Masuk‘ข้าเป็นฮองเฮา ใยข้าต้องหวาดกลัวต่ออำนาจสนมเช่นพวกเจ้า’
เสียงเอะอะโวยวายดังครึกโครมมาแต่ไกล ย้ำเตือนว่าเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายขึ้นดังที่ขันทีในตำหนักวิ่งมาแจ้ง ทว่าสตรีในชุดโดดเด่นสมฐานะกลับไม่คิดจะรีบเร่ง เยื้องย่างราวกับเดินชมสวนดอกไม้ ข้างกายมีโอรสนอกสายเลือดจับจูงมือมาด้วยอีกคน
“เสด็จแม่อย่าไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ลูกได้ยินเสียงข้าวของแตก เกรงว่าเสด็จแม่จะได้รับอันตรายไปด้วย”
“องค์ชายอย่าได้กังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะดูแลฮองเฮากับองค์ชายเป็นอย่างดี”
“เจ้าตัวคนเดียว จะสู้กับคนมากมายได้อย่างไร ฟังจากเสียงแล้วน่ากลัวนัก”
“เชื่อเต๋อคุนเถิด เขาเก่งกาจเรื่องนี้” หนิงจินลูบศีรษะ ปลอบเด็กชาย อันที่จริงนางก็ไม่คิดจะพาเด็กชายมาดูเรื่องไร้แก่สารพวกนี้ ทว่าไป่เฉิงกลับไม่ยอม ร้องจะมาด้วยให้จนได้
ดูเหมือนว่าหลายวันที่อยู่ด้วยกัน เด็กชายจะเริ่มจะสนิทใจกับนางมากขึ้น เดี๋ยวนี้กล้าพูด กล้าถาม ทั้งยังกล้าต่อล้อต่อเถียง เมื่อครู่ก็พึ่งขู่นางมาว่าหากไม่พาตนเองมาด้วยจะนำเรื่องไปบอกบิดา หนิงจินจึงต้องพามา
“กรี๊ด! ปล่อยข้านะ” เสียงของสนมขั้นเฟย เซี่ยเจียวมี่ ดังลั่นไปทั่วบริเวณ ภาพสองสตรีกำลังดึงทึ้งเส้นผมกันจนยุ่งเหยิง ปรากฏต่อหน้าคนในตำหนักกวนผิง
ขนาดผู้ที่พึ่งเข้ามาอยู่ในวังอย่างแม่นมซู ยังส่ายหัวให้กับภาพตรงหน้า หากนางกำนัลอาวุโสตำหนักไทเฮามาพบเห็นเข้า มีหวังคงเป็นลมล้มพับเป็นแน่
เพราะสนมที่ผ่านการคัดเลือกล้วนเป็นนางกำนัลอาวุโสเหล่านั้นที่สอนงาน สนมของฮ่องเต้เจิ้งเฟยอวี่ก็เช่นกัน
ในรัชสมัยของฮ่องเต้เจิ้งเฟยอวี่มีสนมอยู่ไม่มาก เนื่องด้วยพึ่งครองบัลลังก์ได้เพียงห้าปี อีกทั้งฝ่าบาทมีราชกิจมากมายที่ต้องทำ
วังหลังจึงมีฮองเฮาเสิ่นหนิงจิน สนมขึ้นกุ้ยเฟยสองนาง คือซ่งรั่วซี องค์หญิงจากแคว้นซ่ง และเจียงลี่จู บุตรีของอัครมหาเสนาบดีเจียงไห่จง ส่วนสนมขั้นเฟยมีอีกสามนาง คือเติ้งซูหลิน หลานสาวแม่ทัพใหญ่ เติ้งห่าวหรง คนที่สอง เซี่ยเจียวมี่บรรณาการจากชนเผ่าแถบชายแดน และคนสุดท้าย เกาอันฝู เป็นสนมนางเดียวที่องค์ฮ่องเต้พาเข้าวังด้วยองค์เอง เป็นนางเดียวที่มีทายาทให้ฝ่าบาทนั่นก็คือ องค์ชายไป่เฉิง
ข้ารับใช้ในวังต่างรู้ดีว่าสนมเกาเป็นสนมรัก หากยังมีชีวิตอยู่ คงได้เลื่อนขั้นเป็นถึงหวงกุ้ยเฟย แต่น่าเสียดายที่นางร่างกายอ่อนแอ หลังจากที่คลอดองค์ชายได้ไม่นานก็สิ้นลม
“ฮองเฮาเสด็จ! ฮองเฮาเสด็จ!!” ขันทีฟ่งหนานตะโกนอยู่สองสามรอบ เหล่าธารกำนัลของสองตำหนักที่ทะเลาะตบตีกันอยู่หยุดชะงัก ทรุดกายลงก้มหมอบกับพื้น จะมีก็แต่นายเหนือหัวที่ยังไม่ยอมหยุด ทั้งที่รู้ว่าเสิ่นหนิงจินเดินมาถึงศาลาแล้ว
