登入ตอนพิเศษ 2 (จบ)ย่างเข้าสู่คิมหันตฤดู ไอแดดช่วงเช้าสะท้อนเหนือผืนน้ำทะเลสาบหนานซิง เสียงแมลงริมฝั่งร้องระงม เรือประมงลำน้อยหลังคาฟางผุพังลำหนึ่งกำลังลอยลำอยู่ในทะเลสาบอย่างโดดเดี่ยวบนเรือนั้นมีบุรุษสองคนนั่งเผชิญหน้ากัน คนหนึ่งคือเล่าต๋าชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ผิวที่กร้านแดดเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ อีกคนคืออาซิ่งเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่แววตามีความดื้อรั้นฉายชัด ทั้งคู่กำลังช่วยกันออกแรงสาวตาข่ายที่ดูเหมือนจะหนักอึ้งผิดปกติขึ้นมาจากน้ำ"วันนี้น่าจะก้าวเท้าออกจากบ้านถูกข้าง เราดวงดีแล้วอาซิ่ง คงได้ปลาใหญ่แน่ๆ ตาข่ายหนักเพียงนี้หากไม่ใช่ปลาหลีฮื้อตัวใหญ่จะเป็นสิ่งใดไปได้อีก" เล่าต๋าเอ่ยพลางพ่นลมหายใจออกทางปาก"ท่านอาเล่า อย่าเพิ่งคิดไปเองเลย เราไม่ได้ปลาใหญ่มาห้าวันแล้วนะ วันนี้จะต้องกลับบ้านมือเปล่าไปอีกรึเปล่าก็ไม่รู้"“เจ้าก็อย่าพูดอัปมงคลเช่นนั้นสิ!” เล่าต๋าดุอาซิ่งกัดฟัน แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเกร็งเขม็งขณะออกแรงกระชากตาข่ายขึ้นมา"หากเป็นปลาใหญ่จริง คืนนี้พวกเราคงได้กินเหล้าดีๆ ในเมืองสักไห"ทว่าเมื่อตาข่ายพ้นผิวน้ำ ความหวังที่ว่าจะเห็นปลาเกล็ดเงินกระโดดโลดเต้นกลับมลายหา
ตอนพิเศษ 1เส้นทางสู่หมู่บ้านหุบเขาหินนั้นทั้งคดเคี้ยวและลาดชัน สองข้างทางเต็มไปด้วยโขดหินรูปทรงประหลาดตา รถม้าหรูหราของจวนจวิ้นอ๋องเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ตามหลังขบวนเกวียนขนเสบียงที่บรรทุกทั้งธัญพืช เครื่องเทศ และสมุนไพรมาเต็มลำเซียวอวี้นั่งอยู่ข้างกายชิงเหยาภายในรถม้า เขาคอยประคองร่างบอบบางของนางไว้ทุกครั้งที่ล้อรถสะดุดเข้ากับร่องหิน แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความห่วงใย แม้กระทั่งชิงเหยาก็ยังนึกแปลกใจ บุรุษที่ไม่เคยรักหยกถนอมบุปผาก่อนหน้านี้ พอได้เป็นสามีของใครสักคนเขากลับทำหน้าที่ได้ดีจนน่าปลาบปลื้ม"ทางลำบากถึงเพียงนี้ เจ้ายืนกรานจะมาด้วยตนเองให้ได้ หากเจ้าบอกข้าเพียงคำเดียว ข้าจะสั่งให้ทหารนำเสบียงมาส่งให้ถึงมือชาวบ้านโดยที่เจ้าไม่ต้องเหนื่อยยากเช่นนี้"เซียวอวี้เอ่ยพลางกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ให้นาง ชิงเหยายิ้มบางๆ พลางเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเขา"การมอบของด้วยใจกับการมอบตามหน้าที่นั้นต่างกันนัก หม่อมฉันอยากเห็นด้วยตาตนเองว่าพวกเขามีความเป็นอยู่เช่นไร อีกอย่าง...หม่อมฉันคิดถึงคนในหมู่บ้านหุบเขาหินเพคะ ป่านนี้ไม่รู้ว่าหว่านอิงโตขึ้นมากน้อยเพียงใดแล้ว"เมื่อขบวนรถม้าเลี้ยวเข้าสู
77ข้าอยากปลดปล่อยตัวเองเมื่อรถม้าหยุดลงที่ริมทะเลสาบอันกว้างใหญ่ ภาพเบื้องหน้าคือผืนน้ำที่ยังคงกระเพื่อมไหวอย่างแผ่วเบาด้วยไอเย็นจัด แม้หิมะจะโปรยปรายลงมาปกคลุมไปทั่ว แต่ผืนน้ำยังไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง เช่นนี้ก็นับว่ามาไม่เสียเที่ยวมู่ชิงเหยาก้าวลงจากรถม้าเดินไปหยุดอยู่ที่ริมตลิ่ง ปล่อยให้ลมหนาวปะทะใบหน้าจนแก้มเริ่มขึ้นสีระเรื่อ เซียวอวี้เดินตามมายืนเคียงข้างนาง คอยดูอยู่ว่าจุดประสงค์ที่นางอยากมาสถานที่แห่งนี้เพราะเหตุใด"ท่านอ๋อง ข้ายังมีความลับอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยบอกท่านเพคะ"นางเอ่ยขึ้น เสียงของนางเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว เซียวอวี้ขมวดคิ้ว แววตาคมปลาบจับจ้องไปที่เสี้ยวหน้าของนางอย่างพิจารณา"ความลับอันใดงั้นหรือ"ชิงเหยาค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อก่อนจะหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือพู่กันเกล็ดมังกร"พู่กันเล่มนี้คือสิ่งที่ทำให้หม่อมฉันสามารถบันดาลทุกอย่างได้ ยกเว้นเงินและทอง" นางยิ้มบางๆ แต่อันที่จริงกลับดูเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก "มันมีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์”“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เขามองพู่กันในมือของนางด้วยความสงสัยยิ่งกว่าเดิม“ในทุกครั้งที่หม่อมฉันวาดสิ่งขอ
76เลือดเย็นไม่เบาในช่วงหัวค่ำ มู่ชิงเหยาทราบข่าวเรื่องตระกูลจ้าวล่มสลาย นางได้ออกไปยืนมองขบวนลำเลียงนักโทษจากจวนตระกูลจ้าวไปยังคุกหลวงพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ทุกเส้นทางที่คนของตระกูลจ้าวเดินผ่านเต็มไปด้วยเสียงด่าทอ บางคนถึงขั้นปาก้อนหินปาผักเน่าใส่ขบวน มู่ชิงเหยาเพียงแต่ยืนมองภาพนั้นที่มุมหนึ่งเงียบๆ ในที่สุดแสงแห่งความยุติธรรมก็ส่องมาถึงเสียที ข่าวแว่วมาว่าจ้าวคุนไฉได้รับโทษประหาร สตรีและเด็กถูกลดขั้นเป็นทาส บางส่วนก็ถูกส่งเข้าหอนางโลม ชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ถูกเนรเทศไปใช้แรงงานหนักในเช้าวันต่อมาขบวนองครักษ์จากวังหลวงเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านเครื่องเทศพร้อมกับราชโองการสีทอง ขณะนั้นมู่ชิงเหยาเพิ่งจะเปิดร้านได้ไม่นานยังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของ นางรีบวิ่งออกมาต้อนรับด้วยความตื่นเต้น ฝ่ายนายหญิงเยี่ยก็วิ่งตามหลังมาติดๆ ทั้งสองนั่งลงคุกเข่ารับราชโองการด้วยใจที่สั่นระรัว รอฟังราชโองการในมือองครักษ์อย่างใจจดใจจ่อ"ตามที่จวิ้นอ๋องได้ถวายฎีกา ตรวจสอบพบความจริงว่ามู่ชิงเทียนอดีตพ่อค้าหลวงถูกใส่ร้ายป้ายสี บัดนี้ความจริงปรากฏชัด จึงขอประกาศคืนความบริสุทธิ์และล้างมลทินให้แก่มู่ชิงเท
75จิ้งจอกเฒ่าทั่วทั้งท้องพระโรงราวกับถูกหยุดเวลาไว้ เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วโถง ขุนนางน้อยใหญ่ต่างหันมองหน้ากันด้วยความฉงน ความเงียบสงบเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความสงสัยและเสียงกระซิบกระซาบที่เริ่มหนาหู"มู่ชิงเหยา? นางคือบุตรีของนักโทษที่ล่วงลับไปแล้วมิใช่หรือ ไฉนจึงไม่ใช่คุณหนูตระกูลจ้าวเล่า" ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งพึมพำด้วยความสงสัยจ้าวคุนไฉยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มบัดนี้กลับกลายเป็นสีม่วงคล้ำ มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อสั่นเทาด้วยความอัปยศและโกรธแค้น เขาจ้องมองไปยังแผ่นหลังของเซียวอวี้ด้วยสายตาที่แทบจะฆ่าคนได้ ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด หมากที่เขาอุตส่าห์วางไว้เพื่อให้บุตรีเป็นพระชายาเอกกลับถูกเซียวอวี้พลิกกระดานกลางท้องพระโรงอย่างไม่ไว้หน้า“ท่านอ๋องทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!” จิ้งจอกเฒ่ากัดฟันถาม เดิมทีพยายามข่มอารมณ์อยู่ แต่ตบะแตกเมื่อได้ยินคำขอสมรสพระราชทานที่ผิดคาดไปไกลแสนไกล เขาหน้าดำหน้าแดง ก้าวออกมากลางท้องพระโรงพลางชี้หน้าเซียวอวี้ด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านอ๋อง! ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านไปมาหาสู่บุตรสาวของข้าที
