Masuk“อ้าวเลขาเจนี้คุณไปทำอะไรมายังไม่ไปข้างนอกกับท่านรองอีกเหรอ” คุณธีรัชที่กำลังทำงานอยู่บังเอิญมาเจอเจย่าเดินหอบเอกสารออกมาจากห้องก๊อบปี้ เขาก็ถามเธอด้วยความสงสัย หญิงสาวจึงหยุดคุย
“ก็ท่านรองบอกให้ฉันรีบไปก๊อบเอกสารไปให้เขาที่ห้องประชุมนี่ค่ะ” หญิงสาวเริ่มเอะใจให้กับสีหน้าของคุณเลขา “ประชุมอะไรกันครับ เราไม่ได้จะประชุมกันพรุ่งนี้เหรอ คุณเลขาเจ” เจย่าตระหนักได้ในทันทีว่าเธอโดนท่านรองตัวแสบแกล้งให้แล้ว “รีบเอาเอกสารไปเก็บก่อน แล้วลงไปหาท่านรองข้างล่างนะครับ” เจย่ารีบเอาเอกสารกองนั้นขึ้นไปไว้ที่โต๊ะทำงานของตัวเองโดยมีคุณธีรัชเดินตามมาช่วย “ผมว่าเลขาเจไปห้องน้ำส่องกระจกก่อนแล้วค่อยลงไปนะ เร็วๆ เลย เดี๋ยวตรงนี้ผมดูให้” คุณธีรัชรีบมาแย่งจัดการกับกองเอกสารให้เธอ เจย่าในตอนนี้ก็กำลังลนลานสับสนเธอวิ่งพรวดไปที่ห้องน้ำก่อนจะเข้าใจ เพราะตอนนี้หัวของเธอฟูมากอาจเป็นเพราะตอนที่เธอมัวแต่นั่งเข้าเล่มเอกสารจนหัวหมุน “โอ้ยไอ้ท่านรองคิน มาวันแลกก็เล่นฉันเลยนะ!” เธอบ่นไปพร้อมกับรวบผมขึ้นเก็บไว้ไม่ให้ลงมาเกะกะอีก เวลานั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนจ้องเธออยู่เพราะแอบได้ยินเธอพูดถึงท่านรองประธานเมื่อกี้ “นี่เธอพนักงานใหม่เหรอ เมื่อกี้พูดถึงท่านรองของฉันว่ายังไงหะ!” เจย่ารีบหันไปจ้องเสียงทักเห็นหญิงสาวคนหนึ่งวัยไล่เลี่ยกันยืนเท้าเอวจ้องหน้าเธออยู่ สองสาวจ้องกันไปครู่ใหญ่ด้วยความสงสัยคุ้นเคย ก่อนอุทานชื่อของอีกคนขึ้นเสียงดัง “วาเนีย” “เจย่า” ทั้งคู่ดูตกใจเป็นอย่างมาก “นี่ไม่ได้เจอกันตั้งนานฉันเกือบจำแกไม่ได้แนะ สวยขึ้นเยอะเลย” วาเนียมองเพื่อนอย่างสำรวจและชื่นชม “แกก็สวยไม่เปลี่ยนเลยนะ” เจย่าบอกกลับ เพราะเธอและวาเนียเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันสมัยมัธยม “ว่าแต่แกมาทำอะไรที่นี่อะ” คนฟังชะงักให้คำถามทันที “เฮ้ย ฉันต้องรีบไปก่อนนะแล้วค่อยคุยกัน” เจย่ารีบหยิบกระเป๋าสะพายของเธอพุ่งตัวออกจากห้องน้ำแล้วลงลิฟท์ไปในทันที เมื่อมาถึงโรงจอดรถ ก็เห็นว่าเขาคนที่แกล้งเธอกำลังยืนยิ้มพิงรถรออยู่ “ทำไมถึงช้าอย่างนี้หะเลขาเจริยา ไปสาย เดี๋ยวลูกค้าก็ไม่พอใจเอาหรอก” เขาว่าพลันเดินไปขึ้นรถ “ก็ไม่ใช่เพราะท่านรองใช้ฉันไปทำอะไรที่มันยังไม่สำคัญอยู่หรอกเหรอคะ ยังจะมีหน้ามาโทษฉันอีก” เธอขึ้นรถตามพร้อมไม่ลืมต่อว่าเขากลับ อนาคินชะงักให้กับความปีกกล้าขาแข็งของเธอ “เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นเยอะนี่” “จะอะไรก็ช่าง รีบไปสิคะ เดี๋ยวก็ผิดนัดเอาหรอก!” เธอบอกแกมสั่งมือจับไอแพดขึ้นมาดูตารางงานและข้อมูลของงานวันนี้ที่คุณธีรัชส่งให้ “ใครเป็นนายใครเป็นลูกน้องวะ” เขาบ่นพลางเหยียบคันเร่งเต็มแรงจนเจย่าเกือบหน้าพุ่ง “นี่คุณจะขับเร็วขนาดนี้ทำไมหะ!” “ก็รีบไง! หยุดบ่นได้แล้วไม่ใช่ว่าเธอเหรอที่มาสาย!” เขาว่าพลางยังเหยียบเบรกและคันเร่งสลับกันเสียงล้อรถดังเอี๊ยดอาด ทำคนนั่งข้างอกสั่นขวัญผวามือเอื้อมจับที่จับแน่นอัตโนมัติ จนรถพุ่งออกมาจากชั้นใต้ดินขับออกสู่ถนน “นี่คุณจะให้ฉันเป็นคนผิดให้ได้เลยสินะ” หญิงสาวได้เพียงพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ ยามเย็นของบ้านเช่า รถหรูวิ่งเข้ามาจอดในตัวบ้าน คีรินเปิดประตูลงจากรถก่อนที่เขาจะสะดุ้งเสียงเรียกจากสาวน้อยข้างบ้าน “จะเอ้! คุณคีรินกลับมาแล้ว!” เขาหันไปมองจึงเห็นว่าหญิงสาว ที่เขาเห็นเธอยืนร้องไห้อยู่หน้าโรงแรมเมื่อตอนสายๆ กำลังยืนปีนเก้าอี้ส่งยิ้มมาให้เขาด้วยท่าทีสดใส คีรินยิ้มออกทันที “ไปยืนทำอะไรตรงนั้น” เขาเดินเข้าไปหาพลางขึ้นเหยียบม้านั่งไม้ข้างรั้วบ้านตัวเอง เพื่อที่จะได้คุยกับเธอผ่านรั้วง่ายขึ้น “พอดีว่าฉันทำคุกกี้น่ะ เลยแบ่งให้คุณไว้ชิม คุณกินของหวานหรือเปล่าคะ” เธอยื่นกล่องคุกกี้ให้เขา แล้วใช้แขนวางไว้กับราวรั้วมือข้างหนึ่งเท้าแก้มมองมาที่ชายหนุ่มตาหวานเยิ้ม “ทำไมต้องมองผมแบบนี้ด้วยล่ะครับ” เขาถามเธอกลับ หญิงสาวก็ตอบเขามาเป็นเชิงหยอด “ก็เห็นหน้าคุณแล้วฉันมีความสุขนี่ค่ะ ไม่ว่าวันนี้จะเจอเรื่องแย่อะไรมา พอได้เห็นหน้าหล่อๆ ของคุณคีรินแล้ว เรื่องพวกนั้นก็ไม่สำคัญให้ต้องจดจำอีกต่อไป” เธอเอ่ยด้วยความร่าเริงและสนิทสนมกับเขาพอสมควร ชายหนุ่มเห็นท่าทีนั้นก็นึกถึงตอนที่เธอยืนจับมือกับชายอื่น เขาจ้องนิ่งไปครู่หนึ่ง “รอยยิ้มของคุณโซเฟียก็ทำให้ผมหายเหนื่อยจากการทำงานเหมือนกันครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ สามสี่วันมานี้ที่มีเธอมาอยู่ข้างบ้านกัน เธอจะทักทายเขาด้วยรอยยิ้มทุกครั้งเมื่อเห็นหน้า ทำให้เธอที่เขาบังเอิญเจอข้างนอกเหมือนไม่ใช่คนๆ เดียวกันเลย “แล้ววันนี้คุณอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ” หลังจากยิ้มเขินให้กับคำพูดของชายหนุ่ม เธอก็เอ่ยถามเขาขึ้นมา “พอดีฉันเองก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทานอะไรดีนะ เลยว่าจะชวนให้คุณมาทำอาหารทานด้วยกัน” คำพูดของหญิงสาวทำให้เขานึกอะไรดีๆ ออก “งั้นเราไปเดินหาอะไรทานกันที่ถนนเชิร์ชฟิลด์กันดีไหมครับ ผมเห็นมาหลายวันแล้วว่าเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินแถวนั้นสวยมากเลย” หญิงสาวยิ้มกรุบเข้าทางในทันที “แหม ไปเดินเล่นกัน ดูพระอาทิตย์ตกดินเหรอคะ ไม่กลัวว่าสาวจะเข้าใจผิดเอาเหรอ” เธอถามพลางมองไปทางอื่นอย่างลุ้นคำตอบ “ไม่มีสาวที่ไหนมาเข้าใจผิดหรอกครับ ผมโสด ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีแฟนเลย” คำตอบของเขาทำเธอชะงักนิ่ง จ้องไปที่ดวงตาแสนอบอุ่นที่มองมาตรงนี้ “หว่า~ อยากเป็นสาวผู้โชคดีคนนั้นจัง” โซเฟียทำเป็นพูดเบาๆ แล้วก้มหน้ายกมือเกลี่ยผมทัดหู คีรินเห็นแบบนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก เธอจะมาไม้ไหนเนี่ยยัยตัวแสบ “นี่คุณกำลังจีบผมอยู่เหรอครับ” เธอรีบเงยหน้าขึ้นมาจ้องเขาในทันที พร้อมรอยยิ้มและบรัชสีแดงธรรมชาติที่ปรากฏขึ้นเองอย่างกับเสกได้ แผนก็คือแผนแต่ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขามันก็ของจริงทั้งนั้นอะ หญิงสาวไม่มีอะไรจะต้องหลอกตัวเอง “ไม่ได้เหรอคะ คุณบอกว่าไม่มีแฟนนี่ หรือว่าคุณรังเกียจกันหรือเปล่า” สีหน้าของเธอซีดลง กลัวเหลือเกินว่าเขาจะไม่ชอบคนแบบเธอตอบ และอาจมองว่าเธอเป็นแค่สาวข้างบ้านที่เข้ามาใกล้เพราะหน้าที่ “คุณโซเฟียก็น่ารักดีนะครับ แต่จะทำอะไรเราค่อยมา ค่อยเป็นค่อยไปกันดีกว่า” รอยยิ้มหวานหุบลงอย่างรวดเร็ว นึกไว้แล้วเชียว “เราพึ่งจะรู้จักกัน ถ้าคุณรู้จักผมมากขึ้นคุณอาจจะไม่อยากทำแบบที่พูดก็ได้” อีกอย่างเขาเองก็ยังสงสัยเรื่องเธอกับผู้ชายที่อยู่ด้วยกันเมื่อตอนสายๆ อยู่เลย ใบหน้าเรียบนิ่งของชายหนุ่มเผยยิ้มบางๆ ส่งให้หญิงสาวเมื่อเห็นว่าเธอดูจะซึมไปเพราะคำพูดของเขา “รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะครับ เย็นนี้ผมขอเป็นคนเลี้ยงข้าวนะ” โซเฟียเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าบ้านของเธอไป ว่าแล้วเชียวการจีบเขามันง่ายที่ไหนกันล่ะ เธอคิดพลางปิดประตูบ้าน ส่วนชายหนุ่มเมื่อเข้าบ้านของตัวเองมาเขาก็ยกมือถือขึ้นโทรหาใครบางคน “ฮัลโหลครับคุณโดวิน ถ้าผมอยากจะให้คุณช่วยสืบประวัติของใครสักคนให้จะได้หรือเปล่า”ณ ยามเย็นของย่านแอ็คตันบรรยากาศกำลังเย็นสบาย เวลานั้นสวนสาธารณะที่เขียวขจีมีผู้คนมากมายออกมาเดินเล่นหลังจากทานข้าวเย็นกัน