เข้าสู่ระบบอคิราเดินเคียงไปกับพนากรบนทางเท้าริมแม่น้ำแซน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงปรากฏอยู่ตลอดเวลา แต่ในใจกลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปจากคนข้างกาย
แม้แต่ในตอนทานอาหารพนากรผู้ที่ไม่เคยสนใจโทรศัพท์กลับจับมันไว้แทบจะตลอดเวลา
เธออยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เต็มที่ เพราะรู้ดีว่าเวลาของเราเหลือน้อยเหลือเกิน
แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า พนากรในวันนี้...ตัวอยู่ตรงหน้า ทว่าใจกลับลอยไปที่อื่น
“พี่เพลิง งานยุ่งเหรอคะ?” เสียงถามของเธอนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความเศร้า
“นิดหน่อย...” เขาตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ถ้างานมีปัญหา เรากลับกันเลยไหมคะ ด้าไปทานที่ห้องก็ได้ จะได้นั่งดูพี่เพลิงทำงานไปด้วย” เธอพูดพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ อย่างพยายามเอาใจ
ยังไม่ทันให้พนากรตอบ อคิราก็ยกมือเรียกบริกรให้มาช่วยห่ออาหารกลับบ้านเสียก่อน
พนากรขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ และไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมยื่นบัตรแบล็กการ์ดให้บริกร
“ด้าจัดการแล้วค่ะ” เธอบอกพลางยิ้ม
“เมื่อกี้ด้าสั่งเนื้อเพิ่มไว้ให้พี่ด้วย เผื่อคืนนี้เราหิวตอนดึก” พนากรชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที
เท่านั้นอคิราก็รู้ทันทีว่าคืนนี้คงจะมีเพียงเธอที่กินอาหารพวกนี้คนเดียว
“จะเป็นอะไรไหม ถ้าวันนี้เราแยกกันกลับเลย” เสียงของพนากรราบเรียบแต่แฝงความกังวลบางอย่างไว้
คิ้วเรียวของอคิรายกขึ้นก่อนจะสบตาเขา แววตาของพนากรมีคลื่นบางอย่างที่เธอเห็นชั่วครู่แล้วหายไป
“ตอนเช้าพี่จะไปหาด้า พาไปชอปก่อนพี่กลับ” เขาพูดราวกับให้คำมั่น แต่อคิราไม่ได้รู้สึกเชื่อเหมือนอย่างทุกครั้ง
“ห้องด้ามีเน็ตนะคะ” เธอพูดอย่างขี้เล่น แต่ดวงตาก็ยังคงจับจ้องเขาไม่วางตา
“งานมีปัญหาจริง ๆ ด้าเชื่อพี่นะครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจก่อนจะเม้มริมฝีปาก และแววตาที่มักเต็มไปด้วยความอบอุ่นวันนี้คล้ายซ่อนอะไรบางอย่างไว้
“แต่วันนี้เป็นวันเกิดด้า…” เธอพยายามบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร แต่ในใจกลับรู้สึกเสียใจที่ความสำคัญของเธออาจถูกแบ่งไปกับเรื่องอื่น
“พี่ไม่ได้นั่งเครื่องมาเป็นสิบชั่วโมงเพื่อมาทะเลาะกับด้านะ” เขาพูดจบก็ระบายยิ้มก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นมายอบกายนั่งอยู่ข้างเธอ
“ไหนบอกว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าตอนที่ด้าเรียนอยู่แล้วพี่โทร. ไปกวน ด้าชอบไหม?” ฝ่ามืออุ่นร้อนจับปลายนิ้วมือของเธอไว้
“ด้าอยากเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าที่เก่งที่สุด พี่ก็จะรับผิดชอบงานของพี่ให้ดีเหมือนกัน”
พอเขาพูดถึงตรงนี้สิ่งที่ค้านในใจทั้งหมดของอคิราแน่นอนว่ามันไม่ได้หายไปไหน แต่เธอไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องใดมาแย้งเพื่อให้เขาอยู่ต่อ
“แต่วันนี้เป็นวันเกิดด้า…” เธอย้ำอีกครั้งเพื่อหวังว่าเขาจะอยู่กับเธอต่อ
