LOGIN“เพียะ! เพียะ!”
เสียงฝ่ามือกระทบหน้าดังก้องติดต่อกันสองครั้งซ้อน แม้แต่นกบนกิ่งไม้ยังแตกตื่นบินหนี
ฉาดแรก... ฟาดเข้าเต็มโหนกแก้มซ้าย ซ้ำเข้าที่เดิมจนร่างบางในอ้อมแขนบุรุษหน้าหันไปตามแรง เลือดสีชาดซึมกบมุมปาก
ฉาดที่สอง... ตบเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลาของอวี่เจ๋ออย่างแรงจนหน้าสะบัดไปอีกทาง
“ตบแรก... สำหรับสตรีไร้ยางอายที่กล้าเข้ามาเหยียบจวนเสนาบดีกู้ เจ้ามีธุระอันใดต้องมามิทราบ มารนหาที่ตายหรือไร?” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ใบหน้างามสะบัดตาคมกริบไปทางอดีตคนรัก บุรุษผู้ครอบครองหัวใจของยัยคุณหนูสมองนิ่ม “ตบที่สอง... สำหรับคนโง่เขลาตาบอดที่แยกแยะคนดีคนชั่วไม่ออก ท่านเป็นถึงบุตรชายแม่ทัพใหญ่แท้ ๆ ไยจึงถูกสตรีแพศยาหลอกปั่นหัวเอาได้ ท่านเป็นสุกรหรืออย่างไร?”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ หมิงอวี้!”
อวี่เจ๋อถลึงตามองนางด้วยโทสะจนร่างทั้งร่างสั่นเทา ทว่าลึก ๆ ในใจกลับผุดความหวาดกลัวสายหนึ่งขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม...
ในความคิดของเขา หมิงอวี้ต่างหากที่เป็นสตรีร้ายกาจไร้ยางอาย! ถึงนางจะเสแสร้งทำตัวอ่อนหวาน นั่นก็เพราะนางรักเขา จึงยอมสยบให้เขามาโดยตลอด
ตอนนี้นางควรจะก้มหัวร้องไห้ขอโทษเหลียนฮวา แล้วอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาไม่ใช่หรือ? เหตุใดนางจึงกล้าเงื้อมือตบหน้าเขาเช่นนี้!
คุณชายใหญ่ลุกขึ้นยืนสุดความสูง หมายจะคว้าข้อมือของนางเอาไว้ เจ้าของร่างบางตรงหน้ากลับชิงขยับตัวถอยหลังหนีไปหนึ่งก้าวอย่างว่องไว ไม่ยอมให้เขาได้แตะต้อง นางยังหยิบผ้าเช็ดหน้าไหมชั้นดีขึ้นมาซับปลายนิ้วแผ่วเบา ราวกับเพิ่งไปสัมผัสสิ่งสกปรกโสโครกชวนขยะแขยงมาก็มิปาน
“ผีเน่ากับโรงผุ... ช่างเหมาะสมกันดีจริง ๆ เชิญพวกท่านพลอดรักกันตามสบายเถิด ข้าจะไปจัดการเรื่องถอนหมั้นกับตระกูลเว่ยของท่านเดี๋ยวนี้”
“เจ้าจะถอนหมั้นกับข้าได้อย่างไร! หมิงอวี้...”
ไม่ขาดคำดี อวี่เจ๋อที่ยกมือกุมแก้มแดงช้ำเป็นรอยนิ้วทั้งห้าก็ต้องชะงักกึก เมื่อคุณหนูผู้สูงศักดิ์ยกฝ่ามือเรียวบางขึ้น เป็นเชิงส่งสัญญาณเรียกบุรุษชุดดำกลุ่มหนึ่งที่ยืนคอยอารักขาอยู่ไม่ไกล นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“พี่ชายองครักษ์... รบกวนพวกท่าน ช่วยโยนสองคนนี้ออกไปจากจวนสกุลกู้เสีย อย่าให้เสนียดจัญไรมาเปื้อนดินบ้านข้า!”
