Masukแรกพบหน้าบุรุษผู้นั้นชิงชังไม่เคยยอมรับนางเป็นภรรยาของเขาแต่เมื่อนางเรียกร้องใบหย่าเหตุใดจึงยากนักที่จะยอมเขียนให้ ไม่เคยรักกันก็เพียงปล่อยนางไปต่างคนต่างเริ่มต้นชีวิตใหม่เหตุใดเขาจึงไม่เข้าใจเล่า?!
Lihat lebih banyak남편이 나를 팔았다.
처음에는 내가 계약서를 잘못 읽은 줄 알았다. 돈을 빌리는 쪽은 백현우였고, 그 돈으로 살아나는 것도 백현우의 회사였다. 그런데 이상하게도 계약의 조건에는 내 이름이 똑똑히 적혀 있었다.
한지아.
“이게…… 뭐야?”
낮게 갈라진 내 목소리가 넓은 회의실에 흩어졌다.
조금 전까지 맞은편에 앉아 있던 남자는 이미 자리를 떠난 뒤였다. 검은 정장의 뒷모습과 낮게 가라앉은 목소리, 계약서 마지막 장에 남겨진 서명만 희미하게 기억났다.
그 남자가 나가자마자 현우는 아무 일도 없었다는 듯 넥타이를 느슨하게 풀며 하품까지 했다.
“다 끝났으니까 집에 가자. 피곤해 죽겠네.”
나는 움직이지 못했다. 계약서 두 번째 장을 다시 읽고 세 번째 장까지 넘겼지만, 몇 번을 읽어도 내용은 달라지지 않았다.
“백현우. 여기 왜 내 이름이 있어?”
현우의 손이 잠깐 멈췄다가 다시 움직였다. 그 짧은 흔들림을 놓치지 않고 계약서를 더 가까이 끌어당겼다.
‘계약 기간 동안 한지아는 상대방이 지정하는 일정에 동행한다.’
‘합리적 범위 내에서 상대방의 개인적인 요청에 응한다.’
‘상대방이 요구할 경우 독립된 장소에서 단독으로 만날 수 있으며, 배우자는 이를 방해하거나 거부할 수 없다.’
읽을수록 기괴했다.
돈을 빌려주는 사람이 왜 채무자의 아내를 만나야 하지? 그것도 남편 없이, 원하는 시간에, 원하는 장소에서.
“당신 회사에 돈을 대주는 계약이잖아. 그런데 왜 내가 저 사람을 만나야 해?”
현우는 대답 대신 담배를 입에 물었다. 라이터 불꽃이 튀고 첫 모금의 연기가 천천히 퍼진 뒤에야 마지못해 입을 열었다.
“그 사람이 널 좀 마음에 들어 해.”
“뭐?”
“몇 번 만나주면 된대. 밥 먹자면 밥 좀 먹고, 어디 같이 가자면 가주고. 그 정도야.”
그 정도라는 말과 계약서의 내용은 전혀 달랐다. 남편은 동석할 수 없고 단둘이 만나야 하는 데다, 마지막에는 더 이상한 조항까지 있었다.
‘계약 상대방의 요구가 있을 경우 한지아는 지정된 장소에 체류한다.’
체류.
그 두 글자에서 시선이 멎었다.
“지정된 장소라는 게 어디야?”
현우가 담배를 문 채 나를 힐끗 바라봤다.
“그걸 내가 어떻게 알아.”
“호텔이어도?”
현우는 대답하지 않았다. 입술 사이로 연기만 길게 뿜어냈고, 그 침묵이 오히려 대답처럼 들렸다.
“백현우.”
계약서를 움켜쥔 채 다가가자 현우는 담배를 재떨이에 거칠게 비벼 껐다. 그러고는 의자를 밀치고 일어나 내 앞을 막아섰다.
“씨발, 사람 진짜 피곤하게 하네. 회사 넘어가게 생겼다고! 이번 투자 못 받으면 다음 달 직원들 월급도 못 줘. 그런데 네가 남자 몇 번 만나주는 게 그렇게 대단한 일이야?”
훅 끼쳐오는 담배 냄새에 속이 울렁거렸다.
“당신 지금 무슨 말을 하는지 알아?”
“알아들었잖아. 몇 번 만나주는 게 뭐 대수라고.”
현우의 시선이 내 얼굴에서 목선을 훑더니 가슴께에 머물렀다. 온몸에 소름이 돋았다.
남편이 아내를 보는 눈이 아니었다. 물건의 상태를 확인하고 값을 매기는 사람의 눈이었다.
“그쪽에서 먼저 너를 조건으로 걸었어.”
손가락 사이에서 종이가 바스락거렸다.
