Masuk“...”
“แต่เอาเถิด อย่างไรก็พี่น้องร่วมสวามี ครั้งนี้ข้าจะให้พวกเจ้าชดใช้ข้าวของที่เสียหายไปทั้งหมด ขันทีฟ่ง ให้คนมาตีราคาข้าวของที่เสียหายไปแล้วเรียกเก็บจากพวกนาง”
“พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นเสียงตอบรับของขันทีฟ่ง สนมทั้งสองก็ลอบยิ้มกับตัวเอง เสิ่นฮองเฮาพูดจาโอ้อวดอำนาจเสียใหญ่โต สุดท้ายก็ลงโทษเพียงให้พวกนางชดใช้ข้าวของที่เสียหาย
“มิต้องหรอกท่านขันที ข้าให้เจ้าไปทั้งหมดนี่ คงพอจะซื้อข้าวของพวกนี้ได้ทั้งหมด” เจียงกุ้ยเฟยโยนถุงเงินลงบนพื้น เซี่ยเจียวมี่ก็ไม่ยอมน้อยหน้า โยนถุงเงินให้ฟ่งหนานด้วยความเสียดาย
นางมาจากเผ่าชายแดน ยากนักจะได้ถือเงินทองเป็นกอบเป็นกำเช่นนี้ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ยอมเสียหน้าเป็นแน่
“อะ เอาของข้าไปด้วย เงิน- เงินเท่านี้ข้ามีจ่ายอยู่แล้ว”
“ว่าง่ายเช่นนี้ก็ดี อ่อ ในเมื่อพวกเจ้าทำพัง วันนี้ก็ปัดกวดเช็ดถูที่นี่ให้เรียบร้อย วันพรุ่งข้าจะให้ฟ่งหนานซื้อข้าวของมาวางไว้ที่เดิม”
“เพคะฮองเฮา พวกเจ้าขึ้นมาจัดการตามที่ฮองเฮาสั่งเสียสิ”
“เซี่ยเฟยหูมีปัญหาหรือ ข้าสั่งเจ้าสองคน มิใช่นางกำนัลพวกนั้น”
“ฮองเฮาหมายความว่าอย่างไรเพคะ” เซี่ยเจียวมี่หันมาถามด้วยความสงสัย จะให้พวกนางทำความสะอาดอย่างนั้นหรือ
“เจียงกุ้ยเฟยกับเซี่ยเฟยเป็นคนทำที่นี่พังมิใช่หรือ เช่นนั้นก็ต้องปัดกวาดทำความสะอาดที่นี่เองทั้งหมด”
“แต่มันมิใช่หน้าที่ของหม่อมฉัน!” ตั้งแต่เกิดมาเจียงลี่จูยังมิเคยจับงานของพวกบ่าวไพร่ ยามนี้นางเป็นถึงสนมขั้นกุ้ยเฟย เหตุใดต้องมาทำงานของพวกชั้นต่ำ
“ใช่มิใช่ ในเมื่อเป็นคนทำ ก็ต้องรับผิดชอบ จริงหรือไม่ไป่เฉิง”
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ ท่านอาจารย์สอนว่าก่อนจะกระทำสิ่งใดพึงคิดให้รอบคอบ เพราะทุกการกระทำที่เกิดจากตน ตนต้องเป็นผู้รับผิด” คำสั่งสอนของเด็กวัยห้าหนาว ทำเอาหน้าของสองสนมม้านไปครึ่งซีก แต่กระนั้นก็ยังไม่ยินยอม
และเหมือนสวรรค์จะเห็นใจพวกนาง เมื่อฝ่าบาทที่อยู่ในชุดเกราะเต็มยศกำลังเดินผ่านศาลาที่เกิดเหตุ อีกฝ่ายทำทีนิ่งเฉยราวกับไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มีหรือสนมรักอย่างเซี่ยเจียวมี่จะยอมพลาดโอกาสนี้ไป
“ฝ่าบาท~ ฝ่าบาทเพคะ ฮึก”
“เฮ้อ! ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าหันไปมอง” เจิ้งเฟยอวี่หันไปกล่าวโทษหม่าซาน องครักษ์ที่เดินมาด้วยกัน ทั้งที่เขาพยายามไม่สนใจเรื่องวุ่นวาย สาวเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่หม่าซานกลับหันไปมอง
“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาทเพคะ~ ช่วยให้ความเป็นธรรมกับหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”
สุดท้ายบนศาลาจึงมีผู้ตัดสินโทษเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง จากที่นั่งตรงกลางหนิงจินจึงต้องขยับตนเองและลูกมานั่งข้างๆ ใบหน้างามเฉมองไปทางสองสนมที่นั่งคุกเข่า บีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร
