Masuk‘ข้าเป็นฮองเฮา ใยข้าต้องหวาดกลัวต่ออำนาจสนมเช่นพวกเจ้า’
เสียงเอะอะโวยวายดังครึกโครมมาแต่ไกล ย้ำเตือนว่าเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายขึ้นดังที่ขันทีในตำหนักวิ่งมาแจ้ง ทว่าสตรีในชุดโดดเด่นสมฐานะกลับไม่คิดจะรีบเร่ง เยื้องย่างราวกับเดินชมสวนดอกไม้ ข้างกายมีโอรสนอกสายเลือดจับจูงมือมาด้วยอีกคน
“เสด็จแม่อย่าไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ลูกได้ยินเสียงข้าวของแตก เกรงว่าเสด็จแม่จะได้รับอันตรายไปด้วย”
“องค์ชายอย่าได้กังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะดูแลฮองเฮากับองค์ชายเป็นอย่างดี”
“เจ้าตัวคนเดียว จะสู้กับคนมากมายได้อย่างไร ฟังจากเสียงแล้วน่ากลัวนัก”
“เชื่อเต๋อคุนเถิด เขาเก่งกาจเรื่องนี้” หนิงจินลูบศีรษะ ปลอบเด็กชาย อันที่จริงนางก็ไม่คิดจะพาเด็กชายมาดูเรื่องไร้แก่สารพวกนี้ ทว่าไป่เฉิงกลับไม่ยอม ร้องจะมาด้วยให้จนได้
ดูเหมือนว่าหลายวันที่อยู่ด้วยกัน เด็กชายจะเริ่มจะสนิทใจกับนางมากขึ้น เดี๋ยวนี้กล้าพูด กล้าถาม ทั้งยังกล้าต่อล้อต่อเถียง เมื่อครู่ก็พึ่งขู่นางมาว่าหากไม่พาตนเองมาด้วยจะนำเรื่องไปบอกบิดา หนิงจินจึงต้องพามา
“กรี๊ด! ปล่อยข้านะ” เสียงของสนมขั้นเฟย เซี่ยเจียวมี่ ดังลั่นไปทั่วบริเวณ ภาพสองสตรีกำลังดึงทึ้งเส้นผมกันจนยุ่งเหยิง ปรากฏต่อหน้าคนในตำหนักกวนผิง
ขนาดผู้ที่พึ่งเข้ามาอยู่ในวังอย่างแม่นมซู ยังส่ายหัวให้กับภาพตรงหน้า หากนางกำนัลอาวุโสตำหนักไทเฮามาพบเห็นเข้า มีหวังคงเป็นลมล้มพับเป็นแน่
เพราะสนมที่ผ่านการคัดเลือกล้วนเป็นนางกำนัลอาวุโสเหล่านั้นที่สอนงาน สนมของฮ่องเต้เจิ้งเฟยอวี่ก็เช่นกัน
ในรัชสมัยของฮ่องเต้เจิ้งเฟยอวี่มีสนมอยู่ไม่มาก เนื่องด้วยพึ่งครองบัลลังก์ได้เพียงห้าปี อีกทั้งฝ่าบาทมีราชกิจมากมายที่ต้องทำ
วังหลังจึงมีฮองเฮาเสิ่นหนิงจิน สนมขึ้นกุ้ยเฟยสองนาง คือซ่งรั่วซี องค์หญิงจากแคว้นซ่ง และเจียงลี่จู บุตรีของอัครมหาเสนาบดีเจียงไห่จง ส่วนสนมขั้นเฟยมีอีกสามนาง คือเติ้งซูหลิน หลานสาวแม่ทัพใหญ่ เติ้งห่าวหรง คนที่สอง เซี่ยเจียวมี่บรรณาการจากชนเผ่าแถบชายแดน และคนสุดท้าย เกาอันฝู เป็นสนมนางเดียวที่องค์ฮ่องเต้พาเข้าวังด้วยองค์เอง เป็นนางเดียวที่มีทายาทให้ฝ่าบาทนั่นก็คือ องค์ชายไป่เฉิง
ข้ารับใช้ในวังต่างรู้ดีว่าสนมเกาเป็นสนมรัก หากยังมีชีวิตอยู่ คงได้เลื่อนขั้นเป็นถึงหวงกุ้ยเฟย แต่น่าเสียดายที่นางร่างกายอ่อนแอ หลังจากที่คลอดองค์ชายได้ไม่นานก็สิ้นลม
“ฮองเฮาเสด็จ! ฮองเฮาเสด็จ!!” ขันทีฟ่งหนานตะโกนอยู่สองสามรอบ เหล่าธารกำนัลของสองตำหนักที่ทะเลาะตบตีกันอยู่หยุดชะงัก ทรุดกายลงก้มหมอบกับพื้น จะมีก็แต่นายเหนือหัวที่ยังไม่ยอมหยุด ทั้งที่รู้ว่าเสิ่นหนิงจินเดินมาถึงศาลาแล้ว