“나를?”
“한지아를 보내주면 돈 넣겠다고 했다고.”
나는 현우의 얼굴을 한참 바라보다 겨우 입을 열었다.
“그래서 당신이 뭐라고 했는데?”
“받았지.”
너무 쉽게 나온 대답이었다. 미안함도, 망설임도 없었다.
“나한테 묻지도 않고?”
“물어보면 네가 한다고 했겠냐?”
“그래서 안 물어봤어?”
“결과적으로 회사 살잖아.”
현우는 오히려 내가 철없는 소리를 한다는 듯 혀를 차더니 계약서를 손가락으로 툭 쳤다.
“생각을 좀 해. 네가 며칠 비위 좀 맞춰주면 10억이 들어와. 내가 너보고 죽으래? 장기라도 떼어 달래?”
입가에 비웃음이 번졌다.“몸뚱이 멀쩡하게 돌아오는 일인데 뭘 그렇게 벌벌 떨어?”
손이 먼저 움직였다.
짝!
현우의 고개가 옆으로 돌아갔다.
손바닥이 얼얼하게 달아올랐고, 잠시 정적이 내려앉은 회의실에는 거칠어진 현우의 숨소리만 남았다.
그가 혀끝으로 입 안을 훑으며 천천히 나를 돌아봤다.
“너 지금 나 쳤냐?”
등골이 서늘해져 한 걸음 물러나는 순간 현우가 내 손목을 낚아챘다. 손가락이 뼈를 파고들 만큼 거칠게 조여왔다.
“놔!”
“이 씨발년이 진짜 주제를 모르네.”
그가 손목을 잡아당기는 바람에 몸이 휘청이며 그의 가슴에 부딪혔다. 밀어내려 했지만 현우는 오히려 얼굴을 가까이 들이밀었다.
“네 몸에 금칠이라도 했어? 남자 하나 만나주는 게 뭐 그렇게 대단하다고 지랄이야.”
“이거 놓으라고!”
“어차피 나랑 살면서 할 거 다 해본 몸이잖아.”
수치심보다 먼저 구역질이 치밀었다. 있는 힘껏 손을 빼내며 현우의 가슴을 밀쳤다.
“미쳤어. 당신 정말 미쳤어.”
“그래, 나 미쳤다. 회사 망하게 생겼으니까.”
현우는 흐트러진 셔츠를 바로잡으며 바닥에 떨어진 계약서를 내려다봤다.
그리고 천천히 구두를 옮겼다.
하필 그 아래 깔린 건 내 이름이었다.
한지아.
내가 쳐다보고 있다는 걸 알면서도 현우는 발을 치우지 않았다.
오히려 구두 끝으로 내 이름을 한 번 더 짓눌렀다.
‘ที่แท้ทุกสิ่งที่ข้าลืมไปกลับเป็นเรื่องสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’ ฉางเฉียนเกอลืมตาขึ้นหลังจากทุกสิ่งกระจ่างไม่ใช่เรื่องที่นางหลงลืมไป ทว่าแม้แต่เรื่องเมื่อครั้งนางลงไปเผชิญด่านเคราะห์เป็นมนุษย์นามว่าหานซางจื่อ ก็ล้วนจดจำได้ทั้งหมด ทั้งที่ปกติแล้วเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกลบเลือนไป เพราะการไปเกิดเช่นนั้นก็เหมือนความฝันหนึ่งคืนตื่นมาก็จะเลือนหายไปแต่คราวนี้ฉางเฉียนเกอกลับจดจำได้ทั้งหมด แม้แต่ความรู้สึกสุดท้าย หรือคำมั่นสัญญาระหว่างตนเองและหลี่เหลียงอี้ที่อยู่ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งนามว่า จ้าวเหลียงอี้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองบนสะพานที่มีสายฝนกำลังโปรยปรายลงมาบางเบา เท้าเรียวก้าวขึ้นไปคราวนี้ไม่มั่นคงเช่นในยามที่นางก้าวออกจากตำหนักส่วนตัวมาแม้แต่น้อยความรู้สึกผิดเป็นสาเหตุแห่งอาการไม่มั่นคงนี้ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบฉางเฉียนเกอรู้สึกว่าเป็นนางเองที่ไม่เคยใส่ใจบุรุษผู้นั้นเลย นางทอดทิ้งเขาครั้งแล้วครั้งเล่าแถมยังลืมทุกสิ่งที่เขาทำเพื่อนาง แม้แต่การลงไปจุติผ่านด่านเคราะห์คราวนี้สำเร็จก็เป็นเขาทั้งหมด หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองคิดค้างอีกฝ่ายมากจริงๆเท้าเรียวก้าวเนิบช้า หูสองข้างได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระท
ตอนพิเศษเท้าเรียวในรองเท้าปักลวดลายวิจิตรก้าวไปข้างหน้าด้วยจังหวะสม่ำเสมอและมั่นคง พาเรือนกายอรในอาภรณ์สีฟ้าสดใสตรงไปยังจุดหมายประจำที่นางรู้สึกว่า ตนเองกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่ แต่นางกลับจดจำมิได้ว่าตนเองกำลังรอผู้ใดกันแน่นับตั้งแต่นางลงไปผ่านด่านเคราะห์ในโลกมนุษย์เพื่อซ่อมแซมตบะที่เสียหายจากสงครามระหว่างเผ่าเทพกับดินแดนปีศาจเมื่อหนึ่งพันปีก่อน‘ฉางเฉียนเกอซ่างเสิน’ คือนามของนาง เทพสงครามจากเผ่ามังกรฟ้าที่ปกครองทะเลดินแดนบูรพามาช้านานแต่ในสงครามครั้งนั้นนางบาดเจ็บหนักจนเข้าสู่การหลับใหลไปเกือบหนึ่งพันปีเมื่อตื่นขึ้นมาตบะยังไม่มั่นคงเทียนจวินจึงให้นางลงไปผ่านด่านเคราะห์รักที่ไม่สมหวังเป็นเวลาสิบแปดหนาวในโลกมนุษย์ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาสี่เดือนเศษแล้วที่นางได้กลับมาจากโลกมนุษย์ ร่างกายและตบะของนางนั้นกลับมาเป็นปกติดีแล้วแต่เหตุใดก็สุดจะรู้แจ้ง ความทรงจำบางช่วงกลับหายไป ซึ่งเหล่าผู้เฒ่าในเผ่ามังกรฟ้าของนางต่างลงความเห็นว่าอาจเป็นเพราะอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงจนเกือบดวงจิตแตกดับยังดีว่าคู่หมั้นของนาง ที่นางเองก็ยังไม่เคยพบหน้าเช่นองค์ชายจากเผ่าหงส์เพลิงใช้ตบะของเขาห้าพันปีสวรรค์ถ่ายมารักษาดวงจิตที่
ดังนั้นในยามกลางวันจ้าวเหลียงอี้จึงออกว่าราชการ พอตกค่ำก็มาอยู่เฝ้าศพ คอยจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง พอมีเวลาเหลือในยามกลางวันเขาก็ไปดูการก่อสร้างสุสาน พอถึงเวลากินเขาก็กินและดื่ม ชีวิตของจ้าวเหลียงอี้เป็นเช่นนั้นจนผ่านไปถึงหนึ่งหนาว สุสานเสร็จสิ้นพิธีบรรจุพระศพของพระชายาเอกของจวิ้นอ๋องจึงเริ่มขึ้นผ่านไปอีกสามหนาวจ้าวหลงเฉินที่เพิ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนผู้เป็นพระบิดาที่สละราชบัลลังก์เพื่อจะพักผ่อนในช่วงบั้นปลายของชีวิตก็ทนเห็นน้องชายคนเดียวมีชีวิตราวกับหุ่นดินเหนียวอีกต่อไม่ไม่ไหวจึงคิดจะพระราชทานสมรสให้ แต่มิคาดจ้าวเหลียงอี้กลับยื่นคำขาด หากออกพระราชโองการมายามใดเขาก็จะออกบวชเสียยามนั้น ทำเอาฮ่องเต้เองก็ไม่กล้าจะเขียนราชโองการขึ้นมาเช่นกัน!วันเวลานั้นผ่านไปราวกับสายน้ำ วันนี้ก็ครบสิบเจ็ดหนาวแล้วที่หานซางจื่อจากไป ตงหยางที่เขาและนางร่วมกันกอบกู้คืนมาเจริญรุ่งเรืองจนนับเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของเทียนสุ่ยได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากไปทำความสะอาดสุสานของนางแล้ว จ้าวเหลียงอี้ก็ขี่ม้าขึ้นไปบนกำแพงเมือง ในมือก็มีกิ่งของต้นฝูหรงฮวากับดอกที่เบ่งบานอยู่หลายดอกขึ้นไปด้วย“ข้าไม่เคยผิดต่อเจ้าเ