74สินเดิมสิบลี้ทันทีที่รถม้าหรูหราเคลื่อนออกจากเขตตลาดที่พลุกพล่าน จ้าวจื่อรั่วไม่ได้สั่งให้คนขับรถม้ากลับไปยังจวนตระกูลจ้าว แต่กลับสั่งให้ไปที่จวนจวิ้นอ๋อง นางจัดแต่งทรงผมและเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยไร้ที่ติอีกครั้ง ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ประหนึ่งว่าตนเองคือพระชายาเอกของที่นี่เรียบร้อยแล้วสาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าจวนแจ้งแก่นางว่ายามนี้เซียวอวี้กำลังขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพัง จ้าวจื่อรั่วแย้มยิ้มบางๆ นางก้าวเท้าเดินมุ่งตรงไปยังห้องซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัวของเขาอย่างคุ้นเคยภายในห้องหนังสือ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหมึกและตำราอบอวลไปทั่วห้อง เซียวอวี้ในชุดลำลองผ้าไหมสีเข้มกำลังนั่งพลิกหน้ากระดาษตำราในมืออย่างใจลอย ทันทีที่จ้าวจื่อรั่วก้าวเข้ามา นางไม่ได้รอให้บ่าวรับใช้รายงาน แต่กลับเดินเข้าไปหาเขาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัดจนหวานหยด"ท่านอ๋อง จื่อรั่วเข้ามารบกวนเวลาพักผ่อนของท่านอ๋องหรือไม่เพคะ"เซียวอวี้ละสายตาจากตำรา เขาเหลือบมองสตรีตรงหน้าที่เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่ายังคงไว้ซึ่งมารยาท"คุณหนูจ้าวมีธุระด่วนอันใดงั้นหรือ"จ้าวจื่
67หรือนี่จะเป็นพู่กันวิเศษในชั่วพริบตานั้น ชิงเหยาตวัดปลายพู่กันวาดเป็นวงกลมในอากาศ เมื่อนางตวัดเส้นสายบรรจบกัน แสงสว่างวาบก็สาดกระทบไปทั่วห้อง พลันผลไม้สีแดงสดก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาท่ามกลางอากาศ มันคือผิงกวาที่สมจริงทุกประการ ชิงเหยารีบใช้สองมือรับไว้ ผิงกวาลูกนั้นหล่นลงใส่ฝ่ามือนางพอดิบพอดีม
65ระวังตัวไว้เถอะ"ไปเสีย! เสนียดจัญไรตัวใดที่ชอบแย่งชิงของผู้อื่น ตัวใดที่มันเนรคุณแผ่นดินและบรรพบุรุษ อย่าได้มาเหยียบย่างเฉียดใกล้ร้านข้า น้ำถังนี้จะช่วยล้างความอัปยศของพวกคนชั่วให้พ้นหูพ้นตาไปเสียที!"มู่หรงที่เพิ่งเดินออกมาดูความเรียบร้อยหน้าร้านถึงกับหน้าเขียวคล้ำด้วยโทสะ เขาชี้หน้าชิงเหยากัด
64ยังไม่อาจแตะต้องตระกูลจ้าวเซียวอวี้กระโดดขึ้นหลังม้า ควบตะบึงกลับจวนทันที เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปหาชิงเหยาที่ร้านเครื่องเทศอย่างที่อารมณ์ชั่ววูบสั่งการ แต่กลับเลือกเดินเข้าห้องทำงานส่วนตัว สั่งห้ามไม่ให้ใครรบกวน แล้วทรุดกายนั่งครุ่นคิดอยู่ท่ามกลางความเงียบงันเนิ่นนานจ้าวคุนไฉไม่ใช่ขุนนางธรรมดา แ
63บังเอิญจริงๆมู่ชิงเหยาวางตะเกียบลงบนขอบชาม นางจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเขา ก่อนจะลองเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"วันนี้ท่านอ๋องมีธุระที่ใดต่อหรือเพคะ"เซียวอวี้จิบชาก่อนจะตอบโดยไม่ทันสังเกตแววตาของนาง "ข้ามีธุระสำคัญที่จวนเสนาบดีจ้าว""สำคัญ" นางทวนคำนั้นแผ่วเบาก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง







