เข้าสู่ระบบตัดมาที่อนาคินเขาพึ่งจะคุยงานกับลูกค้าเสร็จสองรายก็กินเวลาไปเกือบทั้งวัน ชายหนุ่มมองดูนาฬิกาข้อมือตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามกว่า ระหว่างนี้เขาก็กำลังรอคุณผู้ช่วยเลขาที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
“มัวไปทำอะไรอยู่ ไม่ใช่ว่าไปล้างเมคอัพแต่งหน้าใหม่อยู่หรอกนะ” เขาบ่นให้เธอที่หายไปนานสองนานแล้วแต่กระนั้นก็ไม่ได้คิดที่จะไปตาม เขาหยิบมือถือขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา “น้ำตาล” ชายหนุ่มอุทานที่เห็นว่าเบอร์คู่นอนของเขาโทรเข้ามา ทีแรกเขาก็ปล่อยให้เธอวางสายไปเองเพราะไม่อยากจะรับ แต่สาวเจ้าก็ดันโทรจิกจนต้องรีบรับให้มันจบๆ ไป “มีอะไร” [“ทำไมพี่คินต้องพูดกับน้ำตาลห่างเหินแบบนั้นด้วยล่ะคะ เราไม่ได้เจอกันหลายวันแล้วนะ วันนี้น้ำตาลอยากไปกินหมาล่านะคะ”] ปลายสายพูดบอกเขาอย่างออดอ้อน ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงยอมแต่โดยดีพร้อมเตรียมไปเก็บค่าอาหารกันต่อบนห้องแล้ว แต่ตอนนี้เขายังมีบางอย่างที่สำคัญกว่าน่ะสิ แน่นอนว่ามันก็ไม่ใช่การทำงานด้วย “ไปไม่ได้หรอกน้ำตาลช่วงนี้ฉันไม่มีเงินต้องประหยัดนะ” เขาตอบออกไปอย่างไม่ใส่ใจนักสายตาคอยมองเข้าไปยังมุมห้องน้ำเพื่อดูว่าหญิงสาวที่เขารอจะออกมาตอนไหน [“อะไรกันคะ ไหนบอกว่าพี่ไปทำงานให้คุณพ่อแล้วนิ นี่ท่านยังไม่ให้เงินพี่ใช้อีกเหรอ”] น้ำเสียงของสาวปลายสายดูจะไม่พอใจนิดๆ แต่อนาคินก็ไม่ได้ใส่ใจ “ฉันบอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ แค่นี้นะ แล้วไม่ต้องโทรมากวนอีกล่ะ ฉันทำงานอยู่” เขารีบกดตัดสายทันทีเวลานั้นเจย่าก็เดินมาถึงตัวเขา อนาคินเอาแต่มองที่เธอพร้อมกับยิ้มๆ จนหญิงสาวนึกหมั่นไส้ “เราไปกันต่อเถอะค่ะ ท่านรองบอกว่าจะไปหาดูร้านที่จะมาลงห้างไม่ใช่เหรอ” เธอรีบเอ่ยถึงเรื่องงานที่คุยกันไว้ก่อนหน้า ทั้งยังทำเป็นจับไอแพดขึ้นมาดูตารางงานเพื่อหลบสายตาเขา “อยู่กันแค่สองคนแทนตัวเองว่าเจแล้วเรียกพี่คินเหมือนเดิมก็ได้นะ” เขาที่เริ่มรู้สึกว่าเธอเอาแต่ทำตัวห่างเหินเกินไปแล้ว จึงเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเงียบแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเรียกร้อง เจย่าเงยหน้ามองเขาก่อนจะหลบในทันทีเพราะรู้สึกถึงความหวั่นไหวบางอย่าง “แต่ตอนนี้มันเป็นเวลางานค่ะ ไปได้แล้วมั้งคะท่านรอง” เธอจ้องเขาอีกครั้งด้วยแววตามาดมั่นแล้วเดินออกไปรอเขาที่รถ อนาคินเลยทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตาม รถของทั้งสองวิ่งเข้ามาจอด ณ ตลาดนัดของกินแห่งหนึ่ง เสียงพูดโห่ร้องขายของของเหล่าแม่ค้าพ่อค้า พร้อมกับกลิ่นหอมอบอวลของอาหารบนเตาลอยมาแตะจมูกเมื่อรถจอดสนิท เจย่ามองดูจุดหมายแล้วก็ขมวดคิ้ว “เดี๋ยวนะคะ! ท่านรองพาฉันมาที่นี่ทำไม” เธอหันไปจ้องหน้าของเขาที่ทำหน้าเป็นไม่รู้ไม่ชี้อยู่ “ร้านที่เราอยากได้เข้าห้างก็ต้องมีร้านอาหารด้วยไม่ใช่เหรอ” หญิงสาวขมวดคิ้วยุ่งราวกำลังเรียบเรียงสิ่งที่เขาพูดอยู่ “หาร้านในตลาดนัดนี่นะคะเข้าห้าง! พ่อค้าแม่ค้าที่ไหนเขาจะไปรับความเสี่ยงเสียค่าเช่าตั้งแพง เพื่อเข้าไปตั้งร้านในห้างงั้นเหรอ?” อนาคินหรี่ตามองพลางยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน เขาเปิดประตูลงจากรถไปก่อนโดยมีเธอเดินตามลงมาติดๆ ด้วยความสงสัย “แล้วเธอเห็นไหมล่ะว่าคนที่ตลาดนัดเยอะขนาดไหน” เขาหันไปมองรอบตัวที่เต็มไปด้วยคนเดินสวนกันพลุกพล่าน “ฉันก็แค่อยากให้เธอดูไว้… ว่าเขาจัดร้านยังไง จัดโซนยังไง เอาไปปรับใช้กับโซนอาหารในห้างเราบ้าง”เขาหันมาจ้องหน้าหญิงสาวด้วยแววตามีเลศนัย “หรือเธอจะบอกว่ามันไม่คุ้มค่าให้เราเดินดูเลย?” เจย่าเบ้ปากใช่เขานิดๆ “แล้วก็จะให้ฉันเชื่อว่าท่านรองบังเอิญหิวข้าวพอดีตอนมาเดินดูงานสินะคะ” อนาคินยิ้มมุมปากที่เห็นว่าเธอรู้ทันเขาด้วย “หิวข้าวกับดูร้านมันทำพร้อมกันได้ไหมล่ะ คนฉลาดเขาก็ต้องทำงานควบกินข้าวได้สิ ไปได้แล้ว”เขาคว้าแขนของเธอจับไว้แล้วเดินนำผ่าฝูงชนเข้าไป เจย่าที่กำลังสับสนกับสถานการณ์เธอได้แต่มองมือตัวเองที่ตอนนี้เขากำลังกุมมันไว้อยู่ พร้อมความรู้สึกแปลกๆ โผล่เข้ามาในใจอีกแล้ว ‘นี่มันอะไรทำไมหัวใจเราถึงได้เต้นแรงขนาดนี้ล่ะ เขาคือพี่คินน่ะเจ เขาไม่ใช่พี่คีรินของแก หยุดรู้สึกแบบนี้สักทีเลิกสับสนได้แล้ว’ คิดจบหญิงสาวก็สะบัดมือเธอจนหลุดจากเขา ชายหนุ่มหันมาจ้องหน้า “ฉันเดินเองได้ ไม่เห็นท่านรองต้องมาจับเลย” เธอว่าแล้วก็รีบหลบหน้ามองไปทางอื่น “งั้นเธออยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมเลือกได้เลยนะ” อนาคินพูดเหมือนจะไม่ใส่ใจทั้งยังทำเป็นเดินไปทางอื่น