ตอนอวสานเขาขมขื่นจนบรรยายไม่ถูก เจ็บราวกับถูกควักดวงใจทั้งที่ยังหายใจอยู่เป็นเช่นไรวันนี้เขารู้ซึ้งแล้ว แต่กลับไม่อาจทำอันใดได้เลย มีเพียงยอมมองมือของพญายมควักเอาดวงใจของเขาไปต่อหน้าตาเช่นนี้้“แผ่นหลังนั้นก็คือพี่อี้ เฉียนเกอรักท่านนับตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า ช่างน่าขันยิ่งนัก น่าขบขันจริงๆ การตกหลุมรักนี้แค่เห็นเพียงด้านหลังของท่านเฉียนเกอกลับรักอย่างงมงายได้ในทันที หรือแท้จริงแล้ว เฉียนเกออาจตามหาเจ้าของแผ่นหลังนั้นมาตั้งแต่ชาติก่อนกันแน่ก็มิอาจทราบได้ อึก! อ้วก!”ยังกล่าวความในใจไม่หมด นางกลับอาเจียนออกมาอย่างหนัก คราวนี้แม้แต่แรงจะหายใจหานซางจื่อก็รู้สึกว่าจะไม่เหลือแล้ว ดังนั้นหลังจากจ้าวเหลียงอี้ทำความสะอาดและช่วยเปลี่ยนชุดให้นางใหม่ด้วยตนเองแล้วหญิงสาวจึงทำเพียงอิงแอบแนบใบหน้ากับหน้าอกด้านซ้ายของอีกฝ่ายแล้วฟังเสียงหัวใจของเขาเต้นไปอย่างสงบ นี่คือความสุขสุดท้ายของนางที่ไม่เคยคาดฝันว่าจะได้รับโอกาสมาก่อน“เจ้าไปรอข้าก่อนนะ อีกไม่นานข้าจะตามไปพบกับเจ้า จงรอข้าที่สะพานแห่งนั้น สัญญาว่าข้าจะไปพบเจ้าแน่นอน”“คำไหนคำนั้น...”“คำไหนคำนั้น...”สายลมของต้นยามอู่เพิ่งพัดโชยเอื่อยมาสัมผัสผิ
บทที่ 25เป็นเวลาก่อนยามจื่อเพียงสองเค่อพอดิบพอดีที่หานซางจื่อมาถึงยังจุดนัดหมายที่ตนเองตกลงกับผู้ว่าจ้างเอาไว้พร้อมกับศีรษะของคนแซ่ถงมาส่งมอบให้แก่ผู้ว่าจ้างของนางได้ทันกำหนด“ยู้ด...”ม้าเหงื่อโลหิตหยุดลงตรงหน้าศาลาร้างที่ห่างจากเมืองหลวงอยู่สิบลี้ หานซางจื่อพลิ้วกายหลังจากอาชาด้วยกิริยาองอาจไม่แ
บทที่ 23กว่าหานซางจื่อจะไปถึงตำบลเจ๋อจิ้งก็เป็นเวลาใกล้ยามอู่ของอีกวันหนึ่งแล้ว นางไม่รอช้าไปสืบดูทันทีว่า เป้าหมายของตนเองบัดนี้อยู่ที่ใด และราตรีนี้คนผู้นั้นจะไปที่ใดงานนี้นางต้องเร่งมือแล้ว กำหนดเวลาที่ใกล้จะมาถึงคือส่วนหนึ่งให้หานซางจื่อลงมือเท่านั้น อีกส่วนที่ใหญ่กว่าก็คือนางต้องเร่งกลับตำหน
บทที่ 10จ้าวหลิวหย่งตบโต๊ะจนขุนนางทั้งหลายสะดุ้ง ทุกคนจึงค่อยสงบปากสงบคำพร้อมกับเหลียวมองหน้าสบสายตากันอย่างรอดูท่าทางของฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง หานซางจื่อเองก็มองเห็นทุกสิ่ง เชื่อว่าฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ด้านบนเองมีหรือจะมองไม่เห็น“เอาละ เอาละ เงียบเสียงลงก่อน เจิ้นฟังความไม่กระจ่างแล้ว นี่ท้องพระโรงหาใ
บทที่ 5แต่เจ้าขันทีเฒ่ามากราคะผู้นั้นเขาไปดื่มดีหมีเลือดพยัคฆ์มาหรือไรจึงบังอาจมองพระชายาของซู่จิ้งอ๋องราวกับจะจับนางกลืนกินลงท้องเช่นนั้น เห็นทีตาเฒ่าเหลิ่งคงไม่อยากหายใจแล้วเป็นแน่“เอ่อ…อะแฮ่ม!เป็นเฝิงกุ้ยเฟยที่มีรับสั่งเอาไว้ว่า ห้ามไม่ให้พระชายาหานก้าวเข้าไปภายในตำหนักแม้เพียงครึ่งก้าวพ่ะย่ะค






Ulasan-ulasan