อยู่ๆ เสิ่นหนิงจินก็กลายเป็นคนผิด กลายเป็นคนใจร้ายเสียอย่างนั้น แต่นางก็ชินชาไปเสียแล้ว หากให้เลือกฝ่าบาทมิเคยเลือกอยู่ข้างนางเลยสักครั้ง
แต่วันนี้ต่างกันที่นางมิได้รู้สึกเจ็บปวดกับความเอนเอียงของอีกฝ่าย เพียงรำคาญเสียงทุ้มที่เอ่ยพูด ไถ่ถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“หม่อมฉันมิได้เกี่ยงว่างานใดต่ำต้อยหรือสูงส่ง เพียงแต่หม่อมฉันเป็นสนมของฝ่าบาท อย่างไรเสียหม่อมฉันก็สมควรรักษาพระพักตร์ของฝ่าบาทไว้บ้าง”
“เป็นอย่างน้องหญิงว่าเพคะ หากผู้อื่นมาเห็นว่าสนมของฮ่องเต้ปัดกวดเช็ดถูศาลา คงมีพวกปากยื่นปากยาวนำไปนินทาจนเสื่อมเสียไปถึงฝ่าบาท” สองสนมเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ราวกับเมื่อครู่มิได้ทะเลาะตบตีแย่งแขกเยี่ยงคณิกาในหอนางโลม
“ฮองเฮา เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
“หม่อมฉันแล้วแต่ฝ่าบาทจะตัดสินพระทัยเพคะ หม่อมฉันเพียงตัดสินโทษไปตามที่ตนเห็นสมควร ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลวังหลังให้ฝ่าบาท” น้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าถ้อยคำกลับแฝงด้วยความหมายบาดลึก หากว่าเฟยอวี่ยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้ จะมิถือเป็นการก้าวก่ายหน้าที่ของผู้อื่นหรอกหรือ
นัยน์ตาวาวโรจน์มองหงส์เคียงบัลลังก์ พลางกระตุกยิ้มมุมปาก นับวันยิ่งปากคอเราะร้าย เห็นทีต้องปรามเสียบ้าง
“หึ หน้าที่ดูแลวังหลังข้ามอบให้ฮองเฮา นางตัดสินอย่างไรก็ให้เป็นไปตามนั้นเถิด”
“ฝ่าบาทเพคะ” น้ำเสียงอ้อนของเจียวมี่มิได้ช่วยอันใด ทำเอาเหล่าธารกำนัลต่างหันมองหน้ากันด้วยความเหลือเชื่อ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเซี่ยเฟยจะพูด จะขออะไรก็ไม่เคยถูกปฏิเสธ แล้วเหตุใดวันนี้จึงยอมทำตามที่ฮองเฮาว่าเสียอย่างนั้น
เสิ่นหนิงจินเองก็รู้สึกถึงความแปลกประหลาดนี้ ในหัวเอาแต่คิดว่าบุรุษตรงหน้าจะมาไม้ไหน ไม่ทันมองจนสะดุ้งตกใจ ที่อยู่ๆ อีกฝ่ายก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า
“ไป่เฉิง ไปเล่นกับพ่อที่ตำหนักเถิด ปล่อยให้มารดาเจ้าจัดการเรื่องทางนี้ไป”
“แต่ลูกเป็นห่วงเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”
“มิต้องห่วงไป มารดาเจ้าร้ายกว่าที่เจ้าคิดไว้เสียอีก”
“ฝ่าบาทเพคะ-”
“เห็นหรือไม่ว่านางอาจหาญถึงขั้นกล้าเสียงแข็งใส่พ่อ” หนิงจินแทบอยากกรี๊ดใส่หน้าหล่อที่กระตุกยิ้มยั่วยุ แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่กัดฟัน ซ่อนอารมณ์โมโหไว้ใต้รอยยิ้มที่แสนจะจอมปลอม
“เสี่ยวไป่ไปเถิด ทางนี้มีเต๋อคุนอยู่ด้วย แม่นมซู และขันทีฟ่งก็อยู่”
“...พ่ะย่ะค่ะ แต่ลูกของกลับไปนอนที่ตำหนักกวนผิงได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เด็กชายเงยหน้าขึ้นถามบิดา ช่วงนี้เสด็จแม่ยอมให้เขานอนด้วย ตรัสว่ามีเขานอนด้วยแล้วไม่เหงา กลัวว่าหากคืนนี้ไป่เฉิงไปนอนที่ตำหนักเทียนตงของเสด็จพ่อ เสด็จแม่จะนอนเหงาอยู่ที่ตำหนักเพียงผู้เดียว
อีกอย่าง...ไป่เฉิงกลัวเสด็จแม่จะโกรธที่เขาไปกับเสด็จพ่อ จนไม่ยอมให้เขาไปนอนด้วยอีก ช่วงนี้เสด็จแม่ยิ่งไม่ชอบหน้าเสด็จพ่ออยู่ด้วย
“...”
“ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
“หากนางอยากให้เจ้าไปนอนด้วย ก็ให้นางมารับเจ้าที่ตำหนักของพ่อ”
“เจ้า! เสด็จพี่ใหญ่ เจ้าคนนั้นที่แย่งหยกข้าไปจนมันแตกหัก” เสียงเล็กพูดขึ้นมาดังพอควร ทำให้คนรอบข้างต่างก็หันมอง“เสี่ยวซินนั่นองค์รัชทายาทแคว้นตงหลี่ ชี้หน้าเขาเช่นนั้นมิได้” ไป่เฉิงจับมือน้องสาวลง พลางค้อมศีรษะเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอาหลานฝั่งตรงข้ามมองมาทางนี้เช่นกัน“รัชทายาทหรือ ตะ แต่นิสัยเขาแย่มากเลยนะเพคะ พี่รอง พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า” ซินหรานหันไปกะพริบตาปริบๆ ทำตัวให้น่าสงสาร“เป็นรัชทายาทแล้วอย่างไร ไร้ความเป็นสุภาพบุรุษเช่นนี้ ก็ต้องโดนดีเสียบ้าง”“จริงอย่างพี่รองว่า ท่านจะทำอันใดข้าเอาด้วย” พี่ชายทั้งสี่เห็นน้องสาวกลับเข้าวังมาร้องห่มร้องไห้ตาแดง เอ่ยว่าของขวัญที่จะให้เสด็จแม่เสียหายไปเพราะชายผู้หนึ่ง ในเมื่อรู้แล้วว่าเป็นใครที่ทำน้องสาวร้องไห้ ย่อมต้องโดนดีเสียบ้าง“อย่าทำสิ่งใดที่เป็นอันตรายเล่า แคว้นตงหลี่มีสัมพันธ์อันดีกับเรามาโดยตลอด”“พี่ใหญ่วางใจ พกข้าเพียงเล่นสนุกขำๆ เท่านั้น” สี่พี่ชายกับน้องสาวอีกหนึ่ง แอบแวบออกมาอยู่สวนหลวง หลังจากที่พิธีการเสร็จสิ้น ซินหรานมองผ้าเช็ดหน้าที่ตนเองปักลายเองให้เป็นของขวัญพระมารดาแทนกำไลหยกที่ตั้งใจซื้อพอเข้าช่วงสังสรรค์ ซินหรานก็แอบกระ
‘อยากรู้นักว่าผู้ใดมันกล้าแตะต้องแก้วตาดวงใจของคนแคว้นต้าหยาง’แคว้นต้าหยางในหลายสิบปีที่ผ่านมา เจริญรุ่งเรืองทั้งการค้า การทหาร และอยู่ดีมีสุข เหตุผลหลักคงเพราะสถาบันกษัตริย์ที่เข้มแข็งและรักราษฎร ขุนนางคนใดคิดฉ้อฉลคดโกงประชาชนล้วนถูกลงโทษจนผู้อื่นมิกล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเหล่าองค์หญิงองค์ชายในราชวงศ์เจิ้งต่างก็เป็นที่รักของคนในแคว้น โดยเฉพาะองค์หญิงเพียงคนเดียวของราชวงศ์ เจิ้งซินหราน“เสี่ยวถัง เจ้าว่ากำไลหยกวงนั้นเป็นอย่างไร เหมาะกับเสด็จแม่หรือไม่”“เหมาะกับฮองเฮายิ่งนักเพคะ” บ่าวสาวพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย“พ่อค้า ข้าเอาวงนั้น-”“พ่อค้า ข้าเอาวงนี้-” สองเสียงดังประสานขึ้นพร้อมกัน ตำแหน่งที่ชี้ไปก็เป็นตำแหน่งเดียวกัน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเด็กสาววัยเพียงสิบห้าหนาวสบสายตากับเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าเนื้อดี