“พี่ยุ่งมากจริง ๆ พรุ่งนี้เราก็เจอกันแล้ว ไม่งอแงนะ”
หลังมือข้างนั้นลูบแก้มใสของเธอ อคิราสบตาเขาก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่น
แววตาอ่อนล้ากับขอบตาที่คล้ำนิดหน่อย พนากรคงเหนื่อย…แล้วเธอยังงี่เง่าใส่เขาอีก
อคิราจับมือหนาข้างนั้นขึ้นมาแนบแก้ม ความเจ็บปนเศร้าเล็ก ๆ แทรกเข้ามาในหัวใจ แต่ทั้งหมดมันก็มีความเข้าใจที่มากกว่า
“ด้าทำให้พี่เพลิงเหนื่อยเพิ่มใช่ไหม…” เธอเสียงแผ่วเมื่อรู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนที่งี่เง่าเหลือเกิน
“ไม่หรอก แต่งานมันเยอะช่วงนี้…เราต่างก็มีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราทุกเรื่องหรอกนะ” พนากรจับแก้มเธอดึงเบา ๆ แล้วยิ้ม
“วันหนึ่งที่ด้าโตแล้ว…จะเข้าใจที่พี่พูด”
อคิรามองเขาเหมือนกำลังซึมซับอะไรบางอย่าง มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกวางไว้ในมุมหนึ่งที่ไม่ใกล้หัวใจของเขา
อคิราก้มหน้าลงพยายามกลั้นน้ำตาและยิ้มออกมาเพื่อให้เขาสบายใจ ทั้งที่ในใจปวดร้าวกับบางสิ่งระหว่างเราที่เริ่มเปลี่ยนไป
คืนนั้นพนากรมาส่งเธอถึงที่พัก ก่อนที่ร่างสูงของเขาจะค่อย ๆ ลับหายไป แสงไฟจากถนนสะท้อนบนใบหน้าของอคิรา รอยยิ้มจาง ๆ ยังแตะแต้มอยู่ตรงมุมปาก แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความกังวล
เธอยังคงยืนอยู่ตรงนั้นใช้มือข้างหนึ่งแตะหน้าผากที่เขาแตะเพื่อเก็บสัมผัสของเขาไว้ในอุ้งมือตัวเอง
ความอ่อนโยนก่อนจากลาของพนากรทำให้หัวใจเธออุ่นขึ้นเพียงนิด แต่ภาพชายหนุ่มที่จดจ่ออยู่กับโทรศัพท์กลับยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด
อคิราถอนหายใจเบา ๆ และก้มมองมือตัวเองพยายามอย่างหนักที่จะกลบร่องรอยเศร้าด้วยรอยยิ้ม
ทว่าความสงสัยและความไม่มั่นใจในความจริงใจของเขากลับค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อยในใจ
“ถ้าเขามีคนอื่น...จะมาหาเราถึงนี่ทำไม”
เธอปลอบตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหมุนกายเดินเข้าห้องพัก ปล่อยให้เสียงฝีเท้าของตัวเองก้องสะท้อนกับความเงียบบนทางเดิน และหัวใจที่เริ่มรู้สึกว่างเปล่าลงทุกที
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นเช้าที่เหมือนทุกวัน นั่นคือไม่ได้มีอะไรพิเศษ อคิราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู มีเพียงข้อความของเขาที่ส่งทิ้งไว้ว่า ถึงที่พักแล้ว ก่อนจะส่งซ้ำมาอีกครั้งว่า กำลังเข้านอน
และข้อความสุดท้ายส่งมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน นั่นหมายความว่าพนากรคงทำงานทั้งคืนโดยไม่ได้พักเลย
ถูกแล้วที่เธอไม่ได้ตั้งใจจะเฝ้ารอเช้านี้นัก เพราะรู้ดีว่าต่างฝ่ายก็คงต้องแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน
สายตาของเธอหยุดที่อีกข้อความหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน อคิรากดเข้าไปช้า ๆ แม้รู้ดีว่าทุกตัวอักษรที่บอกตัวเองว่าจะเมินเฉย แต่ความจริงในอกมันมีคลื่นบางเบาซัดแรง
[สุขสันต์วันเกิดลูกรักของแม่ ไว้ค่อยฉลองย้อนหลังกันนะจ๊ะ]
นั่นคือข้อความจากคนที่ทำให้เธอตัดสินใจย้ายมาที่นี่ เพราะมันใกล้กว่าการอยู่ที่ประเทศไทย
คนคนนั้นคือ อลิชา แม่แท้ ๆ ของเธอเอง
