Masuk“สวัสดีค่ะท่านรอง ดิฉันผู้ช่วยเลขาเจริยามารายงานตัวค่ะ”
“สวัสดีครับเลขาเจริยาคนสวย” คำพูดที่แปลกหูทำเอาเจย่าขมวดคิ้ว เธอเงยหน้าขึ้นจ้องตากับคนตรงหน้าวินาทีนั้นหัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น แต่พอเธอได้มองเขาที่นั่งอยู่บนโต๊ะรองประธานให้ชัดๆ กลับทำให้หัวใจของเธอราวตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม “พี่คิน!!!” อนาคินอมยิ้มชอบใจในทันทีเขาลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามาหาเธอ “เรียกท่านรองสิเลขาเจริยา นี่มันเวลาทำงานนะ” เขาเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ในขณะที่หญิงสาวกำลังตกใจไล่เรียงเหตุการณ์ไม่ทัน “ท่านรองต้องเป็นพี่คีรินไม่ใช่เหรอ ไหนตอนนี้ถึงเป็นพี่ได้ล่ะ” เธอถามกับเขาด้วยเสียงสั่นๆ ก็เธออยากมาเป็นเลขาของพี่คีรินคนที่เธอชอบไม่ใช่เขาที่เธอเหม็นขี้หน้า! “คีรินไม่โทรหาเธอเลยเหรอ?”เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เขาไม่ได้บอกเธอเหรอว่าเขาต้องไปบริหารบริษัทที่อังกฤษแทนคุณเจมส์หนึ่งปี แล้วที่นี่ให้ฉันดูแลแทนนะ” เจย่าจ้องมองแววตาของอนาคินด้วยนัยน์ตาสั่นๆ “ไหนเธอบอกว่าเป็นน้องสาวสุดที่รักของคีรินไม่ใช่เหรอ” คำพูดกวนพลางเยาะเย้ยของเขาทำให้เจย่ารู้สึกช้ำในอกเป็นอย่างมาก “ทำไม พูดแค่นี้ก็จะร้องไห้แล้ว?” “เจไม่ได้จะร้องเพราะคำพูดพี่ แต่เจร้องเพราะต้องมาเห็นหน้าพี่ทุกวันต่างหาก” เธอพูดพลันยกมือปาดน้ำตาและแสดงสีหน้าที่เด็ดเดี่ยวจ้องเขาอย่างไม่หวาดกลัว แต่ดวงใจกลับรู้สึกสั่นๆ ฝั่งอนาคินเองเขารู้สึกเจ็บในอกไม่น้อย ให้กับสิ่งที่เธอพูดเมื่อครู่ “เหรอ ถ้าไม่อยากทำก็ว่างงานสักปีสิ รอคีรินกลับมาค่อยมาทำ” ใช่ถ้าไม่อยากจะเห็นหน้าเขาขนาดนั้นเธอก็ไปเลย เขาคิดคนเดียวอย่างน้อยใจ “เจไม่ทำแบบนั้นหรอกค่ะ เพราะมันดูไม่มืออาชีพ อีกอย่างเจจะไม่ร้องไห้ให้พี่อีกแล้ว ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย” เธอกัดฟันพูดพลางจ้องเขาตาแข็ง แต่อนาคินก็แอบยิ้มไม่ใช่เพราะชอบในความกล้าของเธอ แต่ชอบที่เธอจะทนอยู่กับเขาต่อต่างหาก “งั้นก็ไปเอาเอกสารบนโต๊ะ” เขาชี้นิ้วไปบนโต๊ะทำงานของตัวเอง “แฟ้มสีส้ม ก๊อบปี้หน้าหลังเข้าเล่มยี่สิบห้าเล่มให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงแล้วเอาไปให้ฉันที่ห้องประชุม ใส่แผ่นใสด้วยนะ” เขาเอ่ยจบก็เดินยิ้มๆ ออกไป