LOGINหลังจากส่งน้องสาวถึงคอนโดเสร็จเรียบร้อย ป้องขับรถกลับมาที่โรงแรมอีกครั้งเพื่อรับไบรท์กลับบ้าน พร้อมกัน
“ง้อพริมเสร็จแล้วเหรอ” ไบรท์หันมาถามทันทีที่เข้ามานั่งในรถ ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องราวจากเจย์มาหมดแล้ว “อืม กลับเลยนะ” ป้องว่า ขี้เกียจจะตอบคำถามคนเซ้าซี้ แต่เขาก็รู้เพื่อนรักไม่ยอมจบง่าย ๆ แน่ อะไรที่ไบรท์อยากรู้ มันก็ต้องรู้ให้ได้ “อ่า ขับไปคุยไปก็ได้” นั่นไง มันยอมปล่อยเสียที่ไหน “ได้ข่าวว่าไล่สาวกลับด้วย” ไบรท์ว่าต่อไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่เรื่องเดียว “ตกลงไม่ได้เอาจริง ๆ ดิหรือมึงโกหกให้ไอ้เจย์เพื่อให้มันสบายใจแล้วไปบอกพริมอย่างนั้น” “กูไม่ใช่มึง” ป้องว่าเสียงเข้ม เขาจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เขาเป็นลูกผู้ชายพอ หากเขาทำผิด เขาก็พร้อมยืดอกยอมรับตามตรง ไม่จำเป็นต้องโกหกอะไรทั้งนั้น “ก็ถามเผื่อไว้” เขารู้ว่าเพื่อนเป็นคนยังไง แต่ที่ถามไปเพราะอยากแกล้งเล่นเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าป้องมันจะอารมณ์เสียใส่เขา เขาเข้าใจว่าช่วงนี้อารมณ์มันอ่อนไหวเพราะอกหักจากแฟนเก่า แต่ไอ้ป้องมันชักจะอารมณ์เสียใส่เขามากขึ้นทุกวัน เขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแล้วเหมือนกัน “มึงอารมณ์เสียแต่อย่ามาลงกับกูนะเว้ย กูไม่ใช่เมียมึง” “เออ ขอโทษ” ป้องก็รู้ตัวว่าช่วงนี้มักจะอารมณ์เสียใส่ไบรท์บ่อย ๆ ทั้งที่มันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ไอ้ไบรท์มันก็ชอบพูดกวนตีนเขาเป็นปกติอยู่แล้ว แต่เขากลับนำมันมาเป็นอารมณ์เสียอย่างนั้น “เออ กูก็ไม่ได้อะไรหรอก” ไบรท์ว่าพลางเอนตัวฝังเบาะนุ่ม เขาทำจมูกฟุตฟิตได้กลิ่นหอมของดอกไม้บางเบา “รถมึงหอมกลิ่นอะไรวะ” “กลิ่นพริม” ป้องตาม เขาได้กลิ่นนี้จากตัวน้อง มันเป็นกลิ่นหอมอ่อน ๆ หวานสดชื่น ชวนให้รู้สึกสบายใจ ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่อยู่แล้ว แต่ยังทิ้งกลิ่นอายของความเป็นเธอเอาไว้ให้นึกถึง “หอมดี เดี๋ยวกูทักถามน้องดีกว่าว่าใช้น้ำหอมแบรนด์อะไร กูจะซื้อมาใช้บ้าง” ไบรท์ว่า ทว่าเขายังไม่ทันได้พิมพ์แชตถาม ป้องก็โพล่งขึ้นมาก่อนว่า “ห้ามซื้อ” “อะไรวะ” “มึงมีน้ำหอมเยอะแยะ ใช้กลิ่นอื่น” “อะไรวะ ทำไมกูจะซื้อไม่ได้ กูมีเงินนะเว้ย” ไบรท์ตบมือลงบนกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายของตัวเองสำทับ ถึงแม้ว่ามันจะไม่อะไรอยู่ข้างในก็ตามที “เออ แต่ห้ามซื้อเหมือนน้อง” “ไอ้ป้อง มึงปัญญาอ่อนละ มึงจะหวงน้ำหอมแทนน้องเพื่ออะไรครับ” ไบรท์ถามอย่างไม่เข้าใจ แค่เขาอยากใช้น้ำหอมกลิ่นเดียวกับพริมแล้วมันหนักหัวกบาลมันหรือยังไง เขาไม่ได้ขอตังมันซื้อเสียหน่อย “กูไม่ได้หวง” ป้องว่า เขาเริ่มอึกอักเพราะไม่สามารถหาเหตุผลมารองรับกับคำพูดตัวเองได้ เขาแค่อยากได้กลิ่นนี้จากตัวน้องคนเดียวเท่านั้น แต่เขาจะพูดออกไปได้ยังไง “แต่กลิ่นมันไม่เหมาะกับมึง ซื้อมาเคมีไม่เข้ากันกลิ่นมันก็เพี้ยน อีกอย่างมันเป็นน้ำหอมผู้หญิง” “เหตุผลอะไรของมึงวะเนี่ย เออ ๆ ไม่ซื้อก็ได้ กูไม่ใช่เมียมึงนะเว้ย มาเจ้ากี้เจ้าการความชอบของกูอะ มึงพูดอีกทีกูจะไม่ทนละนะ” ไบรท์ว่าอย่างเหลืออด จากนั้นป้องกับไบรท์ก็ไม่พูดกันอีกจนถึงหน้าบ้านของพวกเขา แต่ไหนแต่ไรพวกเขาก็ทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นปกติอยู่แล้ว พออารมณ์ดีก็กลับมาคุยกันเหมือนเดิม ไบรท์นั่งเก็บความคิดมาตลอดทางเริ่มสงสัยกับการกระทำของเพื่อนสนิทจึงตัดสินใจเอ่ยถามออกไป “กูขอถามให้หายสิ้นสงสัยหน่อย” ไบรท์กอดอกหรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิด “อะไรอีก” “เราสี่คน กู มึง ไอ้เจย์ พริม สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก สำหรับกูพริมเป็นน้องสาวคนหนึ่งแล้วสำหรับมึง พริมยังเป็นน้องสาวอยู่ใช่ไหมวะ” ป้องเงียบไปครู่หนึ่ง มองสีหน้าเพื่อนอย่างจริงจังแล้วตอบไปว่า “แล้วถ้ากูไม่คิดว่าเป็นน้อง มึงจะให้กูคิดกับพริมเป็นอะไร” “ก็...เออว่ะ กูก็ถามโง่ ๆ” เขาคงคิดไปเองว่าป้องอาจจะคิดกับพริมมากกว่าน้องสาว แต่ถ้าหากมันคิดแบบนั้นจริง ๆ มันคงบอกกับเขาตรง ๆ เพราะเราสองคนไม่เคยโกหกกัน ที่สำคัญถ้าไอ้ป้องมันคิดกับพริมแบบผู้ชายกับผู้หญิง มันคงจีบพริมไปนานแล้ว ไม่ปล่อยเวลาไปแบบนี้หรอก “กูเข้าบ้านก่อน” ป้องหันหลังโบกมือลาเพื่อนสนิทแล้วจึงเดินเข้าบ้านตัวเอง ส่วนไบรท์ก็เดินเข้าบ้านตัวเองเช่นกัน ขณะที่ป้องกำลังยืนรอให้คนมาเปิดประตูบ้านให้ เขาก็ได้ยินเสียงไบรท์ตะโกนลั่นหมู่บ้านว่า ‘ทุกคน ไบรท์กลับมาแล้ว รีบมาเปิดประตูเร็ว’ จากนั้นเสียงกรี๊ดของป้าเบลล์ก็ดังลอยมาให้ได้ยิน ตามด้วยเสียงตะโกนเรียกชื่อลูกชายดังลั่นของลุงไวท์ตามมา เขาทำเพียงยิ้มน้อย ๆ นึกถึงวันเก่า ๆ ที่แสนคิดถึง ครอบครัวไบรท์ยังคงเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะเหมือนเดิม “ป้องเหรอ” เสียงหวานเอ่ยเรียกชื่อเขาจากด้านหลัง ชายหนุ่มค่อย ๆ หันกลับไปมองช้า ๆ พร้อมกับเผยรอยยิ้มอบอุ่น ร่างสูงเดินเข้าไปหาคนตัวเล็กและสวมกอดท่านด้วยความคิดถึง “ป้องกลับมาแล้วครับ”[บทบรรยายพิเศษ]“คุยไรกับพริมวะ” ไบรท์หันมาถามหลังจากป้องชนะเจย์เอาคืนแทนเขาได้สำเร็จ ตอนนี้สองพี่น้องแยกย้ายกันกลับห้องตัวเองหมดแล้ว“เรื่อยเปื่อย” ป้องตอบพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านแชตที่ค้างเอาไว้ “คืนนี้มึงไปกับกูปะ”“อีกละ” ไบรท์ถามอย่างเหนื่อยอ่อน เขาไปเที่ยวเป็นเพื่อนป้องนับเป็นคืนที่สามแล้ว ตับไตไส้พุงแทบไม่ได้พักผ่อน“แค่ตอบว่ามึงจะไปไหม”“ก็ไปสิวะ มึงก็รู้ว่ากูไม่อยากอยู่คนเดียว”“เธอยังไม่รับสายมึงอีกเหรอ” ป้องถามถึงคนที่เป็นสาเหตุให้เพื่อนรักอยู่คนเดียวไม่ได้“มา ๆ หาย ๆ ทำอย่างกับกูเป็นเซเว่น กูแค่ขอเธอคบทำอย่างกับกูจะลวงไปฆ่าหมกป่า ไม่รู้ว่าติดอะไร ขอเหตุผลจริง ๆ ก็ไม่ยอมบอก กูบอกเธอไปแล้วว่าถ้าจะคบกันแบบนี้เรื่อย ๆ แค่เพื่อนนอนหรือไม่มีสถานะ กูไม่เอาด้วย กูไม่ชอบ แต่พอจะไปก็มารั้งกูไว้ กูแม่งไม่เข้าใจผู้หญิงจริง ๆ” ไบรท์ไม่รู้ว่าตัวเองพูดเรื่องนี้เป็นครั้งที่เท่าไรแล้ว เขาก็ไม่อยากนับ แต่มันเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่เขาเจอเธอ โลกที่เขาเคยมองมันอย่างชัดเจนกลับไม่ชัดเจนอีกต่อไป อยากจะเดินออกมาก็ทำไม่ได้เพราะเขาดันตกหลุมรักเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้น“ตกลงมึงจะไปไหม”“เออแต่คืนนี้มึง
ฉันก้มมองตัวเองแล้วรีบลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขากลับมาพูดคะขากับฉัน ยิ้มหวานให้กันเพราะไม่ต้องระวังตัวเวลาเราต้องพูดคุยกันแล้วสินะ“งั้นพริมไปรอข้างนอกนะคะ” ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ชวนคุยอะไรอีก ฉันก็รีบเดินออกจากห้องนอนทันทีจากนั้นประมาณห้านาทีพี่ป้องก็เดินตามออกมานั่งที่โต๊ะกินข้าว อาหารถูกจัดใส่จานเอาไว้เต็มโต๊ะ อันที่จริงยังมีอีกสามจานที่ยังไม่ได้นำมาวางเอาไว้เพราะไม่มีที่ว่างแล้ว“สงสัยป้าเบลล์กลัวเฮียอดตายเป็นผีเฝ้าคอนโดถึงได้ทำอาหารมาให้เยอะขนาดนี้” เจย์เอ่ยแซว ตักปลาราดพริกของโปรดเข้าปากตัวเอง“มึงนี่ปากเสียจริง ๆ กิน ๆ ไปอย่าพูดมาก อย่าให้เหลือนะเว้ย เดี๋ยวเฮียต้องส่งรูปให้แม่ดูเป็นหลักฐาน” พี่ไบรท์ว่าพลางตักผัดผักรวมเข้าปาก“ทำไมเฮียกินแต่ผักอะ” เจย์ถามอย่างสงสัยพลางตัดเนื้อเข้าปากตัวเอง“เฮียไดเอตอยู่ ช่วงนี้ต้องลดน้ำหนัก รู้สึกหน้าตัวเองอ้วนขึ้นอะ คางเริ่มมีเหนียงเผละออกมาละ” พี่ไบรท์ไม่ว่าเปล่าเขาย่นคอตัวเองสำทับเพื่อให้เห็นเหนียงน้อยของเขาเมื่อก่อนสมัยยังเด็ก พี่ไบรท์อ้วนมาก อ้วนตัวกลมเหมือนลูกบอลเลย จนช่วงที่เขาอยู่มัธยมปลายก็เริ่มเล่นกีฬา น้ำหนักเริ่มลดลงเรื่อย ๆ จากเด็กอ้ว
