LOGINหยางหลีเหว่ยที่กำลังตอบจดหมายขุนนางที่ดูแลเมืองรีบวางพู่กันสาวเท้าออกจากห้องตำราไปยังเรือนมารดาด้วยความยินดี
หยางไท่เฟยเห็นหน้าบุตรชายก็ร้องขึ้น “หลีเหว่ย เจ้าดูสิ แม่หายดีแล้ว”
“ท่านแม่ ท่านเป็นปกติแล้วจริงๆ ด้วย” ชายหนุ่มเดินไปประคองมารดาลงนั่งที่เตียง “ท่านแม่อย่าเพิ่งเดินมากเลยขอรับ ให้หมอมาตรวจให้ละเอียดเสียก่อน”
“แต่ว่าแม่รู้สึกว่าทั่วร่างกายคล้ายกับมีกำลังคืนมาดังเดิมแล้ว ไม่สิ ดูเหมือนจะแข็งแรงกว่าเดิมด้วย”
“หากว่าท่านดีขึ้นจริงๆ เราจะได้กลับเฉินม่ายกันขอรับ”
“มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือ”
“เกิดเหตุดินถล่มแถวตำบลหยินซาน ขุนนางท้องถิ่นหนังสือร้องเรียนมา ข้าสั่งให้คนไปดูแลเบื้องต้นแล้ว เมื่อวานเขียนฎีกาขึ้นถวายฮ่องเต้ พระองค์ทรงอนุญาตให้ข้ากลับเฉินม่ายแล้วขอรับ”
หยางไท่เฟยฟังแล้วรู้สึกกังวลแทนบุตรชาย การดูแลราษฎรเป็นงานหลักของเขา หากว่าชักช้าเกิดเหตุร้ายกับชาวบ้าน เขาก็ยากจะปฏิเสธความรับผิดชอบ
ครั้งนี้ที่ต้องเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงกว่าครึ่งปีก็เพราะกองกำลังเมืองเฉินม่ายที่อยู่ในความดูแลของหยางหลีเว่ยมีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว ฮ่องเต้จึงทรงต้องการดูท่าทีของเขาจึงมีพระราชโองการให้เขาเข้ามาอยู่ใกล้พระเนตรพระกรรณ
“หากเจ้ากังวล พรุ่งนี้ก็เชิญหมอหลวงมาตรวจร่างกายแม่อีกครั้งหนึ่งเถิด พวกเราจะได้กลับบ้านกันเสียที”
ด้วยบรรดาศักดิ์ระดับอ๋องเมื่อแจ้งความประสงค์ไปทางสำนักดูแลวังหลวง หมอหลวงแซ่หวงจึงถูกส่งตัวมาตรวจร่างกายให้กับหยางไท่เฟย
หมอหลวงผู้นี้เป็นคนที่หยางไท่เฟยค่อนข้างคุ้นเคย ในตอนที่นางเข้าวังไปอยู่เป็นตัวประกันในตำหนักของฮองไทเฮา[1]คนผู้นี้เคยมาตรวจรักษาอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ ให้นางหลายครั้ง
“พวกเจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน ให้หมอหลวงหวงตรวจข้าตามลำพัง”
เมื่อได้ยินคำสั่งนั้น หยุนมามาจึงโบกมือให้สาวใช้ในห้องออกไปยืนเฝ้าหน้าประตูห้องนอนของหยางไท่เฟย ประตูถูกเปิดเอาไว้เพื่อมิให้เกิดข้อครหา
หยางไท่เฟยจ้องหน้าหมอหลวงนิ่ง “ข้าได้ยินว่าโรคที่ข้าเป็นร้ายแรงมาก และมีเพียงยาสูตรลับของสกุลหลี่ที่ช่วยได้ พอข้าตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองได้ลูกสะใภ้มาจากฟากฟ้าผู้หนึ่ง ข้าสงสัยว่าเรื่องนี้คงจะมีผู้เห็นชอบอยู่เบื้องหลัง ใช่หรือไม่
“หยางไท่เฟย ท่านก็รู้ว่าเรื่องนี้ข้าพูดมากไม่ได้”
“ท่านพูดจาอ้อมค้อมเช่นนี้ ข้าก็พอจะนึกออกแล้ว”
ตอนที่หยางไท่เฟยลุกขึ้นนั่งได้ในวันที่สี่ของการรับยาจากสกุลหลี่ หยุนมามาก็เล่าปูมหลังของหลี่หยวนหยวนที่ถูกแต่งงานเข้ามาให้กับนางฟังอย่างละเอียด
