Mag-log inหลายปีผ่านไปอีกครั้ง…
“อ๊าย ดีใจจังเลยเราใกล้จะได้เป็นสาวมหาลัยแล้ว” เสียงสายน้ำที่เดินอยู่ข้างฉันหันไปมองทางนั้นทีทางนี้ด้วยท่าทีตื่นเต้น
“แก ดูตึกนั่นสิ เขาเขียนว่าวิศวกรรมศาสตร์ใช่ไหม อ๊าย อยากมาเรียนที่นี่เร็ว ๆ อะ” สาคูก็ระริกระรี้อีกคน ตอนนี้พวกเรามาสอบสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยนี้หลังจากรู้คะแนนครั้งก่อน ยังดีที่ติดที่เดียวกันแต่ไม่รู้ว่าพอสัมภาษณ์เสร็จแล้วจะผ่านด้วยกันหมดเลยไหม
“พวกแกพอได้แล้วน่า อายเขา” ฉันว่าให้สองนางที่เดินควงแขนฉันคนละข้าง ตั้งแต่เข้ามาในรั้วมหาลัยพวกนางยังไม่หยุดมองคนนั้นคนนี้สักที ส่วนใหญ่ที่มากันก็มีแต่เด็กมอปลายอย่างพวกเรา มีรุ่นพี่มหาลัยที่เรียนที่นี่บ้างแต่ไม่มากเท่าไร อาจเพราะวันนี้พวกพี่เขาไม่มีเรียนเลยไม่ค่อยมีคนมา
“อายอะไรกันยะ นาน ๆ ทีจะได้เจอผู้ชายตัวเป็น ๆ นะ เราอยู่หญิงล้วนด้วยกันตั้งแต่มอหนึ่งยันมอหก ได้เจออะไรแบบนี้ที่ไหนกัน ตอนนั้นฉันน่าจะเลือกโรงเรียนที่มีผู้ชายเยอะ ๆ แม่ฉันอุตส่าห์ทักแล้วทักอีกแต่ฉันดันไม่เชื่อ บ้าจริง ๆ ถ้ารู้ว่าโตขึ้นแล้วตัวเองจะแรดขนาดนี้ฉันไม่เรียนหญิงล้วนหรอก” สาคูว่าติดตลก
“แหม ก็ตอนนั้นพวกเรายังเด็กไง หวีดแต่ไอดอลเกาหลีกับไอดอลจีนจนเหงือกแห้ง พอโตเป็นสาวถึงรู้ว่ามีอย่างอื่นที่แห้งกว่าเหงือกเลยต้องเปลี่ยนเป้าหมาย เดี๋ยวจะไม่ได้ใช้งาน” สายน้ำพูดบ้าง ทำพวกเราสามคนหัวเราะคิกคักขึ้นพร้อมกัน
ชีวิตของเด็กโรงเรียนหญิงล้วนที่เป็นติ่งไอดอลเกาหลีและจีน อ่านมังงะเป็นงานอดิเรกกับดูอนิเมะเป็นงานประจำ ทำให้พวกเราสเปกสูงกันตั้งแต่เด็ก ตอนอยู่โรงเรียนหญิงล้วนเวลามีหนุ่มจากโรงเรียนใกล้เคียงมาจีบช่วงออกไปนอกรั้ว พวกเราเลยไม่สนใจใครและไม่คิดคุยกับใคร ทำให้โสดยาวมาจนถึงตอนนี้
“พี่ชายสุดหล่อทั้งสามคนของแกเขาเรียนที่นี่ไม่ใช่เหรอยัยน้อง วันนี้พวกพี่เขามาปะ ฉันอยากเจอทุกคนเลยอะ” คราวนี้ทั้งคู่มองหน้าฉันด้วยแววตาเป็นประกาย แต่ว่านะ…
“พี่ฉันจะมาทำไมยะ พี่พระเพลิงไปช่วยงานคุณป้า เดี๋ยวกลับไปก็ได้เจอกันแล้ว ส่วนพี่พระพายกลับภูเก็ตตั้งแต่เมื่อวาน” จะมีก็แค่คุณพยัคฆ์นั่นแหละที่ไม่ได้บอกอะไรไว้ในไลน์กลุ่มครอบครัว ฉันเลยไม่รู้ว่าเขาไปไหน
“ฉันเห็นข้างหน้ามีร้านชาไข่มุกอะ เราไปนั่งกันไหม ได้กินอะไรหวาน ๆ สักแก้วคงชื่นใจ” สาคูหันไปอีกด้านแล้วกระตุกแขนฉันไปด้วย
“ดี ไปเลย”
@ร้านผู้ชายขายนม
กริ๊ง!
