LOGINสนามหญ้าหลังคฤหาสน์ยังชุ่มด้วยกลิ่นฝนแรก เสียงนกร้องประสานกับเสียงหัวเราะใสของเด็กสาวในชุดเดรสเรียบหรูนั่งเคียงข้างชายหนุ่มตรงโต๊ะที่ถูกจัดไว้
ใบหน้าของอคิรายังคงสดใสไร้เดียงสา ทว่าประกายในดวงตากลับเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ได้พบกัน
ตลอดเวลาที่ได้รู้จักพนากร อคิรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ตั้งแต่ที่พบกันวันแรกจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ทุกช่วงชีวิตของเธอไม่ว่าสุขหรือทุกข์ก็มีเขาเสมอ
“พี่เพลิง ทำไมไม่ยิ้มเลยคะ” เสียงใสเอ่ยถามพลางเอียงคอมองเขาอย่างคาดคั้น
“พี่ยิ้มแล้วไง” พนากรละสายตาจากเอกสารในมือ และไปจดจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อหลบเลี่ยงดวงตาจับผิด
“โกหก...ถ้ายิ้มจริง พี่เพลิงต้องมีรอยตรงนี้สิ” เธอชี้ไปที่มุมปากของเขา ก่อนหัวเราะเบา ๆ
พนากรส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ก็อดยิ้มตามเธอไม่ได้จริง ๆ
อคิรามีบางอย่างที่เขาไม่เคยควบคุมได้ ความสดใสที่ไม่ต้องเสแสร้ง ความจริงใจที่ไม่ได้แลกมาด้วยผลประโยชน์ และความไร้เดียงสาที่ทำให้เขาลืมโลกโหดร้ายภายนอกได้ทุกครั้งที่มองเธอ
“พี่เพลิงรู้ไหม ด้าชอบเวลาพี่มองด้าแบบนี้ที่สุดเลย”
“แบบไหน”
“แบบที่เหมือนพี่ไม่ใช่พี่เพลิงของทุกคน แต่เป็นพี่เพลิงของด้าคนเดียวไง”
พนากรนิ่งไปชั่วครู่ คำพูดนั้นทำให้บางอย่างในอกแผ่วลง เขายกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบา ๆ
“เงียบใส่อีกแล้ว...แต่ด้ารู้นะว่าในนี้ของพี่ก็มีแค่ด้าแหละ” ปลายนิ้วเล็กแตะลงบนอกข้างซ้ายของเขา
พนากรยิ้มบาง ก่อนก้มหน้ากลับไปสนใจเอกสารในมือต่อ อคิราย่นจมูกเล็กน้อย แล้วลอบมองเสี้ยวหน้าของเขา
“อ๋อ...มีพี่ณิชชากับไพลินอีกสองคนใช่ไหมคะ” เธอพูดยิ้ม ๆ นึกถึงพี่สาวและน้องสาวของเขา
คำพูดนั้นทำให้พนากรเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แม้เขาจะไม่ได้ยิ้ม แต่แววตาคู่นั้นอคิรารู้ดีว่ามันสื่ออะไร
“ถ้าพี่เพลิงไม่อยากให้ด้าไป ด้าก็จะไม่ไปนะคะ ที่จริงด้าเรียนที่ไทยก็ได้”
“ไปเถอะ แค่ไม่กี่ปีเอง”
พนากรไม่ต้องคิดก็ตอบอคิราได้ทันที ส่วนเด็กสาวก็ยิ้มกว้างออกมา เธอกอดลำแขนเขาไว้แน่น
“ตอนกลับมาด้าก็โตพอดี และพอด้าโตแล้วคุณพ่อก็จะมายุ่งอะไรไม่ได้” เธอยิ้มให้เขา
รอยยิ้มที่ไร้การป้องกันใด ๆ แต่สำหรับพนากรมันคือรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจหนักอึ้งที่สุด
ความสัมพันธ์ระหว่างอคิราและพนากรเติบโตขึ้นอย่างเงียบ ๆ ทว่างดงามท่ามกลางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายที่รับรู้ ชายหนุ่มสุขุมนุ่มลึกกับหญิงสาวจอมซนแสนสดใส