ผู้คนในวังหลังรู้ดีว่านอกจากสนมเติ้งซูหลิน ไม่มีสนมนางใดยำเกรงต่อองค์ฮองเฮา หนึ่งคงเพราะฝ่าบาทมิใคร่จะใส่ฮองเฮา สองคงเพราะก่อนหน้าพระนางปฏิบัติต่อทุกคนดีจนไม่มีผู้ใดยำเกรง
“เต๋อคุน ไปเอาน้ำมาสาดสุนัขกัดกันเสียหน่อยเถิด” เสิ่นหนิงจินหันไปสั่งด้วยใบหน้ายิ้มๆ เรื่องที่สตรีพวกนั้นมิเกรงกลัวนาง ต้องโทษที่ก่อนหน้าหนิงจินมีอำนาจในมือแต่กลับใช้ไม่เป็น
วันนี้ถือเป็นฤกษ์ดี ปรับเปลี่ยนทุกอย่างเสียใหม่
ซ่า~ กรี๊ด!!! เสียงแหลมสอดประสานเข้ากันอย่างลงตัว การกระทำราวสุนัขกัดกันแย่งอาหารสิ้นสุดลงทันทีที่น้ำเย็นเฉียบจากสระหลวง ชโลมไปทั่วร่างของสนมทั้งสอง
“นะ นี่พระนางทำสิ่ง ชุดหม่อมฉันเปียกไปหมด” เจียงลี่จูปาดน้ำออกจากหน้างาม ไม่ต่างกันกับเซี่ยเจียวมี่ที่ตะคอกออกมาอย่างไร้ความยำเกรง คงคิดว่าตนเองเป็นสนมรักที่ฝ่าบาทแวะเวียนไปหาบ่อยครั้ง
“วิปลาสไปแล้วหรือ!”
หนิงจินกระตุกยิ้มออกมาด้วยแววตาแข็งกระด้าง หากเป็นก่อนหน้านางคงคิดถึงหน้าสวามี กดความโมโหของตนเองไว้ และจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด
ทว่ายามนี้นางไม่คิดจะทำเช่นนั้น
“เสี่ยวไป่ แม่จะสอนเจ้า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“คนเราควรรู้ฐานะของตนเอง อยู่สูง แต่ใช้ชีวิตไร้ค่าไร้ราคาเป็นเรื่องไม่ควร อยู่ต่ำ จะปฏิบัติตนสูงเสียดฟ้าก็ใช่เหตุ ต้องตระหนักอยู่ทุกลมหายใจว่าตนเป็นหงส์หรือเป็นเพียงกาที่เสาะหาสีขาวมาแตะแต้มตนเอง” ว่าแล้ว ตากลมก็เหลือบไปมองขันทีฟ่งหนาน อีกฝ่ายก็รู้งาน สั่งให้คนจับสองสนมนั่งคุกเข่าลงกับพื้น
การกระทำไร้ซึ่งความอ่อนโยน ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนตกใจกับการกระทำของเสิ่นฮองเฮา คงเพราะไม่เคยเห็นพระนางเป็นเช่นนี้มาก่อน
เสิ่นหนิงจินเดินสำรวจภายในศาลา พบว่าข้าวของประดับตกแต่ง ทั้งฉากกั้นที่วาดโดยจิตกรชื่อดังของแคว้น แจกันเคลือบหลายใบที่มีมูลค่าหลายตำลึงทอง ล้วนแตกหักด้วยน้ำมือของคนพวกนี้
“เรื่องเป็นมาอย่างไร”
“นางสาปแช่งหม่อมฉันก่อน” เซี่ยเจียวมี่เชิดหน้าไปมองคนข้างๆ
“นางต่างหากที่ลงมือกับหม่อมฉันก่อน เป็นเพียงเฟย กลับกล้าถกเถียงสนมขั้นกุ้ยเฟยอย่างหม่อมฉัน หากฮองเฮาจะตัดสินโทษก็ควรคิดให้ถี่ถ้วนเสียก่อน มิเช่นนั้นผู้ที่จะลำบากอาจมิใช่พวกข้า” ใบหน้าแดงช้ำจากการตบตีเงยขึ้นมองมารดาแผ่นดิน นางเป็นกุ้ยเฟย สูงกว่าเซี่ยเจียวมี่หนึ่งขั้น ทั้งยังเป็นบุตรสาวคนเล็กของอัครมหาเสนาบดี
จะทำสิ่งใดก็ควรตรึกตรองให้ดีเสียก่อน
“หึ...ข้าเป็นฮองเฮา เหตุใดข้าต้องหวาดกลัวต่ออำนาจอันน้อยนิดของสนมเช่นพวกเจ้า”
“...”