ปล่อยให้หญิงสาวยืนอ้ำอึ้งทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงนั้น “ยี่สิบห้าเล่มเลยเหรอ” เธอบ่นเบาๆ แต่กระนั้นก็ยอมทำตาม เดินไปหยิบแฟ้มเอกสารอันนั้นมาแล้วลงไปที่ชั้นล่าง ณ โรงแรมหรูใจกลางเมืองลอนดอน นาย อนาวิน หรือ คีรินกำลังยืนทักทายลูกค้าของเขาอยู่บนร้านอาหารของโรงแรมก่อนที่สายตาคมจะเหลือบไปเห็นว่าโซเฟียหญิงสาวข้างบ้านของเขา กำลังยืนจับมือกับผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าโรงแรม แต่สิ่งที่สะดุดตาชายหนุ่มคือเขาเห็นว่าเธอร้องไห้ด้วย คีรินตาเบิกกว้างรีบเพ่งมองอย่างวิเคราะห์ ก่อนเขาจะเห็นว่าเธอสะบัดมือออกจากชายคนดังกล่าวแล้วเดินกึ่งวิ่ง หนีไป “เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาบ่นพึมพำเบาๆ แต่เพราะต้องไปคุยงานก่อนชายหนุ่มจึงยังไม่อาจไขข้อข้องใจได้ในตอนนี้ “ฮือ~” ทางด้านหญิงสาว โซเฟียกำลังเดินร้องไห้น้ำตาซึมไปตามถนนมือของเธอกำสายกระเป๋าสะพายแน่น เมื่อนึกถึงคำพูดของเขาคนนั้น ‘โซเฟียมาทางนี้’ ซาเวียร์คนของกาเบรียลได้เข้าไปดึงตัวเธอมาจากหน้าโรงพยาบาล ‘นายจะพาฉันไปไหน’ ซาเวียร์พาตัวของโซเฟียมาที่โรงแรม เพราะมีกาเบรียลรอเธออยู่ที่คาเฟ่ชั้นหนึ่งของที่นี่ ‘คุณกาเบรียลต้องการเจอเธอน่ะโซเฟีย’ ชายหนุ่มเดินจูงมือของเธอมาส่งจนถึงมุมวีไอพีของคาเฟ่ หญิงสาวรีบส่งยิ้มให้เขาแม้ความรู้สึกของเธอจะไม่ได้รู้สึกยิ้มไปด้วยก็ตาม หญิงสาววางกระเป๋าลงไว้ที่เก้าอี้ตัวข้างๆ แล้วนั่งลงตรงข้ามกับกาเบรียลพอดี ‘แผนการเป็นยังไงบ้าง เห็นว่า 3-4 วันมานี้แกสนิทกับเขาได้อย่างรวดเร็วแล้วนี่ แล้วเมื่อไหร่จะรีบๆ ทำ’ ชายแก่ถามกับเธอแกมออกคำสั่ง ‘ความรู้สึกของคนนะคะ มันจะไปเร่งรัดได้ยังไง อีกอย่างเขาก็ยังดูไม่ได้ชอบหนูตอบด้วยซ้ำ’ หญิงสาวตอบไปด้วยคำโกหกเล็กน้อย ถึงเขาจะชอบหยอดเธอกลับก็ใช่ว่าเขาจะชอบเธอตอบนี้ กาเบรียลมีสีหน้าไม่พอใจในทันทีเขากอดอกแล้วหันไปจ้องหน้าลูกน้อง ซาเวียร์มีสีหน้าลังเลก่อนยื่นซองอะไรบางอย่างมาให้หญิงสาวสองห่อ ‘นี่มันอะไร’ เธอมองดูด้วยความสงสัย ‘ตัวช่วยเร่งความสัมพันธ์ไง ห่อสีเหลืองยานอนหลับ ห่อสีฟ้ายาปลุก’ หญิงสาวตกใจมองคนตรงหน้าตาเหลือกโต ‘อะไรนะ นี่จะให้หนูรีบรวบหัวรวบหางเขาขนาดนี้เลยเหรอคะ หนูกับเขาพึ่งจะเจอกันได้อาทิตย์เดียวเองน่ะ มันจะไม่เร็วไปหรือไง’ เธอตอบโต้ออกมาอย่างไม่พอใจ ‘จะใช้เวลาไปทำไม ในเมื่อหน้าที่แกคือการจับเขา ฉันไม่ได้ให้แกไปรักกับเขาจริงๆ สักหน่อย’ กาเบรียลพูดเสียงเรียบแต่โซเฟียกลับรับรู้ว่าเขาด่าเธอผ่านแววตาที่มองมา เธอยื่นซองในมือคืนให้กาเบรียล ‘เอาคืนไปค่ะ ถ้าจะให้หนูทำ หนูขอทำในแบบวิธีของหนู ถ้าคุณรอไม่ได้ หนูก็ไม่ทำ’ เธอลุกยืนทันทีพลางรีบหยิบกระเป๋า ซาเวียร์เดินเข้ามาขวางไว้พร้อมกับคำพูดของกาเบรียลที่ทำให้เธอต้องฉุกคิด ‘ถ้าแกไม่ทำงานนี้จนสำเร็จ ฉันจะไม่จ่ายค่าหมอค่าโรงพยาบาลให้แม่แกต่อ’ เธอหันกลับไปจ้องหน้ากาเบรียล ‘อะไรนะ แต่การจ่ายค่าหมอค่ารักษามันคือค่าแรงที่คุณตกลงไว้ ตอนที่หนูเสี่ยงไปเอาข้อมูลให้คุณเมื่อหลายเดือนก่อนไม่ใช่เหรอ ไหนคุณบอกว่าถ้าหนูทำได้จะจ่ายค่ารักษาให้แม่จนเธอหายไง’ เธอรีบหันมาเรียกร้องความยุติธรรมจากเขา กาเบรียลลุกพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ‘แล้วมันจะทำไม ในเมื่อเงินมันก็เงินของฉัน’ โซเฟียถึงกับยืนนิ่งพูดไม่ออก ‘ทำไมคุณถึงได้กล้ากลืนน้ำลายตัวเองแบบนี้’ มือใหญ่เอื้อมขึ้นมาบีบแก้มของเธอด้วยความโกรธ ซาเวียร์จ้องมองอย่างนึกห่วง ‘แกมีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน!! หน้าที่แกคืออะไรไปคิดดูนะ!!’ พูดจบกาเบรียลก็เดินหนีไป ซาเวียร์เดินมาหาหญิงสาวที่กำลังน้ำตาคลอเขาหยิบห่อยาสองห่อบนโต๊ะนั้นใส่มือให้กับเธอ ‘เธอก็รู้ว่าคุณกาเบรียลไม่ชอบให้ใครมายกเลิกกลางคัน’ หยดน้ำตาตกลงกระทบแก้มของหญิงสาว ทำไมเธอถึงได้มีเขาเป็นพ่อนะ ‘รวมถึงห้ามทำพลาดด้วยใช่ไหม’ เธอร้องไห้โฮยกมือขึ้นปาดน้ำตา ซาเวียร์ยืนมองอยู่เป็นเพื่อนเธอสักพัก ก่อนจูงมือพาเดินออกมาส่งที่หน้าโรงแรม ‘ทำไมเธอถึงต้องทน หนีไปเถอะนะ’ ชายหนุ่มบอกตอนที่เขาพาเธอมาถึงหน้าโรงแรมโซเฟียที่ยังร้องไห้อยู่ส่ายหัว อย่างไม่เข้าใจ ‘นายจะให้ฉันทิ้งแม่ตัวเองไปงั้นเหรอ’ เธอสะบัดมือออกเต็มแรงก่อนจะเดินหนีมา “ฉันจะทำยังไงดี จริงอยู่ว่าฉันชอบเขา แต่บางทีให้ฉันไม่ต้องรู้สึกอะไรกับเขามันคงจะง่ายกว่านี้” หญิงสาวบ่นกับตัวเองเมื่อใบหน้าของคีรินกำลังครอบครองความคิดของเธออยู่ เขาที่แสนดีขนาดนั้น เธอจะไปหลอกเขาลงได้ยังไง ร่างเล็กหย่อนตัวลงนั่งที่ม้านั่งริมทาง เธอคิดไม่ตกว่าจะเอาอย่างไรต่อดี แม้การที่ครอบครัวเขาต้องมาดองกับลาวาเลนเต้อาจจะไม่ได้เสียหายมาก แต่หากเขารู้ทีหลังว่าเธอตั้งใจหลอกเขา ในอนาคตเขายังจะรักเธอลงงั้นหรือณ ยามเย็นของย่านแอ็คตันบรรยากาศกำลังเย็นสบาย เวลานั้นสวนสาธารณะที่เขียวขจีมีผู้คนมากมายออกมาเดินเล่นหลังจากทานข้าวเย็นกัน เสียงลมพัดเบาๆ พร้อมกับเสียงรถไฟวิ่งไปมาบนราง มีสองร่างชายหญิงที่ชอบมาเดินคู่กันหลังทานข้าวเย็นแบบนี้เป็นประจำ จนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะแห่งนี้ พวกเขาเดินตัวชิด มือเล็กจับแขนของฝ่ายชาย แขนใหญ่โอบรัดร่างเล็กของแฟนสาว ย่างก้าวเดินไปพร้อมกันตามทางเดิน “พี่คีริน วันมะรืนนี้ ซาเวียร์จะแต่งงาน เขาโทรมาชวนฉัน พี่จะไปด้วยกันไหมคะ” โซเฟียถามกับคนที่เดินข้างกัน ชายหนุ่มชะงัก “นี่ไอ้หมอนั่นจะแต่งงานแล้วเหรอ” “ใช่ค่ะ เขาบอกว่าเจอคนที่ถูกใจแล้วและไม่อยากปล่อยไปอีกเลยรีบขอแต่งนะ แถมยังบอกว่าให้ฉันไปดูให้เห็นกับตาว่าเมียเขาสวยกว่าฉันขนาดไหนอีกด้วยนะคะ” โซเฟียเล่าไปพลางนึกขำไปด้วย “แต่สำหรับพี่ไม่มีใครสวยกว่าโซเฟียนะ” คีรินอมยิ้มในขณะที่คนฟังหน้าร้อนผ่าว พักหลังนี้เขาหยอดไม่หยุดเลย “ถ้าโซเฟียอยากไปงานแต่งเขาก็ไปสิ เดี๋ยวพี่จะขับรถพาไปเอง” “แน่นอนสิคะ เพราะถ้าพี่ไม่ไปด้วยฉันคงไม่ไปหรอก เดี๋ยวจะโดนเย้ยเอา” ทั้งสองหลุดขำใส่กันก่อนจะเดินข้างกันไปเงียบๆ “แต่พี่คีร
เช้าที่สดใสของเหล่าพนักงานบริษัทศิลาทรัพย์ ในวันที่งานไม่ค่อยเยอะ ผู้คนแอบจับกลุ่มนั่งคุยเม้าท์มอย อยู่ๆ เสียงตู้ลำโพงบนกำแพง เพดาน มุมห้องก็เหมือนจะดังก๊อกแก๊กจนพนักงานหลายคนตื่นตัว “สวัสดีครับ” เสียงของคนที่ถือไมค์อยู่ในห้องประชาสัมพันธ์ดังขึ้น “เสียงท่านรอง?” ทุกคนต่างแปลกใจและตื่นเต้นเพราะตอนที่เขาประกาศบอกรักเลขาคนสวยยังติดอยู่ในหัว บ้างก็รีบหยิบมือถือขึ้นจ่อตู้ลำโพงหวังอัดคลิปไว้เรียกยอดไลก์ บ้างก็วิ่งมาฟังอย่างตั้งใจ “ท่านรองจะประกาศอะไรอีกวะ พึ่งแต่งงานไปไม่ใช่เหรอ” พี่ซูชิพึมพำกับแก๊งเพื่อนสาว “จะรู้ไหมล่ะ” “เอาล่ะ!” ทุกคนเงียบฟังเมื่อเขาเอ่ย “พวกคุณคงรู้ดีนะครับว่าผมกับเลขาเจริยาเราพึ่งจะแต่งงานกันไป แล้วตอนนี้เธอกำลังท้องลูกของผมอยู่นะ” เสียงคนพูดดูนิ่งชิวราวนั่งเม้าท์กับเพื่อนสาวในร้านคาเฟ่ “และวันนี้ผมก็ไม่ได้จะมาจับผิดใครที่ชอบเม้าท์มอยเจ้านายหรือใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นหรอกครับ” สาวปลาสาวแมวคนชอบเม้าท์ถึงกับสะดุ้ง “ผมแค่จะขอความช่วยเหลือกับทุกคน ห้ามใช้งานภรรยาของผมหนักเกินไป และช่วยเป็นหูเป็นตา หากเห็นเธอดื้อยกของหนักก็อย่าลืมแจ้งผม หรือช่วยเหลือเธอแทน ตอนผมไม่อยู่ด