เสียงกระดิ่งหลายลูกที่แขวนอยู่ทางเข้าดังขึ้นทันทีที่ฉันเปิดประตูร้านเข้าไป แต่ก็ต้องชะงักอยู่หน้าร้านเมื่อทุกคนในนั้นหันมามองเราเป็นตาเดียว จะว่าไปแล้วร้านนี้มีแต่ผู้ชาย?
“แก ทำไมพนักงานเป็นนักศึกษาหมดเลยอะ ทำพาร์ตไทม์กันเหรอ” สาคูกระซิบกระซาบถามฉันเมื่อเข้ามาในร้าน น่าแปลกที่ร้านนี้ไม่มีเด็กมอปลายนั่งอยู่เลยสักคน ไม่ว่าจะพนักงานหรือลูกค้าก็มีแต่คนที่ใส่เครื่องแบบนักศึกษา แถมยังมีแต่ผู้ชายด้วย เห็นไกล ๆ มีคนเต็มร้านฉันคิดว่าจะมีนักเรียนมอปลายอยู่ด้วยเสียอีก
“หรือว่าที่นี่เขาขายให้แต่คนในอะแก แบบเรายังไม่ได้เป็นนักศึกษาของที่นี่เขาจะขายให้ไหมไรงี้” สายน้ำกระซิบถามบ้าง “เรากลับกันดีไหม”
“สวัสดีครับ ผู้ชายขายนมยินดีต้อนรับครับ” พอตั้งท่าว่าจะออกจากร้านไป เสียงทักทายของคนที่ยืนอยู่เคาน์เตอร์ก็ดังขึ้น
“รับอะไรดีครับ มาดูเมนูก่อนได้นะครับ” เสียงนั้นเอ่ยต่อด้วยท่าทีสุภาพและใจดี พอฉันหันไปมองสองเพื่อนซี้ก็เห็นว่าพวกนางยืนตัวบิดกันอยู่ จะว่าไปแล้วร้านชานมนี่เขาคัดเลือกพนักงานที่หน้าตากันหรือเปล่านะ มองไปทางไหนก็เจริญหูเจริญตาไปเสียหมด
“มาสอบสัมภาษณ์เหรอครับ” พอฉันเดินไปหน้าเคาน์เตอร์พี่เขาก็ถามขึ้น แวบหนึ่งเห็นว่าพี่เขามองมาที่ชื่อของฉันซึ่งปักอยู่บนอก
“ค่ะ”
“พี่ชื่อแฮคนะครับ อยู่บริหารปีสาม อยากรู้จังว่าคนน่ารักมาสอบสัมภาษณ์คณะอะไร”
“ฮิ้วว!”
