เข้าสู่ระบบแรกพบหน้าบุรุษผู้นั้นชิงชังไม่เคยยอมรับนางเป็นภรรยาของเขาแต่เมื่อนางเรียกร้องใบหย่าเหตุใดจึงยากนักที่จะยอมเขียนให้ ไม่เคยรักกันก็เพียงปล่อยนางไปต่างคนต่างเริ่มต้นชีวิตใหม่เหตุใดเขาจึงไม่เข้าใจเล่า?!
ดูเพิ่มเติมIn a room dimly lit, a man in his late twenties, crossed his long legs and his head resting on the knuckles of his right hand, had a black shirt on and had a towel around his waist, looking like a Greek god waiting for its prey.
A young man in all black walked into the room, " Sir, she's here!" He man utteredThe man in his late twenties smiled as soon as he knew that what he was waiting for all night had finally come."Bring her in" he said with his voice sounding hoarse.The young man in black quickly walked out of the room and returned with a young girl her early twenties.The man his late twenties smirked devilishly and soon, the smirk vanished like it was never there."You can go" The man said to the young man in black.The man in his late twenties stared at the little creature right before him. She had the most beautiful, long blue wavy hair,pitch black eyes and inviting pink lips. Her frame was so lean. Like she hadn't eaten for days. She had on a red off shoulder gown with a blue scarf covering her exposed shoulders. She looked corporate as she stood staring at the perfect being right before her.The man in his late twenties stared at her from head to toe and said"He told you why you are here right?"Eva nodded quickly and looked away, this person was too perfect. He legs were smooth and the shirt was glued to his chest showing the outline of what was inside."Good" he said as he stood up from the chair he was presently sitting on. Now, his perfect body was in better view despite the fact the room was dimly lit. He was so tall that Eva's head was reaching his abdomen.He was standing right in front of her now. Waiting for her to do something... She looked at him with a questioning gaze.He sighed and said"Strip!" He gaze was as serious as steel.Her mouth dropped open for some seconds, then she shut it and slowly removed her scarf exposing her pearly white skin. She only came here because of her family, now she has to do what she signed up for.The man's eyes roamed her exposed shoulders, soon, he took his shirt off showing his hard, smooth, and perfect chest. It was like God took extra time in creating him.Eva stared at his body for more than two minutes before shaking her head slightly to regain her self."Only struck by what you see?" The man said..smirk..."What then happens when we start?" He said and the girl remembered what she was actually here for. She had no other choice. She wasn't a person who will do this on a normal day, but her family needed it.