อคิราคิดว่าการอยู่ใกล้แม่อีกสักหน่อยอาจจะได้เจอท่านง่ายขึ้น แต่ความจริงกลับไม่ต่างไปจากเดิม
ทุกครั้งที่พ่อมาเยี่ยมเธอมักต้องเห็นแม่เลี้ยงและลูกติดมาด้วย และสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้อคิรารู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ในครอบครัวของตัวเอง
เธอจึงไม่เคยวางตัวว่าเป็นคนสำคัญของบ้าน เพราะไม่ว่าจะเป็นฝั่งแม่หรือฝั่งพ่อ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ครอบครัวที่เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง
พวกท่านยังคงดูแลเธอได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเธอก็ไม่เคยรู้สึกว่าขาดอะไร
ทุกวันสิ้นปีคือวันเกิดของเธอ อคิราไม่ต้องการงานเลี้ยงหรือคำอวยพรใด ๆ จากใคร รวมถึงครอบครัวเก่า เพราะคนเดียวที่เธอต้องการมีเพียงพนากร
ทุกครั้งที่เขามาหามันเหมือนชีวิตของอคิราได้รับการเติมเต็ม ความคิดถึงบ้าน คิดถึงบางอย่างที่ขาดหาย เขาเป็นที่ที่เธอรู้สึกปลอดภัยและเป็นตัวเองได้เต็มที่
แต่เมื่อเห็นว่าเขาเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนในการปลีกตัวมาหา อคิราก็ตัดสินใจได้แล้วว่าไม่อยากเพิ่มภาระให้เขาอีก
เธอบอกเขาว่าถ้าการมาหามันเหนื่อย เราก็คุยกันผ่านโทรศัพท์ก็ได้ เพราะอีกไม่นานเธอก็จะเรียนจบแล้ว
อคิราเปิดดูภาพถ่ายเมื่อคืนในแกลเลอรี ภาพที่พนากรถ่ายให้เธอตรงริมแม่น้ำ เธอยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่ขาว แต่ใครจะรู้...ข้างในนั้นเธอไม่ได้รู้สึกมีความสุขเลย
[โทษที พี่เพิ่งตื่น...จะรีบไปนะ]
เธอมองข้อความจาก @PK.C และวางโทรศัพท์ลง หัวใจนิ่งจนแทบไม่รู้สึกอะไร ก่อนจะลุกจากที่นอนเดินไปชงเครื่องดื่มอุ่น ๆ ในห้องครัว
เสียงช้อนกระทบแก้วเซรามิกแผ่วเบา ไอน้ำจากกาน้ำร้อนลอยขึ้นบดบังใบหน้าเธอไว้ครู่หนึ่ง
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง อคิราหันมองหน้าจอโชว์ข้อความที่อ่านได้จากการแจ้งเตือน และเพียงเท่านั้นแววตาเธอก็เปลี่ยนเป็นเยือกเย็น
[เช็กอินปารีส]
[อาจจะไม่ใช่ก็ได้ไหมอะ]
[@Akira.C ใช่ไหม? ใช่ปารีสไหม?]
ภาพที่เพื่อนสนิทจากไทยส่งมาเป็นทิวทัศน์ในสตอรี่ของใครบางคน แสงไฟและมุมกล้องคล้ายกับภาพที่อคิราโพสต์เมื่อคืน
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เธอ…คนที่ใช้ชีวิตในปารีสมาจะครบสามปีจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าภาพนั้นถ่ายอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำแซน
[ใช่... ถนนหลังแม่น้ำแซนเลยไปนิดนึง ตรงนั้นคนไม่เยอะ มีร้านอาหารธรรมดาอยู่ร้านหนึ่ง พาสตาอร่อยมาก ฉันไปบ่อย]
นั่นคือสิ่งที่อคิราตอบกลับ ก่อนจะกดปิดหน้าจอโทรศัพท์ไป ความร้อนจากเครื่องดื่มในแก้วเริ่มจาง เหลือเพียงไอเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาแทนที่
[ว่าไปด้วยกันปะ]
[ไม่หรอก ปารีสใครก็ไปได้ อีกอย่างใครจะโง่ขนาดนั้น]
ใช่...อคิราก็ไม่เชื่อว่าพนากรจะโง่ถึงขนาดนั้น จะพาอดีตคนรักที่เคยคบกันมาปารีสด้วย ทั้งที่เขามาหาเธอ
[อีกสิบนาทีพี่จะออกจากห้องพักนะ ด้าอยากกินอะไรไหม]
[ซิสเตอร์วิเวียนเข้าคลาสพอดี ด้าอยากแวะไปช่วยงาน...]