‘สตรีที่ไร้สาระที่สุดในเมืองหลวง’ ผู้นี้เป็นบุตรสาวของท่านป๋อหลี่เหวินจั๋ว แม้ตำแหน่งการงานของบิดานางมิได้สำคัญนักในราชสำนัก ทว่าเบื้องหลังของคนผู้นี้เกี่ยวพันกับเสนาบดีชุย
‘โรคร้ายของข้ากลายเป็นอาวุธให้ฮองไทเฮากับเสนาบดีชุยส่งหลี่หยวนหยวนมาเป็นชายาของหลีเหว่ยเพื่อป้องกันมิให้สกุลหยางได้ผูกสัมพันธ์กับสกุลเซียว’
หยางไท่เฟยคิดจนกระจ่างแล้วก็ให้หมอหลวงหวงตรวจร่างกายของนาง “ข้าเชื่อว่ายาของสกุลหลี่ต้องดีสมคำร่ำลือ”
“เป็นเช่นนั้นขอรับ ท่านไม่เพียงแต่หายจากโรคประหลาดนั่น หากแต่ยังแข็งแรงกว่าแต่ก่อนจริงๆ” หมอหลวงยืนยันเต็มปากเต็มคำ
“หากเป็นอย่างที่ท่านว่าการแต่งงานนี้ของบุตรชายข้าก็ไม่นับว่าสูญเปล่า อย่างน้อยก็ได้ทำให้ร่างกายที่อ่อนแอของข้าแข็งแรงขึ้นโดยไม่ต้องหาซื้อโสมคนมาบำรุงอีกแล้ว”
“ยินดีกับหยางไท่เฟยด้วยขอรับ สูตรยาลับในการรักษาโรคประหลาดนี้ ท่านป๋อหลี่ยืนยันเองว่าจะมอบให้เฉพาะผู้ที่เป็นญาติสนิทเท่านั้น เท่าที่ข้าได้ยินมา คนในสกุลหลี่ที่เคยดื่มก็มีเพียงญาติสายหลัก ท่านป๋อหลี่ยอมมอบให้กับท่านเพราะท่านอ๋องหยางยอมแต่งงานกับบุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของเขา”
หยางหลีเหว่ยได้รับคำยืนยันจากหมอหลวงหวงว่ามารดาของตนร่างกายแข็งแรง ไม่เพียงแต่โรคประหลาดที่ทำให้ไร้เรี่ยวแรงจะหายไปสิ้น แต่อาการสามวันดีสี่วันไข้ก่อนหน้านี้ก็หายไปด้วย
“ยินดีกับท่านอ๋อง หยางไท่เฟยแข็งแรงราวกับสตรีอายุสามสิบเลยขอรับ”
“อย่างนั้นหรือ ขอบคุณท่านหมอมาก โปรดรับน้ำใจจากข้าด้วย” หยางหลีเหว่ยหันไปพยักหน้าให้กับองครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ
ซูจิ้งจึงควักเอาถุงเงินออกมาประคองส่งให้กับหมอหลวงหวงอย่างนอบน้อม ท่านหมอยิ้มกว้างค้อมศีรษะขอบคุณท่านอ๋องแล้วจากไป
หยางหลีเหว่ยเข้าไปประคองมารดานั่งลง “ท่านแม่ขอรับ ท่านเพิ่งหายดี อย่าเพิ่งออกแรงมากเลย นั่งก่อนเถิด”
“หลีเหว่ย แม่เสียดายนัก ตอนที่เจ้าแต่งงาน แม่ไม่มีโอกาสได้เห็นพิธี ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เหมือนเจ้าจะพาชายามาคารวะน้ำชา แต่ตอนนั้นแม่สะลึมสะลือกึ่งหลับกึ่งตื่นจึงมิได้มองหาลูกสะใภ้ให้เต็มตา”
“ช่างเถิดขอรับ นั่นเป็นงานแต่งที่ข้าไม่เต็มใจ ท่านจะอยู่หรือไม่อยู่ดูพิธีก็ไม่สำคัญ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หยางไท่เฟยยื่นมือมาแตะที่แขนของบุตรชาย “แม่รู้ว่าเจ้าคับแค้นที่ต้องแต่งกับนาง ทำให้ต้องสูญเสียเซียวหว่านไปให้กับผู้อื่น แต่เจ้ายังทิ้งนางตอนนี้ไม่ได้”
หยางหลีเหว่ยผงะ “เพราะเหตุใดหรือขอรับ”
“มองเผินๆ เหมือนหลี่หยวนหยวนหลงใหลชอบใจเจ้า พอสบโอกาสท่านป๋อหลี่ที่รักบุตรสาวคนโตมากจึงใช้โอกาสที่เจ้าต้องการสูตรยาลับจากเขาเพื่อรักษาแม่บีบบังคับให้เจ้าแต่งงาน แต่ความจริง การแต่งงานนี้มีผู้ต้องการให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว”
“ท่านแม่หมายถึง...”
