Masukนางกำนัลน้อยเอาแต่ซุกกอดพระนางเซี่ย ลืมหน้าที่ตัวเองไปซะสนิท ปล่อยให้เจ้านายรอจนพระพักต์บึ้งตึงอย
บทที่ 51 ใจลอยหลังจากกลับมาจากอุทยาน ดวงตาสีดำกลมโตของมินตราจับจ้องชายหนุ่มที่กำลังทรงงานอยู่ไม่วางตา ความรู้สึกแปลก ๆ ที่อธิบายไม่ได้เริ่มก่อเกิดขึ้นในหัวใจ มีบางครั้งที่มินตราเคลิ้มไปกับเจ้าสายลมอ่อนหวาน นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ยังแอบยิ้มอยู่คนเดียว เห็นยอดไม้ไหวก็หวนย้อนถึงจุมพิตอ้อยอิ่ง เธอนั่งมองก้อนเมฆก็ยังเผลอเห็นเป็นดวงเนตรของพระองค์ นี่มันเรื่องอะไรกัน?!“เอ่อ...ท่านเฉินหลงเทียนเพคะ”เสียงเรียกจากมินตราที่นั่งอยู่ไม่ไกล เรียกความสนใจจากพระองค์ให้เงยหน้าขึ้นมอง มินตราก้มหน้างุด มือข้างหนึ่งกอดหมองอิงไว้ อีกมือก็จิ้มไปที่พื้นเตียงหนานุ่มอย่างประหม่าจนชายหนุ่มที่อยู่สุดฟากหนึ่งของห้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ จู่ ๆ นางก็อ่อนหวานและมีกิริยาน่ารักน่ากอดเช่นนี้ ชายหนุ่มแทบอยากลุกไปรวบตัวนางมาแนบไว้ในอ้อมอก แต่ก็ยั้งใจไว้ก่อน“มีอะไรรึมิ้นต์?”“คะ...คือ มิ้นต์มีเรื่องอยากจะขอพระองค์ จะได้มั้ย นะนะ”
ในจังหวะรอยต่อที่สติกำลังค่อยๆ กลับคืนมา อิงฟ้าก็เอื้อมมือไปปลดปมผ้าแพรที่ปิดตาออกอย่างเบามือ แสงแดดสาดส่องเข้ามาจนมินตราต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสภาพตรงหน้าอิงฟ้าประคองร่างของมินตราให้ยืนทรงตัวดีขึ้น ก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเอ่ยถามย้ำด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า"เอาล่ะ มิ้นต์... ช่วยตอบคำถามฉันให้แน่ใจอีกสักทีซิว่า... ตกลงแล้ว เธอน่ะคิดอย่างไรกับเฉินอ๋องกันแน่?"“อะ...อะไรเหรอ”“ยังจะทำไขสือ ขนาดเธอเอากับเสด็จพี่จวิ้นเหยา แต่ใจเธอเอาแต่นึกถึงพี่หลงเทียน ไหนบอกมาสิ ตกลงคิดยังไงแน่”คำถามจี้ใจดำนั้นทำเอามินตราที่ยังหน้าตาตื่นถึงกับสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าที่แดงระเรื่ออยู่แล้ว ยิ่งซับสีเลือดฝาดเข้มจัดลามลึกไปจนถึงใบหูและลำคอขาวผ่อง เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนจนมุม สมองย้อนนึกถึงสัมผัสอบอุ่นและเสียงเรียกหาที่หลุดปากออกไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อครู่มินตราก้มหน้ามุด หลบสายตารู้ทันของอิงฟ้าและจวิ้นเหยาอ๋อง ก่อนจะพยักหน้ารับหงึกหงัก ยอมจำนนต่อความจริงในหัวใจด้วยท่าทางขัดเขินสุดขีด"มะ... มิ้นต์..." มิ้นต์อึกอัก เสียงสั่นพร่าเบาหว
ลองใช้ใจสัมผัสดูนะมิ้นต์... หลับตาแล้วลองจินตนาการดูสิว่า... ตอนนี้ เฉินอ๋องกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอ...”เสียงกระซิบอันนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยพลังชักจูง ทำให้มินตราเผลอหยุดดิ้นรอมร่อ สติสัมปชัญญะเริ่มเคลิบเคลิ้มไปตามคำบอกเล่า ภาพใบหน้าคมคายและรอยยิ้มของเฉินอ๋องลอยเด่นขึ้นมาในห้วงความคิดและในขณะที่มินตรากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับจินตนาการนั้นเอง อิงฟ้าก็ใช้มือข้างหนึ่งประคองสะโพกมนของมินตราไว้อย่างมั่นคง แล้วออกแรงดันเบาๆ ให้แยกขาออกกว้าง ถ่างอ้าออกทีละน้อยจนเผยให้เห็นกลีบสาวงามแสนหวาน ฉ่ำแฉะไปด้วยหยาดน้ำรัก“อ๊า...!” มินตนสสะดุ้งเฮือกยามที่เรียวขาถูกแยกออกกว้าง ความเย็นของลมที่กระทบเข้ากับจุดอ่อนไหวทำให้ร่างกายสะท้านเฮือก ความวาบหวามพุ่งพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจเมื่อถูกปิดกั้นการมองเห็น ประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ ของมินตรากลับตื่นตัวและไวต่อความรู้สึกยิ่งกว่าเก่า ร่างกายของนางสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกผสมผสานกับความวาบหวามที่เริ่มก่อตัวขึ้นอิงฟ้าที่สวมกอดมินตราจากด้านหลัง กระชับวงแขนให้แน่นขึ้น พร้อมกับโน้มริมฝีปากกระซิบกระเส่าชิดใบหูของนางด้ว