“เอาแล้ว ไอ้เหี้ยแฮค ช้าก่อนเพื่อนใจเย็น”
“รอน้องเขาเปลี่ยนชุดก่อนดิวะ”
ทันทีที่คนตรงหน้าพูดจบ เสียงเพื่อนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในบาร์ด้วยกันก็ดังขึ้น พร้อมกันนั้นทุกคนในร้านก็เฮขึ้นพร้อมกัน คงเพื่อนกันนั่นแหละ ดูจากคำพูดคำจาแล้วไม่น่าจะคนอื่นคนไกล หรือถ้าเป็นลูกค้าก็คงไม่พ้นคนกันเอง
“บางทีมันอาจจะเบื่อชุดนักศึกษาแล้วก็ได้ แบบอยากลองชุดนักเรียนบ้างไรงี้”
“ฮิ้วว”
“คุก คุก คุก ท่องไว้ครับ ไอ้พวกสารเลวทั้งหลาย”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ว่าไงครับ คนน่ารักมาสอบสัมภาษณ์คณะอะไร” พี่เขาถามย้ำแล้วมองมาที่ฉันพร้อมรอยยิ้มหวานจนเห็นลักยิ้มข้างหนึ่งบุ๋มลงไป ส่วนสองเพื่อนซี้ที่เดินมาด้วยกันพอเห็นแบบนั้นก็ยืนบิดตัวเป็นเกลียวกว่าก่อนหน้าอีก
“น้องมาสอบสัมภาษณ์คณะบริหารค่ะ”
“อ้าวพวกมึง! เฮดิวะรออะไร ดาวดวงใหม่ของคณะเราจะฉายแสงแล้ว” พี่คนที่เสียงดังที่สุดในบาร์เครื่องดื่มเอ่ยขึ้น ทุกคนในร้านก็เฮตามกัน
“น้องชื่อน้องเหรอครับ” คนที่แนะนำตัวเองว่าชื่อแฮคยังคงถามต่อ
“ค่ะ ส่วนเพื่อนของน้องชื่อสาคูกับสายน้ำ เรามาสัมภาษณ์คณะเดียวกันค่ะ”
“พี่จะรอรับน้องนะครับ” พี่แฮคว่าจบเพื่อน ๆ เขาก็เฮกันอีกครั้ง แต่เสียงกริ่งตรงบานประตูที่ดังขึ้นเวลามีคนเดินเข้าออกก็ทำให้พวกเราทุกคนเงียบเสียงลง และนั่นทำให้ฉันใจหายวาบ
“อ้าว? เจ้าของร้านเหล้าหัดเข้าร้านนมตั้งแต่เมื่อไรวะ” พี่คนเดิมที่เสียงดังกว่าใครเอ่ยทักทายคนมาใหม่
“พวกมึงขายนมก็ยังเข้าร้านเหล้าเลยนี่ ทำไมกูขายเหล้าแล้วจะเข้าร้านนมบ้างไม่ได้” เสียงเรียบเอ่ย ฉันรู้สึกได้ว่าบรรยากาศในร้านเริ่มอึมครึมทั้งที่แต่ละคนใบหน้ายิ้มแย้ม ยกเว้นเขา มันแปลก…
“พี่พยัคฆ์สวัสดีค่ะ” สาคูกับน้ำยกมือไหว้คนที่เดินมาหยุดอยู่ข้างฉัน
“สวัสดีครับ”
พรึบ!
“สั่งเสร็จหรือยัง” หลังจากรับไหว้สองเพื่อนซี้ของฉันแล้ว วงแขนข้างหนึ่งของคนถามก็คล้องคอฉันไว้ คราวนี้ทุกคนในร้านโดยเฉพาะพี่แฮคเริ่มหรี่ตามองเราทั้งคู่
“ยะ ยังไม่สั่งค่ะ”
“รีบสั่ง”
“น้องขอชานมไข่มุกสามแก้วค่ะ”
การยืนรอชานมไข่มุกสามแก้วใช้เวลาไม่กี่นาทีแต่ความรู้สึกของฉันเหมือนนานเป็นปี เพราะคนที่มาแบบไม่บอกกล่าวทำให้ฉันทำตัวไม่ถูก
“ได้แล้วครับน้องน้อง ชานมไข่มุกสามแก้ว” พี่แฮคเอ่ยพร้อมผายมือไปทางปลายบาร์ซึ่งรุ่นพี่อีกคนเอาชานมวางไว้ให้ “ชำระเป็นเงินสดหรือสแกนคิวอาร์โค้ดดีครับ”
“สแกนค่ะ”
