Masukผ้าซาตินเนื้อเงาเลื่อนผ่านมือของอคิราอย่างระมัดระวัง วันนี้เธอใช้เวลาทั้งวันเพื่อปักลูกปัดแถวสุดท้ายของชายกระโปรง ภายในห้องเงียบสงัดมีเพียงเสียงเข็มที่ทิ่มลงบนผ้าทีละจุด
“อะไรที่ทำให้เธอเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องนี้…”
วิเวียนเปิดประตูห้องเข้ามาและเดินผ่านโต๊ะทำงานที่อคิราใช้งานเป็นประจำ ก่อนจะไปผลักหน้าต่างจนแสงแดดด้านนอกสาดเข้ามาทำให้ดวงตากลมของอคิราต้องหยีมันเพราะทนแสงไม่ไหว
อคิราหมกมุ่นพาตัวเองอยู่แต่ในห้องนี้มาสามวันแล้ว เธอทานข้าว อาบน้ำ นอน แต่ไม่ได้ออกไปจากสตูดิโอก็เพื่อต้องการพาตัวเองออกมาจากเรื่องวุ่นวายใจ
“เพื่อพิสูจน์ตัวเองงั้นเหรอ?” ฝ่ามือเหี่ยวย่นของวิเวียนยื่นมาจับปลายผ้าที่อคิรากำลังปัก
“ฉันชอบงานปักค่ะ เลยอยู่กับมันนานไปหน่อยค่ะ” อคิราวางเข็มแล้วจับชายกระโปรงที่อยู่ในหุ่นขยับขึ้นให้แสงไฟส่องผ่าน
ลูกปัดแก้วสะท้อนแสงระยิบระยับอย่างมีชีวิต เส้นด้ายที่เธอเลือกใช้เป็นไหมบางเฉดเดียวกับผ้าจนเกือบมองไม่เห็นรอยเย็บเลย และนั่นก็ทำให้อคิรายิ้มออกมา
“ซิสเตอร์คิดว่ามันเป็นยังไงบ้างคะ” วิเวียนชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยเสียงแบบที่อคิราไม่เคยได้ยินมาก่อน
“เธอเย็บได้แน่นกว่าครั้งก่อนเยอะมาก...ใครสอนให้ใช้ไหมเฉดเดียวกับผ้า?” อคิราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและส่ายหน้า
“ไม่มีใครสอนค่ะ ด้าคิดว่าแบบนี้แสงจะไม่สะท้อนจากด้ายออกมา ถ้าเราใช้สีเดียวกับเนื้อผ้า” วิเวียนมองเธอนิ่ง แววตาที่เคยแข็งเริ่มอ่อนลง
ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาไม่เอ็นดูอคิรา แต่เพราะคนที่จะยืนอยู่จุดนี้ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ
“ช่างเย็บไม่จำเป็นต้องสังเกตแสงกับเงาเป็น นี่ต่างหากที่เป็นสิ่งที่นักออกแบบจริง ๆ ต้องทำ”
วิเวียนกำลังพูดถึงผ้าในมือฝีมืออคิรา เธอยกปลายผ้าขึ้นมาดูแบบลอดแว่นสายตาที่สวมใส่ ปลายนิ้วแตะเบา ๆ ที่รอยปัก ก่อนจะเหลือบสายตามองลูกศิษย์คนเล็กที่ในรอบสิบปีเธอจะรับมาสักคนหนึ่ง
“ถ้ารักษาการเย็บแบบนี้ไว้ เธอจะมีอนาคตที่ดีใน Haute Couture แน่”
อคิราได้ยินก็กลืนน้ำลาย เธอไม่กล้ายิ้มเต็มที่แต่ในใจกลับเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
วิเวียนหันหลังกลับ ก่อนจะพูดทิ้งท้าย
“พรุ่งนี้มาที่สตูดิโอใหญ่ ฉันจะให้เธอลองงานใหม่…อย่าสายสักนาทีเดียว”
“ขอบคุณค่ะซิสเตอร์ ขอบคุณค่ะ!!”
