LOGINชาติก่อนนางคือ หลิวเสวี่ยเหมย สตรีที่ถูกคนรักทอดทิ้งโดยการแต่งงานกับสตรีต่างแคว้นตามพระราชโองการ สถานการณ์บีบให้นางต้องแต่งงานกับบุรุษอื่นที่ชั่วช้า สุดท้ายนางต้องตายเพราะฝีมือของน้องสาวของตนเอง วิญญาณที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมได้เกิดใหม่อีกครั้ง หากแต่เป็นในร่างของ ไป๋หลินเยว่ คุณหนูวัยสิบเจ็ดในจวนราชครูที่ถูกหมั้นหมายกับแม่ทัพ แต่แล้วก็เหมือนเงาของอดีตกลับมาซ้ำรอยเดิม คู่หมั้นของนางของนางพาสตรีอื่นกลับมาแต่งงาน และนางก็ถูกบีบให้แต่งงานเป็นภรรยาเท่าเทียมของเขา แต่มีหรือนางจะยอมลดตัวใช้สามีร่วมกับผู้อื่นเช่นนั้น "ชะตาของข้าต้องถูกพรากคนรักทั้งสองชาติเลยหรือ" นั่นคือความคิดแรกของนางหลังจากที่ได้รู้ว่าชะตาชีวิตนั้นเหมือนชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน แต่นางจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม การได้รับโอกาสให้เกิดใหม่อีกครั้ง ย่อมมีเหตุผล หรือสวรรค์จะให้นางแก้ไขชะตาชีวิตของไป๋หลินเยว่ผู้นี้ ไม่ให้ต้องมีจุดจบเช่นเดียวกันกับหลิวเสวี่ยเหมยในอดีตชาติ
View Moreชาติก่อนนางคือ หลิวเสวี่ยเหมย สตรีที่ถูกคนรักทอดทิ้งโดยการแต่งงานกับสตรีต่างแคว้นตามพระราชโองการ สถานการณ์บีบให้นางต้องแต่งงานกับบุรุษอื่นที่ชั่วช้า สุดท้ายนางต้องตายเพราะฝีมือของน้องสาวของตนเอง
วิญญาณที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมได้เกิดใหม่อีกครั้ง หากแต่เป็นในร่างของ ไป๋หลินเยว่ คุณหนูวัยสิบเจ็ดในจวนราชครูที่ถูกหมั้นหมายกับแม่ทัพ แต่แล้วก็เหมือนเงาของอดีตกลับมาซ้ำรอยเดิม
คู่หมั้นของนางของนางพาสตรีอื่นกลับมาแต่งงาน และนางก็ถูกบีบให้แต่งงานเป็นภรรยาเท่าเทียมของเขา แต่มีหรือนางจะยอมลดตัวใช้สามีร่วมกับผู้อื่นเช่นนั้น
“ชะตาของข้าต้องถูกพรากคนรักทั้งสองชาติเลยหรือ” นั่นคือความคิดแรกของนางหลังจากที่ได้รู้ว่าชะตาชีวิตนั้นเหมือนชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
แต่นางจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม การได้รับโอกาสให้เกิดใหม่อีกครั้ง ย่อมมีเหตุผล หรือสวรรค์จะให้นางแก้ไขชะตาชีวิตของไป๋หลินเยว่ผู้นี้ ไม่ให้ต้องมีจุดจบเช่นเดียวกันกับหลิวเสวี่ยเหมยในอดีตชาติ
หลิวเสวี่ยเหมยในร่างของไป๋หลินเยว่ยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้จ้าวเทียนเลี่ย อดีตคนรักในชาติก่อน บัดนี้เข้าสู่วัยฉกรรจ์ไว้หนวดเคราในวัยสามสิบตอนปลาย แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับนางแล้วเขาก็ยังคงรูปงามไม่แพ้วัยหนุ่ม
“หาเป็นเช่นนั้นไม่เพคะ หม่อมฉันทราบมาว่าจะมีการสมรสเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้น แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถหาสตรีที่เรียบพร้อมและเหมาะสมได้ จึงอยากขออาสา แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไปที่แคว้นอี้” บุตรีราชครูตอบอย่างฉะฉานย้ำความตั้งใจจริงอีกครั้ง
“ไป๋หลินเยว่ เจ้าคิดดีแล้วหรือไม่”