งานแต่งของพวกเขาก็ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สนามหญ้ากว้างของบริษัท ซึ่งบ่าวสาวเลือกเอง เพราะพวกเขาบอกว่าความรักของพวกเขาเกิดขึ้นที่บริษัทแม้เจ้าบ่าวจะเล็งเธอไว้ตั้งแต่สี่ขวบ วันนี้บรรยากาศช่างเป็นใจมากเสียด้วย ไม่มีฝน ไม่มีแดดแรงมาก ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศสดชื่นยิ่งกว่าวันไหนๆ ของเดือน “ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าโอมกับเจนจะได้ดองกันจริงๆ” มุมโซฟาตัวสีแดงมีสี่ร่างวัยเริ่มแก่ นั่งคุยกันอยู่ตามประสาเพื่อนสนิท เสี่ยโอมอมยิ้มให้คำพูดของไนยะ ในระหว่างที่พลอยเจนส่ายหน้าไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรมากมาย ที่ต้องดองกับเพื่อนรัก “นั่นสิ เด็กสองคนนี้ก็นะ แกล้งกันอยู่ดีๆ ผีผลักเฉยเลย” หนึ่งเดียวเอ่ยแซวบ้าง วันนั้นที่เขาเห็นอนาคินแกล้งเจย่าจนกรี๊ดลั่นบ้านศิลาแดงยังติดอยู่ในตาดังอยู่ในหูเขาอยู่เลย “แล้วจะให้ทำไงได้ ก็ลูกเพื่อนพวกนายมันร้ายเหมือนพ่อมันนี่”พลอยเจนว่าสายตามองเหล่าเมียๆ ของเพื่อนที่กำลังเดินมาทางนี้ “เอาเหอะน่า ลูกเธอโชคดีแล้วแหละเจน ได้เป็นสะใภ้บ้านศิลาแดงนะ บอกเลยนะเป็นกันได้ง่ายๆ ซะที่ไหน”ทั้งสี่คนหลุดขำออกมาพลางนึกถึงเรื่องราวในอดีตลากยาวมาถึงปัจจุบันแม้ว่าช่วงนี้พวกเขาจะไม่ได้รวมตัวก
“มาแล้ว มาแล้ว” อนาคินวิ่งพรวดเข้ามาในห้องเพราะเขาอาสาเป็นคนไปซื้อของให้เอง ชายหนุ่มมีท่าทีร้อนรนใจเขารีบเทถุงที่ซื้อมา ลงบนโต๊ะตรงหน้าที่เจย่านั่งมองอยู่ หญิงสาวถึงกับตาโต “พี่คินซื้อมาทำไมเยอะแยะคะ” อนาคินถอนหายใจแรงรีบนั่งลงข้างเธอ “ก็เอาให้แน่เอาให้ชัวร์ไงครับ ปะ!” “พี่คินพี่รออยู่ตรงนี้แหละ” เธอปรามเมื่อเห็นว่าเขาจะลุกตามเธอไปห้องน้ำ ก่อนเดินเข้าไปคนเดียว ชายหนุ่มนั่งลุ้นตัวเกร็ง ถ้าเขามีเจ้าตัวน้อยจริงจะเป็นยังไง? ลูกจะหน้ามึนเหมือนเขาหรือน่ารักเหมือนเธอ เขาชะเง้อคอมองไปที่ห้องน้ำอยู่ครู่ใหญ่ “เจเสร็จหรือยัง” เมื่อเห็นเธอเงียบนานก็รีบตะโกนตาม “รอก่อนสิ” อนาคินลุกพรวดจากเตียงเอามือไพล่หลังเดินไปเดินมา จนเห็นเจย่าเดินหน้าซีดออกมาเขาจึงรีบพุ่งตัวไปประคองเธอนั่ง “เป็นยังไงบ้างครับ” หญิงสาวจ้องเขาน้ำตาคลอ “เพราะพี่เลย!” เธอยื่นที่ตรวจทั้งห้าอันในมือให้เขา ซึ่งทุกอันขึ้นเป็นสองขีดหมด อนาคินนั่งเงียบ ก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจ “ฮ่า พี่จะได้เป็นพ่อคนแล้วเหรอเนี่ย พี่จะได้เป็นพ่อ! เป็นพ่อของลูกเจ” สีหน้าท่าทีดีใจของเขาทำให้เธอที่กำลังกลุ้มใจยิ้มอ่อน “เอ่อ...พะ พี่ต้องทำ