“ต่อให้เจ้าไม่แต่งวันนี้ วันหน้าก็ต้องแต่งกับนางอยู่ดี ชื่อเสียงของสตรีไร้สาระที่สุดในเมืองหลวง ทำให้หลี่หยวนหยวนคือตัวเลือกที่เหมาะสมในการแต่งให้กับเจ้า”
ชายหนุ่มอึ้งไปชั่วอึดใจ “เหตุใดท่านแม่จึงคิดเช่นนี้ขอรับ”
“เจ้าจำได้หรือไม่ ก่อนที่ท่านพ่อของเจ้าจะทำศึกใหญ่กับแคว้นเว่ย แม่เคยมาพำนักในตำแหน่งของฮองไทเฮาอยู่ช่วงหนึ่ง คนภายนอกคิดว่าแม่เป็นที่โปรดปรานของพระองค์ แต่ความจริง แม่มาอยู่เพื่อเป็นตัวประกันต่างหาก”
หยางไท่เฟยถอนหายใจ “ท่านอ๋องต่างแซ่ที่ดูแลบ้านป่าเมืองเถื่อนจนเริ่มมีผู้เข้ามาอาศัยจำนวนมาก ซ้ำยังมีกองทหารที่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าคิดว่าผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดในแผ่นดินจะวางใจได้หรือ”
หยางหลีเหว่ยไม่เคยได้ยินมารดาอธิบายเรื่องนี้มาก่อน ช่วงนั้นเขาเองก็ยังเด็ก ท่านพ่อยกทัพจับศึกอยู่เรื่อยๆ ท่านแม่ต้องเข้าไปอยู่ในวัง ตัวเขาถูกส่งไปอยู่สำนักศึกษา จินอวี้ในเมืองหลวง
หนึ่งปีนั้นเขาเองก็รู้สึกคล้ายถูกกักขังเพราะมีองครักษ์มาคอยดูแล จะไปแห่งหนใดล้วนต้องได้รับคำอนุญาตจากท่านอาจารย์ใหญ่
กระทั่งบิดาชนะศึกครั้งใหญ่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อ๋อง คนทั้งครอบครัวจึงได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง เขาได้กลับเมืองเฉินม่ายและไปร่ำเรียนวรยุทธ์ในสำนักเดิมของบิดา
“ท่านแม่คิดว่าเป็นแผนของฮองไทเฮาหรือขอรับ”
หยางไท่เฟยพยักหน้า “บัดนี้เจ้ามีทหารในมือร่วมห้าหมื่น ไม่เพียงแต่ดูแลเมืองเฉินม่ายยังมีเมืองจู๋หลิงอีก หากเจ้าแต่งงานกับเซียวหว่าน พ่อตาโหวที่เป็นขุนนางใหญ่ในกรมกลาโหมย่อมจะทำให้เจ้ากลายเป็นพยัคฆ์ติดปีกใน ไม่ช้า ตอนที่แม่บอกเจ้าเรื่องหมั้นหมายกับเซียวหว่าน แม่ลืมคิดเรื่องนี้ไป”
“ข้าให้คนไปสืบมาแล้วขอรับ เบื้องหลังของท่านป๋อ หลี่มีเสนาบดีชุย ข้าจึงไม่ต้องการให้หลี่หยวนหยวนอยู่ในจวนของเรา”
“แม่รู้ เจ้าคิดจะหย่าขาดจากนาง”
“ท่านแม่เห็นเช่นไรขอรับ”
“จะหย่านางในเมืองหลวงไม่ได้ เจ้าต้องพานางกลับเฉินม่ายเสียก่อน ขอเพียงพ้นหูพ้นตาป๋อหลี่กับเสนาบดีชุย ค่อยจัดการ”
[1] ฮองไทเฮา เป็นตำแหน่งเรียกสตรีผู้เป็นพระอัยยิกา(ย่า) ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