ผู้คนในวังหลังรู้ดีว่านอกจากสนมเติ้งซูหลิน ไม่มีสนมนางใดยำเกรงต่อองค์ฮองเฮา หนึ่งคงเพราะฝ่าบาทมิใคร่จะใส่ฮองเฮา สองคงเพราะก่อนหน้าพระนางปฏิบัติต่อทุกคนดีจนไม่มีผู้ใดยำเกรง
“เต๋อคุน ไปเอาน้ำมาสาดสุนัขกัดกันเสียหน่อยเถิด” เสิ่นหนิงจินหันไปสั่งด้วยใบหน้ายิ้มๆ เรื่องที่สตรีพวกนั้นมิเกรงกลัวนาง ต้องโทษที่ก่อนหน้าหนิงจินมีอำนาจในมือแต่กลับใช้ไม่เป็น
วันนี้ถือเป็นฤกษ์ดี ปรับเปลี่ยนทุกอย่างเสียใหม่
ซ่า~ กรี๊ด!!! เสียงแหลมสอดประสานเข้ากันอย่างลงตัว การกระทำราวสุนัขกัดกันแย่งอาหารสิ้นสุดลงทันทีที่น้ำเย็นเฉียบจากสระหลวง ชโลมไปทั่วร่างของสนมทั้งสอง
“นะ นี่พระนางทำสิ่ง ชุดหม่อมฉันเปียกไปหมด” เจียงลี่จูปาดน้ำออกจากหน้างาม ไม่ต่างกันกับเซี่ยเจียวมี่ที่ตะคอกออกมาอย่างไร้ความยำเกรง คงคิดว่าตนเองเป็นสนมรักที่ฝ่าบาทแวะเวียนไปหาบ่อยครั้ง
“วิปลาสไปแล้วหรือ!”
หนิงจินกระตุกยิ้มออกมาด้วยแววตาแข็งกระด้าง หากเป็นก่อนหน้านางคงคิดถึงหน้าสวามี กดความโมโหของตนเองไว้ และจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด
ทว่ายามนี้นางไม่คิดจะทำเช่นนั้น
“เสี่ยวไป่ แม่จะสอนเจ้า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“คนเราควรรู้ฐานะของตนเอง อยู่สูง แต่ใช้ชีวิตไร้ค่าไร้ราคาเป็นเรื่องไม่ควร อยู่ต่ำ จะปฏิบัติตนสูงเสียดฟ้าก็ใช่เหตุ ต้องตระหนักอยู่ทุกลมหายใจว่าตนเป็นหงส์หรือเป็นเพียงกาที่เสาะหาสีขาวมาแตะแต้มตนเอง” ว่าแล้ว ตากลมก็เหลือบไปมองขันทีฟ่งหนาน อีกฝ่ายก็รู้งาน สั่งให้คนจับสองสนมนั่งคุกเข่าลงกับพื้น
การกระทำไร้ซึ่งความอ่อนโยน ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนตกใจกับการกระทำของเสิ่นฮองเฮา คงเพราะไม่เคยเห็นพระนางเป็นเช่นนี้มาก่อน
เสิ่นหนิงจินเดินสำรวจภายในศาลา พบว่าข้าวของประดับตกแต่ง ทั้งฉากกั้นที่วาดโดยจิตกรชื่อดังของแคว้น แจกันเคลือบหลายใบที่มีมูลค่าหลายตำลึงทอง ล้วนแตกหักด้วยน้ำมือของคนพวกนี้
“เรื่องเป็นมาอย่างไร”
“นางสาปแช่งหม่อมฉันก่อน” เซี่ยเจียวมี่เชิดหน้าไปมองคนข้างๆ
“นางต่างหากที่ลงมือกับหม่อมฉันก่อน เป็นเพียงเฟย กลับกล้าถกเถียงสนมขั้นกุ้ยเฟยอย่างหม่อมฉัน หากฮองเฮาจะตัดสินโทษก็ควรคิดให้ถี่ถ้วนเสียก่อน มิเช่นนั้นผู้ที่จะลำบากอาจมิใช่พวกข้า” ใบหน้าแดงช้ำจากการตบตีเงยขึ้นมองมารดาแผ่นดิน นางเป็นกุ้ยเฟย สูงกว่าเซี่ยเจียวมี่หนึ่งขั้น ทั้งยังเป็นบุตรสาวคนเล็กของอัครมหาเสนาบดี
จะทำสิ่งใดก็ควรตรึกตรองให้ดีเสียก่อน
“หึ...ข้าเป็นฮองเฮา เหตุใดข้าต้องหวาดกลัวต่ออำนาจอันน้อยนิดของสนมเช่นพวกเจ้า”
“...”