~~~~~Eva Watson was walking slowly on the sidewalk, mid afternoon. She left from a job interview few hours ago, on getting home, her whole family was in the sitting room waiting for her report on her job interview. But the moment they saw her devastated face, they all knew she didn't get the job.The family of six including Eva, was living in a one bedroom apartment. Two girls(including Eva) and two boys, then their parents.Eva was the second child that was given birth to. Her elder sister Eve was a girl you won't certainly put your hope on to be responsible and fend for the family so Eva was the next choice. Her father was diagnosed with an incurable disease and only had a few days from now to live. Eva's mum on the other hand Kelly Watson, did her best every single day to keep the family together."Eva I know you just came back from a job interview but please help me sell this Noddles and rice cakes on the street!" Kelly Watson said pointing to the arranged food on the little table.That second, Eva felt her tummy grumble loudly before saying"Sure thing mum. At least we can afford to cook these!" She smiled a sad smile before keeping the little purse and documents she was holding from the job interview on the tableAs soon as she took the prepared food outside and ready to sell it, the demon in her head said"Psss....Eva..you know you are hungry, a little bite off of these wouldn't hurt!" Eva's mum was a very good cook and Eva needed to eat her from her mum's cooking right now. But she had to sell these and get some money."No..I'll ignore my rumbling stomach!" Eva said out loud surprising the people passing by.Unbeknownst to them she had an inner battle.After few hours of standing on the streets, Eva managed to sell everything. Yes, that's how good her mothers cooking was.Dusk finally came and Eva slept off on the cold floor out of tiredness, she woke up only to find a few cash at hand. She knew perfectly that the food wasn't that much but the money she kept with her was enough to feed her family that night and the next morning but now, only a few dollars she had in her hands."No no no....don't tell me someone stole from a helpless person like me!" Eva said as she slammed her forehead in anger and frustration. Life was truly cruel.On her way home, she didn't notice she was going the wrong way. Her anger and frustration clouded her judgement and sight.Eva was beyond tired and stressed, life had really shown her and her family what it's really made of.