“จะถือดีว่าคนหนึ่งเป็นบุตรสาวอัครมหาเสนาบดี อีกคนเป็นสนมรักของฝ่าบาท แล้วจะทำกิริยาต่ำช้าในวังหลังแห่งนี้ได้หรือ ลืมไปหรือไม่ ว่าในวังหลังข้ามีอำนาจสูงสุด!” เสิ่นหนิงจินตะโกนเสียงดังลั่น ทำเอานางกำนัลบางคนสั่นไปทั้งร่าง สองสนมเองก็นั่งอึ้งไปครู่ใหญ่
“เจ้า! เสด็จพี่ใหญ่ เจ้าคนนั้นที่แย่งหยกข้าไปจนมันแตกหัก” เสียงเล็กพูดขึ้นมาดังพอควร ทำให้คนรอบข้างต่างก็หันมอง“เสี่ยวซินนั่นองค์รัชทายาทแคว้นตงหลี่ ชี้หน้าเขาเช่นนั้นมิได้” ไป่เฉิงจับมือน้องสาวลง พลางค้อมศีรษะเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอาหลานฝั่งตรงข้ามมองมาทางนี้เช่นกัน“รัชทายาทหรือ ตะ แต่นิสัยเขาแย่มากเลยนะเพคะ พี่รอง พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า” ซินหรานหันไปกะพริบตาปริบๆ ทำตัวให้น่าสงสาร“เป็นรัชทายาทแล้วอย่างไร ไร้ความเป็นสุภาพบุรุษเช่นนี้ ก็ต้องโดนดีเสียบ้าง”“จริงอย่างพี่รองว่า ท่านจะทำอันใดข้าเอาด้วย” พี่ชายทั้งสี่เห็นน้องสาวกลับเข้าวังมาร้องห่มร้องไห้ตาแดง เอ่ยว่าของขวัญที่จะให้เสด็จแม่เสียหายไปเพราะชายผู้หนึ่ง ในเมื่อรู้แล้วว่าเป็นใครที่ทำน้องสาวร้องไห้ ย่อมต้องโดนดีเสียบ้าง“อย่าทำสิ่งใดที่เป็นอันตรายเล่า แคว้นตงหลี่มีสัมพันธ์อันดีกับเรามาโดยตลอด”“พี่ใหญ่วางใจ พกข้าเพียงเล่นสนุกขำๆ เท่านั้น” สี่พี่ชายกับน้องสาวอีกหนึ่ง แอบแวบออกมาอยู่สวนหลวง หลังจากที่พิธีการเสร็จสิ้น ซินหรานมองผ้าเช็ดหน้าที่ตนเองปักลายเองให้เป็นของขวัญพระมารดาแทนกำไลหยกที่ตั้งใจซื้อพอเข้าช่วงสังสรรค์ ซินหรานก็แอบกระ
‘อยากรู้นักว่าผู้ใดมันกล้าแตะต้องแก้วตาดวงใจของคนแคว้นต้าหยาง’แคว้นต้าหยางในหลายสิบปีที่ผ่านมา เจริญรุ่งเรืองทั้งการค้า การทหาร และอยู่ดีมีสุข เหตุผลหลักคงเพราะสถาบันกษัตริย์ที่เข้มแข็งและรักราษฎร ขุนนางคนใดคิดฉ้อฉลคดโกงประชาชนล้วนถูกลงโทษจนผู้อื่นมิกล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเหล่าองค์หญิงองค์ชายในราชวงศ์เจิ้งต่างก็เป็นที่รักของคนในแคว้น โดยเฉพาะองค์หญิงเพียงคนเดียวของราชวงศ์ เจิ้งซินหราน“เสี่ยวถัง เจ้าว่ากำไลหยกวงนั้นเป็นอย่างไร เหมาะกับเสด็จแม่หรือไม่”“เหมาะกับฮองเฮายิ่งนักเพคะ” บ่าวสาวพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย“พ่อค้า ข้าเอาวงนั้น-”“พ่อค้า ข้าเอาวงนี้-” สองเสียงดังประสานขึ้นพร้อมกัน