“แก้วนั้นไม่ใช่ของมึง” พี่แฮคยื่นใบเสร็จให้ฉันก่อนจะหันไปหาคนที่กำลังแทงหลอดลงแก้ว แต่คนโดนทักก็ไม่ได้สนใจ เขาดูดชานมอึกหนึ่งแล้วมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
“มึงก็ถามน้องน้องดูสิ ว่าใช่ของกูหรือเปล่า” เขาเรียกฉันแบบนี้เป็นครั้งแรกแถมยังย้ำคำชัด ๆ ช้า ๆ จนขนลุกไปหมด
“ค่ะ แก้วนั้นของคุณพยัคฆ์” คำตอบของฉันทำมุมปากคุณพยัคฆ์ยกสูงขึ้น เขาเดินมาคล้องคอฉันแล้วพาเดินออกไป ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวขาพ้นประตูร้าน คำถามของพี่แฮคก็ทำให้คนข้างฉันชะงักไว้
“น้องน้องนามสกุลเดียวกับมึง แล้วทำไมถึงเรียกมึงว่าคุณ”
“เออ ไม่ใช่พี่น้องกันเหรอ” พี่อีกคนถามบ้าง
“ทำไม? นามสกุลเดียวกันจำเป็นต้องเป็นพี่น้องกันด้วยเหรอ” คนถูกถามตอบแค่นั้นก่อนจะพาฉันเดินออกมานอกร้าน พอพ้นบานประตูวงแขนหนักอึ้งก็ละออกจากคอฉัน ส่วนแก้วชานมไข่มุกก็ลอยเข้าไปในถังขยะที่ตั้งอยู่ไม่ไกลทางเดิน
ตุบ!
“อย่ามากินชานมร้านนี้อีก” เขาหันมาบอกก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ฉันกับเพื่อนถอนหายใจออกมาพร้อมกันด้วยความโล่งอก ตอนเขาอยู่ด้วยพวกเราแทบกลั้นหายใจเพราะบรรยากาศมันอึมครึมไปหมด
“กลับบ้านกันเถอะ ใกล้เวลาคนขับรถคุณป้ามารับแล้ว” ฉันบอกเพื่อน ๆ ก่อนจะเดินไปยังจุดนัดพบที่บอกคนขับรถเอาไว้ มาสอบครั้งนี้พวกเราสามคนค้างที่บ้านคุณป้าของฉันเพราะจะได้ไม่ต้องเช่าห้องพัก อีกอย่างพ่อกับแม่พวกเราจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมีผู้ใหญ่ดูแล
“พ่อกับแม่เรียกน้องเหรอคะ” ฉันเดินไปนั่งโซฟาตรงข้ามพ่อกับแม่แล้วถามขึ้น“ใช่จ้ะ แม่กับพ่อมีเรื่องสำคัญอยากคุยกับน้อง” แม่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าแววตาท่านกลับมีบางอย่างแฝงอยู่ คล้ายกับว่าลังเลที่จะพูด“เมื่อวานพ่อพาคนงานไปทำศาลาให้วัดแถวบ้านมาน่ะ แล้วก็ไปเจอกับหลวงพ่อรูปหนึ่ง” พ่อพูดราวกับกำลังชั่งใจว่าจะพูดต่อดีไหม“พ่อกับแม่พูดมาเถอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรน้องจะค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ตัดสินใจ” ฉันส่งยิ้มให้พวกท่าน“พ่อไปเจอพ่อกับแม่ของน้องมาน่ะ พ่อแม่แท้ ๆ ของน้อง”“…” พ่อแม่แท้ ๆ ของฉันงั้นเหรอ? พอได้ยินแบบนี้ก็สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกยังไง ต้องทำตัวแบบไหน แล้วถ้าเป็นแบบนี้ พ่อกับแม่จะส่งฉันกลับไปหรือเปล่า หลายอย่างในหัวตีกันไปหมด ทุกอย่างมันอื้ออึงจนคิดอะไรไม่ออกว่าต้องพูดอะไรเมื่อได้ฟังเรื่องนี้&ldqu
“เรา… เข้าใกล้กันให้มากกว่านี้ดีไหม” เสียงแหบเอ่ยถามขณะเคลื่อนใบหน้าขึ้นมาสบตากัน “ยักอยากเข้าใกล้น้องให้มากกว่านี้”“ค่ะ”“ขอบคุณครับ”ฉันหลับตาลงช้า ๆ เพื่อรับรสจูบละมุนที่ป้อนลงมา เรากลืนกินกันและกัน โอบกอดกันและกันเอาไว้อยู่เนิ่นนาน กระทั่งอิ่มเอมจากความหวานล้ำจึงผละออก มือใหญ่กระตุกแขนสองข้างให้ลุกนั่งตรงหน้าเขา เราสบตากันอีกครั้งก่อนจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าของกันและกันออก เสื้อนอนตัวบางถูกคนตรงหน้าปลดกระดุมออกทีละเม็ดอย่างเชื่องช้า ในขณะเดียวกันเสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่ก็ถูกฉันค่อย ๆ ถลกขึ้นทางศีรษะเขา และดึงมันออกมากองอยู่ข้างตัว วินาทีที่ท่อนบนของเราเปลือยเปล่าต่อหน้ากัน หัวใจฉันมันเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง สายตาของเราทั้งคู่ต่างไล่มองกันตั้งแต่ลำคอ หัวไหล่ เนินเนื้อเปลือยเปล่า และไล่ลงต่ำเรื่อย ๆ มาจนถึงหน้าท้อง เมื่อดึงสายตากลับมาประสานกันอีกครั้ง ความร้อนมากมายก็แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า
ซ่าา!สายน้ำเย็นยามดึกไหลลงมากระทบผิวกายทำให้อาการมึนหัวหายไปและรู้สึกสบายตัวขึ้น วันนี้ฉันไม่ดื่มเยอะเพราะเข็ดจากวันนั้น วันที่อ้วกใส่รถคุณพยัคฆ์ ตอนนั่งที่โต๊ะเลยดื่มแค่พันซ์กับแอลกอฮอล์ที่สาคูส่งให้ครึ่งแก้ว ทำให้ไม่เมาเหมือนคนอื่นแต่มึนหัวนิดหน่อย พอได้อาบน้ำเย็น ๆ ก็กลับมาเป็นปกติ“ได้กลิ่นสบู่หอม ๆ แล้วสดชื่นดีแฮะ” ฉันเช็ดเนื้อเช็ดตัวเสร็จ พันผ้าเช็ดตัวรอบตัวแล้วเดินออกจากห้องน้ำ แต่พอจะแกะผ้าออกก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อใครบางคนเปิดประตูห้องฉันเข้ามาพอดี “คุณพยัคฆ์!”“…” คนที่ก้าวเข้ามาในห้องชะงักกึกทั้งยังมองมาที่ฉันราวกับว่าเขาเองก็ตกใจเหมือนกัน“เข้ามาทำไมคะ”“ส่งข้อความมาแล้วเธอไม่อ่านก็เลยโทรหา เห็นเธอไม่รับสายเลยเข้ามาดู” เขาตอบทั้งที่สายตายังจับจ้องมาที่ฉัน“น้องอาบน้ำอยู่ค่ะเลยไม่ได้ยินเสียงโทรศ