เสียงลมพัดเบาๆ พร้อมกับเสียงรถไฟวิ่งไปมาบนราง มีสองร่างชายหญิงที่ชอบมาเดินคู่กันหลังทานข้าวเย็นแบบนี้เป็นประจำ จนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะแห่งนี้ พวกเขาเดินตัวชิด มือเล็กจับแขนของฝ่ายชาย แขนใหญ่โอบรัดร่างเล็กของแฟนสาว ย่างก้าวเดินไปพร้อมกันตามทางเดิน “พี่คีริน วันมะรืนนี้ ซาเวียร์จะแต่งงาน เขาโทรมาชวนฉัน พี่จะไปด้วยกันไหมคะ” โซเฟียถามกับคนที่เดินข้างกัน ชายหนุ่มชะงัก “นี่ไอ้หมอนั่นจะแต่งงานแล้วเหรอ” “ใช่ค่ะ เขาบอกว่าเจอคนที่ถูกใจแล้วและไม่อยากปล่อยไปอีกเลยรีบขอแต่งนะ แถมยังบอกว่าให้ฉันไปดูให้เห็นกับตาว่าเมียเขาสวยกว่าฉันขนาดไหนอีกด้วยนะคะ” โซเฟียเล่าไปพลางนึกขำไปด้วย “แต่สำหรับพี่ไม่มีใครสวยกว่าโซเฟียนะ” คีรินอมยิ้มในขณะที่คนฟังหน้าร้อนผ่าว พักหลังนี้เขาหยอดไม่หยุดเลย “ถ้าโซเฟียอยากไปงานแต่งเขาก็ไปสิ เดี๋ยวพี่จะขับรถพาไปเอง” “แน่นอนสิคะ เพราะถ้าพี่ไม่ไปด้วยฉันคงไม่ไปหรอก เดี๋ยวจะโดนเย้ยเอา” ทั้งสองหลุดขำใส่กันก่อนจะเดินข้างกันไปเงียบๆ “แต่พี่คีร
เช้าที่สดใสของเหล่าพนักงานบริษัทศิลาทรัพย์ ในวันที่งานไม่ค่อยเยอะ ผู้คนแอบจับกลุ่มนั่งคุยเม้าท์มอย อยู่ๆ เสียงตู้ลำโพงบนกำแพง เพดาน มุมห้องก็เหมือนจะดังก๊อกแก๊กจนพนักงานหลายคนตื่นตัว “สวัสดีครับ” เสียงของคนที่ถือไมค์อยู่ในห้องประชาสัมพันธ์ดังขึ้น “เสียงท่านรอง?” ทุกคนต่างแปลกใจและตื่นเต้นเพราะตอนที่เขาประกาศบอกรักเลขาคนสวยยังติดอยู่ในหัว บ้างก็รีบหยิบมือถือขึ้นจ่อตู้ลำโพงหวังอัดคลิปไว้เรียกยอดไลก์ บ้างก็วิ่งมาฟังอย่างตั้งใจ “ท่านรองจะประกาศอะไรอีกวะ พึ่งแต่งงานไปไม่ใช่เหรอ” พี่ซูชิพึมพำกับแก๊งเพื่อนสาว “จะรู้ไหมล่ะ” “เอาล่ะ!” ทุกคนเงียบฟังเมื่อเขาเอ่ย “พวกคุณคงรู้ดีนะครับว่าผมกับเลขาเจริยาเราพึ่งจะแต่งงานกันไป แล้วตอนนี้เธอกำลังท้องลูกของผมอยู่นะ” เสียงคนพูดดูนิ่งชิวราวนั่งเม้าท์กับเพื่อนสาวในร้านคาเฟ่ “และวันนี้ผมก็ไม่ได้จะมาจับผิดใครที่ชอบเม้าท์มอยเจ้านายหรือใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นหรอกครับ” สาวปลาสาวแมวคนชอบเม้าท์ถึงกับสะดุ้ง “ผมแค่จะขอความช่วยเหลือกับทุกคน ห้ามใช้งานภรรยาของผมหนักเกินไป และช่วยเป็นหูเป็นตา หากเห็นเธอดื้อยกของหนักก็อย่าลืมแจ้งผม หรือช่วยเหลือเธอแทน ตอนผมไม่อยู่ด