“จะถือดีว่าคนหนึ่งเป็นบุตรสาวอัครมหาเสนาบดี อีกคนเป็นสนมรักของฝ่าบาท แล้วจะทำกิริยาต่ำช้าในวังหลังแห่งนี้ได้หรือ ลืมไปหรือไม่ ว่าในวังหลังข้ามีอำนาจสูงสุด!” เสิ่นหนิงจินตะโกนเสียงดังลั่น ทำเอานางกำนัลบางคนสั่นไปทั้งร่าง สองสนมเองก็นั่งอึ้งไปครู่ใหญ่
เจิ้งเฟยอวี่เปิดอ่านบันทึกของท่านหมอหลวง หลังจากที่พี่ชายของเขาสิ้นลมไป เฟยอวี่ก็สงสัยเรื่องการตายของพี่ชายมาโดยตลอด เพราะฝีมือการต่อสู้ของท่านพี่และเสิ่นชุนถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ของแคว้น ทว่าในสถานที่เกิดเหตุมีร่องรอยการต่อสู้น้อยเกินไปความสงสัยเล็กๆ นั่นทำให้เฟยอวี่ตัดสินใจสืบสาเหตุการตายของพี่ชาย ว่าเกิดจากการลอบปลงพระชนม์โดยนักฆ่าไร้สำนักอย่างที่ทุกคนรับรู้หรือไม่ทว่าสี่หน้าปีที่ผ่านมา วิกฤติบ้านเมืองและภาระหน้าที่ทำให้เฟยอวี่ติดตามเรื่องนี้ได้ไม่ต่อเนื่อง ซ้ำทุกอย่างยังแนบเนียน ไม่หลงเหลือหลักฐานให้สืบต่อ กระทั่งวันนี้“นี่อย่างไร...” นิ้วชี้เลื่อนไปตามตัวอักษรทีละแถว พิจารณาเนื้อความอย่างถี่ถ้วน กระทั่งไปสะดุดอยู่ประโยคหนึ่ง‘บริเวณเหนือสะโพกเป็นรอยเข็มทิ่มลงไป เนื้อรอบๆ มีสีม่วงดำ มิใช่รอยช้ำจากการฝังเข็ม ดูคล้ายเป็นพิษจากปลายเข็มมากกว่า’“พิษ!? เสด็จพี่มิได้ตายเพราะถูกมือสังหารฆ่า แต่เป็นเพราะพิษอย่างนั้นหรือ”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ในบันทึกหน้าถัดไปยังกล่าวว่าเป็นพิษสะสม”“หมายความว่ามีคนในวัง วางยาเสด็จพี่มานานแล้ว” มือใหญ่กุมขมับ คนในตำหนักของเสด็จพี่ล้วนเต็มใจถูกฝังไปพร้อมกับนา
‘ขนาดคนข้างกายยังหักหลังท่านได้ นี่น่ะหรือ อำนาจของผู้เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน’“ฝ่าบาท ฮองเฮา จวนจะเข้ายามซื่อแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” (09:00 – 10:59 น.)เสียงร้องเรียกของขันทีเหล่ยดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม ตั้งแต่ย่างเข้ายามเหม่า ( 05:00 – 06:59น.) จนป่านนี้ก็ไร้วี่แววว่าคนด้านในจะยอมออกมา ถึงกระนั้นเหล่ยลู่เปียวก็มิอาจยอมแพ้ ตะโกนข้ามผนังร้องเรียกนายเหนือหัวอยู่เช่นนั้น“อื้อ~” ดวงตาสองคู่กะพริบถี่ ตื่นจากห้วงนิทรา เจิ้งเฟยอวี่นิ่วหน้า รู้สึกชาไปทั้งแขน จึงต้องก้มมองหาสาเหตุ แต่เมื่อสายตาสอดประสานเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ร่างชายหญิงพลันผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”“อะฮึ่ม! ข้ากำลังจะออกไป” องค์กษัตริย์ลุกขึ้นมานั่ง จัดระเบียบอาภรณ์ให้เข้าที่เข้าทาง ภาพเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไหลเวียนเข้ามาเป็นฉากๆ พลันทำให้ใบหูขึ้นสีแดงก่ำ ถึงกระนั้นคนปากหนักก็ไม่ยอมพูดสิ่งใดออกมาทำเรื่องน่าอายเช่นนั้น จะให้เฟยอวี่กล้าพูดอะไรอีกเล่า“...”“อย่าลืมอาบน้ำก่อนออกไปพบพวกสนม ตัวเจ้ามีแต่กลิ่นสุรา” ว่าเสร็จฮ่องเต้หนุ่มก็ลุกพรวด เดินตรงออกจากห้องตำราทันที ไม่คิดหันไปต่อล้อต่อเถียงคนที่ตะโกนตามหล