เพื่ออยากให้เธอออกไปเดินดูของที่อยากได้เอง เจย่าเห็นว่าเขาเดินไปที่อื่นแล้ว เธอจึงดูของกินน่าอร่อยทั้งหลายตรงหน้า “แย่จังเราพึ่งจะปฏิญาณกับตัวเองไปว่าจะต้องใช้เงินอย่างประหยัดจนกว่าเงินเดือนๆ แรกจะออก ไม่งั้นจะซื้อทุกอย่างที่อยากกินเลย” เธอบ่นอยู่ต่อหน้าร้านขายยำแมงกะพรุน โดยไม่ทันได้สังเกตเขาคนนั้นแอบมาย่องๆ อยู่ด้านหลังของเธอ “อุ้ยอันนั้นก็น่ากิน” เจย่าเหลือบไปเห็นลูกชิ้นปลาทอดก็ชอบใจรีบเดินเข้าไปดู “รับอะไรไหมคะ” อนาคินเดินมายังร้านขายยำแมงกะพรุนแล้วจัดสอยมาหนึ่งถ้วย “เอาลูกชิ้นปลา 2 เส้นครับ” เขาเดินมาอีกร้านทันทีเมื่อเห็นว่าเธอเดินหลีกไปทางอื่นแล้ว “เฮ้อ เดินมาตั้งนานได้น้ำลำไยแก้วเดียว ไม่เป็นไรน่า กลับไปทานข้าวฝีมือคุณแม่ดีกว่า” เจย่าบ่นให้กับแก้วน้ำในมือเบาๆ “เสร็จหรือยังเราไปหาที่นั่งกินกันเถอะ” เสียงทุ้มด้านหลังทำให้หญิงสาวหันไปมองอย่างท้อใจเขาคงจะแกล้งให้เธอนั่งมองเขาทานแน่ๆ “เฮ้ย!” หญิงสาวอุทานเสียงดังเมื่อเห็นของกินเต็มมือเขาไปหมด แถมมองดูดีๆ มีแต่ของที่เธออยากจะกินทั้งนั้น “มานี่” ไม่รอช้าหาคำตอบอนาคินรีบจูงมือเจย่ามานั่งที่ม้านั่งริมน้ำใกล้ๆ บรรยากาศกำลังดี ท้องฟ้าเป็นสีส้มดูแล้วอบอุ่นเหมือนใจของเจย่าในตอนนี้ที่กำลังทำให้เธอร้อนรุ่ม เขาไม่ใช่พี่คีรินท่องไว้สิเจย่า “นั่งลงแล้วมากินสิ มองอะไรไม่หิวเหรอ” ชายหนุ่มบอกเมื่อเขานั่งลงเรียบร้อยพร้อมกับวางของกินทั้งหลายลงตรงกลางม้านั่ง และไม่ลืมเหลือที่ให้หญิงสาวได้หย่อนก้น “ไหนท่านรองบอกว่ามาดูการจัดโซนของตลาดไง ไหนพาฉันมาแอบนั่งหลบตรงนี้ล่ะ” เธอถามพลางมองหน้าเขาที่กำลังหม่ำพิซซ่าทอดเข้าปากไปคำใหญ่ “นี่เธอเชื่อฉันเหรอเจย่า” เขาพูดทั้งที่อาหารยังเต็มปาก “หมายความว่า?” อนาคินยกยิ้มมุมปากก่อนกลืนอาหารลงท้องและเฉลยความจริงให้เธอได้รู้ “พวกจัดโซนห้างเลือกร้านมันใช่หน้าที่รองประธานบริษัทซะที่ไหน ฉันก็แค่หิวข้าว” หญิงสาวกำหมัดแน่นทำงานวันแรกเธอก็กลับบ้านช้าเพราะต้องมาเดินตามท่านรองขี้เก๊กที่หิวข้าวเนี่ยนะ เจย่าสะบัดตัวจะเดินหนี แต่ถูกเขาคว้าตัวไว้ “เฮ้ยๆ จะไปไหนมานั่งกินข้าวกับพี่ก่อนเถอะน่าไหนๆ ก็มาแล้ว เธอจะเรียกรถกลับบริษัทเองให้เปลืองเงินทำไม” เจย่าไม่สนใจที่เขาพูดแต่ว่าท้องของเธอดันร้องเสียงดัง แถมกลิ่นอาหารที่เขาซื้อมามันก็ยั่วน้ำลายเหลือเกิน “ถือว่าเป็นการเลี้ยงข้าวสำหรับวันแรกของการทำงานไง แค่นี้รับน้ำใจกันหน่อยไม่ได้เหรอ เธอจะจงเกลียดจงชังพี่ไปจนตายเลยหรือไง” คำพูดของเขาทำให้เธอหันมอง ไม่ใช่ว่าเธอจะ ไม่ชอบขี้หน้าเขาน้อยลงหรอกนะ แต่หากว่าวันหนึ่งเธอได้ใจพี่คีรินขึ้นมา ก็คงจะได้เห็นเขาในชีวิตบ่อยขึ้นอยู่ดี เพราะฉะนั้นทำตัวให้ชินไว้ดีกว่า “อะ” อนาคินหยิบถ้วยลูกชิ้นปลาให้กับเธอ หญิงสาวรับเอาแล้วรีบใช้ไม้จิ้มใส่ปากแต่เพราะมันยังร้อนเธอจึงเคี้ยวไม่ได้ เจย่าอ้าปากกว้างเอามือปัดขึ้นลงเพื่อหวังว่ามันจะลดความร้อนลงได้บ้าง อนาคินแอบขำเบาๆ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่ามันร้อน แต่พอเห็นหน้าของเธอแดงเหมือนจะร้อนมากมือใหญ่ก็จับที่ปลายคางมนให้หันมาหา ใบหน้าของเขาขยับเข้าไปใกล้ๆ ค่อยๆ เป่าลมแผ่วเบาบริเวณปากอิ่มสีชมพูอ่อนของเธอ แววตาของเขาแวววาวไปกับแสงอาทิตย์น้อยๆ ที่ส่องผ่านมา สะกดให้หญิงสาวนั่งแน่นิ่งด้วยหัวใจเต้นราวจะระเบิดออกจากอก “เฮ้ย!!” เมื่อตระหนักในใจได้ว่าเขาไม่ใช่คีริน!! ไม่ใช่พี่คีริน! เธอเลยผลักอกเขาให้ห่างออก “พี่คินแกล้งเจเหรอ!!” เจย่ากอดอกมองแรง ส่วนคนถูกต่อว่ากลับหัวเราะลั่นอย่างห้ามไม่อยู่ “ก็ใครบอกให้เธอตามพี่ไม่ทันเอง!!” เจย่ามองค้อนเขาด้วยปรายตา ไม่ว่าเธอจะพยายามทำตัวให้มั่นแค่ไหน ก็ยังเป็นยัยบื้อในสายตาของเขาสินะ “ไม่เอาไม่ทำหน้าแบบนั้นสิ เอาๆ เอาน้ำไปดื่มก่อน” เขาแกะขวดน้ำส่งให้เธอ เจย่าโกรธอยู่แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็คงทำอะไรไม่ได้จึงยอมรับน้ำของเขา พลางมองค้อนเขาและแย่งกินอาหารที่เขาซื้อมาเพื่อหวังว่ามันจะเป็นการแก้แค้นได้ ส่วนอนาคินเอาแต่แอบมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มพอใจที่เขาแอบๆ ไว้ไม่ให้เธอเห็นณ ยามเย็นของย่านแอ็คตันบรรยากาศกำลังเย็นสบาย เวลานั้นสวนสาธารณะที่เขียวขจีมีผู้คนมากมายออกมาเดินเล่นหลังจากทานข้าวเย็นกัน เสียงลมพัดเบาๆ พร้อมกับเสียงรถไฟวิ่งไปมาบนราง มีสองร่างชายหญิงที่ชอบมาเดินคู่กันหลังทานข้าวเย็นแบบนี้เป็นประจำ จนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะแห่งนี้ พวกเขาเดินตัวชิด มือเล็กจับแขนของฝ่ายชาย แขนใหญ่โอบรัดร่างเล็กของแฟนสาว ย่างก้าวเดินไปพร้อมกันตามทางเดิน “พี่คีริน วันมะรืนนี้ ซาเวียร์จะแต่งงาน เขาโทรมาชวนฉัน พี่จะไปด้วยกันไหมคะ” โซเฟียถามกับคนที่เดินข้างกัน ชายหนุ่มชะงัก “นี่ไอ้หมอนั่นจะแต่งงานแล้วเหรอ” “ใช่ค่ะ เขาบอกว่าเจอคนที่ถูกใจแล้วและไม่อยากปล่อยไปอีกเลยรีบขอแต่งนะ แถมยังบอกว่าให้ฉันไปดูให้เห็นกับตาว่าเมียเขาสวยกว่าฉันขนาดไหนอีกด้วยนะคะ” โซเฟียเล่าไปพลางนึกขำไปด้วย “แต่สำหรับพี่ไม่มีใครสวยกว่าโซเฟียนะ” คีรินอมยิ้มในขณะที่คนฟังหน้าร้อนผ่าว พักหลังนี้เขาหยอดไม่หยุดเลย “ถ้าโซเฟียอยากไปงานแต่งเขาก็ไปสิ เดี๋ยวพี่จะขับรถพาไปเอง” “แน่นอนสิคะ เพราะถ้าพี่ไม่ไปด้วยฉันคงไม่ไปหรอก เดี๋ยวจะโดนเย้ยเอา” ทั้งสองหลุดขำใส่กันก่อนจะเดินข้างกันไปเงียบๆ “แต่พี่คีร
เช้าที่สดใสของเหล่าพนักงานบริษัทศิลาทรัพย์ ในวันที่งานไม่ค่อยเยอะ ผู้คนแอบจับกลุ่มนั่งคุยเม้าท์มอย อยู่ๆ เสียงตู้ลำโพงบนกำแพง เพดาน มุมห้องก็เหมือนจะดังก๊อกแก๊กจนพนักงานหลายคนตื่นตัว “สวัสดีครับ” เสียงของคนที่ถือไมค์อยู่ในห้องประชาสัมพันธ์ดังขึ้น “เสียงท่านรอง?” ทุกคนต่างแปลกใจและตื่นเต้นเพราะตอนที่เขาประกาศบอกรักเลขาคนสวยยังติดอยู่ในหัว บ้างก็รีบหยิบมือถือขึ้นจ่อตู้ลำโพงหวังอัดคลิปไว้เรียกยอดไลก์ บ้างก็วิ่งมาฟังอย่างตั้งใจ “ท่านรองจะประกาศอะไรอีกวะ พึ่งแต่งงานไปไม่ใช่เหรอ” พี่ซูชิพึมพำกับแก๊งเพื่อนสาว “จะรู้ไหมล่ะ” “เอาล่ะ!” ทุกคนเงียบฟังเมื่อเขาเอ่ย “พวกคุณคงรู้ดีนะครับว่าผมกับเลขาเจริยาเราพึ่งจะแต่งงานกันไป แล้วตอนนี้เธอกำลังท้องลูกของผมอยู่นะ” เสียงคนพูดดูนิ่งชิวราวนั่งเม้าท์กับเพื่อนสาวในร้านคาเฟ่ “และวันนี้ผมก็ไม่ได้จะมาจับผิดใครที่ชอบเม้าท์มอยเจ้านายหรือใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นหรอกครับ” สาวปลาสาวแมวคนชอบเม้าท์ถึงกับสะดุ้ง “ผมแค่จะขอความช่วยเหลือกับทุกคน ห้ามใช้งานภรรยาของผมหนักเกินไป และช่วยเป็นหูเป็นตา หากเห็นเธอดื้อยกของหนักก็อย่าลืมแจ้งผม หรือช่วยเหลือเธอแทน ตอนผมไม่อยู่ด
งานแต่งของพวกเขาก็ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สนามหญ้ากว้างของบริษัท ซึ่งบ่าวสาวเลือกเอง เพราะพวกเขาบอกว่าความรักของพวกเขาเกิดขึ้นที่บริษัทแม้เจ้าบ่าวจะเล็งเธอไว้ตั้งแต่สี่ขวบ วันนี้บรรยากาศช่างเป็นใจมากเสียด้วย ไม่มีฝน ไม่มีแดดแรงมาก ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศสดชื่นยิ่งกว่าวันไหนๆ ของเดือน “ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าโอมกับเจนจะได้ดองกันจริงๆ” มุมโซฟาตัวสีแดงมีสี่ร่างวัยเริ่มแก่ นั่งคุยกันอยู่ตามประสาเพื่อนสนิท เสี่ยโอมอมยิ้มให้คำพูดของไนยะ ในระหว่างที่พลอยเจนส่ายหน้าไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรมากมาย ที่ต้องดองกับเพื่อนรัก “นั่นสิ เด็กสองคนนี้ก็นะ แกล้งกันอยู่ดีๆ ผีผลักเฉยเลย” หนึ่งเดียวเอ่ยแซวบ้าง วันนั้นที่เขาเห็นอนาคินแกล้งเจย่าจนกรี๊ดลั่นบ้านศิลาแดงยังติดอยู่ในตาดังอยู่ในหูเขาอยู่เลย “แล้วจะให้ทำไงได้ ก็ลูกเพื่อนพวกนายมันร้ายเหมือนพ่อมันนี่”พลอยเจนว่าสายตามองเหล่าเมียๆ ของเพื่อนที่กำลังเดินมาทางนี้ “เอาเหอะน่า ลูกเธอโชคดีแล้วแหละเจน ได้เป็นสะใภ้บ้านศิลาแดงนะ บอกเลยนะเป็นกันได้ง่ายๆ ซะที่ไหน”ทั้งสี่คนหลุดขำออกมาพลางนึกถึงเรื่องราวในอดีตลากยาวมาถึงปัจจุบันแม้ว่าช่วงนี้พวกเขาจะไม่ได้รวมตัวก
“มาแล้ว มาแล้ว” อนาคินวิ่งพรวดเข้ามาในห้องเพราะเขาอาสาเป็นคนไปซื้อของให้เอง ชายหนุ่มมีท่าทีร้อนรนใจเขารีบเทถุงที่ซื้อมา ลงบนโต๊ะตรงหน้าที่เจย่านั่งมองอยู่ หญิงสาวถึงกับตาโต “พี่คินซื้อมาทำไมเยอะแยะคะ” อนาคินถอนหายใจแรงรีบนั่งลงข้างเธอ “ก็เอาให้แน่เอาให้ชัวร์ไงครับ ปะ!” “พี่คินพี่รออยู่ตรงนี้แหละ” เธอปรามเมื่อเห็นว่าเขาจะลุกตามเธอไปห้องน้ำ ก่อนเดินเข้าไปคนเดียว ชายหนุ่มนั่งลุ้นตัวเกร็ง ถ้าเขามีเจ้าตัวน้อยจริงจะเป็นยังไง? ลูกจะหน้ามึนเหมือนเขาหรือน่ารักเหมือนเธอ เขาชะเง้อคอมองไปที่ห้องน้ำอยู่ครู่ใหญ่ “เจเสร็จหรือยัง” เมื่อเห็นเธอเงียบนานก็รีบตะโกนตาม “รอก่อนสิ” อนาคินลุกพรวดจากเตียงเอามือไพล่หลังเดินไปเดินมา จนเห็นเจย่าเดินหน้าซีดออกมาเขาจึงรีบพุ่งตัวไปประคองเธอนั่ง “เป็นยังไงบ้างครับ” หญิงสาวจ้องเขาน้ำตาคลอ “เพราะพี่เลย!” เธอยื่นที่ตรวจทั้งห้าอันในมือให้เขา ซึ่งทุกอันขึ้นเป็นสองขีดหมด อนาคินนั่งเงียบ ก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจ “ฮ่า พี่จะได้เป็นพ่อคนแล้วเหรอเนี่ย พี่จะได้เป็นพ่อ! เป็นพ่อของลูกเจ” สีหน้าท่าทีดีใจของเขาทำให้เธอที่กำลังกลุ้มใจยิ้มอ่อน “เอ่อ...พะ พี่ต้องทำ