บริษัท “หัดซิ่ว!!” คีรินจามเสียงดัง ดูเหมือนว่าเขาจะติดไข้หวัดมาจากยัยตัวเล็กซะแล้ว “ยามาแล้วครับท่านประธาน นี่ไปทำอะไรมาครับถึงได้ดูจะเป็นไข้หวัดแบบนี้” โดวินเอายามาให้เขา พร้อมกับคำถามที่ทำให้คีรินแอบเขินไม่น้อย “สงสัยอากาศจะเปลี่ยนมั้ง” เขาทำเป็นตอบปัดๆ แต่ภาพสาเหตุของไข้หวัดเมื่อคืนกลับผุดขึ้นเป็นฉากๆ จนเอาแต่ยืนยิ้มให้เม็ดยาในมือ “ท่านประธาน!!”โดวินสังเกตความแปลกได้เลยเอ่ยเรียก คีรินชะงักรีบกรอกยาใส่ปากและตามด้วยน้ำ “เดี๋ยวอีกห้านาทีจะประชุมแล้ว ไหวแน่นะครับ” เขาพยักหน้าตอบคำถามพร้อมยกนิ้วชูว่าโอเคส่งให้เลขา แต่ในหัวก็ยังคงคิดถึงเรือนรางของสาวเจ้าที่พึ่งจะเปิดซิงเขาไปเมื่อคืน จนเผลอยิ้มกับโต๊ะกับคอม เหมือนคนเป็นบ้า “จะจ่ายหรือไม่จ่ายหะ ถ้าไม่จ่ายก็เก็บข้าวของออกไปเลย ฉันจะได้ให้คนอื่นมาเช่าต่อ” คุณป้าหัวขาวเจ้าของบ้านเช่ามายืนตะเพิดไล่โซเฟียถึงหน้าบ้าน ในระหว่างที่หญิงสาวยืนดูใบสัญญาเช่าด้วยหน้าจืดๆ “มีอะไรกัน” โชคดีที่คีรินเลิกงานพอดีเมื่อเห็นว่าแฟนสาวกำลังมีเรื่อง เขาก็จอดรถที่หน้าบ้าน และเดินลงมายืนข้างเธอ โซเฟียเงยหน้ามองเขา “พี่คีรินคือ ฉันเข้าใจมาตลอดว่าบ้านหลังนี้
“ถ้าอยากรู้ว่าขนมในกล่องถูกกินไปแล้วหรือยัง ก็ต้องเปิดดูสิคะ หรือว่าพี่คีรินไม่กล้า” คำพูดยั่วยุของเธอมันช่างขัดหูเขา คีรินพลิกตัวเธออย่างฉับพลัน หญิงสาวนอนยิ้มอยู่ใต้ล่างในขณะที่ตอนนี้เขาคร่อมร่างเธอไว้ ตรงหน้าคือหน้าอกอันน่ารักซึ่งกำลังเด้งออกจากเสื้อมาท้าทายเขาอยู่ “แล้วอย่าเสียใจทีหลังล่ะ” เขาก้มหน้าลงไปพูดใกล้ๆ เธอ “พี่นั่นแหละที่จะเสียใจ ถ้าพี่ปล่อยฉัน” โซเฟียแย้งด้วยท่าทีที่เขาไม่อยากจะเห็นจนต้องรีบก้มลงไปใช้ปากประกบปากของเธอเอาไว้ บดขยี้มันเบาๆ อย่างโหยหาและเร้าร้อน แค่เพียงแรงจูบเตียงนอนก็ยุบขึ้นลง เจ้าของร่างเล็กหายใจโรยรินอาจจะเพราะฤทธิ์ไข้ เขาคลายจูบออกเพราะกลัวว่าเธอจะไข้ขึ้นอีกรอบ แต่โซเฟียไม่ยอมเธอเอามือคล้องคอเขาและกระชากลงมา ริมฝีปากรีบประกบกลับไปทันทีเพื่อไม่อยากให้เขาเสียอารมณ์ เสียงลมหายใจของโซเฟียยังร้อนรุ่ม ขณะที่ริมฝีปากของเธอคลอเคลียข้างแก้มเขา “คืนนี้...อย่าหนีไปไหนนะคะ” เสียงแผ่วเบาราวกระซิบหล่นลงกลางหัวใจคีริน เขาเงยหน้ามองเธอ ดวงตาคู่นั้นที่แดงก่ำจากไข้ ตอนนี้กลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้อง “เธอแน่ใจใช่ไหม?” เขาเอ่ยถามเบาๆ เสียงแหบพร่าแ