~~~~~~‘ที่แท้ทุกสิ่งที่ข้าลืมไปกลับเป็นเรื่องสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’ ฉางเฉียนเกอลืมตาขึ้นหลังจากทุกสิ่งกระจ่างไม่ใช่เรื่องที่นางหลงลืมไป ทว่าแม้แต่เรื่องเมื่อครั้งนางลงไปเผชิญด่านเคราะห์เป็นมนุษย์นามว่าหานซางจื่อ ก็ล้วนจดจำได้ทั้งหมด ทั้งที่ปกติแล้วเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกลบเลือนไป เพราะการไปเกิดเช่นนั้นก็เหมือนความฝันหนึ่งคืนตื่นมาก็จะเลือนหายไปแต่คราวนี้ฉางเฉียนเกอกลับจดจำได้ทั้งหมด แม้แต่ความรู้สึกสุดท้าย หรือคำมั่นสัญญาระหว่างตนเองและหลี่เหลียงอี้ที่อยู่ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งนามว่า จ้าวเหลียงอี้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองบนสะพานที่มีสายฝนกำลังโปรยปรายลงมาบางเบา เท้าเรียวก้าวขึ้นไปคราวนี้ไม่มั่นคงเช่นในยามที่นางก้าวออกจากตำหนักส่วนตัวมาแม้แต่น้อยความรู้สึกผิดเป็นสาเหตุแห่งอาการไม่มั่นคงนี้ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบฉางเฉียนเกอรู้สึกว่าเป็นนางเองที่ไม่เคยใส่ใจบุรุษผู้นั้นเลย นางทอดทิ้งเขาครั้งแล้วครั้งเล่าแถมยังลืมทุกสิ่งที่เขาทำเพื่อนาง แม้แต่การลงไปจุติผ่านด่านเคราะห์คราวนี้สำเร็จก็เป็นเขาทั้งหมด หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองคิดค้างอีกฝ่ายมากจริงๆเท้าเรียวก้าวเนิบช้า หูสองข้างได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระท
ตอนพิเศษเท้าเรียวในรองเท้าปักลวดลายวิจิตรก้าวไปข้างหน้าด้วยจังหวะสม่ำเสมอและมั่นคง พาเรือนกายอรในอาภรณ์สีฟ้าสดใสตรงไปยังจุดหมายประจำที่นางรู้สึกว่า ตนเองกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่ แต่นางกลับจดจำมิได้ว่าตนเองกำลังรอผู้ใดกันแน่นับตั้งแต่นางลงไปผ่านด่านเคราะห์ในโลกมนุษย์เพื่อซ่อมแซมตบะที่เสียหายจากสงครามระหว่างเผ่าเทพกับดินแดนปีศาจเมื่อหนึ่งพันปีก่อน‘ฉางเฉียนเกอซ่างเสิน’ คือนามของนาง เทพสงครามจากเผ่ามังกรฟ้าที่ปกครองทะเลดินแดนบูรพามาช้านานแต่ในสงครามครั้งนั้นนางบาดเจ็บหนักจนเข้าสู่การหลับใหลไปเกือบหนึ่งพันปีเมื่อตื่นขึ้นมาตบะยังไม่มั่นคงเทียนจวินจึงให้นางลงไปผ่านด่านเคราะห์รักที่ไม่สมหวังเป็นเวลาสิบแปดหนาวในโลกมนุษย์ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาสี่เดือนเศษแล้วที่นางได้กลับมาจากโลกมนุษย์ ร่างกายและตบะของนางนั้นกลับมาเป็นปกติดีแล้วแต่เหตุใดก็สุดจะรู้แจ้ง ความทรงจำบางช่วงกลับหายไป ซึ่งเหล่าผู้เฒ่าในเผ่ามังกรฟ้าของนางต่างลงความเห็นว่าอาจเป็นเพราะอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงจนเกือบดวงจิตแตกดับยังดีว่าคู่หมั้นของนาง ที่นางเองก็ยังไม่เคยพบหน้าเช่นองค์ชายจากเผ่าหงส์เพลิงใช้ตบะของเขาห้าพันปีสวรรค์ถ่ายมารักษาดวงจิตที่
ดังนั้นในยามกลางวันจ้าวเหลียงอี้จึงออกว่าราชการ พอตกค่ำก็มาอยู่เฝ้าศพ คอยจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง พอมีเวลาเหลือในยามกลางวันเขาก็ไปดูการก่อสร้างสุสาน พอถึงเวลากินเขาก็กินและดื่ม ชีวิตของจ้าวเหลียงอี้เป็นเช่นนั้นจนผ่านไปถึงหนึ่งหนาว สุสานเสร็จสิ้นพิธีบรรจุพระศพของพระชายาเอกของจวิ้นอ๋องจึงเริ่มขึ้นผ่านไปอีกสามหนาวจ้าวหลงเฉินที่เพิ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนผู้เป็นพระบิดาที่สละราชบัลลังก์เพื่อจะพักผ่อนในช่วงบั้นปลายของชีวิตก็ทนเห็นน้องชายคนเดียวมีชีวิตราวกับหุ่นดินเหนียวอีกต่อไม่ไม่ไหวจึงคิดจะพระราชทานสมรสให้ แต่มิคาดจ้าวเหลียงอี้กลับยื่นคำขาด หากออกพระราชโองการมายามใดเขาก็จะออกบวชเสียยามนั้น ทำเอาฮ่องเต้เองก็ไม่กล้าจะเขียนราชโองการขึ้นมาเช่นกัน!