***********
เซียวหว่านได้ฟังก็เดือดดาล “ที่แท้ หลี่หยวนหยวนร้ายกาจกว่าที่ข้าคิด นางยั่วยวนท่านอ๋องด้วยการใช้บุรุษสองคนมาทำให้เกิดความหึงหวง และก็ได้ผลเสียด้วย”“จะทำอย่างไรได้เล่า พวกเขาเป็นวัวเคยขาม้าเคยขี่ แต่เจ้า...” ต้วนเหม่ยหลิงปรายตามองสหายแวบหนึ่ง “บัดนี้ เจ้าเป็นเพียงภรรยาของผู้อื่น”เซียวหว่านนึกถึงใบหน้าของติงหยวนหยวน หญิงสาวที่ทำให้หัวหน้าหยางหวั่นไหว‘ฉันแพ้แค่ชาติเดียวก็พอแล้ว ชาตินี้ฉันจะไม่แพ้อีก’ ต้วนเหม่ยหลิงเห็นท่าตกใจของสหายก็รีบสำทับ “ท่าทีของอ๋องหยางที่มีต่อนางในยามนี้ ผู้ใดก็ดูออกว่าต้องการจะคืนดี หากไม่มีใต้เท้าหนานกงกับคุณชายสกุลชิวขวางเอาไว้ ไม่แน่ว่าความฝันของเจ้าต้องพังทะลายอีกคราแล้ว”การยุแยงเซียวหว่านก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ตนเอง คืนนี้ แม้ว่านางจะยอมให้เซียวหว่านลงมือ แต่นางก็เตรียมการซ้อนแผนเอาไว้แล้ว ไม่มีทางจะให้หนานกงโจวลุยน้ำขุ่นเท้าเปื้อนโคลนไปกับหลี่หยวนหยวนเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้นางจึงได้ไปบอกกับชุยฮูหยินให้เชิญราชครูซ่งมาด้วย“ไม่มีทาง! ครั้งนี้ข้าต้องทำให้อ๋องหยางเกลียดนางให้จงได้ และต้องเกลียดยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่แต่งงานด้วย” เซียวหว่านยืนยัน ต้วนเหม่ยห
“ข้าก็ให้คนคอยตามดูนางเหมือนกัน แต่พวกเขาถูกนางหลอกล่อจนตามไม่ทัน” หลี่หยวนหยวนเลิกคิ้ว “คุณชายใหญ่ ท่านให้ผู้ใดสะกดรอยนางกัน เหตุใดจึงเก่งกว่าคนของข้า” ชิวอี้เซ่อยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้ายอมสละแมวผีให้ไปทำภารกิจเพื่อบ่อเงินบ่อทองอย่างท่านเชียวนะ” หลี่หยวนหยวนตะลึง “แค่ข้าส่งแมวผีไปขโมยของ ท่านก็ห้ามข้าแล้ว เหตุใดที่ตนเองจึงได้ส่งไปสะกดรอยเซียวหว่านเล่า” “คุณหนูหลี่ ท่านไม่มีวรยุทธ์ หากไม่มีแมวผีอยู่ข้างกาย ข้าเกรงว่าท่านจะได้รับอันตราย ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าต้องปวดใจเป็นแน่ ส่วนข้านั้นต่อให้มีคนคิดทำร้ายสักสิบยี่สิบคนก็ปาดคอพวกเขาจนหมดได้” คำพูดของชิวอี้เซ่อคล้ายจะล้อเล่น แต่หลี่หยวนหยวนรู้จากชิวลู่ชิงว่าวรยุทธ์ของท่านผีเหนือผู้นี้ กระทั่งเจ้ายุทธภพคนปัจจุบันยังต้องเกรงเขาถึงห้าส่วน ดังนั้นคำพูดที่เขาพูดออกมานี้เกรงว่าจะเป็นความจริง “ท่านพูดคำว่าปวดใจออกมา หากข้าไม่รู้จักนิสัยของท่าน คงคิดว่าท่านใจให้ข้าแล้ว” หลี่หยวนหยวนเอ่ยเย้า ชิวลี่จิ่นที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ หัวเราะเสียงดัง “พี่เหนือของข้าจะปวดใจเฉพาะตอนที่ต้องสูญเสียเงินทองเท่านั้