[อ้าวเหรอ พี่บินเย็นนี้…]
[คงเสร็จมืดเลยค่ะ กว่าด้าจะมีโอกาส งั้นเราไว้ค่อยเจอกันก็ได้ค่ะ]
[งั้นก็ได้ ไว้คุยกันนะ]
ข้อความสุดท้ายจบลง ไม่มีคำถามอื่นใดจากพนากรอีกแล้ว แม้ว่าอคิราจะเป็นฝ่ายบอกลาแต่หัวใจกลับรู้สึกแปลกไป
ขอบตาของเธอร้อนผ่าว แต่น้ำตาไม่มีไหลออกมา ในเมื่อเขาจบประโยคแบบนั้นอคิราก็พร้อมจะจบเช่นกัน
เธอไม่ได้พิมพ์อะไรไปอีก เพียงยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะหมุนตัวเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองเพื่อออกไปที่มหาวิทยาลัย แม้วันนี้จะไม่มีสอน
อคิราไม่ร้องไห้ ไม่ถามต่อ ไม่โวยวาย เพราะเธอเชื่อว่าบางครั้ง…ความเงียบต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้เราเห็นความจริงชัดที่สุด
ท่ามกลางเสียงจักรเย็บผ้าที่ดังสม่ำเสมอในสตูดิโอเล็ก ๆ กลางปารีส อคิรากลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง
ซิสเตอร์วิเวียน เจ้าของสตูดิโอ ผู้เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับแบรนด์แฟชั่นระดับโลก หญิงผู้มีชื่อเสียงจนแม้แต่ในวงการ Haute Couture (โอต์ กูตูร์) เองก็เอ่ยถึงด้วยความเคารพ
และด้วยชื่อเสียงบวกกับนิสัยส่วนตัวของวิเวียน น้อยนักที่จะมีโอกาสได้เรียนกับเธอโดยตรง
อคิราต้องเริ่มจาก “ศูนย์” ไม่ใช่ “หนึ่ง” เพราะเป้าหมายของเธอชัดเจนว่าอยากมีชื่อในฐานะ Master Couturier ผู้สร้างงานด้วยหัวใจและสองมือของตัวเอง
ทุกฝีเข็ม ทุกรอยตัด ทุกลูกปัด คือบทเรียน ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ไม่มี Lubrid Group หนุนหลัง และฐานะหรือแม้แต่กระทั่งชื่อเสียงที่มาจากที่อื่นใช้ไม่ได้เลยกับวิเวียน
ที่นี่…อคิราเป็นเพียงนักเรียนธรรมดา ที่ต้องวัดตัวเอง เย็บเอง ปักลูกปัดเอง ทำทุกอย่างด้วยสองมือของตนเอง
ในแต่ละวันเธอเจอผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งช่างฝีมือเก่าแก่และลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบจนได้ทำงานใกล้ชิดกับวิเวียน
ไม่มีใครมีสิทธิ์สอนเธอโดยตรงนอกจากวิเวียน และทุกสิ่งทุกอย่างอคิราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น
ปลายนิ้วของเธอหนาขึ้นเล็กน้อยจากฝีเข็ม และมีรอยแผลเล็ก ๆ จากการปักลูกปัด สันมือด้านเพราะอคิรามักจะใช้เวลาอยู่กับมันเป็นเวลานาน
ทุกครั้งที่เธอหยิบเข็มขึ้นเย็บ มันไม่ใช่เพียงการทำงาน แต่เหมือนกำลังพิสูจน์ตัวเองว่าตัวเธอ “ควรค่า” แก่การเป็นลูกศิษย์ของ Master Couturier แห่งวงการแฟชั่นระดับโลก
อคิราเริ่มเข้าใจชัดเจนขึ้นว่าความเก่งไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ทุกอย่างล้วนต้องอาศัยความอดทนพยายามและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้
ทุกครั้งที่เธอได้เฝ้ามองซิสเตอร์วิเวียน มองมือที่จับกรรไกรอย่างมั่นคง ดวงตาที่มองสิ่งที่ทำอย่างตั้งใจ
แม้เส้นผมทั้งหัวจะเปลี่ยนเป็นสีขาว แต่จิตวิญญาณที่ส่งผ่านออกมาทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของงานทุกชิ้น