หนึ่งปีต่อมา…♪ ♬ ♫〜 “…แฮปปี้เบิร์ด เดย์ ทู ยู~” สิ้นเสียงเพลงฉันก็หลับตาลงอธิษฐานก่อนจะเป่าเทียนที่ปักอยู่บนเค้กวันเกิด ปีนี้ฉันอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้ว ความจริงวันเกิดของฉันผ่านมาได้สองวันแล้ว แต่เรายุ่งกับเรื่องเรียนและกิจกรรมต่าง ๆ เลยทำให้ไม่มีเวลาฉลองกัน วันเกิดปีนี้ฉันเข้าผับได้พอดี สาคูกับสายน้ำอยากมาที่นี่นานแล้วเราเลยตกลงจัดงานวันเกิดฉันที่นี่ ส่วนแขกที่มาน่ะเหรอ… พี่บิ๊ก พี่มงคล พี่ซีน พี่พระพาย พี่พระเพลิง แล้วก็คุณพยัคฆ์“สาว ๆ ดื่มแค่พอไหวกันนะ อย่าฝืนดื่มเกินไป แล้วก็อย่าลุกออกจากโต๊ะไปไหนคนเดียวด้วย” พี่พระพายเอ่ยขึ้น“รับทราบค่ะท่านพ่อ” เราสามคนพูดขึ้นพร้อมกัน ทำให้โดนเคาะหัวไปคนละที“อย่ารับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มาเป็นแก้วเข้าใจไหม” คราวนี้พี่พระเพลิงพูดบ้าง“เข้าใจแล้วค่าา” เราสามคนรับคำพร
และแล้ววันที่ฉันต้องเผชิญหน้ากับความจริงก็มาถึง วันนี้สาคูกับสายน้ำมาหาที่คอนโดตั้งแต่เช้า พวกนางจะไปเรียนพร้อมฉันโดยมีคุณพยัคฆ์ทำหน้าที่ขับรถให้ เขาเองก็มีเรียนเช้าเหมือนกัน จากที่กังวลว่าจะทำตัวยังไงตอนมาถึงมหาลัย แต่พอมีเพื่อนอยู่ด้วยโลกที่หนักอึ้งก็เบาลงทันที“ทำไมพี่ไม่ไปจอดหน้าตึกเราเลยล่ะ มาจอดตรงนี้กว่ายัยน้องจะเดินไปถึงตึกเดี๋ยวคนเขาก็มองนางหรอก” สาคูถามคนที่กำลังเปิดประตูรถ“ก็เดินไปพร้อมกันหมดนี่แหละ จะหลบตลอดไปไม่ได้หรอก เพื่อนเรามีเลือดนักสู้นะ จำวันนั้นไม่ได้หรือไง” คนบางคนว่าพร้อมพยักหน้าให้ฉันลงจากรถ“ก็ได้ ๆ” สาคูพยักหน้าให้เขาแล้วพูดกับฉันในประโยคต่อมา “ถ้ามีใครพูดไม่เข้าหูหรือล้ำเส้นเกินไปแกก็ซัดหน้ามันเลยนะยัยน้อง ถ้าสู้ไม่ไหวเดี๋ยวฉันช่วยรุม”“ฉันด้วย” สายน้ำเสริมทัพ คุณพยัคฆ์เห็นเราคุยกันก็แค่นขำออกมา คงเพราะไม่เคยเห็นมุมนี้ของพวกเรา
“น้องกลับห้องดีกว่าค่ะ” ว่าแล้วก็ทำท่าจะลุกออกจากเตียง แต่คนตัวใหญ่กว่าไม่ยอมผละออกจากตัวฉัน เขายังคงคร่อมฉันไว้ในท่วงท่าเดิม “คุณพยัคฆ์คะ น้องจะกลับห้องแล้ว”“นอนนี่แหละ” เหมือนเขาเพิ่งได้สติ มองหน้าฉันแล้วก็พูดบางอย่างต่อ “เวลาอื่นจะอยู่กันสองคนแทบไม่มีเลย”“แต่คืนนี้น้องไม่สะดวก”“สะดวกสิ แบบนี้แหละสะดวกดี”“คุณพยัคฆ์…” ประโยคแปลก ๆ กับเม็ดเหงื่อมากมายที่ผุดขึ้นตามกรอบหน้าเขาหยดลงมาใส่ฉันทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว ทั้งที่เครื่องปรับอากาศก็ทำงานปกติดีแท้ ๆ แต่เขากลับมีเหงื่อชุ่มหน้าทั้งยังหายใจติดขัด“ขออะไรหน่อยได้ไหม”“ไม่ได้ค่ะ” ฉันตอบกลับทันควันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น วินาทีนั้นหัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามราวกับจังหวะรัวกลองในงานรับน้อง“