อคิราเกือบจะลุกขึ้นมาหวีดร้องแต่ก็ควบคุมสติที่เตลิดลุกขึ้นค้อมศีรษะขอบคุณวิเวียนจนหน้าผากเกือบจะโขกโต๊ะเย็บผ้า
สตูดิโอใหญ่ไม่ใช่ทุกคนที่ได้ไปที่นั่น สามปีแล้วที่เธอเอาแต่เดินตามวิเวียน คอยเฝ้าตามตื๊อนั่งปักผ้าแสดงฝีมืออยู่ตรงนี้ พรุ่งนี้แล้วที่อคิราจะใกล้ความฝันอีกก้าวหนึ่ง
“ขอบคุณค่ะ!!!!” อคิรายังคงตะโกนขอบคุณ แม้วิเวียนจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว เธอตะโกนออกไปทั้งน้ำตา
ประตูไม้ยังคงเปิดค้างไว้ อคิรามองกระโปรงในมือ แสงจากลูกปัดสะท้อนในดวงตาที่พร่ามัวของเธอ
เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า ความพยายามเริ่มมองเห็นได้จริง ๆ ไม่ใช่ความฝันที่ไกลเกินเอื้อม
ไม่ใช่สิ่งที่แตะต้องไม่ได้เหมือนบางอย่างอีกต่อไป
#ประเทศไทย หกเดือนต่อมา
นับตั้งแต่วันที่เขากลับมาหลังจากไปหาอคิราเมื่อสิ้นปีที่แล้ว เวลาก็ล่วงเลยมากว่าครึ่งปีแล้ว พนากรรู้สึกได้ว่าอคิราเปลี่ยนไป เธอดูโตขึ้น เข้าใจอะไรง่ายดายขึ้น
จากเมื่อก่อนที่ต้องลุ้นอยู่เสมอว่าเธอจะโทร. มาเมื่อไหร่ จะเชื่อคำอธิบายของเขาหรือไม่ แต่ตอนนี้เพียงแค่คำตอบสั้น ๆ จากเขา อคิราก็พร้อมเข้าใจและไม่ซักถามต่อ
จนบางครั้งพนากรอดคิดไม่ได้ว่า...มันง่ายเกินไปหรือเปล่า และมันน้อยลงจนแทบไม่มี
ที่ผ่านมาพนากรคิดแค่ว่ามันคงเป็นเรื่องเล็กน้อย อคิราพร้อมเข้าใจในวันที่เขายุ่งกับงาน เพราะฉะนั้นพนากรก็พยายามจะเข้าใจ
แต่ในวันนี้เขาเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่คิดเล่น ๆ นั้นอาจไม่ใช่แค่ความรู้สึกอีกแล้ว
เพราะวันนี้คือวันเกิดของเขาเอง ทว่า...ตั้งแต่เช้าจนสายก็ยังไม่มีสายโทรศัพท์จากอคิรา แม้แต่ข้อความสั้น ๆ หนึ่งบรรทัดก็ไม่มี
พนากรนั่งมองหน้าจอโทรศัพท์ถอนหายใจยาว ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักรอบตัวในงานวันเกิด แต่กลับรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่นอกวง แปลกแยกจากทุกคนอย่างบอกไม่ถูก
“รอแซนด้าโทร. มาอยู่เหรอ?” รัชเวทเพื่อนสนิทที่เฝ้ามองเขาอยู่นานเอ่ยขึ้นก่อน
“มันจะรอใครได้อีกล่ะ” อรัญอีกคนเสริมต่อทันที
“ถ้ามันยากนัก มึงก็แค่กดโทร. ไปสิ” รัชเวทพูดพลางกอดอก สายตาก็เหลือบมองกลุ่มสาว ๆ ที่มาปาร์ตี้ใน LIRA Club ร้านของพวกเขาเองในคืนนี้
แม้โซนจัดวันเกิดของเจ้าของร้านจะถูกแยกออกมาเป็นส่วนตัว แต่บรรยากาศโดยรอบก็ครึกครื้นอยู่ดี
“หน้าแบบนี้ แซนด้าไม่รับสายหรือไง?” รามิลพูดติดตลกเพราะรู้เรื่องจริงบางอย่างมากกว่าเพื่อนทุกคน
“แซนด้าน่ะเหรอจะไม่รับสายไอ้เพลิง?” อรัญพูดขึ้นอย่างไม่เชื่อ เพราะเขารู้ดีว่าต่อให้อคิราหลับอยู่ ถ้าเห็นชื่อพนากรโผล่ขึ้นบนหน้าจอเธอก็ต้องสะดุ้งตื่นมารับแน่ ๆ
“ไม่เชื่อก็ลองถามมันดูสิ” เสียงรามิลเอ่ยขึ้นอย่างมีแววเย้ยหยันเล็กน้อย จนเพื่อนทั้งสองที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เริ่มสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะรัชเวท
“รู้อะไรก็เล่าบ้างดิ” อรัญเอ่ยขึ้น แม้ปกติจะไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น แต่ถ้าเป็นเรื่องของเพื่อนเขาก็อยากรู้
“ให้มันเล่าเองดีกว่า ถ้ากูพูดไป...เดี๋ยวจะไม่สนุก”
รามิลยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า เพราะเขารู้ความลับบางอย่างที่พนากรพยายามปิดไว้
จะไม่รู้ได้ยังไงในเมื่ออาทิตย์ก่อน พนากรฝากให้เขาหาคนช่วยสืบว่าอคิราทำตัวเปลี่ยนไปเพราะมีใครหรือเปล่า แต่ผลที่ได้กลับมาทำให้พนากรนั่งไม่ติด
อคิราไม่ได้มีใคร...แค่ไม่สนใจพนากรเท่าเดิมก็เท่านั้น
พนากรปรายตามองรามิลแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปจ้องแก้วเหล้าในมือ
“แสดงว่าที่ไอ้มิลพูดนี่เรื่องจริง? แล้วมึงยังไงต่อไอ้เพลิง แซนด้ารู้เรื่องแล้วเหรอ?” รัชเวทถามพลางทำตาโต ขณะที่รามิลได้ยินคำถามก็ได้แต่ยิ้มอย่างพอใจ
และไม่ต้องรอให้พนากรบอกว่าจริงเท็จหรือไม่ อรัญไม่รอช้าเปิดคำพูดที่สามารถทำให้พนากรกำหมัดได้
“กูเคยเตือนแล้วว่าอย่าเหยียบเรือสองแคม” อรัญพูดเสียงเรียบ แต่คำพูดนั้นทำให้พนากรหันขวับมามองหน้า
“กูไม่เคยเหยียบเรือสองแคม!” พนากรกัดฟันตอบกลับ
อรัญหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะยักไหล่แล้วหันไปสนใจแก้วในมือแทน แต่รัชเวทยังไม่หยุด เขาเดินเข้ามากอดคอเพื่อนแล้วกระซิบใกล้หู
“แต่มึงรู้มั้ย...สิ่งที่มึงทำอยู่นี่น่ะ ยิ่งกว่าเหยียบเรือสองแคม”
“กูไม่ได้เป็นอะไรกับยาดา”
“ถ้างั้นกับแซนด้าล่ะเป็นไหม?”