งานแต่งของพวกเขาก็ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สนามหญ้ากว้างของบริษัท ซึ่งบ่าวสาวเลือกเอง เพราะพวกเขาบอกว่าความรักของพวกเขาเกิดขึ้นที่บริษัทแม้เจ้าบ่าวจะเล็งเธอไว้ตั้งแต่สี่ขวบ วันนี้บรรยากาศช่างเป็นใจมากเสียด้วย ไม่มีฝน ไม่มีแดดแรงมาก ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศสดชื่นยิ่งกว่าวันไหนๆ ของเดือน “ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าโอมกับเจนจะได้ดองกันจริงๆ” มุมโซฟาตัวสีแดงมีสี่ร่างวัยเริ่มแก่ นั่งคุยกันอยู่ตามประสาเพื่อนสนิท เสี่ยโอมอมยิ้มให้คำพูดของไนยะ ในระหว่างที่พลอยเจนส่ายหน้าไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรมากมาย ที่ต้องดองกับเพื่อนรัก “นั่นสิ เด็กสองคนนี้ก็นะ แกล้งกันอยู่ดีๆ ผีผลักเฉยเลย” หนึ่งเดียวเอ่ยแซวบ้าง วันนั้นที่เขาเห็นอนาคินแกล้งเจย่าจนกรี๊ดลั่นบ้านศิลาแดงยังติดอยู่ในตาดังอยู่ในหูเขาอยู่เลย “แล้วจะให้ทำไงได้ ก็ลูกเพื่อนพวกนายมันร้ายเหมือนพ่อมันนี่”พลอยเจนว่าสายตามองเหล่าเมียๆ ของเพื่อนที่กำลังเดินมาทางนี้ “เอาเหอะน่า ลูกเธอโชคดีแล้วแหละเจน ได้เป็นสะใภ้บ้านศิลาแดงนะ บอกเลยนะเป็นกันได้ง่ายๆ ซะที่ไหน”ทั้งสี่คนหลุดขำออกมาพลางนึกถึงเรื่องราวในอดีตลากยาวมาถึงปัจจุบันแม้ว่าช่วงนี้พวกเขาจะไม่ได้รวมตัวก
“มาแล้ว มาแล้ว” อนาคินวิ่งพรวดเข้ามาในห้องเพราะเขาอาสาเป็นคนไปซื้อของให้เอง ชายหนุ่มมีท่าทีร้อนรนใจเขารีบเทถุงที่ซื้อมา ลงบนโต๊ะตรงหน้าที่เจย่านั่งมองอยู่ หญิงสาวถึงกับตาโต “พี่คินซื้อมาทำไมเยอะแยะคะ” อนาคินถอนหายใจแรงรีบนั่งลงข้างเธอ “ก็เอาให้แน่เอาให้ชัวร์ไงครับ ปะ!” “พี่คินพี่รออยู่ตรงนี้แหละ” เธอปรามเมื่อเห็นว่าเขาจะลุกตามเธอไปห้องน้ำ ก่อนเดินเข้าไปคนเดียว ชายหนุ่มนั่งลุ้นตัวเกร็ง ถ้าเขามีเจ้าตัวน้อยจริงจะเป็นยังไง? ลูกจะหน้ามึนเหมือนเขาหรือน่ารักเหมือนเธอ เขาชะเง้อคอมองไปที่ห้องน้ำอยู่ครู่ใหญ่ “เจเสร็จหรือยัง” เมื่อเห็นเธอเงียบนานก็รีบตะโกนตาม “รอก่อนสิ” อนาคินลุกพรวดจากเตียงเอามือไพล่หลังเดินไปเดินมา จนเห็นเจย่าเดินหน้าซีดออกมาเขาจึงรีบพุ่งตัวไปประคองเธอนั่ง “เป็นยังไงบ้างครับ” หญิงสาวจ้องเขาน้ำตาคลอ “เพราะพี่เลย!” เธอยื่นที่ตรวจทั้งห้าอันในมือให้เขา ซึ่งทุกอันขึ้นเป็นสองขีดหมด อนาคินนั่งเงียบ ก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจ “ฮ่า พี่จะได้เป็นพ่อคนแล้วเหรอเนี่ย พี่จะได้เป็นพ่อ! เป็นพ่อของลูกเจ” สีหน้าท่าทีดีใจของเขาทำให้เธอที่กำลังกลุ้มใจยิ้มอ่อน “เอ่อ...พะ พี่ต้องทำ
