครรภ์นัก แต่หลังเขากลั
กาลล่วงเลยไปอีกสองเดือน...หลังเหตุการณ์ปราบกบฏและการประหารใหญ่จบสิ้น บ้านเมืองเสวียนหยางกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง ถนนหนทางคลาคล่ำด้วยผู้คน เสียงหาบเร่ของพ่อค้าแม่ค้าดังก้องเป็นสัญญาณแห่งความมั่นคง ผู้คนต่างเอ่ยขอบคุณสวรรค์ที่บัลลังก์มังกรยังตั้งมั่น ปราศจากภัยร้ายคุกคามภายในตำหนักกวางผิง แสงแดดอุ่นส่องลอดผ่านม่านโปร่ง กลีบเหมยสีแดงสดร่วงโปรยแต่งแต้มพื้นหินให้ดูราวภาพวาด ชินอ๋องกับชินหวางเฟยกำลังจัดเตรียมสัมภาระด้วยตนเอง เตรียมเสด็จกลับสู่แคว้นเจียงหนานตามที่ตั้งใจไว้สวีเจียงหลัวนั่งคัดเลือกผ้าผืนงามด้วยดวงตาสงบนิ่ง บ่าวไพร่ขะมักเขม้นยกหีบสมบัติลงเกวียนอย่างขยันขันแข็ง แต่เพียงไม่นาน สีหน้าของนางพลันซีดเผือด ร่างอรชรทรงลงพิงโต๊ะ ข้าวของในมือร่วงกระจาย“ต้าหลัว!” ไป๋อี้หานตวัดกายเข้าประคองทันที แววตาคมดุจเพลิงสะท้อนความตระหนกขันทีรีบส่งเสียงตะโกน “ตามหมอหลวงมาเร็ว!”บรรยากาศทั้งเรือนตึงเครียดในพริบตา สิ่งอวิ๋นกับสืออวี่คุกเข่าหน้าซีดเผือดราวจะขาดใจ รอคอยด้วยลมหายใจอันสั่นไหว เสี่ยวผิงกับเสี่ยวจิ่ววิ่งวุ่นไปมาราวไร้ทิศทาง กระทั่งหมอหลวงผู้เฒ่าเร่งรุดเข้ามา จับชีพจรตรวจอย่างละเอียด
คำพูดของนางหนักแน่นจนแม้เสี่ยวจิ่วกับเสี่ยวผิงที่กำลังจะค้านก็ได้แต่ก้มศีรษะกล้ำกลืนความห่วงใยไว้สายลมยามโพล้เพล้พัดแรงขึ้นจนโคมไฟริมทางแกว่งไกว เสียงเกือกม้าสะท้อนจากลานด้านหน้า ฉงหลินกับสิงอวิ๋นจัดการเตรียมรถม้าเรียบร้อยแล้วเจียงหลัวโค้งศีรษะเล็กน้อยให้ถางหมัวมัวและฉวีกงกง “ท่านทั้งสองดูแลตัวเอ
“แม้วันนี้เจ้ากลับไปในนามสะใภ้ราชวงศ์ ข้าก็ยังอยากให้เจ้าสบายใจเหมือนอยู่บ้านตนเอง”เจียงหลัวเพียงยิ้มตอบ แววตานางเปี่ยมความมั่นใจ การกลับบ้านครั้งนี้มิใช่แค่ธรรมเนียม หากคือประกาศเงียบ ๆ ว่านางมิใช่สวีเจียงหลัวในวันวานอีกต่อไปหากภายหน้านางจะมีอำนาจปกป้องคนทั้งตระกูลได้ เมื่อขบวนรถม้าชินอ๋องแล่นผ่
สวีเจียงหลัวก้าวเข้าใกล้ถังไม้ใหญ่ น้ำในนั้นยังอุ่นระอุพอให้ผิวระเรื่อ แม้พื้นที่จะกว้างพอแช่ได้สองคน แต่บรรยากาศกลับอบอวลจนรู้สึกคับแคบยามสบตาคมกริบของอี้หานนางชะงัก ริมฝีปากเม้มแน่น แต่สายตากลับไล่ไปตามแผงอกขาวตึงแน่น หยดน้ำเกาะพราวสะท้อนแสงไฟวับวาว ความลังเลค่อยๆ แปรเป็นแรงดึงดูดที่ยากต้าน อี
ท่านหมอรีบปรามเสียงเข้ม “องค์ชายสาม นอนลงก่อนพ่ะย่ะค่ะ แผลสาหัสนัก หากเคลื่อนไหวผิดพลาด ส่วนบุรุษอาจไม่สมบูรณ์จนถึงพิการมิอาจใช้งานได้ชั่วชีวิต!”คำเตือนนั้นทำให้ร่างสูงชะงักไปครู่ แต่แค่กายหยุด ใจกลับยิ่งเดือดพล่าน โทสะล้นปรี่จนแทบล้นตา ไป๋อี้เฉินไม่เคยคิดโทษตัวเอง เขาโทษทุกคนรอบตัวโดยเฉพาะเสด็จอ
reviews