พนากรรักษาระยะห่างของผู้ชายคนหนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่งได้เป็นอย่างดี เขาให้เกียรติเธอและไม่เคยพาอคิราไปนอกลู่นอกทางที่ไหน
ส่วนอคิราแม้จะแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารู้สึกอย่างไรกับพนากร แต่เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่ให้เกียรติตัวเอง แม้ความรักภายในใจจะเอ่อล้นมากแค่ไหน แต่อคิราก็ยังคงเป็นตัวเอง
หญิงสาวที่หลงใหลในแฟชั่น ชื่นชมความงามของชีวิต และรักตัวเองไม่แพ้ใคร
เธอเชื่อว่าความรักไม่ควรต้องแลกกับการละทิ้งตัวตน ถ้าการอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งหมายถึงการต้องหยุดชีวิตตัวเองไว้ตรงนั้นเธอก็เลือกจะไม่ทำ
บิดาไม่เคยห้ามสิ่งใดในชีวิตของเธอ ในฐานะทายาทตระกูลลูเบริด อคิรามีสิทธิ์จะเลือกทุกอย่างด้วยตัวเอง
อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน อยากเป็นอะไรก็ได้เป็น และในตอนนี้...เธอเลือกจะไม่อยู่ประเทศไทย
ไม่ใช่เพราะเกลียดใคร มีบางคนคิดแบบนั้นเธอรู้ แต่เพราะเธอไม่เคยรู้สึกผูกพันกับภรรยาใหม่ของบิดา รสิกา มาธาวี ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาในชีวิตเราสองคนพ่อลูกตั้งแต่อคิราจำความได้
แต่ระหว่างเธอและแม่เลี้ยงมีระยะห่างที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่มีวันต่อกับอคิราติด ฝ่ายนั้นมีลูกสาวติดมาด้วยหนึ่งคน ปรียาดา มาธาวี อายุแก่กว่าอคิราเพียงปีเดียว
ความห่างเหินระหว่างพี่น้องคู่นี้มากเกินกว่าที่ใครจะถมเต็มได้ อคริาจึงเลือกที่จะอยู่ในที่ที่สบายใจและไม่ต้องทำให้คนที่รักอย่างบิดาต้องลำบากใจ
ที่สำคัญที่ที่เธออยากไปนั่น เพราะมันคือที่ซึ่งอยู่ใกล้กับอีกคนที่เธอรักเช่นกัน
การมี Lubrid Group หนุนหลัง ทำให้ KidDee-Soft เติบโตอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน แต่เหตุผลที่แท้จริงไม่ใช่เพราะชื่อเสียงของกลุ่มทุน หรือเพราะอัลเดนผู้บริหารใหญ่
หากเป็นเพราะสองพี่น้องผู้เป็นกำลังหลักของบริษัท นั่นคือพนากรและเนตรณิชชา
เนตรณิชชาเป็นหญิงสาวสุขุมรอบคอบในทุกการตัดสินใจ ส่วนพนากรนั้นเก่งรอบด้านจนแทบหาคนเทียบได้ยาก
ไม่ว่าพวกเขาจะรับผิดชอบโพรเจกต์ใด ผลลัพธ์ก็มักเกินความคาดหมายเสมอ
ภายในเวลาไม่กี่ปี KidDee-Soft กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในวงการไอที และก้าวขึ้นแซงหน้าบริษัทใหญ่ที่ยืนหยัดอยู่ในตลาดมานานหลายปี
มันเป็นสิ่งที่พนากรภูมิใจและเขาก็จะไม่มีวันหยุดมัน เขาจะทำให้ KidDee-Soft เติบโตแบบที่ใครก็ตามไม่ทัน
แม้เวลาล่วงเลยไปเกือบเที่ยงวันของวันใหม่ ห้องทำงานของพนากรยังคงสว่างด้วยแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ตัวอักษรสีขาวบนพื้นดำรันผ่านไปอย่างต่อเนื่องคล้ายไม่มีวันสิ้นสุด
