LOGINแรกพบหน้าบุรุษผู้นั้นชิงชังไม่เคยยอมรับนางเป็นภรรยาของเขาแต่เมื่อนางเรียกร้องใบหย่าเหตุใดจึงยากนักที่จะยอมเขียนให้ ไม่เคยรักกันก็เพียงปล่อยนางไปต่างคนต่างเริ่มต้นชีวิตใหม่เหตุใดเขาจึงไม่เข้าใจเล่า?!
View More‘ที่แท้ทุกสิ่งที่ข้าลืมไปกลับเป็นเรื่องสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’ ฉางเฉียนเกอลืมตาขึ้นหลังจากทุกสิ่งกระจ่างไม่ใช่เรื่องที่นางหลงลืมไป ทว่าแม้แต่เรื่องเมื่อครั้งนางลงไปเผชิญด่านเคราะห์เป็นมนุษย์นามว่าหานซางจื่อ ก็ล้วนจดจำได้ทั้งหมด ทั้งที่ปกติแล้วเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกลบเลือนไป เพราะการไปเกิดเช่นนั้นก็เหมือนความฝันหนึ่งคืนตื่นมาก็จะเลือนหายไปแต่คราวนี้ฉางเฉียนเกอกลับจดจำได้ทั้งหมด แม้แต่ความรู้สึกสุดท้าย หรือคำมั่นสัญญาระหว่างตนเองและหลี่เหลียงอี้ที่อยู่ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งนามว่า จ้าวเหลียงอี้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองบนสะพานที่มีสายฝนกำลังโปรยปรายลงมาบางเบา เท้าเรียวก้าวขึ้นไปคราวนี้ไม่มั่นคงเช่นในยามที่นางก้าวออกจากตำหนักส่วนตัวมาแม้แต่น้อยความรู้สึกผิดเป็นสาเหตุแห่งอาการไม่มั่นคงนี้ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบฉางเฉียนเกอรู้สึกว่าเป็นนางเองที่ไม่เคยใส่ใจบุรุษผู้นั้นเลย นางทอดทิ้งเขาครั้งแล้วครั้งเล่าแถมยังลืมทุกสิ่งที่เขาทำเพื่อนาง แม้แต่การลงไปจุติผ่านด่านเคราะห์คราวนี้สำเร็จก็เป็นเขาทั้งหมด หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองคิดค้างอีกฝ่ายมากจริงๆเท้าเรียวก้าวเนิบช้า หูสองข้างได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระท
ตอนพิเศษเท้าเรียวในรองเท้าปักลวดลายวิจิตรก้าวไปข้างหน้าด้วยจังหวะสม่ำเสมอและมั่นคง พาเรือนกายอรในอาภรณ์สีฟ้าสดใสตรงไปยังจุดหมายประจำที่นางรู้สึกว่า ตนเองกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่ แต่นางกลับจดจำมิได้ว่าตนเองกำลังรอผู้ใดกันแน่นับตั้งแต่นางลงไปผ่านด่านเคราะห์ในโลกมนุษย์เพื่อซ่อมแซมตบะที่เสียหายจากสงครามระหว่างเผ่าเทพกับดินแดนปีศาจเมื่อหนึ่งพันปีก่อน‘ฉางเฉียนเกอซ่างเสิน’ คือนามของนาง เทพสงครามจากเผ่ามังกรฟ้าที่ปกครองทะเลดินแดนบูรพามาช้านานแต่ในสงครามครั้งนั้นนางบาดเจ็บหนักจนเข้าสู่การหลับใหลไปเกือบหนึ่งพันปีเมื่อตื่นขึ้นมาตบะยังไม่มั่นคงเทียนจวินจึงให้นางลงไปผ่านด่านเคราะห์รักที่ไม่สมหวังเป็นเวลาสิบแปดหนาวในโลกมนุษย์ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาสี่เดือนเศษแล้วที่นางได้กลับมาจากโลกมนุษย์ ร่างกายและตบะของนางนั้นกลับมาเป็นปกติดีแล้วแต่เหตุใดก็สุดจะรู้แจ้ง ความทรงจำบางช่วงกลับหายไป ซึ่งเหล่าผู้เฒ่าในเผ่ามังกรฟ้าของนางต่างลงความเห็นว่าอาจเป็นเพราะอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงจนเกือบดวงจิตแตกดับยังดีว่าคู่หมั้นของนาง ที่นางเองก็ยังไม่เคยพบหน้าเช่นองค์ชายจากเผ่าหงส์เพลิงใช้ตบะของเขาห้าพันปีสวรรค์ถ่ายมารักษาดวงจิตที่