[บทบรรยายพิเศษ]“เพื่อนตัวคนนี้เริ่มทำตัวแปลก ๆ ขึ้นทุกวันนะ มิน่าล่ะวันนั้นถึงได้ส่งข้อความมาแบบนั้น” เจย์พูดขึ้นหลังจากเขานั่งฟังพี่สาวเล่าเรื่องที่เกิดวันนี้ เขามีแต่คำว่าแปลกใจอยู่ในหัวเต็มไปหมด ไม่คิดว่าคนเงียบ ๆ ใสซื่อแบบตาหวานจะทำเรื่องลับหลังพริมถึงสองครั้งสองคราด้วยกัน“หวานส่งข้อความมาหาตัวเหรอ”“ใช่ เธอบอกให้เค้าช่วยบอกตัวหน่อยว่าอย่าไปยุ่งกับพี่ติณณ์ พอเค้าส่งข้อความถามกลับ เธอก็ไม่ตอบ”“ถ้าถึงขั้นส่งข้อความไปหาตัวก็ชัดเจนแล้วล่ะว่า หวานคงไม่ได้เมาแล้วเผลอพลั้งปากพูดแต่ตั้งใจให้พี่ติณณ์รู้ เค้ากับเฟียร์คิดว่าหวานอาจจะชอบพี่ติณณ์ก็เลยทำแบบนี้”“เพื่อนกันยังไงเนี่ย ไม่เข้าใจเลย” เจย์ว่าแต่ยังไม่กล้าบอกสิ่งที่ตัวเองคิดในใจในอีกแบบหนึ่งให้พริมรับรู้ บางทีคนที่ตาหวานชอบอาจจะไม่ใช่ติณณ์ก็เป็นได้“ไม่เข้าใจเหมือนกัน ครั้งแรกมันก็ปล่อยผ่านได้แหละ แต่พอเจอรอบสองมันรู้สึกระแวงไปหมด ไม่สนิทกันเหมือนเดิมอีกแล้ว เค้าก็คิดว่าตัวเองให้ใจเพื่อนมากแล้วนะ แต่ทำไมหวานถึงไม่ยอมพูดกันตรง ๆ”“คงพูดยากแหละ พี่ติณณ์ก็ชอบตัวมาตั้งสามปี ทางนั้นคงรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางสมหวัง แต่จะให้อยู่ใกล้ก็คงเจ็บ
หลายวันต่อมา“ระหว่างพริมกับพี่ติณณ์ยังไปได้ดีอยู่ใช่ไหม” เฟียร์เอ่ยถามหลังจากเราสองคนนั่งโต๊ะกินข้าวกันเรียบร้อยแล้ว“ทำไมเหรอ”“เราว่าเขาพยายามหลบหน้าพริมตลอด ตอนงานวันเกิดเขายังจ้องหน้าพริมเหมือนโลกทั้งใบเป็นสีชมพูอยู่เลย หลังจากวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า พี่เขาดูแปลก ๆ ไปนะ”“เขาอาจจะไม่เห็นเราก็ได้” เขาหลบหน้ากันจริง ๆ แต่ฉันพยายามจะไม่ใส่ใจกับการกระทำอีกฝ่ายมากเกินไป คิดว่าเขาอาจจะต้องการรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เป็นการกดดันฉันเรื่องเขาขอคบเป็นแฟนก็ได้ พี่ติณณ์จึงไม่เข้ามาทักทายเหมือนอย่างทุกครั้ง ส่วนข้อความเขายังส่งมาทักทายกันเป็นปกติ แต่เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เลย“ไม่เห็นอะไร เราสองคนไม่ได้ตัวเล็กเท่ามดนะ โรงอาหารก็แค่นี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เฟียร์ว่าตามความจริง ดวงตาสวยเฉี่ยวจ้องอย่างจับผิดเธอสงสัยก็คงไม่แปลก ก่อนหน้านี้ฉันกับเฟียร์เดินเข้ามาในโรงอาหาร เจอพี่ติณณ์และกลุ่มเพื่อนเดินสวนออกไปพอดี เขาแทบไม่เข้ามาทักทายฉันเลย ทำเพียงยิ้มแล้วเดินจากไป“ที่จริงแล้ว ตอนงานวันเกิด พี่เขาขอเราเป็นแฟนน่ะ แต่เรายังไม่ได้ให้คำตอบเขาไป” คราแรกฉันตั้งใจอยากคุยกับพี่ติณณ์ก่อน