ดวงตาคมเพ่งมองบรรทัดของโค้ดที่นิ่งสนิท ก่อนจะยกแก้ววิสกี้ขึ้นจรดริมฝีปาก ความอุ่นจากน้ำสีอำพันไหลผ่านลงลำคอทิ้งรสเผาไว้ปลายลิ้น เขาผ่อนลมหายใจยาวคล้ายปลดบางสิ่งที่ถ่วงอยู่ในอกให้เบาบางลง
ในความเงียบของชั้นบนสุดของอาคาร KidDee-Soft มีเพียงเสียงลมหายใจของเขากับเสียงนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจใคร
หน้าจอโทรศัพท์บนโต๊ะสั่นเบา ๆ ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ปลายนิ้วของเขาหยุดชะงัก
พนากรนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย เสียงของเธอดังขึ้นจากอีกฟากโลก มันสดใสและคุ้นเคยเหมือนสายลมเย็นในฤดูร้อน
“พี่เพลิง…อย่าบอกนะว่ายังไม่ได้นอน” เสียงนั้นทำให้เขาหลับตาลงก่อนตอบเบา ๆ ออกไป
“ยังมีงาน ทำไมตื่นเช้า”
“เดี๋ยวด้าค่อยตอบ แต่พี่เพลิงตอบด้ามาก่อนว่ายังอยู่ดีไหมคะ ร่างพังไปหรือยัง” เสียงหัวเราะดังมาตามสาย เมื่ออีกฝ่ายเอาแต่เงียบใส่
“อยู่ดีสินะ ไม่งั้นคงรับสายด้าไม่ได้ นี่พี่เพลิงแอบยิ้มอยู่หรือเปล่าคะ…” และเขาก็หลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“วันนี้มีเรียนเช้าเหรอ”
“ใช่ค่ะ วันนี้น่าจะเลิกค่ำด้วย ไม่รู้จะมีเวลาโทร. หาพี่เพลิงไหมนะ” เธอพูดแผ่วเบา ก่อนจะนิ่งไปพักหนึ่งเมื่อนึกถึงว่าตัวเองจะไม่มีเวลาถึงขนาดจะโทร. หาเขา
“...แค่ส่งข้อความมาก็พอ” เสียงอืออาดังขึ้น ก่อนพนากรจะได้ยินเสียงของเนื้อผ้า อคิราคงกำลังลุกจากที่นอน
“คิดถึงจังเมื่อไหร่จะสิ้นปี” พนากรหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ตั้งใจเรียน พี่รอจะใส่ชุดที่ด้าตัดให้อยู่”
“แน่นอนค่ะ กลับไปแล้วด้าจะไปตัดชุดแต่งงานที่เจ้าบ่าวหล่อที่สุด” อคิราพูดติดตลก แต่พนากรกลับขำไม่ออก
“และพี่เพลิงก็เลิกมองด้าเป็นเด็กได้แล้วนะคะ ด้ายี่สิบแล้วโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งไป สายตาเหม่อมองออกนอกหน้าต่าง แสงไฟของกรุงเทพฯ เบื้องล่างพร่าเลือนเหมือนละอองฝน
หลังจากวางสายพนากรยังถือโทรศัพท์ไว้ในมือ เสียงอคิรายังคงก้องอยู่ในใจ ถึงจะดังไม่มากแต่ก็ชัดพอจะกลบความว่างเปล่าที่รายล้อมอยู่ภายในใจเขา
พนากรมองไปที่เอกสารตรงหน้าอีกครั้ง คืนนี้เขาอาจยังไม่ได้นอน เพราะงานเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้เขากลับมาหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เข้าสู่ปีที่สามจากวันที่อคิราเดินทางไปเรียนต่อ ชีวิตใหม่ในต่างประเทศทำให้เธอเติบโตขึ้นอย่างน่าทึ่ง
โลกของแฟชั่นที่เธอหลงใหลได้เปิดประตูต้อนรับอย่างอบอุ่น เธอเริ่มเข้าใจวัฒนธรรมของเมืองใหญ่ เรียนรู้ศิลปะของการแต่งกายและความงามในแบบที่เป็นตัวเอง
อคิรากลายเป็นหญิงสาวที่มั่นใจ สดใส สง่างาม และในทุกความสำเร็จเธอยังคงเก็บมุมหนึ่งไว้ให้พนากรเสมอ มุมเล็ก ๆ ที่ใครที่รู้จักเธอต่างก็รู้