“แล้วมึงจะมายุ่งอะไร”
“ก็ไม่ได้อยากยุ่ง แค่ห่วงกลัวว่าน้องสาวมึงจะมารู้เรื่องที่หลังแล้วมึงจะอกแตก”
“กูไม่ได้คบกับยาดา เราคุยกันเข้าใจแล้ว”
“ไอ้เพลิง...ไม่ว่ามึงจะทำอะไรเพื่อใครก็ตาม เขามีสิทธิ์จะต้องรู้”
“อย่ามาสู่รู้เรื่องของกู!”
“สู่รู้คืออะไร?”
“อย่ามาเสือก”
เพราะรามิลเป็นลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส เขาไม่ค่อยเข้าใจคำเปรียบเปรยหรือสำบัดสำนวนอะไรมากนัก ทุกครั้งรัชเวทต้องเป็นฝ่ายอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ
“งั้นก็ตามใจ อยากทำอะไรก็ทำเถอะ พวกกูไม่ยุ่ง เราไปสนุกกันเถอะ!”
พนากรนั่งนิ่งรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ได้คบกับปรียาดา ไม่ได้คบกับใครทั้งนั้น แต่เหมือนยิ่งเขานิ่งเท่าไร ปัญหาก็ยิ่งวิ่งเข้าหาไม่หยุด
“ถ้ามึงไม่ได้เป็นอะไรกับใครจริง ๆ แล้วจะมานั่งทำหน้าเหมือนโลกจะถล่มทำไมวะ สนุกดิ! วันนี้วันเกิดมึงนะ อย่ามานอยแค่แซนด้าไม่โทร. หา ไม่มีของขวัญส่งมาให้เหมือนทุกปี”
หากไม่มีแบล็กดร็อปบอกว่าวันนี้เป็นวันเกิดของใคร ทุกคนคงคิดว่านี่คืองานของรัชเวทเพราะคนที่ยิ้ม หัวเราะและมีความสุขที่สุดในคืนนี้ไม่ใช่เจ้าของวันเกิดเลย
“ก็แค่โทร. ไป…” รามิลพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหน่าย ๆ ก่อนจะลุกตามเพื่อนไปสนุกกันอีกมุม
เพื่อนสามคนทิ้งพนากรไว้เพียงลำพังกับความอึดอัดที่ตีวนในอก เขาบอกตัวเองไม่ได้เลยว่าทำไมวันเกิดปีนี้ถึงไม่มีความสุขเหมือนเคย
ไฟจากโคมหน้าตึกส่องแสงส้มอ่อนสะท้อนเงาร่างของหญิงสาวที่ยืนปักหลักรอใครสักคนอยู่ข้างรถยุโรปสีดำเงา
ปรียาดาอยู่ในชุดเดรสค็อกเทลสีสันสดใส ผมดำขลับถูกรวบไว้หลวม ๆ ที่ท้ายทอย มีกล่องของขวัญอยู่ในมือ
ทันทีที่ประตูลิฟต์จากชั้นบนของอาคารเปิดออก เสียงพูดคุยรอบ ๆ ก็เบาลง ทุกสายตาหันไปมองร่างสูงที่ก้าวออกมาด้วยท่วงท่ามั่นคงและสีหน้าราบเรียบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา
ชายหนุ่มในชุดแบล็กเชิ้ตใส่คู่กันกับกางเกงสแล็กสีเดียวกัน ใบหน้าราบเรียบไร้อารมณ์นั้นยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบหนักแน่นขึ้นโดยไม่ต้องมีคำพูดใด
พนากรอยู่ด้านในร้านและลงมารับปรียาดาที่ลานจอดรถด้านหลังร้านด้วยตัวเอง
เมื่อสายตาของทั้งคู่สบกัน ผู้คนรอบข้างก็แหวกทางให้โดยไม่ต้องมีใครบอก ปรียาดายิ้มกว้างด้วยความดีใจและยื่นกล่องของขวัญในมือให้กับเขา
“สุขสันต์วันเกิดค่ะเพลิง” พนากรเหลือบตามองกล่องในมือเธอ ก่อนจะส่งสัญญาณให้ลูกน้องด้านหลังรับไว้แทน
“ขอบใจ” เขาพูดสั้น ๆ ท่าทางไม่ได้ยินดียินร้าย
หญิงสาวยังคงยิ้ม รอยยิ้มนั้นไม่หวั่นแม้จะเห็นความเฉยเมยในแววตาเขา เธอก้าวเข้ามาใกล้เขาและยกสองแขนโอบรอบต้นแขนแข็งแรงของเขาอย่างถือวิสาสะ
กล้ามเนื้อที่ตึงแน่นขยับทันทีที่โดนท่อนแขนเรียวสวมกอดทำให้ปรียาดาหัวเราะเสียงเบา
“คุณลุงรออยู่ข้างในนะคะ...”