ลมเย็นๆ ในยามสายพัดผ่านเข้ามาในศาลากลางอุทยานหลวง ไอความเขียวขจีของหมู่แมกไม้และดอกไม้หลากสีสันช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในสมองของมินตราได้เป็นอย่างดี หลังจากที่เธอแอบอู้งาน ละทิ้งหน้าที่พยาบาลจำเป็นในการดูแลเฉินอ๋องผู้แกล้งป่วย หลบมุมหนีออกมานั่งพักผ่อนหย่อนใจเงียบๆ คนเดียวในอุทยานแห่งนี้มินตราร่างบางนั่งชันเข่าอยู่บนตั่งไม้แกะสลักในศาลา มือเรียวเด็ดกลีบดอกไม้เล่นแก้เขิน พลางนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดแล้วใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ นึกว่าหนีออกมาได้แล้วจะรอดพ้น แต่ใครจะไปรู้ว่าความลับไม่มีในโลก...“แอบหนีงานมานั่งรับลมตรงนี้นี่เอง”สุรเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับร่างสูงสง่าของจวิ้นเหยาอ๋องและอิงฟ้าที่ก้าวเข้ามาในศาลาอย่างเงียบเชียบ มินตราสะดุ้งเฮือก หันขวับไปมองด้วยความตกใจก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนทำตัวไม่ถูก“ทะ... ท่านจวิ้นเหยาอ๋อง... ยัยอิง” มินตราอุทานเสียงหลง รีบแก้ตัวพัลวัน “หม่อมฉันไม่ได้หนีนะเพคะ! แค่... แค่ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์เผื่อเฉินอ๋อง... อ่า! เฉินอ๋องจะได้หายใจสะดวกๆ ต่างห
บทที่ 50 อ้อนสวาทนางพยาบาลจำเป็นหน้าหงิกแล้วหงิกอีกเพราะเจ้าพ่อประคุณอ้อนจะเอานู่นเอานี่ เธอแทบอยากจะผสมยานอนหลับแล้วจับกรอกใส่พระโอษฐ์ซะให้รู้แล้วรู้รอด“จะเสวยน้ำอีกแล้วเหรอเพคะ เมื่อครู่เพิ่งจะเสวยไปเองนะ” มินตราเริ่มตาขวางใส่คนตัวใหญ่ที่ร้องหาน้ำเป็นรอบที่ 5 และต้องให้เธอประคองป้อนอีกต่างหาก ไม่เช่นนั้นก็จะโอดครวญราวกับเจ็บแทบล้มประดาตายหากไม่ได้รับน้ำจากมือเธอ“ก็เรารู้สึกกระหายน้ำนี่ โอย เจ็บที่มุมปากเหลือเกิน ดื่มได้ทีละนิดเอง ดูสิแผลเขียวช้ำปวดเหลือเกิน เวลาหายใจก็รู้สึกปวดมาก ๆ นะมิ้นต์” เจ้าของชื่อเล่นตาลุกวาว“มินตราเพคะ! ชื่อเล่นของหม่อมฉันมีไว้เฉพาะสำหรับคนที่สนิทสนมด้วยอย่างอิงฟ้าหรือคนในครอบครัว” สาวเจ้ากอดอกแล้วสะบัดหน้าพรืดไปอีกทาง งอน ไม่ให้เรียกแล้ว!!“ก็รับเราเพิ่มเป็นสมาชิกในครอบครัวของเจ้าสิมิ้นต์” สีพระพักตร์ยิ่งเกลื่อนยิ้มอย่างเป็นสุข แต่เธอไม่ขำด้วย เมื่อครู่มินตราเพิ่งห้ามเรียกชื่อเล่น แต่เฉินหลงเที
พระองค์ไม่รอช้า พลิกร่างบางให้นอนคว่ำลงบนเตียงนุ่ม ก่อนจะจัดแจงให้นางอยู่ในท่าคลานเข่า พระองค์ถลกกระโปรงผ้าไหมของนางขึ้นไปกองไว้บนบั้นท้ายงอนงาม เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องที่ดูนวลเนียนน่าทะนุถนอมไปทุกสัดส่วน"ก้นเจ้า... ช่างสวยงามและน่าอร่อยเสียจริง" เฉินหลงเทียนเอ่ยชมด้วยเสียงแหบพร่า พระองค์ใช้นิ้วถ่างแยกกลีบสาวฉ่ำแฉะออกจนกว้าง เห็นร่องรักสีระเรื่อที่กำลังขมิบตอดรับอากาศอย่างเย้ายวน"อะ... อื้อ! อย่าเพคะ! มิ้นต์อาย... มะ... ไม่เอาแบบนี้!" มินตราสะดุ้งสุดตัว พยายามจะขยับกายหนีด้วยความเขินอายจนหน้าแดงจัดไปถึงแผ่นหลัง"ชู่ว... อย่าดื้อสิ" เฉินหลงเทียนก้มลงต่ำ ใช้ปลายลิ้นร้อนจัดลากไล้ไปตามร่องรักและรอยแยกของกลีบสาวอย่างเชื่องช้าและชำนาญ ก่อนจะกดลิ้นดูดเลียความหวานฉ่ำที่ไหลซึมออกมาจ๊วบบ... ซู้ดด... จ๊วบบ... แผล่บ..."อ๊ะ! อ๊าาา... ท่านอ๋อง! อื้มมม... มะ... มิ้นต์..." เสียงครางกระเส่าของมินตราดังระงมไปทั่วห้องบรรทม มือเล็กจิกผ้าปูที่นอนจนยับย่นเฉินหลงเทียนหยุดดูดเลียเพียงครู่เพื่อเงยพระพักตร์ขึ้นมองนางด้วยสายตาวาวโรจน์ "บอกข้าสิมิ้นต์... สัมผัสนี







