LOGINข่าวลือเรื่องความร่ำรวยของสกุลหยางไม่รู้ว่าเกิดจากผู้ใด แต่กลับแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เดิมบารมีทัพสกุลหยางก็มากอยู่แล้ว พอผนวกกับเรื่องราวความรวยของพระชายาหลี่ก็ยิ่งทำให้ผู้คนในเมืองหลวงพากันจับจ้องสกุลหยางมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะให้แก่สองผู้นำทัพที่ยิ่งใหญ่แห่งสกุลหยาง ขุนนางทั้งหลายจึงดาหน้าเข้ามายืนออกันเพื่อกล่าวถ้อยคำสรรเสริญเยินยอแก่ท่านอ๋องสกุลหยางสองพ่อลูก ครั้นทุกคนเข้าที่นั่งประจำของตนแล้ว โจวฮ่องเต้ก็เสด็จออกมา ด้านหลังมีต้วนกุ้ยเฟย และฉินเฟยตามลำดับ ท่านหญิงน้อยมองดูผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่แท่นสูงแล้วหันไปกระซิบกระซาบกับมารดา “ต้วนเหม่ยหลิงถูกกักบริเวณนานแล้วนะเจ้าคะ” “สายในวังรายงานว่านางป่วย คงจะตรอมใจที่ไม่ถูกฮ่องเต้รังเกียจกระมัง” หลี่หยวนหยวนกระซิบตอบบุตรสาว “ท่านแม่ วางสายไว้ในวังเยอะหรือไม่” “ก็มีพอสมควร” ยามนั้นฮ่องเต้กำลังฟังกงกงเอ่ยรายงานอยู่ ครู่หนึ่งก็เงยพระพักตร์ขึ้นมากล่าวกับขุนนางทั้งหลายในห้องโถง “ขุนนางที่รักทั้งหลาย งานเลี้ยงในคืนนี้ จัดเพื่
ท่านโหวแซ่ต้วนดีใจที่ฮ่องเต้ทรงเรียกเข้าพบเป็นการส่วนพระองค์ในวันต่อมา โจวฮ่องเต้เหลือบมองท่าทีของคนตรงหน้าแล้วก็แสร้งแย้มพระโอษฐ์ “ต้วนโหว เจ้าพอจะรู้สถานการณ์ในตอนนี้หรือไม่” ท่านโหวรีบค้อมศีรษะ “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีเป็นดาบในมือฝ่าบาท” “ดี! ดียิ่งนัก เช่นนั้นเจ้าลองเสนอวิธีมาสิว่า เจิ้นควรทำเช่นไรกับสกุลหยางดี” จงอี้โหวแซ่ต้วนจุดยิ้มมุมปาก เรื่องนี้เขาคิดมาจากจวนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว “ฝ่าบาท หากว่าในงานเลี้ยงอ๋อง หยางสองพ่อลูกไม่ยอมมอบตราพยัคฆ์คุมกองทัพให้กับพระองค์ก็ถือโอกาสประกาศว่าพวกเขากระด้างกระเดื่องเสียเลยพ่ะย่ะค่ะ” โจวฮ่องเต้หัวเราะหึๆ หากตนต้องการคำแนะนำเพียงแค่นี้ ไหนเลยจะเรียกต้วนโหวเข้ามาหารือ วิธีการพื้นๆ ในการกดดันขุนนางสายบู๊เช่นนี้ ฮ่องเต้หลายยุคหลายสมัยล้วนนำมาใช้ “ท่านโหวต้วน หากข้าทำเช่นนั้นแล้วอ๋องหยางสองพ่อลูกเกิดตัดสินใจก่อกบฏ เกรงว่าเจิ้นจะต้องเสียเปรียบ เจ้าคงไม่รู้ว่าหลี่หยวนหยวนแท้จริงนางกุมการค้าของแคว้นเราไว้หมดแล้ว” ต้วนเหยียนชิงถึงกับตกตะลึง “จริงหรือ พ่ะย่ะค่ะ” “จริงสิ! เจิ้นตรวจส
“ในฐานะที่หม่อมฉันดูแลวังหลัง สมควรจะใส่ใจทายาทของฝ่าบาทที่ยามนี้เหลือเพียงองค์หญิงน้อยเพียงสองพระองค์ สมควรเร่งรัดการมีองค์ชายเพิ่มขึ้นเพคะ” ฮ่องเต้ฟังแล้วก็นึกถึงฉินเหยา นางตั้งครรภ์มังกรแล้ว จากที่หมอหลวงดูลักษณะครรภ์เบื้องต้นคล้ายจะเป็นพระโอรส ทำให้ฮ่องเต้ทรงมีความหวัง “แล้วเจ้าเล่า เจ้าไม่อยากมีองค์ชายอีกหรือ” “หม่อมฉันไม่แน่ใจเพคะ ว่าตนเองจะมีโอกาสนั้นอีกหรือไม่” โจวฮ่องเต้ที่คิดจะใช้งานคนสกุลต้วนจึงเอาใจต้วนกุ้ยเฟยด้วยการไปพำนักที่ตำหนักของนางในคืนนั้น