พนากรก้มมองแขนเรียวที่พันรอบแขนเขา เพียงชั่วอึดใจมือหนาก็จับแขนนั้นไว้แล้วค่อย ๆ แกะมือออก
“ดื่มมาเยอะเหรอ” เขาถามเรียบ ๆ แต่นั่นก็เหมือนคำพูดกระแทกเข้าใบหน้าเธอเต็ม ๆ
“แค่นิดหน่อยค่ะ” หญิงสาวตอบกลับไปและหัวเราะ ทั้งที่บอกว่าไม่เมาแต่ในน้ำเสียงมีความเมาเจืออยู่ในนั้น
พนากรไม่ได้ตอบอีก แค่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะพาเธอเดินเข้าไปในโซนรับรองที่ปรียาดาบอกว่าคุณลุงของเธออยู่ที่นั่นแล้ว
และเมื่อมาถึงที่โต๊ะกลับไม่พบคุณลุงของเธอ พนากรขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันมองหน้าปรียาดา
“คุณลุงน่าจะไปเข้าห้องน้ำค่ะ นี่กระเป๋าคุณแม่…”
เพื่อยืนยันปรียาดาบอกกับพนากรว่าเธอไม่ได้หลอก และไม่ใช่แค่คุณลุงของเธอมาเท่านั้น แต่แม่ของเธอก็มาด้วย
มันสื่อให้ผู้คนภายนอกเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าพนากรกับตระกูลมาธาวีสนิทสนมกันมากแค่ไหน
ทั้งคู่ทรุดตัวนั่งบนโซฟาหนังสีเข้ม ปรียาดานั่งชิดพนากรกว่าเดิมเล็กน้อย เธอเอนตัวพิงพนักและใบหน้าเอียงมองชายหนุ่มข้างกาย แววตาอ่อนหวานแต่แฝงความอยากรู้อยากเห็น
“วันนี้เพลิงคุยกับแซนด้าแล้วเหรอคะ?”
คำถามนั้นดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ก็ทำให้พนากรชะงัก แววตาเขาไหววูบเพียงเสี้ยววินาทีก่อนกลับมานิ่งดังเดิม
“คุยกันแค่เรื่องของเรา” เขาตอบเสียงเรียบ
ปรียาดาหัวเราะเบา ๆ ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ
“ดีค่ะ...คุณลุงมาพอดี ท่านเตรียมของขวัญวันเกิดไว้ให้เพลิงด้วยนะ” พนากรหันมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ปรียาดายังยิ้มอ่อนหวาน แต่พนากรรู้ดีว่าความอ่อนหวานตรงหน้านั้นฉาบเคลือบไปด้วยพิษสงรุนแรง
“ถ้าไม่จำเป็น อย่าพูดถึงคนอื่น” เขาพูดนิ่ง ๆ สายตาจริงจังเกินกว่าปรียาดาจะมองข้ามได้
เหมือนว่าพนากรจะเตือนเธอกลาย ๆ ว่าถ้าไม่อยากจะเสียอะไรไปก็อย่าพูดถึงคนอื่นอีกโดยเฉพาะอคิรา หญิงสาวชะงักไปครู่และพยักหน้าเข้าใจ
“ได้ค่ะ ต่อไป...เรื่องของเราจะไม่มีแซนด้าเข้ามาเกี่ยวข้องอีก”
หลังคำพูดนั้น ปรียาดารู้สึกเหมือนหัวใจถูกปลดแอกจากพันธนาการบางอย่าง เธอมองเขาด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมและเต็มไปด้วยความหวัง
“คุณวิทิตย์มาถึงแล้วครับ”
วิทิตย์ มาธาวี ประธานบอร์ด (Board Chairman) ของบริษัทหลักทรัพย์ / กองทุนใหญ่
ชื่อที่เอ่ยออกมาทำให้บรรยากาศเปลี่ยนในทันที พนากรหันไปสบตาปรียาดา ก่อนจะลุกขึ้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม
“สวัสดีครับท่าน”
“สบายดีนะเพลิง เป็นไงบ้างยาดาลุงไม่เจอหน้าเราเลยนะ ได้เพลิงมาช่วยงานเก่งขึ้นหรือยัง หลานสาวลุงทำอะไรให้เพลิงหนักใจหรือเปล่า ถ้าทำต้องขอโทษด้วยนะลุงตามใจยาดามากไปเอง”
“ไม่เลยครับ เชิญนั่งครับ”
คำทักทายยืดยาวแสดงความสนิทสนมดีเยี่ยมภายในครอบครัว ระหว่างลุงและหลานสาว เหมือนอยากจะให้พนากรได้ชัดเจนว่ากับปรียาดาก็เป็นเพชรกลางใจของครอบครัว
พนากรผายมือไม่เพียงเชื้อเชิญวิทิตย์เท่านั้นแต่ก็เชิญคนข้าง ๆ คือแม่ของปรียาดาด้วย รสิกา มาธาวี ก็มาร่วมงานวันเกิดของพนากรเช่นกัน
“สบายดีนะเพลิง”
“ครับ”
ไม่มีใครรู้เลยว่าคืนนี้คือคืนที่ผลประโยชน์กำลังจะเริ่มต้น และหัวใจของใครบางคนอาจต้องถูกแลกไปโดยไม่รู้ตัว
แก้วไวน์สีแดงเข้มส่องประกาย เสียงดนตรีดังเบาเนื่องจากพื้นที่ส่วนนี้เป็นห้องส่วนตัวที่พนากรจัดไว้ต้อนรับคนพวกนี้
ปรียาดายังคงเกาะติดอยู่ใกล้พนากร มือเรียวจับแก้วไวน์ ส่วนสายตายังคงจับจ้องมองชายหนุ่มตลอดเวลา และทุกครั้งที่เผลอสบตากันเธอจะยิ้มอ่อนหวานแต่แฝงความยั่วยวนส่งไป