----------
หลังจากเยื้องกรายออกมาจากศาลาชมบุปผาโดยไม่เหลียวไปมองเสียงร้องตะโกนโวยวายของอวี่เจ๋อ หมิงอวี้ก็เดินทอดน่องไปตามระเบียงไม้ที่รายล้อมด้วยสวนอันสวยงามของจวนเสนาบดีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นางระลึกความทรงจำได้ทั้งหมดแล้ว เหตุใดเหลียนฮวาถึงกล้าบากหน้ามาถึงจวนสกุลกู้ได้
ก่อนหน้านี้แม่ดอกบัวขาวผู้นั้นพยายามจะมาขอพบนางอยู่หลายครา ด้วยความที่อยากได้ผู้ชายของนางจนตัวสั่น ทว่านางไม่อนุญาตให้เข้าพบ หญิงคนนั้นถึงได้ยอมควักเงินสินบนให้สาวใช้ในจวน โดยอ้างว่าจะนำผ้าปักชั้นดีมาส่งให้คุณหนูใหญ่ พวกบ่าวรับใช้เห็นแก่เงินไม่รู้ความ ถึงได้ยอมเปิดประตูให้เข้ามา...
แผนการทั้งหมดล้วนถูกตระเตรียมไว้แต่แรก!
อวี่เจ๋อวางแผนจะแต่งเหลียนฮวาเข้าจวนแม่ทัพ และตั้งใจจะให้ผู้หญิงคนนั้นมีฐานะเป็นภรรยาเท่าเทียมกับบุตรสาวเสนาบดีฝ่ายซ้าย วันนี้เหลียนฮวาจึงจงใจมาบีบน้ำตา แสร้งทำตัวอ่อนแอเพื่อขอร้องให้นางยอมรับการมีสามีร่วมกัน คนอย่างคุณหนูหมิงอวี้เมื่อถูกบีบคั้นก็ต้องไม่ยอมอยู่แล้ว นางย่อมสติแตกจนเงื้อมือตบตีเหลียนฮวา จากนั้นก็จะผิดใจกับอวี่เจ๋อมากยิ่งขึ้นไปอีก
น่าเสียดายที่กู้หมิงอวี้คนใหม่นี้ไม่โง่เง่าให้พวกเจ้าเหยียบย่ำอีกต่อไป ไหน ๆ ก็ทะลุมิติมาดื้อ ๆ แล้ว จะกลับก็ไม่ได้ ข้าจะเป็นคุณหนูหมิงอวี้ให้พวกเจ้าเอง!
“คุณหนูสุดยอดไปเลยเจ้าค่ะ ตบชายโฉดหญิงชู้จนกระเด็นไปเลย บ่าวสะใจมาก!”
‘ชิงชิง’ สาวใช้คนสนิทรีบก้าวขึ้นมาประคองแขนคุณหนูของตน นัยน์ตาคู่กลมทอประกายเลื่อมใส “บ่าวแอบตกใจอยู่ไม่น้อยนะเจ้าคะ ที่ผ่านมาคุณหนูยอมโอนอ่อนให้คุณชายใหญ่มาโดยตลอด ขนาดว่าเขาแสดงท่าทีห่างเหินเย็นชา ไม่เคยชายตาแลคุณหนูเลยแม้แต่น้อย ท่านก็ยังก้มหน้าอดทนเพื่อความรัก...”
“ความรักงั้นหรือ? ถ้าจะเอาไปให้คนพรรค์นั้น ก็นับว่าเป็นขยะไร้ค่า”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ!” ชิงชิงพยักหน้า ยามสบนัยน์ตาอันเยือกเย็นดุจนางพญาของคุณหนู
แท้จริงแล้วหากมิใช่ต่อหน้าบุตรชายแม่ทัพผู้นั้น คุณหนูเล็กเป็นผู้ที่สุขุมลุ่มลึก ฉลาดทันคน ไม่เคยยอมให้ใครหน้าไหนมาเอาเปรียบได้เลยสักครั้ง
“คุณหนูของบ่าวเพียบพร้อมดั่งหยกล้ำค่า เป็นถึงแก้วตาดวงใจที่ท่านเสนาบดีรักและตามใจที่สุดในจวน แต่เพื่อคุณชายใหญ่ผู้นั้น คุณหนูต้องตรากตรำเรียนวิชากุลสตรีชั้นสูงทุกแขนง ฝึกดีดพิณเจ็ดสายจนปลายนิ้วหลั่งเลือด ทั้งคัดอักษร วาดภาพ วางหมาก หรือแม้แต่วิชาแพทย์หลวง... คุณหนูก็ยังบากหน้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านหมออาวุโส เคี่ยวกรำตนเองท่ามกลางกลิ่นสมุนไพรขมปร่าจนเก่งฉกาจไม่แพ้หมอหลวงในราชสำนัก!”