อคิรายิ่งมั่นใจว่าเส้นทางสู่การเป็น Master Couturier อยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
เส้นทางนั้นที่เธอเลือก ไม่ได้เลือกเพียงเพราะแค่ชอบ แต่อคิรารักมัน…เธอจะทุ่มเทกับมันจนสุดกำลัง
มันไม่ใช่ความรักโง่งม แต่มันคือสิ่งที่จะทำให้ตัวตนของเธอชัดเจนขึ้น
อคิรายังคงเชื่อเสมอว่า เธอคู่ควรกับทุกสิ่งที่ดีที่สุด และถ้ามันไม่ดี...สิ่งนั้นก็ไม่คู่ควรกับเธอ
ตอนที่ 5 ความจริงใจที่เจ็บปวด#ปารีสเสียงแจ้งเตือนสั้น ๆ ดังขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ อคิราที่นั่งอยู่ในร้านอาหารอิตาเลียนใกล้สตูดิโอ เธอกำลังม้วนเส้นพาสตาเข้าปากอยู่ เงยหน้าขึ้นชั่วครู่ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาดู [ทำไมโทร. หาแกไม่ติดเลย ยุ่งมากเหรอ?] [แซนด้าเป็นอะไรหรือเปล่า จะต้องให้ไปหาไหม] เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้ง อคิราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยหัวใจที่ยังเต้นแผ่วจากข้อความก่อนหน้า [เมื่อคืนยาดากับครอบครัวอยู่ในงานด้วย ทุกคนดูสนิทกันมากเหมือนที่พวกเราคิดกันไว้ก่อนหน้านี้] ชยาเพื่อนสนิทจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งข้อความบอกอคิราคนแรก เธอคือผู้รายงานสถานการณ์ทุกอย่างจากเมืองไทยสู่ปารีสอย่างไม่ตกหล่นปลายนิ้วของอคิราแข็งค้างอยู่เหนือหน้าจอครู่หนึ่ง ก่อนเธอจะค่อย ๆ เปิดรูปถ่ายที่แนบมาด้วยภาพนั้นจับช่วงจังหวะที่ปรียาดา สาวร่างบางผมดำขลับในเดรสค็อกเทลสีสันสดใสกำลังยื่นแก้วให้พนากรพร้อมรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนเกินกว่าจะเป็นแค่คนรู้จักทั่วไป [งั้นแสดงว่าที่เจอที่สปาก็คือฉันตาไม่ฝาด] พรรณลำพูไฮโซสาวยืนยันข้อเท็จจริงให้ชัดเจนจากเรื่องเมื่อเดือนก่อนที่เห็นพนากรมารับปรียาดาที่สปาหรูในแถวทองหล่อ [ขอบ
ตอนที่ 4 ระยะห่างที่สร้างเองผ้าซาตินเนื้อเงาเลื่อนผ่านมือของอคิราอย่างระมัดระวัง วันนี้เธอใช้เวลาทั้งวันเพื่อปักลูกปัดแถวสุดท้ายของชายกระโปรง ภายในห้องเงียบสงัดมีเพียงเสียงเข็มที่ทิ่มลงบนผ้าทีละจุด“อะไรที่ทำให้เธอเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องนี้…” วิเวียนเปิดประตูห้องเข้ามาและเดินผ่านโต๊ะทำงานที่อคิราใช้งานเป็นประจำ ก่อนจะไปผลักหน้าต่างจนแสงแดดด้านนอกสาดเข้ามาทำให้ดวงตากลมของอคิราต้องหยีมันเพราะทนแสงไม่ไหวอคิราหมกมุ่นพาตัวเองอยู่แต่ในห้องนี้มาสามวันแล้ว เธอทานข้าว อาบน้ำ นอน แต่ไม่ได้ออกไปจากสตูดิโอก็เพื่อต้องการพาตัวเองออกมาจากเรื่องวุ่นวายใจ “เพื่อพิสูจน์ตัวเองงั้นเหรอ?” ฝ่ามือเหี่ยวย่นของวิเวียนยื่นมาจับปลายผ้าที่อคิรากำลังปัก“ฉันชอบงานปักค่ะ เลยอยู่กับมันนานไปหน่อยค่ะ” อคิราวางเข็มแล้วจับชายกระโปรงที่อยู่ในหุ่นขยับขึ้นให้แสงไฟส่องผ่านลูกปัดแก้วสะท้อนแสงระยิบระยับอย่างมีชีวิต เส้นด้ายที่เธอเลือกใช้เป็นไหมบางเฉดเดียวกับผ้าจนเกือบมองไม่เห็นรอยเย็บเลย และนั่นก็ทำให้อคิรายิ้มออกมา“ซิสเตอร์คิดว่ามันเป็นยังไงบ้างคะ” วิเวียนชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยเสียงแบบที่อคิราไม่เคยได้ยินมาก
ตอนที่ 3 ความจริงในความเงียบอคิราเดินเคียงไปกับพนากรบนทางเท้าริมแม่น้ำแซน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงปรากฏอยู่ตลอดเวลา แต่ในใจกลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปจากคนข้างกายแม้แต่ในตอนทานอาหารพนากรผู้ที่ไม่เคยสนใจโทรศัพท์กลับจับมันไว้แทบจะตลอดเวลาเธออยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เต็มที่ เพราะรู้ดีว่าเวลาของเราเหลือน้อยเหลือเกินแต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า พนากรในวันนี้...ตัวอยู่ตรงหน้า ทว่าใจกลับลอยไปที่อื่น“พี่เพลิง งานยุ่งเหรอคะ?” เสียงถามของเธอนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความเศร้า“นิดหน่อย...” เขาตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“ถ้างานมีปัญหา เรากลับกันเลยไหมคะ ด้าไปทานที่ห้องก็ได้ จะได้นั่งดูพี่เพลิงทำงานไปด้วย” เธอพูดพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ อย่างพยายามเอาใจยังไม่ทันให้พนากรตอบ อคิราก็ยกมือเรียกบริกรให้มาช่วยห่ออาหารกลับบ้านเสียก่อนพนากรขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ และไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมยื่นบัตรแบล็กการ์ดให้บริกร“ด้าจัดการแล้วค่ะ” เธอบอกพลางยิ้ม “เมื่อกี้ด้าสั่งเนื้อเพิ่มไว้ให้พี่ด้วย เผื่อคืนนี้เราหิวตอนดึก” พนากรชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที เท่านั้นอคิราก็รู้ทันทีว่าคืนนี้คงจะมีเพียงเธอที่กินอาหารพวก
ตอนที่ 2 เหมือนฝันสนามหญ้าหลังคฤหาสน์ยังชุ่มด้วยกลิ่นฝนแรก เสียงนกร้องประสานกับเสียงหัวเราะใสของเด็กสาวในชุดเดรสเรียบหรูนั่งเคียงข้างชายหนุ่มตรงโต๊ะที่ถูกจัดไว้ ใบหน้าของอคิรายังคงสดใสไร้เดียงสา ทว่าประกายในดวงตากลับเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ได้พบกันตลอดเวลาที่ได้รู้จักพนากร อคิรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ตั้งแต่ที่พบกันวันแรกจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ทุกช่วงชีวิตของเธอไม่ว่าสุขหรือทุกข์ก็มีเขาเสมอ“พี่เพลิง ทำไมไม่ยิ้มเลยคะ” เสียงใสเอ่ยถามพลางเอียงคอมองเขาอย่างคาดคั้น“พี่ยิ้มแล้วไง” พนากรละสายตาจากเอกสารในมือ และไปจดจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อหลบเลี่ยงดวงตาจับผิด“โกหก...ถ้ายิ้มจริง พี่เพลิงต้องมีรอยตรงนี้สิ” เธอชี้ไปที่มุมปากของเขา ก่อนหัวเราะเบา ๆพนากรส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ก็อดยิ้มตามเธอไม่ได้จริง ๆอคิรามีบางอย่างที่เขาไม่เคยควบคุมได้ ความสดใสที่ไม่ต้องเสแสร้ง ความจริงใจที่ไม่ได้แลกมาด้วยผลประโยชน์ และความไร้เดียงสาที่ทำให้เขาลืมโลกโหดร้ายภายนอกได้ทุกครั้งที่มองเธอ“พี่เพลิงรู้ไหม ด้าชอบเวลาพี่มองด้าแบบนี้ที่สุดเลย”“แบบไหน”“แบบที่เหมือนพี่ไม่ใช่พี่เพลิงของท