“เหตุใดข้าต้องทำ ข้ามิได้ทำอันใดผิด นางดื้อก็ต้องถูกลงโทษเช่นนี้”หม่าซานถึงกับยกมือตบหน้าผากของตนเอง ที่ฝ่าบาทคิดว่ากว่าห้าปีที่ผ่านมา ทำท่าบึ้งตึงเย็นชา เข้าข้างผู้อื่นตลอดเวลา ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการลงโทษที่พระนางดื้อรั้นอย่างนั้นหรือ“เฮ้อ~ ที่ต้องทำ เพราะตอนนี้แม้แต่ตำแหน่งคนรู้จัก ฮองเฮาก็ไม่อยากมอบให้ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”“เจ้า! หม่าซาน เจ้าคนน่าตาย”“กระหม่อมพูดความจริงพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้ฐานะของฝ่าบาทในใจฮองเฮา คงเป็นคนที่เกลียดที่สุด-” คำพูดขององครักษ์หม่าถูกตอบแทนด้วยเม็ดถั่วคั่วคนที่กำลังกรึ่มๆ ยกสุราขึ้นกรอกปากครั้งแล้วครั้งเล่า ในเมื่อดื่มสุราราวกับน้ำเปล่าเช่นนี้ต่อให้เป็นคนคอแข็งเพียงใดก็เมาไม่รู้เรื่องได้เหมือนกันองค์จักรพรรดิแคว้นต้าหยางปัดป้องตนเองจากเหล่าข้ารับใช้ที่พยายามเข้ามาพยุง สองขาเดินซวนเซมุ่งหน้าไปยังตำหนักของใครบางคน ที่ทำให้เขาวุ่นวายใจถึงขั้นต้องพึ่งน้ำเมา“ฝะ ฝ่าบาท”“หลีกไป! อึก!” สองมือผละประตูเข้าไปในตำหนัก จุดหมายปลายทางคงหนีไม่พ้นห้องบรรทมของหนิงจินทว่าเสียงของเฟยอวี่คงดังครึกโครมจนคนนอนหลับตื่นจากห้วงนิทรา เดินออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้น และก็ต้องตกใจเมื่
‘ข้าเกลียดท่าน เหมือนดั่งที่ท่านเกลียดข้า’“ฝ่าบาทจะมิเข้าไปประทับในตำหนักก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีฟ่งหนานเอ่ยถามผู้ครองแคว้นเป็นครั้งที่สาม แต่ก็ได้รับคำตอบแบบเดิมซ้ำๆ“ไม่ล่ะ” ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมลายมังกร บัดนี้ยืนมองหน้าต่างที่จุดไฟสลัวท่ามกลางความมืด นับตั้งแต่ได้ยินประโยคนั้นของเสิ่นหนิงจิน เขาก็รู้สึกชาไปทั้งร่าง‘หากฝ่าบาทจะกรุณา ช่วยมอบอิสระให้หม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ’อิสระอย่างนั้นหรือ นางคิดสิ่งใดอยู่ ตั้งแต่วันแรกที่ย่างก้าวเข้ามานางควรรู้ว่าชีวิตของนางจะไร้อิสรภาพจนกว่าจะสิ้นลมหายใจก่อนที่นางจะขึ้นรับตำแหน่ง เขาก็บอกกับนางแล้ว แต่เป็นนางเองมิใช่หรือที่ดื้อรั้นจะเป็นฮองเฮาให้ได้แล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้เอ่ยคำพวกนั้นออกมา“หม่าซาน เพิ่มทหารคุ้มกันตำหนักกวนผิงเป็นสามเท่า ตามติดฮองเฮาอย่าให้คลาดสายตา”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”เจิ้งเฟยอวี่ถอนหายใจหนัก ตาดุจ้องมองหน้าต่างบานนั้นอย่างขัดใจ กระทั่งแสงไฟดับมืดลง จึงตัดสินใจหันหลังกลับออกมาจากตำหนักกวนผิง“เอ่อ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ วันนี้ฝ่าบาทพลิกป้ายซ่งกุ้ยเฟย-” ขันทีเหล่ยลู่เปียวยอมเสี่ยงตายเอ่ยขัดอารมณ์ขุ่นมัวของนายเหนือหัว“ส่งคนไปแจ้งว่าวันน