สาวใช้ตัวน้อยเบ้ปาก นึกถึงจิตใจอันมืดบอดของบุตรชายสายตรงของท่านแม่ทัพผู้นั้นแล้วก็อดจะบ่นยาว ๆ ราวกับกำลังท่องบทกลอนขับไล่สิ่งอัปมงคลมิได้
“คุณหนูเก่งกาจถึงเพียงนี้... ไม่คู่ควรกับบุรุษพรรค์นั้นเลยสักนิด! ถึงเขาจะเป็นบุตรชายของแม่ทัพใหญ่ เป็นคุณชายสายตรงแล้วอย่างไร? ไยจึงกล้าหักหาญน้ำใจคุณหนู พาหญิงแพศยาเข้ามาหยามเกียรติท่านถึงในจวนเสนาบดี คนตาบอดเช่นนั้น ปล่อยให้ไปคว้าก้อนกรวดหนุนหัวเถิดเจ้าค่ะ”
เสียงฝีเท้าหน่วงหนักหน่วงดังขึ้นเบื้องหลัง ดึงสติที่ลอยล่องของอวี่เจ๋อให้คืนกลับสู่ความเป็นจริงเสวียเฉิงในชุดขุนศึกตัวหนาก้าวเท้าเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งลงบนม้านั่งมังกรตัวยาวข้างบุตรชายริมระเบียงรองแม่ทัพหนุ่มสะดุ้งกายเล็กน้อย พลันรีบกวาดสายตาคมลอบมองหาเงาร่างระหงของมารดาเลี้ยงคนใหม่ด้วยความหวังลึก ๆ ทว่าเบื้องหลังของบิดากลับว่างเปล่า ไร้เงาร่างของดรุณีน้อยที่เขาปรารถนาจะพบหน้า นางหาได้สนใจคิดติดตามก้าวเท้ามาเหลียวแลเหลียวมองเขาเลยแม้แต่น้อย“ข้าจะเร่งจัดการเรื่องหมั้นหมายใหม่ให้เจ้า จะได้ไม่ฟุ้งซ่านนัก หรือเจ้าจะกลับไปอยู่ชายแดนต่อ ก็แล้วแต่เจ้าเถิด” บิดาเอ่ยเสียงขรึมทว่านุ่มนวลขึ้น พลางทอดสายตามองออกไปทางทุ่งหิมะกว้าง บุตรชายพลันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแผ่วเบา“ท่านแม่เล่าขอรับ?”“นอนเล่นอยู่... พักนี้นางกินเก่งนอนเก่งน่ะ” น้ำเสียงเริงร่าของชายหนุ่มใหญ่เอ่ยขึ้น พลางชายตามองไปยังเรือนส่วนตัว ทว่าแววตาคู่คมยามทอดมองกลับเต็มไปด้วยกระแสความรักใคร่หลงใหลภรรยาตัวน้อยยิ่งนักยามนี้นางและบุตรในครรภ์กำลังหลบเลี่ยงความหนาวเย็นอยู่ด้านในเรือนอุ่น หมิงอวี้เอาแต่นั่งกินองุ่นที่เขาบรรจงแกะเปลือ
“ชาติก่อนเจ้า... เคยมีบุตรชายกับอวี่เจ๋อหรือ?”หมิงอวี้ชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง นางเอี้ยวมองไปทางสามีที่เฝ้ารอคำตอบของนางอย่างใจจดใจจ่อ “ข้าไม่เคยแต่งงาน ไม่เคยมีบุตรมาก่อนเจ้าค่ะ ชาติก่อนข้าเป็นศัลยแพทย์ผ่าตัดหัวใจ บ้านเมืองข้าน่ะ... เจริญกว่าที่นี่มาก ข้าขับม้าเหล็กสี่ล้อเคลื่อนที่ได้เร็วมาก ที่พักของข้าหรูหราสุด ๆ จากที่นี่ไปชายแดนเป่ยเยี่ยนนี้ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว หากจะเดินทางไปอีกซีกโลกก็นั่งเครื่องบินไป นกเหล็กมีปีก บรรจุคนได้หลายร้อยคน หรือจะไปทางเรือสำราญ ท่านจะได้พบนักผู้คนจากหลายเมืองมารวมตัวกัน...” นางพูดจาเจื้อยแจ้ว