ทว่าลวดลายและรูปแบบของเสื้อผ้านั้นแปลกตา ราวกับมิใช่คนแคว้นต้าหยาง“ขออภัยคุณชาย ข้ายืนดูอยู่นานแล้ว”“แต่ข้าหยิบก่อน” เด็กหนุ่มผู้นั้นหยิบฉวยเอากำไลหยกที่ซินหรานอยากได้ไปต่อหน้าต่อตา ช่างเป็นกิริยาที่ต่ำนัก“ไร้มารยาท ข้ายืนมองก่อนแล้ว ต่อรองกับพ่อค้าก่อนเจ้าเสีย
งานเลี้ยงสังสรรค์การแต่งงานของบ้านสกุลหม่าเป็นไปอย่างครึกครื้นและยิ่งใหญ่ ชาวบ้านต่างเอ่ยว่าจัดงานได้ดีทัดเทียมงานแต่งของเชื้อพระวงศ์ ถึงขั้นมีฮ่องเต้และฮองเฮาที่กำลังตั้งครรภ์มาร่วมงาน“พวกเขาดูมีความสุขมาก” ชายหญิงนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปหอเลี่ยงซีตามที่หนิงจินได้เอ่ยขอไว้ตั้งแต่แรก ข้างกันมีเด็กชายที่จริงจังกับการแก้กลเครื่องเล่นไม้ที่ได้จากแม่ทัพเติ้ง“อืม วันเวลาผ่านไปเร็วเสียจริง ยังจำได้ตอนที่พี่ไปเจรจากับท่านแม่ทัพ เพราะหม่าซานดันปีนกำแพงเข้าไปหาซูหลินถึงในเรือนสกุลเติ้ง”“คิก มิคิดว่าคนเงียบขรึมเช่นองครักษ์หม่าจะถูกพิษรักเล่นงานได้ถึงเพียงนี้”“เรื่องพิษรักต้องถามเจ้ามิใช่หรือ” คนเอ่ยค่อนแคะถูกตีไปหนึ่งที อวี่เกอก็เป็นเช่นนี้ มักเอาเรื่องเก่ามาเย้าแหย่นางอยู่เรื่อย“ตอนนี้หม่อมฉันมิได้มัวเมาแล้วเพคะ เสี่ยวไป่ไปกันเถิด ท่านป้ารอแล้วกระมัง” ว่าเพียงเท่านั้นว่าที่มารดาก็เดินลงรถม้าไป ทิ้งให้ชายหนุ่มที่พึ่งจะเข้าใจความหมายของประโยคนั้น ถึงกับนั่งเหม่อ“นางเอ่ยเช่นนั้น มิใช่หมายความว่าไม่รักข้าแล้วหรอกหรือ...จะ จินเอ๋อร์ รอพี่ก่อน” ขาแกร่งรีบสาวเข้าใกล้ร่างท้วม รวบตัวพยุงแม่ของลูกให้เด
‘แม้จะเสียเวลา แต่ข้ากลับรู้สึกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม’กำไลหยกในกล่องไม้ถูกหยิบขึ้นมาเชยชมอีกครั้ง เมื่อถึงวันครบรอบการตายของเสิ่นตงเป่า ปีที่แล้ว วันนี้เป็นวันที่เจิ้งเฟยอวี่และเสิ่นหนิงจินแทบล้มทั้งยืน เมื่อได้รับรายงานจากหม่าซานว่ามารดาและบิดาของพวกเขาจบชีวิตลงที่อารามหลิงเซียนพวกเขาผ่านเวลานั้นมาอย่างยากลำบาก ต่างคนก็ต่างเข้าใจเหตุผลของเรื่องราวในวันนั้นดี ท่านพ่อได้ลบล้างความเจ็บแค้นที่อดีตสนมทำไว้กับครอบครัว และจบชีวิตของตนเองลง“พวกเขามิคิดถึงข้าเลยสักนิด”“ฮองเฮาอย่าได้เอ่ยเช่นนั้นเลยเพคะ นายท่าน ฮูหยิน และคุณชายต่างก็รักฮองเฮาของหม่อมฉัน” แม่นมซูกล่าวปลอบใจ“อืม อย่างน้อยท่านพ่อก็ยังทิ้งของดูต่างหน้าไว้ให้ข้า...