ขบวนเสด็จของฮ่องเต้และฮองเฮาแคว้นต้าหยางเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ ตามติดมาด้วยขบวนเสด็จขององค์ชายน้อย มุ่งหน้าไปยังโรงทานแถบชานเมือง อยู่ห่างจากเมืองหลวงพอควรราษฎรยากไร้ต่างพากันมารอรับอาหารจากโรงทาน แม้แคว้นต้าหยางจะเป็นหนึ่งในแคว้นที่เจริญรุ่งเรือง มีพืชผลทางการเกษตรมากมาย ทว่าผู้ยากไร้ก็ยังมีให้เห็นไม่น้อย“ทางนี้ปล่อยให้พวกทหารจัดการต่อ เจ้ามากับข้า”“เพคะ” ได้ยินเสียงกระซิบจากคนข้างกาย หนิงจินที่ยังมีคดีติดตัวจึงไม่ขัด ปล่อยมือจากอาหารที่แจกให้ชาวบ้าน พลางเดินตามสวามีเข้าไปในเรือนรับรองที่จัดเตรียมไว้ให้ถึงจะเอ่ยว่าเรือนรับรอง ทว่าก็มิได้ใหญ่โตโอ่อ่า มีเพียงห้องโถงและห้องนอน ซึ่งบัดนี้มีเด็กชายตัวน้อยกำลังนอนกลางวันอยู่ วันนี้ต้องเดินทางแต่เช้าตรู่ ไม่แปลกที่ไป่เฉิงจะง่วง“เปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ข้าจะออกไปดูความเป็นอยู่ละแวกนี้เสียหน่อย”“หม่อมฉันไม่ไปเพคะ จะรออยู่ที่นี่กับเสี่ยวไป่”“เจ้ามิขัดข้าสักเรื่องจะได้หรือไม่ เหตุใดช่วงนี้เจ้าว่ายากนัก” เสียงถอนหายใจบ่งบอกชัดเจนว่ารำคาญ“...”“เปลี่ยนเสื้อผ้า”“จิ๊! หันไปสิเพคะ” หนิงจินคว้าเอาเสื้อผ้าเนื้อธรรมดามาเปลี่ยนตามคำสั่งด้วยท่าทีฮึดฮัด
‘สิ่งที่ข้าต้องการ คือเป็นอิสระจากท่าน’ร่างระหงนั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ให้เหล่าธารกำนัลช่วยกันแต่งแต้มเครื่องประทินผิว เพราะวันนี้องค์ไทเฮาเพ่ยเหมยเหลียน จะกลับมาจากไปปฏิบัติธรรมที่วัดหลิงเซียน หนิงจินจึงจะพาเหล่าสนมไปเข้าเฝ้า ราวถึงรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทว่าฮองเฮาคนงามจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สาเหตุคงไม่พ้นเรื่องแอบหนีออกนอกวังแต่ดันไปพบกับฝ่าบาทเข้า ยามนั้นนางกับเต๋อคุนวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ยังดีที่รอดมาได้แต่ในตอนที่กลับเข้าวัง เต๋อคุนเอ่ยว่ารู้สึกว่ามีคนตามมา นางจึงมานั่งลุ้นว่าเป็นคนของฝ่าบาทอย่างที่เต๋อคุนสงสัยหรือไม่ หากพ้นวันนี้ยังไม่โดนเรียกเข้าเฝ้าก็ถือว่าการหนีเที่ยวเมื่อคืนเป็นความลับ“ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ-”“ฝะ ฝะ ฝ่าบาทเรียกพบข้าหรือ!” ร่างเล็กสะดุ้งโหยง ใจร่วงลงมาถึงตาตุ่ม ในหัวคิดคำแก้ตัวเป็นพัลวัน หากถูกจับได้ครานี้มิใช่นางที่จะเดือดร้อน แต่คนทั้งตำหนักกวนผิงจะถูกลงโทษไปด้วยจะทำอย่างไรดี!“เอ่อ มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงมาทูลว่าขบวนเสด็จของเพ่ยไทเฮามาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“...อ่อ เช่นนั้นหรอกหรือ” ท่าทางเป่าปากโล่งอก สร้างความงุนงงให้กับข้ารับใช้