หญิงสาวยังคงติดต่อกับพนากรเหมือนเดิม หรือทุกครั้งที่มีเวลาว่างก็จะเป็นเพียงข้อความสั้น ๆ ว่า
[พี่เพลิง ทานข้าวหรือยังคะ]
[ทำงานเหนื่อยไหม]
หรือหากวันไหนที่เราสองคนว่างตรงกันจริง ๆ ก็จะโทร. หากันผ่านวิดีโอคอล ซึ่งมันน้อยครั้งมากเพราะเราว่างไม่ตรงกัน แต่สำหรับอคิราเธอเข้าใจความสัมพันธ์ระยะไกลได้เป็นอย่างดี
อย่างที่บอกว่าอคิราไม่ใช่เด็กแล้ว ถึงจะเอาแต่ใจแต่ก็มีเหตุผล เพราะเธอรู้ดีว่าพนากรยุ่งเพียงใดในฐานะอีกหนึ่งหัวใจของ KidDee-Soft
หากความรักของเธอเติบโตรวดเร็วและมั่นคงเพียงใด KidDee-Soft ก็เป็นเช่นนั้น
บิดาเธอบอกว่าบริษัทของเขานำหน้าก้าวกระโดดทิ้งคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น ท่านภูมิใจในตัวเขามาก ทุกครั้งที่พูดคุยกันก็จะชื่นชมเขาให้เธอได้ยินทุกครั้ง
พนากรเป็นชายหนุ่มรูปงามที่มากด้วยความสามารถ แต่ไม่ว่าโลกของใครจะหมุนเร็วเพียงไหน อคิราเชื่ออย่างหมดหัวใจว่าพนากรก็จะหยุดเวลาไว้ที่เธอเสมอ
อคิราไม่เคยเฝ้ารอวันไหนนอกจากวันสิ้นปี เพราะนั่นไม่ใช่เพียงวันเกิดของเธอ แต่เป็นวันที่เขาจะปรากฏตัว พนากรจะมาหาเธอไม่เคยขาดไปสักปีและวันนี้...ก็เช่นกัน
ลมหนาวปลายปีพัดเอื่อยไปตามถนนสายเล็กในปารีส เสียงระฆังจากโบสถ์เก่าแว่วแผ่วปนกับกลิ่นหอมอ่อนของกุหลาบขาวจากร้านดอกไม้ตรงมุมถนน
ท่ามกลางเมืองที่โรแมนติกที่สุดในโลก หญิงสาวยืนอยู่ตรงนั้นในชุดแฟชั่นเรียบหรู เสื้อโคตผ้าวูลสีครีมเข้ากับอากาศหนาว ด้านในเดรสตัวในสีตัดกันแนบสัดส่วนเผยรสนิยมที่น่ามอง
ร่างบางระหงยืนบนรองเท้าบูตส้นสูงสีดำ ทุกก้าวของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์อันนุ่มนวล ผมยาวสลวยสีทองบรอนซ์พลิ้วตามแรงลมเย็น
สายตาของอคิราหยุดนิ่งอยู่ที่ใครคนหนึ่งตรงหน้า ดวงตายามมองไปทางนั้นเปล่งประกายสดใส แต่มันก็ไม่เท่ารอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งออกมาจากหัวใจ
พนากรยืนอยู่ตรงนั้นภายใต้เสื้อโคตสีเข้ม เขาสวมเชิ้ตสีดำสนิท ดูเรียบหรูแต่ยังคงความเท่ในแบบผู้ชายที่มีรสนิยม
เขาสูง หล่อและไร้ที่ติ ถึงแม้แววตาที่มองกลับมาเย็นชา แต่ในความเย็นชานั้นอคิราสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่คุ้นเคย
“สุขสันต์วันเกิด” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมยื่นของขวัญกล่องเล็กส่งมาให้
“...ของขวัญปีนี้ แปลกกว่าทุกปีนะคะ” เธอรับมันไว้และกล่าวเสียงเบา
“ปีนี้...พี่อยากให้อะไรที่อยู่กับด้าได้นาน ๆ” พนากรบอกความตั้งใจของเขา
ความรู้สึกอุ่นซ่านไปทั่วอกจนขอบตาอคิราเริ่มร้อนผ่าว ครั้งยังเด็กเขาเคยมอบตุ๊กตาให้ พอโตขึ้นก็เป็นหนังสือ ต่อมาก็เป็นดอกไม้ หรือของสวยงามที่เธอชอบ แต่ปีนี้...ต่างออกไป