ต้วนกุ้ยเฟยมิได้นิ่งนอนใจ ต่อให้ฝ่าบาทหลับนอนกับนาง แต่เรื่องการถวายสตรีเพิ่มก็ยังต้องทำ หากว่านางตั้งครรภ์มิได้ รอครอบครองบุตรชายของสนมสักคนก็นับว่านางมีความหวังเช่นกัน หัวหน้าองครักษ์ลับกลับไปยังเรือนลับนอกวัง เส้นทางการเข้าออกวังหลวงที่พวกเขาใช้มีเพียงฮ่องเต้กับพวกเขาเท่านั้นที่รู้ เส้นทางนี้จะว่าไปก็คือเส้นทางสำหรับฮ่องเต้ในการหลบหนีภัยสำคัญ ช่องทางลับนี้ใช้หลบหนีภัยไฟไหม้ในตำหนักได้อย่างสบาย ทางเดินหนีลอดใต้กำแพงวังสูงตระหง่านลอดใต้ถนนไปทะลุยังร้านค้าเล็
ซ่งจิ้นหรานชะงัก องค์ชายโจวอวิ๋นเซวียนผู้นั้นออกผนวชเป็นหลวงจีนสิบกว่าปีแล้ว เดิมทีเคยช่วยงานอดีตฮ่องเต้โจวอู๋ชวนอยู่หลายปี แต่ตอนหลังทรงเลื่อมใสในลัทธิเต๋า จึงบวชเป็นนักพรต ขึ้นไปอยู่อารามบนเขา“เช่นนั้นก็เหมาะสม แต่...”“ท่านห่วงว่าจะหาข้อหาใดที่รุนแรงพอให้โจวจื่ออี้กลายเป็นฮ่องเต้ทรราช ใช่หรือไม่”“ถูกต้อง ต่อให้ฮ่องเต้จะทรงหาทางกำจัดขุนนาง แต่นั่นก็อยู่ในขอบเขตที่ฮ่องเต้สามารถกระทำได้ แต่ขุนนางต้องหาข้ออ้างที่เหมาะสมที่จะกำจัดฮ่องเต้จึงจะไม่ถูกราษฎรสาปส่ง”“ก็ต้องเอาหลักฐานออกมาเปิดเผยให้ได้ว่า โจวจื่ออี้ลอบสังหารอดีตฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่เพื่อขึ้นครองราชย์ จากนั้นค่อยเชิญเสด็จอาเซวียนออกมา”“ซื่อจื่อ มีหลักฐานพร้อมแล้วหรือ”เด็กชายพยักหน้า “ข้าวางแผนมาพักใหญ่แล้ว และหลักฐานพวกนั้น ยามนี้ก็เตรียมเอาไว้เรียบร้อย”ซ่งจิ้นหรานมองเด็กชายที่มีอายุเพียงสองขวบด้วยความอัศจรรย์ใจ หากเขามิได้พูดคุยกับหยางหลิวเหว่ยเป็นการส่วนตัว ไม่มีทางจะเชื่อเด็ดขาดว่านี่คืออดีตฮ่องเต้ที่กลับชาติมาเกิด“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็สามารถกล่าวอ้างได้ว่าสกุล หยางมีเจตนากำจัดภัยให้ราชวงศ์” ซ่งจิ้นหรานพยักหน้ารับว่า
ซ่งจิ้นหรานอดีตราชครูรูปงามผู้นั้น มาถึงบัดนี้ก็ยังมิได้แต่งงาน หยางหลีเหว่ยไม่อยากจะให้ภรรยาของตนไปใกล้เลยจริงๆ “ฮึ่ม!” หยางหลีเหว่ยระงับความขุ่นเคืองอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยสงบใจลง “แต่หากเราเปิดเผยความผิดของอดีตฮ่องเต้แล้วขุนนางทั้งหลายเห็นควรปลดฮ่องเต้ออก ต่อไปผู้ใดจะเป็นฮ่องเต้แทนเล่า องค์ชายคนเดียวก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว” “ท่านพ่อยังมีแก่ใจคิดห่วงใยบ้านเมือง ช่างจงรักภักดีเสียจริง” หยางหลีเหว่ยหันมามองบุตรชาย “อย่าบอกนะว่าเจ้าอยากให้ท่านปู่เป็นฮ่องเต้เพื่อที่เจ้าจะได้กลับคืนตำแหน่ง” เด็กชายส่ายหน้า “การเป็นฮ่องเต้ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่แต่กลับพันธการข้าไว้จนสิ้นไร้อิสระ ข้าไม่ต้องการกลับไปอยู่หลังกำแพงแห่งนั้นอีกแล้ว” “เช่นนั้น จะมีผู้ใดสมควรเป็นฮ่องเต้เล่า” “ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าคิดเอาไว้แล้ว มีเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คู่ควรแก่การครองบัลลังก์” “ดีๆ ข้ากำลังหนักใจอยู่เชียวว่าพวกเจ้าจะผลักดันให้ข้าไปเป็นฮ่องเต้ ข้าคงจะอึดอัดตายแท้เทียว เป็นท่านอ๋องก็สบายดีแล้ว ข้าไม่อยากแบกรับภาระการเป็นฮ่องเต้หรอก” หยางข