เล่าเรื่องราวประหลาดให้สามีฟัง พอเขาทำหน้าตาไม่เข้าใจนาง บางเรื่องก็พอเข้าใจบ้าง นางจับกุมมือหนาพาเขาเข้าเรือนส่วนตัว ใช้พู่กันวาดลงกระดาษ ค่อย ๆ อธิบายให้เขาฟังทีละเรื่องหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ สามีจับนางนั่งลงตัก เฝ้าฟังนางด้วยแววตาอ่อนหวาน“ข้ามีความทรงจำของนาง ข้ามีอุปนิสัยคล้าย ๆ นาง แต่ข้ามิใช่นาง ข้ามีความคิดผิดแผกไปจากนาง... พี่เฉิงเลิกหวงข้าได้แล้ว ไม่งั้นข้าจะขึ้นเขาไปขอพรจากเทพ ให้ข้าได้กลับไปอยู่ในโลกของข้า ไม่กลับมาที่นี่อีกเลยคอยดู”“เจ้าอย่าไปเลยน
เมื่อไม่สามารถขัดขวางภรรยาที่อยากจะเห็นสภาพศพอันน่าสยดสยองขนาดว่าพวกหมอหลวงนยังบอกว่าทนไม่ไหว บางคนถึงกับอาเจียนออกมาตามคำบอกเล่าของทหารเฝ้ายามด้านหน้า เสวียเฉิงจำต้องยอมตามใจภรรยาอวี่เจ๋อก้าวเท้าเดินนำบิดาและมารดาเลี้ยงเข้าไปยังคุกหลวงด้วยสีหน้าซีดเซียว พอบรรดาผู้คุมเรือนจำและหมอหลวงหันมาเห็นฮูหยินท่านแม่ทัพในชุดแพรต่วนสีชมพูกลีบบัวแสนสง่า เดินเยื้องย่างเคียงคู่กันมา แต่ละคนต่างพากันคุกเข่าก้มหัวหลีกทางให้หมอเทวดาผู้เลื่องชื่ออย่างนอบน้อมบนแท่นหินหยาบหนา ศพของเหลียนฮวาถูกคลุมไว้ด้วยผืนผ้าดิบเนื้อหยาบสีขาวหม่นที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำเหลือง ส่งกลิ่นเหม็นเน่าโชยอวลหมิงอวี้เอื้อมมือไปเลิกผืนผ้าดิบออก นางถึงกับต้องปัดมือไปมากับกลิ่นเหม็นเน่าเหลียนฮวาช่างแตกต่างจากตอนที่ยังเป็นแม่ดอกบัวขาวคอยอ้าปากสร้างเรื่องบิดเบือนความจริงและคอยออเซาะบุรุษไปวัน ๆ โดยสิ้นเชิง ยามนี้นางนอนตัวแข็งทื่อในสภาพพุงบวมอืด ผิวพรรณเขียวคล้ำเปี่ยมไปด้วยร่องรอยหนอนพิษชอนไชจนดูไม่ได้“เป็นอย่างไรบ้าง? ฮูหยิน” เสวียเฉิงเอ่ยปากถามน้ำเสียงเรียบ ขุนศึกใหญ่เช่นเขาเห็นศพที่เน่าเปื่อยจากโรคระบาดมาก็มาก เห็นจะไม่เน่าเหม็นเละ
เรือนร่างงามส่งเสียงครางหวานในลำคอ ยามสอดประสานกายรุ่มร้อนเข้าหาสามีอย่างเร่าร้อน แน่นอนว่าเรื่องนั้นก็คงไม่ยากเลย นับตั้งแต่ตบแต่งกับหนุ่มใหญ่ผู้มีความต้องการทางกามารมณ์มากกว่าคนปกติทั่วไป นางสวมกางเกงเป้าเปิดด้านในเพื่อเอาใจสามี เมื่อไรที่เขาเกิดอารมณ์หวามไหว วิ่งวุ่นหาฮูหยินได้ทุกที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งระเบียงทางเดิน ทว่าก็แทบมิต้องปลดเปลื้องซับในของนางให้เสียเวลา เพียงตลบชายกระโปรงปักลายขึ้น มังกรร้ายก็สามารถมุดเข้าหาจุดลึกสุดของถ้ำทางรักได้ทันที‘ข้าชอบท่านผู้เดียว... ท่านแม่ทัพเว่ย...’