เมื่ออคิราเปิดกล่องของขวัญออก ข้างในคือจี้เงินรูปดวงดาวเล็ก ๆ ที่เปล่งประกายเงางาม เธอมองมันนิ่งงัน ไม่เอ่ยคำใด
‘ด้าคือดาวที่ส่องสว่างในชีวิตพี่...’ เสียงของเขายังคงดังก้องอยู่ในใจเธอ
“ชอบไหม...” เขาถามเบา ๆ
อคิราเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคลอหน่วยก่อนพยักหน้าช้า ๆ รอยยิ้มผสมน้ำตาแต้มอยู่บนใบหน้าที่สวยที่สุดในค่ำคืนนั้น
“ชอบก็ดีแล้ว” พนากรพูดเสียงต่ำ สายตาคมทอดมองใบหน้ากลมเกลี้ยงที่แต่งแต้มอย่างสวยจัด และยิ่งใกล้เข้ามาทุกทีพร้อมอ้อมแขนเล็ก ๆ ที่โอบรอบเอวสอบของเขาไว้แน่น
“ด้ารักพี่เพลิง… ขอบคุณนะคะ วันเกิดปีที่ยี่สิบของด้ามีค่ามากจริง ๆ”
“พี่อยากให้ด้ารักตัวเองให้มาก ๆ”
ปลายคางเล็กที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่แค่ระดับท้องของเขา ตอนนี้กลับแนบอยู่เหนือกลางอกขึ้นมาอีก เมื่ออคิราโอบกอดเขาไว้แน่น ร่างบางระหงบนรองเท้าบูตส้นสูงทำให้เธอดูเติบโตขึ้นในสายตาเขาอย่างชัดเจน
“ด้ารักตัวเองอยู่แล้ว…แต่ก็รักพี่เพลิงด้วย”
ลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอแผ่วกระทบซอกคอ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของอคิรายังเหมือนเดิมและมันหอมจนหัวใจเขาสั่นไหว
มือหนาเลื่อนไปโอบรัดเอวบางภายใต้เสื้อโคตตัวใหญ่ ความอุ่นที่ส่งผ่านระหว่างกันนั้นชัดเจนเกินห้ามใจ
หญิงสาวในอ้อมแขน…ใช่ ต้องเรียกว่าหญิงสาวแล้วจริง ๆ เพราะอคิราในตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กน้อยที่เคยวิ่งตามเขาอีกต่อไป
“พี่เพลิง…กอดด้าแรง ๆ หน่อยได้ไหมคะ” พนากรก้มลงตามเสียงหวานนั้น
ดวงตาที่มองกลับมาฉายแววอ้อนวอน ปลายจมูกแดงน้อย ๆ ทำให้หัวใจที่พยายามแข็งดั่งหินผาเริ่มอ่อนยวบ
เขายกแขนขึ้นกอดเธอแน่นกว่าเดิม เสียงลมหายใจของอคิรารวมถึงจังหวะหัวใจที่สั่นอยู่ในอก เขารับรู้ได้ทุกสิ่ง
พวกเขาเดินเคียงกันไปตามริมแม่น้ำแซน แสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำอย่างอ่อนโยน บทสนทนายังคงไหลลื่นเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ทว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไป
อคิรารู้สึกได้ว่าพนากรไม่ค่อยสบตาเธอนานเหมือนก่อน บางครั้งสายตาเขาก็เหม่อลอยไปที่อื่น และทุกครั้งเธอก็จะดึงเขากลับมา
“ด้ารักพี่นะ ด้าจะทำให้พี่มีความสุข”
ไม่ว่าอะไรจะดึงความสนใจของเขาไป อคิราก็ทำในสิ่งที่หัวใจสั่ง
เธอยืดตัวเข้าไปใกล้ร่างหนาแล้วใช้เรียวปากอิ่มแตะจูบลงบนริมฝีปากของเขา ก่อนจะผละออกอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงความอุ่นวาบระหว่างเราทั้งสองไว้