เด็กชายตัวน้อยลุกขึ้นยืน ผายมือสองข้างออก “ยินดีต้อนรับท่านน้าโจวเข้าสู่สกุลหยาง” ทุกคนมองอดีตฮ่องเต้ที่อยู่ในร่างของเด็กชายตัวน้อยกำลังทำท่าทางคล้ายผู้ใหญ่แต่ดูแล้วน่ารักน่าชังก็พากันหัวเราะ ซื่อจื่อตัวน้อยชักสีหน้า “นี่พวกท่าน! อย่ามาหัวเราะข้านะ อันที่จริงข้าสมควรเป็นผู้นำตระกูลหยางในตอนนี้ด้วยซ้ำไป” แม่ทัพใหญ่หยางอมยิ้ม “ได้ๆ ข้ายกให้หลิวเหว่ยเป็นผู้นำตระกูลแทนข้าเลยก็แล้วกัน แต่น่าเสียดายที่เปิดศาลบรรพชนประกาศเรื่องนี้ไม่ได้” “ท่านปู่! อย่ามาล้อข้า เอาไว้ข้าสวมกวานเมื่อใด ข้าจะบีบบังคับให้ท่านเปิดศาลบรรพชนสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ข้า” เด็กชายประกาศ “ได้ๆ ปู่เชื่อฟังเจ้า” หยางข่ายผงกศีรษะรับ หลี่หยวนหยวนมองเด็กชายที่ยืนเอามือไพล่หลัง ยามนี้หยางหลิวเหว่ยรูปร่างอวบขึ้น แก้มยุ้ยดูน่ารักน่าชังนัก “ลูกแม่ ที่เจ้าพูดเช่นนี้เพราะคิดการณ์ใหญ่อยู่ใช่หรือไม่” เด็กชายสีหน้าเคร่งขรึม สองมือไพล่หลัง “ถูกต้อง ตอนนี้บารมีสกุลหยางเกินหน้าเกินตาฮ่องเต้ไปแล้ว เห็นที โจวจื่ออี้จะต้องหาทางกำจัดพวกเราให้เร็วที่สุด” ข้อสันน
ภัตตาคารจาเรอที่เปิดขึ้นบนถนนกลางเมืองหลวงนั้นใหญ่โตกว้างขวาง มีชั้นลอยที่เปิดกว้างเพื่อความสะดวกในการดูการแสดงที่เวทีซึ่งถูกยกสูง ลอยอยู่ในระดับกึ่งกลางระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นลอย วันเปิดโรงน้ำชาจาเรอแห่งนี้ ชนชั้นสูงในเมืองหลวงต่างได้รับเทียบเชิญทั่วหน้า ต้วนเหม่ยหลิงรู้
หลี่หยวนหยวนนั่งคุยกับซ่งจิ้นหรานบนที่นั่งชั้นลอยที่ติดระเบียงหน้าร้าน ส่วนหนานกงโจวขอตัวออกไปลาดตระเวนรอบย่านนี้ “ไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าจะกลายเป็นคนพูดเก่งไปได้ ตอนเด็กๆ ข้าพยายามอยู่กับเจ้า เจ้ายังไม่อยากจะคุยกับข้าด้วยซ้ำ” ซ่งจิ้นหรานยิ้มน้อยๆ “ครั้งสุดท้ายที่เจ้ามาจวนข้า ก็นาน
หยางหลีเหว่ยเริ่มกังวล การหย่าเริ่มมาจากเขา หากว่าเขาต้องการให้นางกับลูกๆ กลับมา คงจะยากอยู่สักหน่อย “พรุ่งนี้ ท่านจะนำซางฮ่าวอวี่ไปเมืองจู๋หลิงหรือ” ประโยคนั้นของเฉาเฟิงทำให้อ๋องหยางหลุดจากภวังค์ “ถูกต้อง เจ้าเองก็ต้องติดตามข้าไปด้วย รีบไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้คงต
หลี่หยวนหยวนสั่งให้คนนำป้าย ‘บ้านสกุลหลี่’ ที่ซุ้มหน้าบ้าน และนางก็กลายเป็นเจ้าบ้านหญิงคนแรกในย่านนั้น “คุณหนูเจ้าคะ ในที่สุด ท่านก็แยกบ้านได้เสียที” ไป๋ซวงยิ้มกว้าง “แน่นอน วันหน้าข้าไม่ต้องทำตามความต้องการของผู้อาวุโสในบ้านอีกแล้ว” หลี่หยวนหยวนยิ้มกว้าง “การหย่าก็ม