ตอนที่ 1 พี่ชายที่แสนดีบ่ายวันหนึ่งของต้นฤดูฝน ขณะที่สายฝนโปรยหนักลงมาไม่หยุด รถยนต์ SUV สีดำ คันกลางเก่ากลางใหม่เคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กขนาดใหญ่ของคฤหาสน์ลูเบริดแม้พายุจะโหมกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นทาง แต่คนที่เป็นฝ่ายขอนัดก็ยังฝ่าสายฝนมาตามนัดหมาย ทั้งที่ใครต่างคิดว่าการนัดวันนี้ควรถูกเลื่อนออกไปแล้วคฤหาสน์ทรงยุโรปคลาสสิกตั้งตระหง่านกลางสนามหญ้าเขียวชอุ่ม ความกว้างใหญ่ของพื้นที่กินสายตาจนสุดปลายรั้วทุกอย่างรอบตัวดูเงียบสงบ แต่มันเต็มไปด้วยรสนิยมหรูหราของเจ้าของที่นี่พนากรชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปี นักศึกษาปีสี่สาขาไอทีและซอฟต์แวร์ก้าวลงจากรถยนต์คันนั้นด้วยสีหน้าเรียบขรึมเขาไม่ใช่คนพูดมาก แต่แววตานิ่งลึกและความมุ่งมั่นในดวงตาคู่นั้นคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาได้ตั้งแต่แรกเห็นโดยเฉพาะเด็กสาววัยสิบหกปีในชุดเดรสสีชมพูอ่อนลายดอกไม้ที่นั่งรออยู่ตรงบันไดหินอ่อนของโถงหน้าบ้านเธอเฝ้ารอรถคันนี้มาพักใหญ่ และทันทีที่เสียงเครื่องยนต์ดับลง ร่างเล็กก็เด้งตัวขึ้นยิ้มกว้างก้าวเท้าไปหาเขาด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความดีใจ“พี่เพลิงเปียกฝนไหมคะ” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มจริงใจ แววตาห่วงหาอย่างไ
พลาดรักใต้เงาแค้น โดย แสงเทียนพนากร 💔 อคิรา❌ไม่มีนอกใจ นอกกาย❌โปรย...“ผลลัพธ์ของการอวดดี แน่ใจว่าเธอจะรับไหว?”“ทำตัวแบบนี้ พี่กำลังทำให้ฉันนึกถึงหมาบ้าเลยนะ”“แล้วอยากรู้ไหม…ว่าหมาบ้ามันบ้าได้แค่ไหน”“...”“แซนด้า…เธอไม่อยากรู้หรอกว่าฉันบ้าได้แค่ไหน เชื่อสิ”▪️แนะนำตัวละคร▪️เพลิง : พนากร ชาน Senior Software Engineer ชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังวงการไอทีชายหนุ่มผู้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง คนที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการใบหน้าหล่อเหลาแบบที่ใครเห็นก็ไม่อาจละสายตาได้ผิวขาวเหลือง ส่วนสูง 190 เซนติเมตร หุ่นนายแบบ เจ้าของเรือนผมน้ำตาลเข้ม ที่มีดวงตาคมลึกซ่อนความลับไว้ภายในแซนด้า : อคิรา ลูเบริด Master Couturier ชื่อดังแห่งวงการแฟชั่นระดับโลกหญิงสาวทายาทตระกูลนักธุรกิจผู้มีอิทธิพลในแวดวงการเงินและไอทีใบหน้าสวยหวานแบบที่ใครเห็นก็ลมหายใจสะดุด ผิวขาวอมชมพูขาว ส่วนสูง 175 เซนติเมตร หุ่นนาฬิกาทราย เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนแฝงเสน่ห์ดึงดูดทุกสายตา#นิยายเรื่องนี้เนื้อเรื่องโทนหม่น ดราม่า+โรมานซ์ จบสุขนิยม ในเรื่องมีเด็กเป็นเรื่อง TOXIC , มีการใช้กำลัง , SEX , มีคำหยาบคาย (แต่ไ