ตอนที่ 5 ความจริงใจที่เจ็บปวด#ปารีสเสียงแจ้งเตือนสั้น ๆ ดังขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ อคิราที่นั่งอยู่ในร้านอาหารอิตาเลียนใกล้สตูดิโอ เธอกำลังม้วนเส้นพาสตาเข้าปากอยู่ เงยหน้าขึ้นชั่วครู่ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาดู [ทำไมโทร. หาแกไม่ติดเลย ยุ่งมากเหรอ?] [แซนด้าเป็นอะไรหรือเปล่า จะต้องให้ไปหาไหม] เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้ง อคิราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยหัวใจที่ยังเต้นแผ่วจากข้อความก่อนหน้า [เมื่อคืนยาดากับครอบครัวอยู่ในงานด้วย ทุกคนดูสนิทกันมากเหมือนที่พวกเราคิดกันไว้ก่อนหน้านี้] ชยาเพื่อนสนิทจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งข้อความบอกอคิราคนแรก เธอคือผู้รายงานสถานการณ์ทุกอย่างจากเมืองไทยสู่ปารีสอย่างไม่ตกหล่นปลายนิ้วของอคิราแข็งค้างอยู่เหนือหน้าจอครู่หนึ่ง ก่อนเธอจะค่อย ๆ เปิดรูปถ่ายที่แนบมาด้วยภาพนั้นจับช่วงจังหวะที่ปรียาดา สาวร่างบางผมดำขลับในเดรสค็อกเทลสีสันสดใสกำลังยื่นแก้วให้พนากรพร้อมรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนเกินกว่าจะเป็นแค่คนรู้จักทั่วไป [งั้นแสดงว่าที่เจอที่สปาก็คือฉันตาไม่ฝาด] พรรณลำพูไฮโซสาวยืนยันข้อเท็จจริงให้ชัดเจนจากเรื่องเมื่อเดือนก่อนที่เห็นพนากรมารับปรียาดาที่สปาหรูในแถวทองหล่อ [ขอบ
ตอนที่ 4 ระยะห่างที่สร้างเองผ้าซาตินเนื้อเงาเลื่อนผ่านมือของอคิราอย่างระมัดระวัง วันนี้เธอใช้เวลาทั้งวันเพื่อปักลูกปัดแถวสุดท้ายของชายกระโปรง ภายในห้องเงียบสงัดมีเพียงเสียงเข็มที่ทิ่มลงบนผ้าทีละจุด“อะไรที่ทำให้เธอเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องนี้…” วิเวียนเปิดประตูห้องเข้ามาและเดินผ่านโต๊ะทำงานที่อคิราใช้งานเป็นประจำ ก่อนจะไปผลักหน้าต่างจนแสงแดดด้านนอกสาดเข้ามาทำให้ดวงตากลมของอคิราต้องหยีมันเพราะทนแสงไม่ไหวอคิราหมกมุ่นพาตัวเองอยู่แต่ในห้องนี้มาสามวันแล้ว เธอทานข้าว อาบน้ำ นอน แต่ไม่ได้ออกไปจากสตูดิโอก็เพื่อต้องการพาตัวเองออกมาจากเรื่องวุ่นวายใจ “เพื่อพิสูจน์ตัวเองงั้นเหรอ?” ฝ่ามือเหี่ยวย่นของวิเวียนยื่นมาจับปลายผ้าที่อคิรากำลังปัก“ฉันชอบงานปักค่ะ เลยอยู่กับมันนานไปหน่อยค่ะ” อคิราวางเข็มแล้วจับชายกระโปรงที่อยู่ในหุ่นขยับขึ้นให้แสงไฟส่องผ่านลูกปัดแก้วสะท้อนแสงระยิบระยับอย่างมีชีวิต เส้นด้ายที่เธอเลือกใช้เป็นไหมบางเฉดเดียวกับผ้าจนเกือบมองไม่เห็นรอยเย็บเลย และนั่นก็ทำให้อคิรายิ้มออกมา“ซิสเตอร์คิดว่ามันเป็นยังไงบ้างคะ” วิเวียนชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยเสียงแบบที่อคิราไม่เคยได้ยินมาก