“เพลิงทานอะไรรองท้องหน่อยไหมคะ” ปรียาดาพูดขึ้นด้วยความห่วงใยเพราะเห็นว่าเขาแทบไม่แตะอาหารนอกจากเครื่องดื่ม และคุยเรื่องธุรกิจกับคุณลุงของเธอเท่านั้น
“ผมไม่หิว” พนากรตอบเสียงเรียบ แล้วหันกลับไปสนทนากับวิทิตย์ต่อ
รสิกาเห็นเช่นนั้นก็เหลือบสายตามองลูกสาวตัวเองและส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนหันกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้า
แน่นอนว่าเธอเห็นพนากรเติบโตมากับครอบครัวลูเบริดเองกับตา รสิกามองพนากรเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาดและน่าสนใจ สายตาจึงเต็มไปด้วยความสนใจทั้งยังประเมินชายหนุ่มรุ่นลูกไปในตัว
“เพลิง…น้าถามจริง ๆ นะคะ”
เมื่อชายหนุ่มกับพี่ชายของเธอเว้นจังหวะการพูดคุย รสิกาจึงเริ่มการพูดคุยอย่างนุ่มนวลด้วยการสอบถามอย่างไม่จริงจังมากนัก
“เพลิงคิดจะร่วมงานกับบริษัทที่คล้ายกับลูเบริดบ้างไหม เพลิงเป็นคนมีความสามารถมาก พี่วิทย์ไม่ได้คุยกับใครแบบนี้มานานมากแล้ว”
คนอย่างวิทิตย์ไม่มีทางลดตัวลงมาคุยกับพวกเด็กรุ่นลูกให้เสียเวลา แต่กับพนากรไม่ใช่ พี่ชายของเธอสนใจเด็กคนนี้มาก
รสิกาส่งรอยยิ้มใจดี แต่ในรอยยิ้มนั้นกลับซ่อนคำถามที่ชั่งน้ำหนักอนาคตและผลประโยชน์ทางธุรกิจไว้
ถ้ามองกันแค่ภายนอก รสิกาเป็นผู้หญิงสวยสง่าดูใจดีอ่อนโยน แต่ใครจะรู้ว่าสายตาแบบนี้คือการประเมินคู่ต่อสู้ทางธุรกิจ
พนากรรับฟังและพยักหน้าเล็ก ๆ ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ผมมีบริษัทของตัวเอง และยินดีรับทุกงานที่มองเห็นว่าบริษัทผมสามารถทำงานให้ได้”
ถ้ามองว่าพนากรตอบตรงคำถามนั่นก็ใช่ แต่ถ้าเลี่ยงคำตอบนั่นก็ใช่อีก
รสิกาดูจะพึงพอใจมากในคำตอบ เพราะมันเปล่งประกายออกมาทางสายตา
“ก็ไม่ใช่ว่าน้าไม่ไว้ใจเพลิงหรอกนะ แต่สมัยนี้ก็ใช่จะไว้ใจกันได้ เพลิงกับคุณอัลเดนก็ผูกพันกันเหมือนพ่อลูก…”
“หลายคนอาจจะเข้าใจว่าผมมีลูเบริดหนุนหลัง แต่ผมว่าท่านและคุณน้ารู้ว่าอะไรเป็นอะไร” พนากรตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
พนากรรู้ความสามารถของตนเองดี และเขาเป็นคนมองคนขาด สองคนตรงหน้าต้องการใช้ประโยชน์จากเขา
เช่นเดียวกัน…พนากรก็จะใช้ประโยชน์จากสองพี่น้องนี่เช่นกัน!
รสิการู้ดีว่า KidDee-Soft เติบโตอย่างรวดเร็วตีคู่แข่งเก่า ๆ จนแทบเทียบไม่ติด นั่นไม่ใช่เพราะลูเบริดทั้งหมด แต่พนากรพาบริษัทนำโด่งออกไปด้วยความสามารถของตนเอง
วิทิตย์ไม่มีทางลดตัวลงมาคุยกับเขาเพียงแค่หลานสาวชมชอบชายหนุ่มคนนี้
“ถ้ามีสักบริษัทอยากได้เพลิงไปทำโครงการใหญ่…”
“ใหญ่แค่ไหนไม่สำคัญครับ ผมดูสิ่งที่ผมจะได้รับ”
“งั้นถ้าลุงบอกว่ามีงานให้เพลิงทำล่ะ”
“ทำไมต้องเป็นผมครับ”
“เพราะลุงชอบคนเก่ง”
“ก่อนที่ผมจะลงทุนอะไร ผมต้องดูก่อนว่ามันโปร่งใสหรือไม่”
“ก็ถ้าเพลิงสนใจ เดี๋ยวน้าจะลองเอาข้อมูลให้”
รสิกาบอกแล้วยิ้ม พวกเราชอบคนที่กล้าได้กล้าเสีย อีกทั้งพนากรยังมีความสามารถ
ช่วงหลัง ๆ พ่อของอคิราอย่างอัลเดนก็ไม่ค่อยพูดถึงเขาอีก อาจจะเป็นไปได้ว่ามีเรื่องเกิดขึ้นและเธอไม่รู้
“อีกอย่าง…ถ้าเพลิงกับยาดาเข้ากันได้ดี น้ากับคุณลุงก็พร้อมสนับสนุนเพลิงเต็มที่”
พนากรสบตาคนพูด เขาไม่ยิ้ม ไม่ได้แสดงออกมาตื่นเต้นดีใจอะไร แต่ประโยคก่อนหน้าก็ชัดเจนว่า เขาถอยห่างจากลูเบริดแล้ว
ลูเบริดก็คืออคิรา
ปรียาดาได้ยินแล้วเธอก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ พนากรชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ได้สนใจอคิรา ความสนใจทั้งหมดแน่นอนว่ามันต้องหันมาที่เธอ!