บริษัท “หัดซิ่ว!!” คีรินจามเสียงดัง ดูเหมือนว่าเขาจะติดไข้หวัดมาจากยัยตัวเล็กซะแล้ว “ยามาแล้วครับท่านประธาน นี่ไปทำอะไรมาครับถึงได้ดูจะเป็นไข้หวัดแบบนี้” โดวินเอายามาให้เขา พร้อมกับคำถามที่ทำให้คีรินแอบเขินไม่น้อย “สงสัยอากาศจะเปลี่ยนมั้ง” เขาทำเป็นตอบปัดๆ แต่ภาพสาเหตุของไข้หวัดเมื่อคืนกลับผุดขึ้นเป็นฉากๆ จนเอาแต่ยืนยิ้มให้เม็ดยาในมือ “ท่านประธาน!!”โดวินสังเกตความแปลกได้เลยเอ่ยเรียก คีรินชะงักรีบกรอกยาใส่ปากและตามด้วยน้ำ “เดี๋ยวอีกห้านาทีจะประชุมแล้ว ไหวแน่นะครับ” เขาพยักหน้าตอบคำถามพร้อมยกนิ้วชูว่าโอเคส่งให้เลขา แต่ในหัวก็ยังคงคิดถึงเรือนรางของสาวเจ้าที่พึ่งจะเปิดซิงเขาไปเมื่อคืน จนเผลอยิ้มกับโต๊ะกับคอม เหมือนคนเป็นบ้า “จะจ่ายหรือไม่จ่ายหะ ถ้าไม่จ่ายก็เก็บข้าวของออกไปเลย ฉันจะได้ให้คนอื่นมาเช่าต่อ” คุณป้าหัวขาวเจ้าของบ้านเช่ามายืนตะเพิดไล่โซเฟียถึงหน้าบ้าน ในระหว่างที่หญิงสาวยืนดูใบสัญญาเช่าด้วยหน้าจืดๆ “มีอะไรกัน” โชคดีที่คีรินเลิกงานพอดีเมื่อเห็นว่าแฟนสาวกำลังมีเรื่อง เขาก็จอดรถที่หน้าบ้าน และเดินลงมายืนข้างเธอ โซเฟียเงยหน้ามองเขา “พี่คีรินคือ ฉันเข้าใจมาตลอดว่าบ้านหลังนี้
“ถ้าอยากรู้ว่าขนมในกล่องถูกกินไปแล้วหรือยัง ก็ต้องเปิดดูสิคะ หรือว่าพี่คีรินไม่กล้า” คำพูดยั่วยุของเธอมันช่างขัดหูเขา คีรินพลิกตัวเธออย่างฉับพลัน หญิงสาวนอนยิ้มอยู่ใต้ล่างในขณะที่ตอนนี้เขาคร่อมร่างเธอไว้ ตรงหน้าคือหน้าอกอันน่ารักซึ่งกำลังเด้งออกจากเสื้อมาท้าทายเขาอยู่ “แล้วอย่าเสียใจทีหลังล่ะ” เขาก้มหน้าลงไปพูดใกล้ๆ เธอ “พี่นั่นแหละที่จะเสียใจ ถ้าพี่ปล่อยฉัน” โซเฟียแย้งด้วยท่าทีที่เขาไม่อยากจะเห็นจนต้องรีบก้มลงไปใช้ปากประกบปากของเธอเอาไว้ บดขยี้มันเบาๆ อย่างโหยหาและเร้าร้อน แค่เพียงแรงจูบเตียงนอนก็ยุบขึ้นลง เจ้าของร่างเล็กหายใจโรยรินอาจจะเพราะฤทธิ์ไข้ เขาคลายจูบออกเพราะกลัวว่าเธอจะไข้ขึ้นอีกรอบ แต่โซเฟียไม่ยอมเธอเอามือคล้องคอเขาและกระชากลงมา ริมฝีปากรีบประกบกลับไปทันทีเพื่อไม่อยากให้เขาเสียอารมณ์ เสียงลมหายใจของโซเฟียยังร้อนรุ่ม ขณะที่ริมฝีปากของเธอคลอเคลียข้างแก้มเขา “คืนนี้...อย่าหนีไปไหนนะคะ” เสียงแผ่วเบาราวกระซิบหล่นลงกลางหัวใจคีริน เขาเงยหน้ามองเธอ ดวงตาคู่นั้นที่แดงก่ำจากไข้ ตอนนี้กลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้อง “เธอแน่ใจใช่ไหม?” เขาเอ่ยถามเบาๆ เสียงแหบพร่าแ