ตอนที่ 3 ความจริงในความเงียบอคิราเดินเคียงไปกับพนากรบนทางเท้าริมแม่น้ำแซน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงปรากฏอยู่ตลอดเวลา แต่ในใจกลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปจากคนข้างกายแม้แต่ในตอนทานอาหารพนากรผู้ที่ไม่เคยสนใจโทรศัพท์กลับจับมันไว้แทบจะตลอดเวลาเธออยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เต็มที่ เพราะรู้ดีว่าเวลาของเราเหลือน้อยเหลือเกินแต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า พนากรในวันนี้...ตัวอยู่ตรงหน้า ทว่าใจกลับลอยไปที่อื่น“พี่เพลิง งานยุ่งเหรอคะ?” เสียงถามของเธอนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความเศร้า“นิดหน่อย...” เขาตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“ถ้างานมีปัญหา เรากลับกันเลยไหมคะ ด้าไปทานที่ห้องก็ได้ จะได้นั่งดูพี่เพลิงทำงานไปด้วย” เธอพูดพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ อย่างพยายามเอาใจยังไม่ทันให้พนากรตอบ อคิราก็ยกมือเรียกบริกรให้มาช่วยห่ออาหารกลับบ้านเสียก่อนพนากรขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ และไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมยื่นบัตรแบล็กการ์ดให้บริกร“ด้าจัดการแล้วค่ะ” เธอบอกพลางยิ้ม “เมื่อกี้ด้าสั่งเนื้อเพิ่มไว้ให้พี่ด้วย เผื่อคืนนี้เราหิวตอนดึก” พนากรชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที เท่านั้นอคิราก็รู้ทันทีว่าคืนนี้คงจะมีเพียงเธอที่กินอาหารพวก
ตอนที่ 2 เหมือนฝันสนามหญ้าหลังคฤหาสน์ยังชุ่มด้วยกลิ่นฝนแรก เสียงนกร้องประสานกับเสียงหัวเราะใสของเด็กสาวในชุดเดรสเรียบหรูนั่งเคียงข้างชายหนุ่มตรงโต๊ะที่ถูกจัดไว้ ใบหน้าของอคิรายังคงสดใสไร้เดียงสา ทว่าประกายในดวงตากลับเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ได้พบกันตลอดเวลาที่ได้รู้จักพนากร อคิรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ตั้งแต่ที่พบกันวันแรกจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ทุกช่วงชีวิตของเธอไม่ว่าสุขหรือทุกข์ก็มีเขาเสมอ“พี่เพลิง ทำไมไม่ยิ้มเลยคะ” เสียงใสเอ่ยถามพลางเอียงคอมองเขาอย่างคาดคั้น“พี่ยิ้มแล้วไง” พนากรละสายตาจากเอกสารในมือ และไปจดจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อหลบเลี่ยงดวงตาจับผิด“โกหก...ถ้ายิ้มจริง พี่เพลิงต้องมีรอยตรงนี้สิ” เธอชี้ไปที่มุมปากของเขา ก่อนหัวเราะเบา ๆพนากรส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ก็อดยิ้มตามเธอไม่ได้จริง ๆอคิรามีบางอย่างที่เขาไม่เคยควบคุมได้ ความสดใสที่ไม่ต้องเสแสร้ง ความจริงใจที่ไม่ได้แลกมาด้วยผลประโยชน์ และความไร้เดียงสาที่ทำให้เขาลืมโลกโหดร้ายภายนอกได้ทุกครั้งที่มองเธอ“พี่เพลิงรู้ไหม ด้าชอบเวลาพี่มองด้าแบบนี้ที่สุดเลย”“แบบไหน”“แบบที่เหมือนพี่ไม่ใช่พี่เพลิงของท