‘ท่านพี่... พี่เฉิงของข้า’‘เสวียเฉิง’เมื่อดรุณีน้อยเฝ้ากระซิบถ้อยคำรัก ทั้งยังยกสะโพกขึ้นลงสอดรับกับเรือนร่างกำยำที่ขยับกายเพื่อเป็นแรงส่งให้นางโยกตัวสะดวกขึ้น ดวงตาคู่หวานฉ่ำปรือนั้นมีหยาดน้ำรินไหลบาง ๆ เขากลืนกินหยาดน้ำตาเค็มปะแล่มนั้นทุกหยาดหยดหมิงอวี้มีความรู้สึกต่อสามีอย่างมากล้น นางพ่ายแพ้ให้กับความเสียวซ่านปั่นป่วนในช่องท้องน้อยเช่นทุกคราว เพียงไม่นานนางก็สะบัดใบหน้าพร่างพราวเม็ดเหงื่อ คว้าดาวพร่างพราวบนฟ้ามาชื่นชมสมใจ ใบหน้าบิดเบี้ยวซุกซบบนไหล่กว้างหลังจากเรือนร่างงามกระตุกเกร็ง สามีที่ท
“ข้ารู้สึกไม่สบายใจเลยนะเหมี่ยวเหมียว เหตุใดแม่ทัพใหญ่เช่นข้าราวกับเป็นบุรุษไร้ความสามารถที่คอยเกาะภรรยา เพื่อให้นางมาคอยเลี้ยงดูอย่างไรอย่างนั้น”“ท่านพี่เจ้าคะ...” นางเรียกเขาเสียงเข้ม ยามเมื่อใบหน้าคมคายส่ายไปทางหีบสมบัติและข้าวของมีค่ามากมาย ซึ่งนางเพิ่งขนย้ายเข้ามาเพิ่มเติมอีก ก่อนจะว่า “ข้าเคยได้ยินเรื่องราวฟ้องร้องในเมืองหลวงมาบ้าง พวกสามีชั่วช้าที่คิดจะยึดครองสินเดิมของฝั่งเจ้าสาวหลังจากที่พวกเขาพาเมียน้อยเข้าจวนมา หญิงสาวบางรายนั้นตายโดยไร้ที่กลบฝัง ไม่นานนักสามีก็ยกย่องเมียน้อยขึ้นเป็นเมียเอก” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ ทว่าแววตาคู่สวยกลับฉายความเด็ดขาดยิ่งนัก นางบีบมือสามีที่จับนางเอาไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม “ข้าหมิงอวี้... ยามรักใคร่ผู้ใดย่อมรักจนหมดใจ หากคิดจะทิ้งขว้างสิ่งใด เขาผู้นั้นก็เป็นเพียงเศษขยะหรือสุนัขข้างทาง ข้าสามารถลงมือทำได้โดยไม่ลังเลใจเช่นกัน”“เจ้าหมายถึงอวี่เจ๋อหรือ” เสวียเฉิงเลิกคิ้วขึ้นถาม นัยน์ตาคู่คมปลาบจ้องมองดรุณีน้อยตรงหน้าที่ฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ ทว่าในถ้อยคำนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ“เงินทองพวกนี้เป็นสิ่งของนอกกาย ตายก็เอาไปมิได้ ถึงนั่นจะเป็นน้ำพักน้ำแรงขอ
หลังผ่านพ้นงานมงคลครั้งใหญ่ ทางฝั่งเจ้าสาวกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านตามธรรมเนียม เสนาบดีกู้เหวินชางก้าวเท้าออกมาให้การต้อนรับบุตรเขยด้วยท่าทางดีใจ ไม่สนใจสายตาของฮูหยินใหญ่และบุตรสายตรงที่ออกจะไม่พอใจเขาอยู่บ้าง ทางด้านแม่ทัพใหญ่เองก็นำของขวัญหลายชิ้นไปให้พ่อตา ทั้งโสมคนพันปีจากแดนหนาวเหนือ หยกโบราณสลักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆา กระบี่เหล็กกล้าตัดโลหะที่เคยใช้กรำศึกมานับครั้งไม่ถ้วน“คำนับท่านเสนาบดีกู้ ของขวัญเหล่านี้เป็นความตั้งใจของข้ากับฮูหยิน หวังว่าท่านพ่อตาจะพึงใจ” เสวียเฉิงประสานมือค้อมกายลงคำนับอย่างนอบน้อมถ่อมตน ทว่าบิดาตาผู้เฒ่ากลับก้าวเท้าเข้าไปตบบ่าเขาอย่างเป็นกันเอง“ไม่ต้องมากพิธีหรอกท่านแม่ทัพใหญ่ ยามนี้พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เขยิบเข้ามานั่งดื่มชาร้อน ๆ ด้านในเรือนเถิด”กู้เหวินชางระบายยิ้มกว้างอย่างเปิดเผย พลางผายมือเชื้อเชิญบุตรเขย พาเขาให้นั่งลงกลางห้องโถงกลางข้างที่นั่งประธาน การแต่งงานครั้งนี้เป็นขั้วอำนาจทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ ทว่าเสนาบดีเช่นเขาได้กลายเป็นพ่อตาผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวงแล้ว“ข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องขอบคุณท่านขอรับ พ่อตา ทหารของข้าไม่ต้องอดอยาก
ภาพความโกลาหลที่เกิดขึ้นบริเวณระเบียงไม้ที่เป็นทางโถงเดินยาว ทำเอาฝีเท้าของคุณหนูใหญ่และเสนาบดีฝ่ายซ้ายต้องชะงักลงสายตาทั้งสองคู่มองเห็นร่างสูงโปร่งกำยำในชุดขุนนางฝ่ายบู๊สีเข้ม กำลังทรุดกายลงฮวบ เขาพิงเสาระเบียงคดวังหลวงอย่างหมดเรี่ยวแรง มือหนาข้างหนึ่งกุมหน้าอกซ้ายเอาไว้แน่นใบหน้าคมคายดุดัน ยามน
ตามพล็อตเดิมของละครสั้นแนวตั้งเรื่องนั้น หลังจากที่แม่นางดอกบัวขาวมาท้าทายถึงในจวนเสนาบดี ยัยนางร้ายหน้าโง่ก็ดันหวาดกลัวว่าอวี่เจ๋อจะทอดทิ้งตนเองไป ถึงขั้นยอมลดศักดิ์ศรีของบุตรสาวขุนนางใหญ่ คุกเข่าก้มหัวขอโทษเหลียนฮวา ยอมกล้ำกลืนน้ำตาตกลงยอมรับนางในฐานะภรรยาเท่าเทียมความใจกว้างอันแสนโง่งมนั้นไม่ได
บิดาของเขานั้นเอาแต่ตรากตรำนำทัพทำศึกอยู่ชายแดน นานทีปีหนจึงจะได้เดินทางกลับมาพบหน้ากันสักครา อวี่เจ๋อผู้เป็นถึงบุตรตระกูลขุนพลชั้นสูงจึงทำได้เพียงนั่งมองถาดสำรับอาหารที่เย็นชืดเพียงลำพังอยู่ร่ำไปชายหนุ่มขยับกายเข้าไปแนบชิดดรุณีน้อย เลื่อนฝ่ามือหยาบกร้านจากการจับอาวุธขึ้นประคองไหล่มนแผ่วเบา ขณะทอด
แม่นมหลิวส่ายหน้าพลางระบายลมหายใจยาวด้วยความอนาถใจ “ยามที่ท่านแม่ทัพใหญ่เว่ยเสวียเฉิงต้องไปตรากตรำทำศึกอยู่ชายแดนอันห่างไกล หากมิใช่เงินทองและบารมีของท่านเสนาบดีคอยหนุนหลัง มีหรือที่จวนแม่ทัพแห่งนี้จะสงบมั่งคั่ง เหตุใดท่านถึงได้หูหนวกตาบอด หลงเชื่อหญิงแพศยาจนหน้ามืดตามัว ทำเรื่องชั่วช้าไร้ยางอายเช่