รสิกายิ้มออกมาอย่างดีใจที่เธอสามารถรักษาชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ไว้ใกล้ลูกสาวตัวเองมากกว่าที่จะไปให้ลูกเลี้ยงอย่างอคิรา
พนากรไม่ได้พูดอะไรอีก นอกจากเก็บทุกคำพูดทุกการแสดงออกของตระกูลมาธาวีเป็นข้อมูล
คนพวกนี้สนใจในตัวเขาเพราะเห็นความสามารถและศักยภาพของเขา แต่ในเวลาเดียวกันนี่คือโอกาสให้เขาแฝงตัวเข้าไปในเครือข่ายของครอบครัวปรียาดา
“น้าดีใจที่เราได้เปิดอกคุยกัน” รสิกายิ้มอย่างใจดีอีกครั้ง
พนากรรู้มาตั้งแต่เริ่มว่าคืนนี้ไม่ใช่แค่งานวันเกิดของเขา แต่เป็นเวทีแรกของเกมลับที่เกี่ยวพันทั้งธุรกิจและความสัมพันธ์ของสองครอบครัว
“ถ้าเพลิงอยากรู้เรื่องโครงการใหญ่ ๆ ยาดาสามารถบอกคุณได้ค่ะ” ปรียาดายื่นหน้ามากระซิบกับพนากรและหัวเราะอย่างมีจริตมารยา
“คงต้องรบกวน” เขาตอบปรียาดาก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบ
“ถ้าเพลิงตัดสินใจทำงานกับเราเต็มตัว มันก็จะง่ายที่เราจะเปิดกว้างสำหรับข้อมูลเพื่อความร่วมมือ”
วิทิตย์มองชายหนุ่มรุ่นลูกและรับกล่องของขวัญกล่องใหญ่มาจากมือลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลัง
พนากรเห็นกล่องของขวัญก็รู้ได้เลยว่ามันคืออะไร มุมปากของเขาเกือบจะหลุดเหยียดยิ้ม แต่มือหนาก็ยื่นออกไปรับกล่องของขวัญและค้อมศีรษะให้
“มันไม่ใช่รุ่นใหม่แต่หายาก ลุงแอบรู้มาว่าเพลิงชอบของเล่นพวกนี้”
“ขอบคุณครับ”
ของขวัญวันเกิดที่วิทิตย์มอบให้พนากร ถ้าเป็นคนอื่นได้รับก็คงจะตกใจ แต่กับเขารู้สึกว่านี่คือการกดข่มท้าทาย และแน่นอนว่าพนากรจะไม่มีวันลืม!
ไม่กี่นาทีต่อมาอาวุธร้ายสีดำในกล่องถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังจนเพื่อนสามคนที่กำลังดื่มสนุกกันเต็มที่หันมามองเป็นตาเดียว แต่ทั้งหมดก็ไม่มีใครสนใจพนากรตามที่บอกกันไว้ก่อนหน้านี้
เมื่อพนากรเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นเข็มนาฬิกาที่ผ่านพ้นวันใหม่ไปเกือบชั่วโมงแล้ว แต่กลับไม่มีสักสายหรือสักข้อความจากคนทางไกล
ความโดดเดี่ยวก็ยิ่งถาโถมเข้าใส่เมื่อพอเขาโทร. ออกไปกลับได้เป็นการตัดสายจากปลายสายเท่านั้น
มือหนากำโทรศัพท์ไว้แน่นก่อนที่เขาจะเขวี้ยงมันใส่กำแพงจนแตกกระจาย
เพล้ง!