ตำแหน่งที่ชี้ไปก็เป็นตำแหน่งเดียวกัน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเด็กสาววัยเพียงสิบห้าหนาวสบสายตากับเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าเนื้อดี ทว่าลวดลายและรูปแบบของเสื้อผ้านั้นแปลกตา ราวกับมิใช่คนแคว้นต้าหยาง“ขออภัยคุณชาย ข้ายืนดูอยู่นานแล้ว”“แต่ข้าหยิบก่อน” เด็กหนุ่มผู้นั้นหยิบฉวยเอากำไลหยกที่ซินหรานอยากได้ไปต่อหน้าต่อตา ช่างเป็นกิริยาที่ต่ำนัก“ไร้มารยาท ข้ายืนมองก่อนแล้ว ต่อรองกับพ่อค้าก่อนเจ้าเสีย
งานเลี้ยงสังสรรค์การแต่งงานของบ้านสกุลหม่าเป็นไปอย่างครึกครื้นและยิ่งใหญ่ ชาวบ้านต่างเอ่ยว่าจัดงานได้ดีทัดเทียมงานแต่งของเชื้อพระวงศ์ ถึงขั้นมีฮ่องเต้และฮองเฮาที่กำลังตั้งครรภ์มาร่วมงาน“พวกเขาดูมีความสุขมาก” ชายหญิงนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปหอเลี่ยงซีตามที่หนิงจินได้เอ่ยขอไว้ตั้งแต่แรก ข้างกันมีเด็กชายที่จริงจังกับการแก้กลเครื่องเล่นไม้ที่ได้จากแม่ทัพเติ้ง“อืม วันเวลาผ่านไปเร็วเสียจริง ยังจำได้ตอนที่พี่ไปเจรจากับท่านแม่ทัพ เพราะหม่าซานดันปีนกำแพงเข้าไปหาซูหลินถึงในเรือนสกุลเติ้ง”“คิก มิคิดว่าคนเงียบขรึมเช่นองครักษ์หม่าจะถูกพิษรักเล่นงานได้ถึงเพียงนี้”“เรื่องพิษรักต้องถามเจ้ามิใช่หรือ” คนเอ่ยค่อนแคะถูกตีไปหนึ่งที อวี่เกอก็เป็นเช่นนี้ มักเอาเรื่องเก่ามาเย้าแหย่นางอยู่เรื่อย“ตอนนี้หม่อมฉันมิได้มัวเมาแล้วเพคะ เสี่ยวไป่ไปกันเถิด ท่านป้ารอแล้วกระมัง” ว่าเพียงเท่านั้นว่าที่มารดาก็เดินลงรถม้าไป ทิ้งให้ชายหนุ่มที่พึ่งจะเข้าใจความหมายของประโยคนั้น ถึงกับนั่งเหม่อ“นางเอ่ยเช่นนั้น มิใช่หมายความว่าไม่รักข้าแล้วหรอกหรือ...จะ จินเอ๋อร์ รอพี่ก่อน” ขาแกร่งรีบสาวเข้าใกล้ร่างท้วม รวบตัวพยุงแม่ของลูกให้เด
‘แม้จะเสียเวลา แต่ข้ากลับรู้สึกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม’กำไลหยกในกล่องไม้ถูกหยิบขึ้นมาเชยชมอีกครั้ง เมื่อถึงวันครบรอบการตายของเสิ่นตงเป่า ปีที่แล้ว วันนี้เป็นวันที่เจิ้งเฟยอวี่และเสิ่นหนิงจินแทบล้มทั้งยืน เมื่อได้รับรายงานจากหม่าซานว่ามารดาและบิดาของพวกเขาจบชีวิตลงที่อารามหลิงเซียนพวกเขาผ่านเวลานั้นมาอย่างยากลำบาก ต่างคนก็ต่างเข้าใจเหตุผลของเรื่องราวในวันนั้นดี ท่านพ่อได้ลบล้างความเจ็บแค้นที่อดีตสนมทำไว้กับครอบครัว และจบชีวิตของตนเองลง“พวกเขามิคิดถึงข้าเลยสักนิด”“ฮองเฮาอย่าได้เอ่ยเช่นนั้นเลยเพคะ นายท่าน ฮูหยิน และคุณชายต่างก็รักฮองเฮาของหม่อมฉัน” แม่นมซูกล่าวปลอบใจ“อืม อย่างน้อยท่านพ่อก็ยังทิ้งของดูต่างหน้าไว้ให้ข้า...