วันเวลานั้นผ่านไปราวกับสายน้ำ วันนี้ก็ครบสิบเจ็ดหนาวแล้วที่หานซางจื่อจากไป ตงหยางที่เขาและนางร่วมกันกอบกู้คืนมาเจริญรุ่งเรืองจนนับเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของเทียนสุ่ยได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากไปทำความสะอาดสุสานของนางแล้ว จ้าวเหลียงอี้ก็ขี่ม้าขึ้นไปบนกำแพงเมือง ในมือก็มีกิ่งของต้นฝูหรงฮวากับดอกที่เบ่งบานอยู่หลายดอกขึ้นไปด้วย“ข้าไม่เคยผิดต่อเจ้าเ
ตอนอวสานเขาขมขื่นจนบรรยายไม่ถูก เจ็บราวกับถูกควักดวงใจทั้งที่ยังหายใจอยู่เป็นเช่นไรวันนี้เขารู้ซึ้งแล้ว แต่กลับไม่อาจทำอันใดได้เลย มีเพียงยอมมองมือของพญายมควักเอาดวงใจของเขาไปต่อหน้าตาเช่นนี้้“แผ่นหลังนั้นก็คือพี่อี้ เฉียนเกอรักท่านนับตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า ช่างน่าขันยิ่งนัก น่าขบขันจริงๆ การตกหลุมรักนี้แค่เห็นเพียงด้านหลังของท่านเฉียนเกอกลับรักอย่างงมงายได้ในทันที หรือแท้จริงแล้ว เฉียนเกออาจตามหาเจ้าของแผ่นหลังนั้นมาตั้งแต่ชาติก่อนกันแน่ก็มิอาจทราบได้ อึก! อ้วก!”ยังกล่าวความในใจไม่หมด นางกลับอาเจียนออกมาอย่างหนัก คราวนี้แม้แต่แรงจะหายใจหานซางจื่อก็รู้สึกว่าจะไม่เหลือแล้ว ดังนั้นหลังจากจ้าวเหลียงอี้ทำความสะอาดและช่วยเปลี่ยนชุดให้นางใหม่ด้วยตนเองแล้วหญิงสาวจึงทำเพียงอิงแอบแนบใบหน้ากับหน้าอกด้านซ้ายของอีกฝ่ายแล้วฟังเสียงหัวใจของเขาเต้นไปอย่างสงบ นี่คือความสุขสุดท้ายของนางที่ไม่เคยคาดฝันว่าจะได้รับโอกาสมาก่อน“เจ้าไปรอข้าก่อนนะ อีกไม่นานข้าจะตามไปพบกับเจ้า จงรอข้าที่สะพานแห่งนั้น สัญญาว่าข้าจะไปพบเจ้าแน่นอน”“คำไหนคำนั้น...”“คำไหนคำนั้น...”สายลมของต้นยามอู่เพิ่งพัดโชยเอื่อยมาสัมผัสผิ
หลังจากหานซางจื่อนั้นหลับลึกไปแล้วจ้าวเหลียงอี้ก็ไม่คิดจะเก็บความสงสัยของตนเองเอาไว้อีกแล้ว เขารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องมาตลอด นับตั้งแต่รับรู้ว่าหานซางจื่อนั้นแบกรับพิษเอาไว้ในกายมากมาย“เช่นนั้นเชิญท่านอ๋องออกไปรับลมที่นอกกระโจมสักครู่เถิด”ผ่านมาจนถึงวันนี้เพราะเป็นบุรุษเช่นกันมีหรือสยงฉงจื้อจะไม่ก
บทที่ 37“งดงามจริงดังคำของเจ้าจริงด้วย”จ้าวเหลียงอี้ชักม้าขึ้นไปยืนเคียงข้างกับม้าของหานซางจื่อเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชมจากใจจริง โดยที่หลินเปียวเว้นระยะห่างให้กับทั้งสองคนได้มีเวลาส่วนตัวด้วยกัน นั่นก็เพราะหลินเปียวไม่ทราบถึงฐานะอันแท้จริงของหานซางจื่อและสยงฉงจื้อเขารู้เพียงว่า หานซางจื่อคือคนของซ่งฮอ
บทที่ 36“ถึงข้าไม่เก่งวรยุทธ์ แต่สติปัญญานับว่ายังพอจะมีติดกายอยู่บ้าง เจ้าอย่าได้ว้าวุ่นใจไปเลย”คนเช่นซู่จิ้งอ๋องหากกล่าวว่าเขานั่นเบาปัญญานางก็คงเป็นคนโง่เขลาเท่านั้น หานซางจื่อยังจะเอ่ยสิ่งใดได้อีก พอถึงปลายยามเว่ยขบวนรถม้าสองคันก็เคลื่อนออกจากจุดที่พักมาหลายชั่วยาม หลังจากสยงฉงจื้อส่งคนกลับมา
บทที่ 35ทว่าจ้าวเหลียงอี้หาใช่บุรุษใจกว้าง เขาเป็นเพียงสุภาพชนคนหนึ่งเท่านั้น เรื่องที่ตนเองถึงกับอาเจียนใส่สตรีซึ่งกำลังแบกเขาอยู่บนหลังล้วนติดตราตรึงใจจนแม้แต่หลับไปแล้วก็ยังฝันถึงจนผวาตื่น นับว่าเป็นความอัปยศอดสูที่สุดในชีวิตของบุรุษผู้หนึ่งแล้ว“นายท่านเป็นอันใดไปเพคะ ฝันร้ายหรือ?”มิคาดคนที่อ


















ความคิดเห็น