ตอนที่ 5 ความจริงใจที่เจ็บปวด#ปารีสเสียงแจ้งเตือนสั้น ๆ ดังขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ อคิราที่นั่งอยู่ในร้านอาหารอิตาเลียนใกล้สตูดิโอ เธอกำลังม้วนเส้นพาสตาเข้าปากอยู่ เงยหน้าขึ้นชั่วครู่ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาดู [ทำไมโทร. หาแกไม่ติดเลย ยุ่งมากเหรอ?] [แซนด้าเป็นอะไรหรือเปล่า จะต้องให้ไปหาไหม] เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้ง อคิราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยหัวใจที่ยังเต้นแผ่วจากข้อความก่อนหน้า [เมื่อคืนยาดากับครอบครัวอยู่ในงานด้วย ทุกคนดูสนิทกันมากเหมือนที่พวกเราคิดกันไว้ก่อนหน้านี้] ชยาเพื่อนสนิทจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งข้อความบอกอคิราคนแรก เธอคือผู้รายงานสถานการณ์ทุกอย่างจากเมืองไทยสู่ปารีสอย่างไม่ตกหล่นปลายนิ้วของอคิราแข็งค้างอยู่เหนือหน้าจอครู่หนึ่ง ก่อนเธอจะค่อย ๆ เปิดรูปถ่ายที่แนบมาด้วยภาพนั้นจับช่วงจังหวะที่ปรียาดา สาวร่างบางผมดำขลับในเดรสค็อกเทลสีสันสดใสกำลังยื่นแก้วให้พนากรพร้อมรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนเกินกว่าจะเป็นแค่คนรู้จักทั่วไป [งั้นแสดงว่าที่เจอที่สปาก็คือฉันตาไม่ฝาด] พรรณลำพูไฮโซสาวยืนยันข้อเท็จจริงให้ชัดเจนจากเรื่องเมื่อเดือนก่อนที่เห็นพนากรมารับปรียาดาที่สปาหรูในแถวทองหล่อ [ขอบ
ตอนที่ 4 ระยะห่างที่สร้างเองผ้าซาตินเนื้อเงาเลื่อนผ่านมือของอคิราอย่างระมัดระวัง วันนี้เธอใช้เวลาทั้งวันเพื่อปักลูกปัดแถวสุดท้ายของชายกระโปรง ภายในห้องเงียบสงัดมีเพียงเสียงเข็มที่ทิ่มลงบนผ้าทีละจุด“อะไรที่ทำให้เธอเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องนี้…” วิเวียนเปิดประตูห้องเข้ามาและเดินผ่านโต๊ะทำงานที่อคิราใช้งานเป็นประจำ ก่อนจะไปผลักหน้าต่างจนแสงแดดด้านนอกสาดเข้ามาทำให้ดวงตากลมของอคิราต้องหยีมันเพราะทนแสงไม่ไหวอคิราหมกมุ่นพาตัวเองอยู่แต่ในห้องนี้มาสามวันแล้ว เธอทานข้าว อาบน้ำ นอน แต่ไม่ได้ออกไปจากสตูดิโอก็เพื่อต้องการพาตัวเองออกมาจากเรื่องวุ่นวายใจ “เพื่อพิสูจน์ตัวเองงั้นเหรอ?” ฝ่ามือเหี่ยวย่นของวิเวียนยื่นมาจับปลายผ้าที่อคิรากำลังปัก“ฉันชอบงานปักค่ะ เลยอยู่กับมันนานไปหน่อยค่ะ” อคิราวางเข็มแล้วจับชายกระโปรงที่อยู่ในหุ่นขยับขึ้นให้แสงไฟส่องผ่านลูกปัดแก้วสะท้อนแสงระยิบระยับอย่างมีชีวิต เส้นด้ายที่เธอเลือกใช้เป็นไหมบางเฉดเดียวกับผ้าจนเกือบมองไม่เห็นรอยเย็บเลย และนั่นก็ทำให้อคิรายิ้มออกมา“ซิสเตอร์คิดว่ามันเป็นยังไงบ้างคะ” วิเวียนชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยเสียงแบบที่อคิราไม่เคยได้ยินมาก
ตอนที่ 3 ความจริงในความเงียบอคิราเดินเคียงไปกับพนากรบนทางเท้าริมแม่น้ำแซน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงปรากฏอยู่ตลอดเวลา แต่ในใจกลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปจากคนข้างกายแม้แต่ในตอนทานอาหารพนากรผู้ที่ไม่เคยสนใจโทรศัพท์กลับจับมันไว้แทบจะตลอดเวลาเธออยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เต็มที่ เพราะรู้ดีว่าเวลาของเราเหลือน้อยเหลือเกินแต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า พนากรในวันนี้...ตัวอยู่ตรงหน้า ทว่าใจกลับลอยไปที่อื่น“พี่เพลิง งานยุ่งเหรอคะ?” เสียงถามของเธอนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความเศร้า“นิดหน่อย...” เขาตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“ถ้างานมีปัญหา เรากลับกันเลยไหมคะ ด้าไปทานที่ห้องก็ได้ จะได้นั่งดูพี่เพลิงทำงานไปด้วย” เธอพูดพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ อย่างพยายามเอาใจยังไม่ทันให้พนากรตอบ อคิราก็ยกมือเรียกบริกรให้มาช่วยห่ออาหารกลับบ้านเสียก่อนพนากรขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ และไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมยื่นบัตรแบล็กการ์ดให้บริกร“ด้าจัดการแล้วค่ะ” เธอบอกพลางยิ้ม “เมื่อกี้ด้าสั่งเนื้อเพิ่มไว้ให้พี่ด้วย เผื่อคืนนี้เราหิวตอนดึก” พนากรชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที เท่านั้นอคิราก็รู้ทันทีว่าคืนนี้คงจะมีเพียงเธอที่กินอาหารพวก