[บทบรรยายพิเศษ]“มึงมองอะไรวะเพื่อน” ไบรท์หันมาถามคนข้างกายหลังจากสังเกตเห็นเพื่อนนั่งเงียบไปนาน พอมองตามสายตาก็เห็นว่าเพื่อนสนิทกำลังมองน้องสาวกับรุ่นพี่คนสนิทของเธออยู่ “อ่า แอบมองคนเขาจีบกันนี่เอง”ป้องไม่ตอบ หากแต่ดึงสายตากลับมาที่โต๊ะแล้วยกแก้วแชมเปญขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง“ไปไหนวะ แซวแค่นี้ถึงกับนั่งโต๊ะด้วยกันไม่ได้เลย หัวร้อนฝุด ๆ เลยเพื่อนกู” ไบรท์ยังแซวต่อพลางหันไปขอแนวร่วมอย่างเจย์ที่นั่งข้างกัน “ไอ้เจย์ สงสัยมึงจะมีพี่เขยชื่อตินตินแล้วว่ะ”“พริมมีคนดูแล ผมก็สบายใจ” เจย์ตอบ อยากจะเห็นคนบางคนออกอาการบ้าง แต่พี่ชายยังคงตีสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนอย่างทุกครั้ง“กูเข้าห้องน้ำก่อน” สิ้นประโยค ป้องก็เดินออกจากโต๊ะไป ระหว่างทางที่เดินไปห้องน้ำเขาต้องเดินสวนกับพริมและติณณ์พอดี ร่างสูงไม่แม้แต่จะหยุดเดินเพื่อทักทาย ทำเพียงเดินผ่านไปเท่านั้น ส่วนพริมก็ไม่ทันได้เรียกรั้ง เงยหน้าขึ้นมองอีกทีก็เห็นร่างสูงเดินลับสายตาไปแล้วราวตีหนึ่งครึ่งงานเลี้ยงวันวันเกิดจบลง บรรดาแขกทยอยกันกลับบ้านหมดแล้ว เหลือเพียงแต่กลุ่มเพื่อนพี่น้องคนสนิทที่ยังคงนั่งดื่มกันต่อ หากแต่ย้ายสถานท
PRIM BIRTHDAY’ s PARTY“แฮปปี้เบิดเดย์นะครับ พี่ขอให้น้องพริมมีความสุขมาก ๆ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยอวยพรพร้อมกับมอบช่อดอกกุหลาบสีชมพูหวานแหววให้กับฉัน “วันนี้น้องพริมสวยจังครับ”ช่วงหลังมานี้ฉันรู้สึกว่าพี่ติณณ์รุกจีบกันหนักขึ้น ไม่ไว้ตัวเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว“ขอบคุณค่ะ พี่ติณณ์เข้าไปนั่งด้านในงานก่อนดีกว่าค่ะ” ทักทายกันพอเป็นพิธีจึงเอ่ยชวนให้รุ่นพี่เข้ามานั่งยังโซนโต๊ะรับแขก โดยฉันก็เดินมากับเขาด้วยงานครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 21 ของฉันถูกจัดขึ้นบนดาดฟ้าของโรงแรมตึกแฝดซึ่งมันเป็นตึกที่ป๊าสร้างเป็นของขวัญวันแต่งงานให้กับคุณแม่ งานวันนี้เชิญเฉพาะคนรู้จักสนิทสนมกันทั้งเพื่อนสนิทสมัยมัธยมและเพื่อนมหาวิทยาลัย รวมไปถึงแขกคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือแก๊งสามหนุ่มหล่อของครอบครัวเรา เจย์กับพี่ไบรท์เดินทางมาถึงงานตั้งแต่พนักงานยังจัดโต๊ะไม่เสร็จด้วยซ้ำ ส่วนอีกคนฉันยังไม่เห็นเขาปรากฏตัวที่งานแต่เขารับปากว่าจะมางานวันเกิดฉันอย่างแน่นอน“คุณพ่อกับคุณแม่ของน้องพริมมาร่วมงานด้วยไหมครับ” พี่ติณณ์เอ่ยถาม“พวกท่านไม่ได้มาร่วมงานค่ะ ท่านกลัวว่าเด็ก ๆ จะอึดอัด อยากให้พวกเราสนุกกันเต็มที่”“ตอนเช้าพี่เห็นน้องพร