เซียวหว่านไปพบกับเสนาบดีชุยที่โรงน้ำชาใหญ่บนถนนสายรองหลังตลาดตะวันออก โรงน้ำชาแห่งนี้เสนาบดีชุยให้คนผู้หนึ่งออกหน้าเป็นเจ้าของ สถานที่แห่งนี้เขามีไว้นัดพบกับผู้ที่ไม่อาจพบหน้าโดยเปิดเผย “ฮูหยินน้อย เจ้าบอกข้าว่ามีแผนจะทำลายหนานกงโจวอย่างนั้นหรือ” “เจ้าค่ะ ข้าพบว่าใต้เท้าหนานกงสนิทสนมเกินธรรมดากับอดีตพระชายาของอ๋องหยาง หลี่หยวนหยวน และยามนี้ท่านอ๋องเองก็ดูเหมือนจะกำลังหวนไปคืนดีกับนาง หากว่าทำให้คนทั้งสองหมางใจกันได้ บางทีท่านอ๋องอาจเป็นฝ่ายลงมือกับใต้เท้าหนานกงด้วยตนเอง” ชุยหนิงเทียนมองดูสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้า เซียวหว่านเป็นฮูหยินของซางฮ่าวอวี่แต่กลับรู้เรื่องผู้อื่นดีเช่นนี้ หากเขาไม่เคยรู้อดีตของนางกับอ๋องหยางก็คงคิดว่านางกำลังพยายามช่วยสามีสร้างความดีความชอบ “เหตุใดเจ้าจึงรู้เรื่องนี้ละเอียดนัก” เสนาบดีผู้เฒ่าเลิกคิ้วสูง “เดิมทีข้าก็มีแค้นกับหลี่หยวนหยวน และเมื่อไม่นานมานี้นางก็ฉีกหน้าข้าในวันเปิดภัตตาคารจาเรออีก ระหว่างข้ากับนางไม่อาจจะอยู่ร่วมโลกกันได้” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ สายตาแสดงความเกลียดชังคนที่เอ่ยถึงอย่างไม่ปิดบัง
ซางฮ่าวอวี่มองลงไปยังถนนเบื้องล่าง ฮูหยินเอกของเขากำลังยืนพูดคุยกับคุณหนูต้วนอยู่หน้าร้านเครื่องประดับ ขุนนางหนุ่มยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ ขณะหูฟังคนของตนรายงานพฤติกรรมของเซียวหว่าน ครั้นฟังจบก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะโบกมือไล่ “พอแล้ว เจ้าไปตามดูนางต่อเถอะ” เมื่อคนผู้นั้นจากไป คนสนิทของซางฮ่าวอวี่ที่ยืนอยู่เยื้องไปด้านหลังก็ย่นหัวคิ้ว “คุณชาย ท่านไม่คิดจะห้ามปรามฮูหยินน้อยหรือ” “เหอะ! ห้ามนางไปไย แต่แรกนางก็มิได้คิดจะแต่งกับข้าอยู่แล้ว แต่งกับนางก็เหมือนแต่งกับสกุลเซียว หากไม่อาศัยสกุลนาง มีหรือตำแหน่งของข้าจะเลื่อนขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ตั้งแต่ไปเมืองเฉินม่าย นางก็พยายามให้ท่าอ๋องหยางอยู่ตั้งหลายครา น่าเสียดายที่ยังไม่มีโอกาสให้ข้าได้จับชู้” บ่าวรับใช้ผงกศีรษะ “ถ้าอย่างนั้นครานี้ คุณชายคิดจะ...” “สนับสนุนให้นางทำลายอ๋องหยางและคุณหนูหลี่ จากนั้นก็ค่อยจับพวกมันในฐานะชู้ หากข้ากำจัดอ๋องหยางได้ เสนาบดีชุยจะต้องส่งเสริมข้าอย่างแน่นอน” “ขอรับ คุณชายคิดได้แยบยลนัก ไม่ต้องชักกระบี่ ใช้เพียงสมองก็กำจัดศัตรูได้แล้ว เซียวหว