ตอนที่ 1 พี่ชายที่แสนดีบ่ายวันหนึ่งของต้นฤดูฝน ขณะที่สายฝนโปรยหนักลงมาไม่หยุด รถยนต์ SUV สีดำ คันกลางเก่ากลางใหม่เคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กขนาดใหญ่ของคฤหาสน์ลูเบริดแม้พายุจะโหมกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นทาง แต่คนที่เป็นฝ่ายขอนัดก็ยังฝ่าสายฝนมาตามนัดหมาย ทั้งที่ใครต่างคิดว่าการนัดวันนี้ควรถูกเลื่อนออกไปแล้วคฤหาสน์ทรงยุโรปคลาสสิกตั้งตระหง่านกลางสนามหญ้าเขียวชอุ่ม ความกว้างใหญ่ของพื้นที่กินสายตาจนสุดปลายรั้วทุกอย่างรอบตัวดูเงียบสงบ แต่มันเต็มไปด้วยรสนิยมหรูหราของเจ้าของที่นี่พนากรชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปี นักศึกษาปีสี่สาขาไอทีและซอฟต์แวร์ก้าวลงจากรถยนต์คันนั้นด้วยสีหน้าเรียบขรึมเขาไม่ใช่คนพูดมาก แต่แววตานิ่งลึกและความมุ่งมั่นในดวงตาคู่นั้นคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาได้ตั้งแต่แรกเห็นโดยเฉพาะเด็กสาววัยสิบหกปีในชุดเดรสสีชมพูอ่อนลายดอกไม้ที่นั่งรออยู่ตรงบันไดหินอ่อนของโถงหน้าบ้านเธอเฝ้ารอรถคันนี้มาพักใหญ่ และทันทีที่เสียงเครื่องยนต์ดับลง ร่างเล็กก็เด้งตัวขึ้นยิ้มกว้างก้าวเท้าไปหาเขาด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความดีใจ“พี่เพลิงเปียกฝนไหมคะ” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มจริงใจ แววตาห่วงหาอย่างไ
พลาดรักใต้เงาแค้น โดย แสงเทียนพนากร 💔 อคิรา❌ไม่มีนอกใจ นอกกาย❌โปรย...“ผลลัพธ์ของการอวดดี แน่ใจว่าเธอจะรับไหว?”“ทำตัวแบบนี้ พี่กำลังทำให้ฉันนึกถึงหมาบ้าเลยนะ”“แล้วอยากรู้ไหม…ว่าหมาบ้ามันบ้าได้แค่ไหน”“...”“แซนด้า…เธอไม่อยากรู้หรอกว่าฉันบ้าได้แค่ไหน เชื่อสิ”▪️แนะนำตัวละคร▪️เพลิง : พนากร ชาน Senior Software Engineer ชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังวงการไอทีชายหนุ่มผู้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง คนที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการใบหน้าหล่อเหลาแบบที่ใครเห็นก็ไม่อาจละสายตาได้ผิวขาวเหลือง ส่วนสูง 190 เซนติเมตร หุ่นนายแบบ เจ้าของเรือนผมน้ำตาลเข้ม ที่มีดวงตาคมลึกซ่อนความลับไว้ภายในแซนด้า : อคิรา ลูเบริด Master Couturier ชื่อดังแห่งวงการแฟชั่นระดับโลกหญิงสาวทายาทตระกูลนักธุรกิจผู้มีอิทธิพลในแวดวงการเงินและไอทีใบหน้าสวยหวานแบบที่ใครเห็นก็ลมหายใจสะดุด ผิวขาวอมชมพูขาว ส่วนสูง 175 เซนติเมตร หุ่นนาฬิกาทราย เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนแฝงเสน่ห์ดึงดูดทุกสายตา#นิยายเรื่องนี้เนื้อเรื่องโทนหม่น ดราม่า+โรมานซ์ จบสุขนิยม ในเรื่องมีเด็กเป็นเรื่อง TOXIC , มีการใช้กำลัง , SEX , มีคำหยาบคาย (แต่ไ