ดังนั้นในยามกลางวันจ้าวเหลียงอี้จึงออกว่าราชการ พอตกค่ำก็มาอยู่เฝ้าศพ คอยจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง พอมีเวลาเหลือในยามกลางวันเขาก็ไปดูการก่อสร้างสุสาน พอถึงเวลากินเขาก็กินและดื่ม ชีวิตของจ้าวเหลียงอี้เป็นเช่นนั้นจนผ่านไปถึงหนึ่งหนาว สุสานเสร็จสิ้นพิธีบรรจุพระศพของพระชายาเอกของจวิ้นอ๋องจึงเริ่มขึ้นผ่านไปอีกสามหนาวจ้าวหลงเฉินที่เพิ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนผู้เป็นพระบิดาที่สละราชบัลลังก์เพื่อจะพักผ่อนในช่วงบั้นปลายของชีวิตก็ทนเห็นน้องชายคนเดียวมีชีวิตราวกับหุ่นดินเหนียวอีกต่อไม่ไม่ไหวจึงคิดจะพระราชทานสมรสให้ แต่มิคาดจ้าวเหลียงอี้กลับยื่นคำขาด หากออกพระราชโองการมายามใดเขาก็จะออกบวชเสียยามนั้น ทำเอาฮ่องเต้เองก็ไม่กล้าจะเขียนราชโองการขึ้นมาเช่นกัน!วันเวลานั้นผ่านไปราวกับสายน้ำ วันนี้ก็ครบสิบเจ็ดหนาวแล้วที่หานซางจื่อจากไป ตงหยางที่เขาและนางร่วมกันกอบกู้คืนมาเจริญรุ่งเรืองจนนับเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของเทียนสุ่ยได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากไปทำความสะอาดสุสานของนางแล้ว จ้าวเหลียงอี้ก็ขี่ม้าขึ้นไปบนกำแพงเมือง ในมือก็มีกิ่งของต้นฝูหรงฮวากับดอกที่เบ่งบานอยู่หลายดอกขึ้นไปด้วย“ข้าไม่เคยผิดต่อเจ้าเ
ตอนอวสานเขาขมขื่นจนบรรยายไม่ถูก เจ็บราวกับถูกควักดวงใจทั้งที่ยังหายใจอยู่เป็นเช่นไรวันนี้เขารู้ซึ้งแล้ว แต่กลับไม่อาจทำอันใดได้เลย มีเพียงยอมมองมือของพญายมควักเอาดวงใจของเขาไปต่อหน้าตาเช่นนี้้“แผ่นหลังนั้นก็คือพี่อี้ เฉียนเกอรักท่านนับตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า ช่างน่าขันยิ่งนัก น่าขบขันจริงๆ การตกหลุมรักนี้แค่เห็นเพียงด้านหลังของท่านเฉียนเกอกลับรักอย่างงมงายได้ในทันที หรือแท้จริงแล้ว เฉียนเกออาจตามหาเจ้าของแผ่นหลังนั้นมาตั้งแต่ชาติก่อนกันแน่ก็มิอาจทราบได้ อึก! อ้วก!”ยังกล่าวความในใจไม่หมด นางกลับอาเจียนออกมาอย่างหนัก คราวนี้แม้แต่แรงจะหายใจหานซางจื่อก็รู้สึกว่าจะไม่เหลือแล้ว ดังนั้นหลังจากจ้าวเหลียงอี้ทำความสะอาดและช่วยเปลี่ยนชุดให้นางใหม่ด้วยตนเองแล้วหญิงสาวจึงทำเพียงอิงแอบแนบใบหน้ากับหน้าอกด้านซ้ายของอีกฝ่ายแล้วฟังเสียงหัวใจของเขาเต้นไปอย่างสงบ นี่คือความสุขสุดท้ายของนางที่ไม่เคยคาดฝันว่าจะได้รับโอกาสมาก่อน“เจ้าไปรอข้าก่อนนะ อีกไม่นานข้าจะตามไปพบกับเจ้า จงรอข้าที่สะพานแห่งนั้น สัญญาว่าข้าจะไปพบเจ้าแน่นอน”“คำไหนคำนั้น...”“คำไหนคำนั้น...”สายลมของต้นยามอู่เพิ่งพัดโชยเอื่อยมาสัมผัสผิ
หลังจากหานซางจื่อนั้นหลับลึกไปแล้วจ้าวเหลียงอี้ก็ไม่คิดจะเก็บความสงสัยของตนเองเอาไว้อีกแล้ว เขารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องมาตลอด นับตั้งแต่รับรู้ว่าหานซางจื่อนั้นแบกรับพิษเอาไว้ในกายมากมาย“เช่นนั้นเชิญท่านอ๋องออกไปรับลมที่นอกกระโจมสักครู่เถิด”ผ่านมาจนถึงวันนี้เพราะเป็นบุรุษเช่นกันมีหรือสยงฉงจื้อจะไม่ก
บทที่ 38หานซางจื่อสบถก่อนจะสะบัดแส้ทิ้งไปทางหน้าผาแล้วกระชากกระบี่คู่ที่ด้านหลังออกมาบุกตะลุยไปข้างหน้าด้วยกิริยาดุดัน จ้าวเหลียงอี้ยกมุมปากเล็กน้อยก่อนจะหันไปตวัดมีดสั้นตัดใบหูข้างขวาของเติ้งโม่หวายจนขาดกระเด็น!“เอาไว้กลับไปตำหนักซู่จิ้งอ๋อง เราค่อยมา ‘เล่นสนุก’ กันอีกนะโม่หวาย ค่อยๆ เล่นสนุก หึ
บทที่ 37“งดงามจริงดังคำของเจ้าจริงด้วย”จ้าวเหลียงอี้ชักม้าขึ้นไปยืนเคียงข้างกับม้าของหานซางจื่อเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชมจากใจจริง โดยที่หลินเปียวเว้นระยะห่างให้กับทั้งสองคนได้มีเวลาส่วนตัวด้วยกัน นั่นก็เพราะหลินเปียวไม่ทราบถึงฐานะอันแท้จริงของหานซางจื่อและสยงฉงจื้อเขารู้เพียงว่า หานซางจื่อคือคนของซ่งฮอ
บทที่ 36“ถึงข้าไม่เก่งวรยุทธ์ แต่สติปัญญานับว่ายังพอจะมีติดกายอยู่บ้าง เจ้าอย่าได้ว้าวุ่นใจไปเลย”คนเช่นซู่จิ้งอ๋องหากกล่าวว่าเขานั่นเบาปัญญานางก็คงเป็นคนโง่เขลาเท่านั้น หานซางจื่อยังจะเอ่ยสิ่งใดได้อีก พอถึงปลายยามเว่ยขบวนรถม้าสองคันก็เคลื่อนออกจากจุดที่พักมาหลายชั่วยาม หลังจากสยงฉงจื้อส่งคนกลับมา












reviews