“ท่านอ๋อง จะบังคับเขาไปทำไม เขายังเป็นเด็กอยู่เลย จะร้องไห้บ้างก็ปกติมิใช่หรือ” เสียงของหลี่หยวนหยวนดังขึ้นข้างหลัง หยางหลีเหว่ยหันกลับไปมอง ครั้นเห็นอดีตภรรยาเดินเข้ามาหาลูกๆ ก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “หยวนหยวนมาแล้วหรือ อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” “ท่านอ๋อง ข้าบอกท่านแล้วว่าเราหย่ากันแล้ว อย่าเรียกข้าด้วยความสนิทสนมเช่นนี้ ผู้อื่นได้ยินเข้าจะพาลเข้าใจผิดได้” นางทำเสียงเขียว แต่หยางหลีเหว่ยกลับไม่สนใจ “ผู้ใดจะเข้าใจอย่างไรก็ช่างเขาเถิด ข้าหาถือสาไม่” “ท่านไม่ถือสา แต่ข้าถือ” นางส่งเสียงลอดไรฟันพอได้ยินกันสองคนเพราะไม่อยากให้คนรับใช้ได้ยิน “ตกลงว่าเจ้า ร่างกายปกตินะ” “ข้าไม่เป็นอันใด ท่านอ๋องไม่ต้องห่วง” นางสะบัดเสียงเล็กน้อย ชายหนุ่มยังคงอารมณ์ดี ยิ้มให้นางอย่างเบิกบาน “วันหน้าเจ้าก็พาหนานกงโจวมาเยี่ยมลูกเราบ่อยๆ สิ พวกเขาจะได้สนิทสนมกัน” หลี่หยวนหยวนผงะ ก่อนหน้านี้อ๋องหยางยังทำเหมือนจะกระโจนเข้าฟาดฟันหนานกงโจวทุกครั้งที่พบหน้า แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ “ท่านอ๋องคงมิได้พูดปร
หนานกงโจวหายใจแรง “ข้ารู้! แต่แค้นระหว่างข้ากับนาง ยากจะบอกเล่าให้ผู้อื่นเข้าใจ”“ใต้เท้าหนานกง ดูเหมือนเจ้ากับหลี่หยวนหยวนจะมีเรื่องที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงอยู่นะ”“ท่านอ๋องอย่าได้คาดเดาเรื่องของข้ากับคุณหนูหลี่เลย หาใช่เรื่องที่ท่านจะเกี่ยวข้องได้ไม่”หยางหลีเหว่ยนั่งลงที่ม้านั่ง “ใต้เท้าหนานกง เจ้ากับ หลี่หยวนหยวนซ่อนสิ่งใดไว้ที่บ้านเก่าสกุลหลี่หรือ”หนานกงโจวสำรวจใบหน้าของอ๋องหยางก็เห็นว่าเขามิได้หึงหวงตนเองเหมือนอย่างเคยจึงได้นั่งลงที่ม้านั่งตรงกันข้าม“ยากที่ข้าจะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ”หยางหลีเหว่ยเห็นว่าตนเองไม่อาจทำให้หนานกง โจววางใจจึงได้พูดสิ่งที่ตนคาดคะเนออกมา “ข้าสังเกตมานานแล้วว่าหลี่หยวนหยวนผู้นี้ มิใช่หลี่หยวนหยวนที่เคยต้องการแต่งงานกับข้า ข้าเคยคิดกระทั่งว่านางคือผู้อื่น”“ท่าน!” หนานกงโจวตะลึง“หรือว่าเจ้าเองรู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง” หยางหลีเหว่ยโยนหินถามทางสีหน้าพิกลของหนานกงโจวทำให้อ๋องหยางรู้ว่าเขากำลังจะรู้ความลับของคนทั้งสอง “หากท่านคิดว่านางมิใช่หลี่หยวนหยวน แล้วนางจะเป็นผู้ใด” หนานกงโจวถามย้อน หยางหลีเหว่ยแสร้งใช้นิ้วเคาะลงบนพื้นโต๊ะสองสามคร