บริษัท “หัดซิ่ว!!” คีรินจามเสียงดัง ดูเหมือนว่าเขาจะติดไข้หวัดมาจากยัยตัวเล็กซะแล้ว “ยามาแล้วครับท่านประธาน นี่ไปทำอะไรมาครับถึงได้ดูจะเป็นไข้หวัดแบบนี้” โดวินเอายามาให้เขา พร้อมกับคำถามที่ทำให้คีรินแอบเขินไม่น้อย “สงสัยอากาศจะเปลี่ยนมั้ง” เขาทำเป็นตอบปัดๆ แต่ภาพสาเหตุของไข้หวัดเมื่อคืนกลับผุดขึ้นเป็นฉากๆ จนเอาแต่ยืนยิ้มให้เม็ดยาในมือ “ท่านประธาน!!”โดวินสังเกตความแปลกได้เลยเอ่ยเรียก คีรินชะงักรีบกรอกยาใส่ปากและตามด้วยน้ำ “เดี๋ยวอีกห้านาทีจะประชุมแล้ว ไหวแน่นะครับ” เขาพยักหน้าตอบคำถามพร้อมยกนิ้วชูว่าโอเคส่งให้เลขา แต่ในหัวก็ยังคงคิดถึงเรือนรางของสาวเจ้าที่พึ่งจะเปิดซิงเขาไปเมื่อคืน จนเผลอยิ้มกับโต๊ะกับคอม เหมือนคนเป็นบ้า “จะจ่ายหรือไม่จ่ายหะ ถ้าไม่จ่ายก็เก็บข้าวของออกไปเลย ฉันจะได้ให้คนอื่นมาเช่าต่อ” คุณป้าหัวขาวเจ้าของบ้านเช่ามายืนตะเพิดไล่โซเฟียถึงหน้าบ้าน ในระหว่างที่หญิงสาวยืนดูใบสัญญาเช่าด้วยหน้าจืดๆ “มีอะไรกัน” โชคดีที่คีรินเลิกงานพอดีเมื่อเห็นว่าแฟนสาวกำลังมีเรื่อง เขาก็จอดรถที่หน้าบ้าน และเดินลงมายืนข้างเธอ โซเฟียเงยหน้ามองเขา “พี่คีรินคือ ฉันเข้าใจมาตลอดว่าบ้านหลังนี้
“ถ้าอยากรู้ว่าขนมในกล่องถูกกินไปแล้วหรือยัง ก็ต้องเปิดดูสิคะ หรือว่าพี่คีรินไม่กล้า” คำพูดยั่วยุของเธอมันช่างขัดหูเขา คีรินพลิกตัวเธออย่างฉับพลัน หญิงสาวนอนยิ้มอยู่ใต้ล่างในขณะที่ตอนนี้เขาคร่อมร่างเธอไว้ ตรงหน้าคือหน้าอกอันน่ารักซึ่งกำลังเด้งออกจากเสื้อมาท้าทายเขาอยู่ “แล้วอย่าเสียใจทีหลังล่ะ” เขาก้มหน้าลงไปพูดใกล้ๆ เธอ “พี่นั่นแหละที่จะเสียใจ ถ้าพี่ปล่อยฉัน” โซเฟียแย้งด้วยท่าทีที่เขาไม่อยากจะเห็นจนต้องรีบก้มลงไปใช้ปากประกบปากของเธอเอาไว้ บดขยี้มันเบาๆ อย่างโหยหาและเร้าร้อน แค่เพียงแรงจูบเตียงนอนก็ยุบขึ้นลง เจ้าของร่างเล็กหายใจโรยรินอาจจะเพราะฤทธิ์ไข้ เขาคลายจูบออกเพราะกลัวว่าเธอจะไข้ขึ้นอีกรอบ แต่โซเฟียไม่ยอมเธอเอามือคล้องคอเขาและกระชากลงมา ริมฝีปากรีบประกบกลับไปทันทีเพื่อไม่อยากให้เขาเสียอารมณ์ เสียงลมหายใจของโซเฟียยังร้อนรุ่ม ขณะที่ริมฝีปากของเธอคลอเคลียข้างแก้มเขา “คืนนี้...อย่าหนีไปไหนนะคะ” เสียงแผ่วเบาราวกระซิบหล่นลงกลางหัวใจคีริน เขาเงยหน้ามองเธอ ดวงตาคู่นั้นที่แดงก่ำจากไข้ ตอนนี้กลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้อง “เธอแน่ใจใช่ไหม?” เขาเอ่ยถามเบาๆ เสียงแหบพร่าแ