ช่วยเอาไปเก็บให้ข้าที” หนิงจินยื่นกล่องกำไลให้นางกำนัลเอาไปเก็บหากเอ่ยว่าไม่น้อยใจก็คงโกหก แม้จะได้รับการดูแล เลี้ยงดูอย่างดี แต่ก็ไม่เหมือนกับที่พี่ใหญ่ได้รับ นางยังเคยนึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดเป็นหญิงแต่ยังดีที่พี่ชายของนางแสนดีเป็นที่สุด“ทำสิ่งใดอยู่หรือ”“ฝ่าบาท” หนิงจินลุกขึ้นคำนับสวามี ข้ารับใช้ในตำหนักรู้ความ รีบลุกออกไปด้านนอกทันที ไม่ต้องรอให้ฝ่าบาทไล่เหมื
“เจิ้งฟานเฉิงผู้นั้น เขาขวางทางของลูก”“พ่ะย่ะค่ะ!?”“แม่เพียงจัดการมิให้เขาขัดวาสนาเจ้าก็เท่านั้น” สายตาของเสวียนฟางว่างเปล่าจนน่ากลัว นางเอ่ยความผิดมหันต์นั้นออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไป“เสด็จแม่ หมายความว่าเช่นไร ลูกมิเคยต้องการนั่งบัลลังก์”“ก็เพราะเป็นเช่นนั้น เขาจึงต้องตาย! หากไม่แล้ว เจ้าก็จะยอมอยู่เป็นเงาของเขาตลอดไป เสด็จพ่อของเจ้าลำเอียง ทั้งที่เจ้ามีความสามารถมากกว่า สร้างคุณงามความดีให้บ้านเมืองมากมาย แต่กลับยกบัลลังก์ให้ฟานเฉิง” ความในใจของเสวียนฟางถูกกล่าวออกมาจนหมด สีหน้าที่เรียบเฉย บัดนี้เต็มไปด้วยความโกรธเคืองเสวียนฟางเป็นสนมขั้นหวงกุ้ยเฟย นางเป็นรองเพียงฮองเฮา โอรสของนางมีสิทธิ์ได้รับตำแหน่งรัชทายาท ทันทีที่ฮองเฮาสิ้นพระชนม์ นางคิดว่าตนเองจะได้ขึ้นครองตำแหน่งนั้นแทน แต่กลับเป็นมารดาของฟานเฉิงที่เป็นเพียงเฟย ได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาแทนที่จะเป็นนางเพราะความไม่เป็นธรรมนี้ โอรสของนาง จึงกลายเป็นเงาของฟานเฉิงผู้เป็นพี่ชายมาโดยตลอด ทั้งที่ตำแหน่งรัชทายาทควรเป็นของอาอวี่ต่างหาก“...”“แต่อันที่จริง จะว่าแม่สังหารเขาก็ไม่ถูก เพราะแม่
‘สุดท้ายแล้วกลายเป็นข้าที่ทำให้ท่านต้องตายหรือ’ขันทีเหล่ยลู่เปียวยืนมองแผ่นหลังของนายเหนือหัว ที่บัดนี้เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง หลังจากตัดสินโทษ พระราชทานผ้าแพรขาวให้กับเพ่ยไทเฮา ฝ่าบาทก็มีอาการเช่นนี้“ท่านขันที ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง”“ยืนเหม่อมานานกว่าชั่วยาม (2 ชั่วโมง) แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา” เหล่ยลู่เปียวเห็นว่าเจ้าของดวงใจจักรพรรดิเดินเข้ามา จึงรีบรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง“ท่านขันทีไปพักเถิด ข้าจะไปพูดคุยกับฝ่าบาทเอง” หนิงจินรู้เรื่องราวของเพ่ยไทเฮาจึงไม่แปลกใจ เพราะอย่างไรเสียเพ่ยไทเฮาก็มิได้มีเรื่องบาดหมางกับอวี่เกอมาก่อน คงรู้สึกไม่ดีที่ต้องตัดสินโทษเช่นนั้น“ยืนรับลมเย็น ประเดี๋ยวจะประชวรเอาได้นะเพคะ”“จินเอ๋อร์...เจ้าต่างหากที่จะไม่สบาย เดินฝ่าหิมะมาได้อย่างไร” เจิ้งเฟยอวี่ปัดเกล็ดหิมะที่เกาะตามผ้าคลุมขนสัตว์ออก ก่อนจะหันไปปิดหน้าต่าง เพราะกลัวคนรักจะหนาว“หม่อมฉันเป็นห่วงเพคะ กลัวฝ่าบาทจะคิดมากเรื่องไทเฮา อย่าได้รู้สึกผิดไปเลยนะเพคะ ถือเสียว่าทวงความยุติธรรมให้เฉิงเกอและพี่ใหญ่”“พี่มิได้รู้สึกผิดเรื่องนั้น เพ่ยเหมยเหลียนสมควรได้รับโทษตาย”“แล้วเรื่องอันใดกันเพคะ เหตุใ
“เงียบ! เรื่องนี้ข้าส่งสารถึงราชสำนักซ่งแล้ว ซ่งรั่วซีย่อมได้รับโทษตามสมควร ส่วนนักพรตสายดำที่ทำพิธีพวกนั้น ข้ามิเว้นโทษตาย”“ฝ่าบาทตัดสินได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ การส่งสารไปแจ้งกับแคว้นซ่ง จะทำให้แคว้นซ่งมิอาจนำเรื่องการลงโทษซ่งกุ้ยเฟย มาเป็นข้ออ้างในการทำสงครามได้ ทั้งยังทำให้เราอยู่ลมบน ใช้เรื่อง
‘สตรีหน้าแดง เป็นอาการเขินอาย มิใช่กำลังโกรธหรือ’การเข้าหออย่างดุเดือดของฮองเฮาและฝ่าบาทถูกเล่าลือกันปากต่อปาก โดยเฉพาะห้องเครื่องในวังที่เป็นราวกับศูนย์กระจายข่าว พอนางกำนัลแต่ละตำหนักมายกสำรับให้นายเหนือหัว ก็จะได้รู้ความเป็นไปในวังทุกอย่าง“ข่าวว่าฮองเฮาโกรธที่ฝ่าบาทสั่งโบยคนทั้งตำหนักกวนผิง แต
‘ข้ามิได้ต้องการฮองเฮาที่ดี ข้าต้องการเพียงจินเอ๋อร์คนเดิม’เปลือกตาสีสวยกะพริบถี่ ฝืนลืมตาขึ้นมาด้วยความหนักอึ้งในหัว ดูจากม่านที่คลุมเตียงจึงรู้ว่าตนเองมิได้อยู่ที่ลานชมจันทร์และแน่นอนว่ามิใช่ตำหนักกวนผิงของนางอย่างแน่นอน“ตื่นแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง”“...”“เจ้าเป็นไข้ ข้าจึงเรียกหมอหลวงมาดู เจ
“มะ มิได้เริ่ม ฝ่าบาทหมายความว่าอย่างไรเพคะ” หนิงจินไม่ได้รับคำตอบเป็นคำพูด แต่กลับได้ประจักษ์แก่สายตาว่าสงครามครานี้พึ่งจะเริ่มจริงๆแท่งเนื้อที่แข็งขืนถูกนำออกมาจากกางเกงเนื้อดี มือใหญ่ชักรูดมันต่อหน้าต่อตาสตรีงามอย่างหน้าไม่อาย ก่อนที่ร่างสูงจะล้มตัวลงนอนตะแคงอยู่ข้างหนิงจินแขนข้างหนึ่งของฮ่องเ