ตอนที่ 2 เหมือนฝันสนามหญ้าหลังคฤหาสน์ยังชุ่มด้วยกลิ่นฝนแรก เสียงนกร้องประสานกับเสียงหัวเราะใสของเด็กสาวในชุดเดรสเรียบหรูนั่งเคียงข้างชายหนุ่มตรงโต๊ะที่ถูกจัดไว้ ใบหน้าของอคิรายังคงสดใสไร้เดียงสา ทว่าประกายในดวงตากลับเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ได้พบกันตลอดเวลาที่ได้รู้จักพนากร อคิรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ตั้งแต่ที่พบกันวันแรกจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ทุกช่วงชีวิตของเธอไม่ว่าสุขหรือทุกข์ก็มีเขาเสมอ“พี่เพลิง ทำไมไม่ยิ้มเลยคะ” เสียงใสเอ่ยถามพลางเอียงคอมองเขาอย่างคาดคั้น“พี่ยิ้มแล้วไง” พนากรละสายตาจากเอกสารในมือ และไปจดจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อหลบเลี่ยงดวงตาจับผิด“โกหก...ถ้ายิ้มจริง พี่เพลิงต้องมีรอยตรงนี้สิ” เธอชี้ไปที่มุมปากของเขา ก่อนหัวเราะเบา ๆพนากรส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ก็อดยิ้มตามเธอไม่ได้จริง ๆอคิรามีบางอย่างที่เขาไม่เคยควบคุมได้ ความสดใสที่ไม่ต้องเสแสร้ง ความจริงใจที่ไม่ได้แลกมาด้วยผลประโยชน์ และความไร้เดียงสาที่ทำให้เขาลืมโลกโหดร้ายภายนอกได้ทุกครั้งที่มองเธอ“พี่เพลิงรู้ไหม ด้าชอบเวลาพี่มองด้าแบบนี้ที่สุดเลย”“แบบไหน”“แบบที่เหมือนพี่ไม่ใช่พี่เพลิงของท
ตอนที่ 1 พี่ชายที่แสนดีบ่ายวันหนึ่งของต้นฤดูฝน ขณะที่สายฝนโปรยหนักลงมาไม่หยุด รถยนต์ SUV สีดำ คันกลางเก่ากลางใหม่เคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กขนาดใหญ่ของคฤหาสน์ลูเบริดแม้พายุจะโหมกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นทาง แต่คนที่เป็นฝ่ายขอนัดก็ยังฝ่าสายฝนมาตามนัดหมาย ทั้งที่ใครต่างคิดว่าการนัดวันนี้ควรถูกเลื่อนออกไปแล้วคฤหาสน์ทรงยุโรปคลาสสิกตั้งตระหง่านกลางสนามหญ้าเขียวชอุ่ม ความกว้างใหญ่ของพื้นที่กินสายตาจนสุดปลายรั้วทุกอย่างรอบตัวดูเงียบสงบ แต่มันเต็มไปด้วยรสนิยมหรูหราของเจ้าของที่นี่พนากรชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปี นักศึกษาปีสี่สาขาไอทีและซอฟต์แวร์ก้าวลงจากรถยนต์คันนั้นด้วยสีหน้าเรียบขรึมเขาไม่ใช่คนพูดมาก แต่แววตานิ่งลึกและความมุ่งมั่นในดวงตาคู่นั้นคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาได้ตั้งแต่แรกเห็นโดยเฉพาะเด็กสาววัยสิบหกปีในชุดเดรสสีชมพูอ่อนลายดอกไม้ที่นั่งรออยู่ตรงบันไดหินอ่อนของโถงหน้าบ้านเธอเฝ้ารอรถคันนี้มาพักใหญ่ และทันทีที่เสียงเครื่องยนต์ดับลง ร่างเล็กก็เด้งตัวขึ้นยิ้มกว้างก้าวเท้าไปหาเขาด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความดีใจ“พี่เพลิงเปียกฝนไหมคะ” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มจริงใจ แววตาห่วงหาอย่างไ
พลาดรักใต้เงาแค้น โดย แสงเทียนพนากร 💔 อคิรา❌ไม่มีนอกใจ นอกกาย❌โปรย...“ผลลัพธ์ของการอวดดี แน่ใจว่าเธอจะรับไหว?”“ทำตัวแบบนี้ พี่กำลังทำให้ฉันนึกถึงหมาบ้าเลยนะ”“แล้วอยากรู้ไหม…ว่าหมาบ้ามันบ้าได้แค่ไหน”“...”“แซนด้า…เธอไม่อยากรู้หรอกว่าฉันบ้าได้แค่ไหน เชื่อสิ”▪️แนะนำตัวละคร▪️เพลิง : พนากร ชาน Senior Software Engineer ชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังวงการไอทีชายหนุ่มผู้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง คนที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการใบหน้าหล่อเหลาแบบที่ใครเห็นก็ไม่อาจละสายตาได้ผิวขาวเหลือง ส่วนสูง 190 เซนติเมตร หุ่นนายแบบ เจ้าของเรือนผมน้ำตาลเข้ม ที่มีดวงตาคมลึกซ่อนความลับไว้ภายในแซนด้า : อคิรา ลูเบริด Master Couturier ชื่อดังแห่งวงการแฟชั่นระดับโลกหญิงสาวทายาทตระกูลนักธุรกิจผู้มีอิทธิพลในแวดวงการเงินและไอทีใบหน้าสวยหวานแบบที่ใครเห็นก็ลมหายใจสะดุด ผิวขาวอมชมพูขาว ส่วนสูง 175 เซนติเมตร หุ่นนาฬิกาทราย เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนแฝงเสน่ห์ดึงดูดทุกสายตา#นิยายเรื่องนี้เนื้อเรื่องโทนหม่น ดราม่า+โรมานซ์ จบสุขนิยม ในเรื่องมีเด็กเป็นเรื่อง TOXIC , มีการใช้กำลัง , SEX , มีคำหยาบคาย (แต่ไ