ช่วยเอาไปเก็บให้ข้าที” หนิงจินยื่นกล่องกำไลให้นางกำนัลเอาไปเก็บหากเอ่ยว่าไม่น้อยใจก็คงโกหก แม้จะได้รับการดูแล เลี้ยงดูอย่างดี แต่ก็ไม่เหมือนกับที่พี่ใหญ่ได้รับ นางยังเคยนึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดเป็นหญิงแต่ยังดีที่พี่ชายของนางแสนดีเป็นที่สุด“ทำสิ่งใดอยู่หรือ”“ฝ่าบาท” หนิงจินลุกขึ้นคำนับสวามี ข้ารับใช้ในตำหนักรู้ความ รีบลุกออกไปด้านนอกทันที ไม่ต้องรอให้ฝ่าบาทไล่เหมื
“เจิ้งฟานเฉิงผู้นั้น เขาขวางทางของลูก”“พ่ะย่ะค่ะ!?”“แม่เพียงจัดการมิให้เขาขัดวาสนาเจ้าก็เท่านั้น” สายตาของเสวียนฟางว่างเปล่าจนน่ากลัว นางเอ่ยความผิดมหันต์นั้นออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไป“เสด็จแม่ หมายความว่าเช่นไร ลูกมิเคยต้องการนั่งบัลลังก์”“ก็เพราะเป็นเช่นนั้น เขาจึงต้องตาย! หากไม่แล้ว เจ้าก็จะยอมอยู่เป็นเงาของเขาตลอดไป เสด็จพ่อของเจ้าลำเอียง ทั้งที่เจ้ามีความสามารถมากกว่า สร้างคุณงามความดีให้บ้านเมืองมากมาย แต่กลับยกบัลลังก์ให้ฟานเฉิง” ความในใจของเสวียนฟางถูกกล่าวออกมาจนหมด สีหน้าที่เรียบเฉย บัดนี้เต็มไปด้วยความโกรธเคืองเสวียนฟางเป็นสนมขั้นหวงกุ้ยเฟย นางเป็นรองเพียงฮองเฮา โอรสของนางมีสิทธิ์ได้รับตำแหน่งรัชทายาท ทันทีที่ฮองเฮาสิ้นพระชนม์ นางคิดว่าตนเองจะได้ขึ้นครองตำแหน่งนั้นแทน แต่กลับเป็นมารดาของฟานเฉิงที่เป็นเพียงเฟย ได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาแทนที่จะเป็นนางเพราะความไม่เป็นธรรมนี้ โอรสของนาง จึงกลายเป็นเงาของฟานเฉิงผู้เป็นพี่ชายมาโดยตลอด ทั้งที่ตำแหน่งรัชทายาทควรเป็นของอาอวี่ต่างหาก“...”“แต่อันที่จริง จะว่าแม่สังหารเขาก็ไม่ถูก เพราะแม่
‘สุดท้ายแล้วกลายเป็นข้าที่ทำให้ท่านต้องตายหรือ’ขันทีเหล่ยลู่เปียวยืนมองแผ่นหลังของนายเหนือหัว ที่บัดนี้เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง หลังจากตัดสินโทษ พระราชทานผ้าแพรขาวให้กับเพ่ยไทเฮา ฝ่าบาทก็มีอาการเช่นนี้“ท่านขันที ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง”“ยืนเหม่อมานานกว่าชั่วยาม (2 ชั่วโมง) แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา” เหล่ยลู่เปียวเห็นว่าเจ้าของดวงใจจักรพรรดิเดินเข้ามา จึงรีบรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง“ท่านขันทีไปพักเถิด ข้าจะไปพูดคุยกับฝ่าบาทเอง” หนิงจินรู้เรื่องราวของเพ่ยไทเฮาจึงไม่แปลกใจ เพราะอย่างไรเสียเพ่ยไทเฮาก็มิได้มีเรื่องบาดหมางกับอวี่เกอมาก่อน คงรู้สึกไม่ดีที่ต้องตัดสินโทษเช่นนั้น“ยืนรับลมเย็น ประเดี๋ยวจะประชวรเอาได้นะเพคะ”“จินเอ๋อร์...เจ้าต่างหากที่จะไม่สบาย เดินฝ่าหิมะมาได้อย่างไร” เจิ้งเฟยอวี่ปัดเกล็ดหิมะที่เกาะตามผ้าคลุมขนสัตว์ออก ก่อนจะหันไปปิดหน้าต่าง เพราะกลัวคนรักจะหนาว“หม่อมฉันเป็นห่วงเพคะ กลัวฝ่าบาทจะคิดมากเรื่องไทเฮา อย่าได้รู้สึกผิดไปเลยนะเพคะ ถือเสียว่าทวงความยุติธรรมให้เฉิงเกอและพี่ใหญ่”“พี่มิได้รู้สึกผิดเรื่องนั้น เพ่ยเหมยเหลียนสมควรได้รับโทษตาย”“แล้วเรื่องอันใดกันเพคะ เหตุใ
“เงียบ! เรื่องนี้ข้าส่งสารถึงราชสำนักซ่งแล้ว ซ่งรั่วซีย่อมได้รับโทษตามสมควร ส่วนนักพรตสายดำที่ทำพิธีพวกนั้น ข้ามิเว้นโทษตาย”“ฝ่าบาทตัดสินได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ การส่งสารไปแจ้งกับแคว้นซ่ง จะทำให้แคว้นซ่งมิอาจนำเรื่องการลงโทษซ่งกุ้ยเฟย มาเป็นข้ออ้างในการทำสงครามได้ ทั้งยังทำให้เราอยู่ลมบน ใช้เรื่อง
‘สตรีหน้าแดง เป็นอาการเขินอาย มิใช่กำลังโกรธหรือ’การเข้าหออย่างดุเดือดของฮองเฮาและฝ่าบาทถูกเล่าลือกันปากต่อปาก โดยเฉพาะห้องเครื่องในวังที่เป็นราวกับศูนย์กระจายข่าว พอนางกำนัลแต่ละตำหนักมายกสำรับให้นายเหนือหัว ก็จะได้รู้ความเป็นไปในวังทุกอย่าง“ข่าวว่าฮองเฮาโกรธที่ฝ่าบาทสั่งโบยคนทั้งตำหนักกวนผิง แต
‘ข้ามิได้ต้องการฮองเฮาที่ดี ข้าต้องการเพียงจินเอ๋อร์คนเดิม’เปลือกตาสีสวยกะพริบถี่ ฝืนลืมตาขึ้นมาด้วยความหนักอึ้งในหัว ดูจากม่านที่คลุมเตียงจึงรู้ว่าตนเองมิได้อยู่ที่ลานชมจันทร์และแน่นอนว่ามิใช่ตำหนักกวนผิงของนางอย่างแน่นอน“ตื่นแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง”“...”“เจ้าเป็นไข้ ข้าจึงเรียกหมอหลวงมาดู เจ
“มะ มิได้เริ่ม ฝ่าบาทหมายความว่าอย่างไรเพคะ” หนิงจินไม่ได้รับคำตอบเป็นคำพูด แต่กลับได้ประจักษ์แก่สายตาว่าสงครามครานี้พึ่งจะเริ่มจริงๆแท่งเนื้อที่แข็งขืนถูกนำออกมาจากกางเกงเนื้อดี มือใหญ่ชักรูดมันต่อหน้าต่อตาสตรีงามอย่างหน้าไม่อาย ก่อนที่ร่างสูงจะล้มตัวลงนอนตะแคงอยู่ข้างหนิงจินแขนข้างหนึ่งของฮ่องเ