“คิดดีแล้วเพคะ ฝ่าบาท” นางตอบเสียงเบา ก่อนจะอธิบายพลางเหน็บแนมอดีตคนรักของตนในชาติที่แล้ว
“หลี่โหวผิดคำสัตย์ พาสตรีอื่นกลับมาแต่งงาน แล้วจะให้หม่อมฉันแต่งเข้าในตำแหน่งภรรยาเอกเท่าเทียม หากจะให้แต่งกับคนรักที่ผิดวาจา หม่อมฉันขอเป็นสนมของฮ่องเต้แคว้นอี้จะไม่ดีกว่าหรือเพคะ” นางกล่าวด้วยวาจานอบน้อม แต่น้ำเสียงนั้นฟังเหมือนแค้นเคืองบางสิ่งในอก
จ้าวเทียนเลี่ยรู้สึกคุ้นเคยกับแววตาของนางที่มองสบตาของตน อีกทั้งประโยคเมื่อครู่ทำให้หวนนึกถึงอดีตก่อนขึ้นครองราชย์ เพราะเขาเองก็เคยผิดคำมั่นกับหญิงคนรัก แล้วแต่งงานตามพระราชโองการ ทำให้นางต้องแต่งงานกับตวนอ๋องแทน สุดท้ายสถานการณ์ก็บีบให้นางกลายเป็นหมากของตวนอ๋อง กลายเป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้นและริษยาตามคำยุยงจนนำมาสู่ความตาย
“ในเมื่อเจ้ามีความตั้งใจแรงกล้าที่จะทำเพื่อแผ่นดิน และฮองเฮาเองก็กำลังลำบากพระทัยเรื่องนี้ ข้าก็จะไม่ขัดข้อง ข้าอนุญาตให้เจ้าถอนหมั้นกับเจิ้นหย่วนโหวหลี่เมิ่งยวน และสมรสเชื่อมสัมพันธ์เป็นสนมแห่งแคว้นอี้”
“ฝ่าบาท! ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ” ราชครูไป๋คุกเข่าลงอ้อนวอน แต่อาณัติแห่งโอรสสวรรค์นั้นประทานลงมาแล้ว
“ท่านราชครู บุตรีของท่านมีความกตัญญูต่อแผ่นดินยิ่งนัก ท่านควรจะภูมิใจ อีกทั้งในท้องพระโรง หากเจ้าตาไม่บอด ตอนที่นางกำลังมีภัย เจิ้นหย่วนโหวกลับพุ่งตัวไปปกป้องสตรีอีกนาง ท่านจะให้นางแต่งงานกับเขาจริงหรือ” ฮ่องเต้เอ่ยตัดบทพลางโบกพระหัตถ์ รู้ว่านั่นคือเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรพูด แต่ไม่รู้เหตุใดจึงรู้สึกอยากชดเชยให้กับสตรีตรงหน้า
“ข้าจะให้กรมพิธีการจัดเตรียมราชโองการ และส่งข่าวไปยังแคว้นอี้ทันที”
ไป๋หลินเยว่ก้มหน้าลง เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าบาท” นางก้มหน้ารับด้วยความเต็มใจ ชาติก่อนนางเดินทางผิดมาหนหนึ่งแล้ว ชาตินี้นางจะต้องเดินในเส้นทางใหม่ หวังว่าสวรรค์คงเมตตา ไม่ให้ต้องพบกับจุดจบที่เลวร้ายดังเดิม
แต่สุดท้ายหนทางที่นางเลือกก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คาดหวัง เพราะการสมรสเชื่อมสัมพันธ์นี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นใหม่ของความเจ็บปวดที่นางต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางความมืดมิดรอบตัว ไป๋หลินเยว่รู้สึกเหมือนตนเองกำลังเดินอยู่อย่างไร้จุดหมาย เสียงฝีเท้าของนางก้องกังวานในความเงียบสงัด จนกระทั่งเงาร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า สตรีที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์มีใบหน้าและดวงตาพิมพ์เดียวกับนางทุกประการนางคือไป๋หลินเยว่ สตรีผู้จมปลักอยู่กับความรักและตรอมใจจนสิ้นลมทว่าในยามนี้ ใบหน้าของไป๋หลินเยว่ผู้นั้นกลับไร้ซึ่งร่องรอยของความเศร้า นางยิ้มแย้ม แววตาเปี่ยมไปด้วยความสงบสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน“ขอบคุณเจ้ามากนะ หลิวเสวี่ยเหมย ขอบคุณที่ช่วยใช้ชีวิตแทนข้า ขอบคุณที่เลือกทางเดินใหม่ ทำให้ข้าได้รู้ว่าความรักแท้ในโลกนี้มีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความฝันที่จับต้องไม่ได้” ร่างนั้นเอ่ยเสียงนุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบหลิวเสวี่ยเหมยที่เกือบจะลืมตัวตนของตัวเองไปแล้วนิ่งอึ้ง น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาเมื่อเห็นเจ้าของร่างที่แท้จริงกำลังยืนอยู่ตรงหน้า“เจ้าในนามของไป๋หลินเยว่มีความสุข ข้าก็หมดห่วงแล้ว ถึงเวลาที่ข้าต้องจากไปตลอดกาลเสียที” ร่างในชุดขาวค่อยๆ พร่าเลือนและจางหายไปกับความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกเ
ข่าวการตั้งครรภ์ของพระสนมเอกกระจายไปทั่วทั้งวังหลวง หลังจากที่คู่แฝดมังกรหงส์อี้เหวินหยางและอี้หว่านหรงเติบโตจนเริ่มวิ่งซนได้ การมาถึงของสายเลือดมังกรอีกหนึ่งพระองค์ยิ่งทำให้สถานะของนางมั่นคงจนไม่มีใครกล้าสั่นคลอนอี้จื่อเซวียนแทบจะทิ้งงานราชกิจทั้งหมดมาประคบประหงมพระสนมเอกด้วยพระองค์เอง เขาถึงขั้นสั่งรื้อถอนบันไดที่ดูชันเกินไปในตำหนัก จัดวางพรมขนสัตว์นุ่มหนาทุกย่างก้าวที่นางจะเดินผ่าน และทุกมื้ออาหารจะต้องผ่านการตรวจสอบจากหมอหลวงก่อนจะถึงนางเสมออย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความยินดีนั้น นางกำนัลนามว่าจิ่นซีที่คอยรับใช้ในเขตพระราชฐานชั้นนอก เริ่มแสดงท่าทีอาจเอื้อมต่อองค์จักรพรรดิ นางมักจะแสร้งทำเป็นเดินผ่านยามอี้จื่อเซวียนเสด็จผ่าน หรือพยายามส่งสายตาหวานเชื่อมที่ปิดไม่มิดยามสบโอกาสไป๋หลินเยว่ผู้ผ่านโลกมาสองชาติภพมีหรือจะดูไม่ออก นางจึงให้เสี่ยวฉุยจับตาดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด“พระสนมเพคะ นางกำนัลจิ่นซีผู้นั้นเริ่มแผนการชั่วร้ายแล้วเพคะ คืนนี้ฝ่าบาทเสด็จสรงน้ำที่ห้องสรงส่วนพระองค์ นางแอบติดสินบนขันทีเฝ้าประตูเพื่อจะเข้าไปถวายงานรับใช้ปรนนิบัติเพคะ” เสี
หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนที่แสนหวานและการเยือนแคว้นบ้านเกิดที่แสนอบอุ่น ขบวนเสด็จก็เคลื่อนกลับสู่แคว้นอี้อย่างสง่างาม ไป๋หลินเยว่ในยามนี้ดูอิ่มเอิบและมีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความรักที่กลับมาเติมเต็มทำให้หัวใจของนางปรารถนาจะหยิบยื่นความสุขให้แก่ผู้อื่นเช่นกันในบ่ายวันหนึ่ง พระสนมเอกแห่งแคว้นเรียกหลิงเยว่และเซี่ยชิงสุ่ยเข้ามาพบ นางจ้องมองสตรีผู้ซื่อสัตย์ทั้งสองที่คอยดูแลนางและลูกๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันตลอดหลายเดือนด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตา“หลิงเยว่ เจ้าอยู่เคียงข้างข้ามานาน ช่วยชีวิตข้าและลูกๆ ไว้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง” ไป๋หลินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ข้าดูออกว่าสายตาของเจ้ายามที่มองออกไปนอกกำแพงวังนั้นโหยหาความอิสระเพียงใด เจ้ามีวิชาแพทย์ที่สูงส่ง หัวใจของเจ้าอยู่ที่การรักษาชาวบ้านที่ยากไร้ ไม่ใช่การติดอยู่ในนี้เพื่อรับใช้ข้าไปตลอดชีวิต”หลิงเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเริ่มสั่นคลอนด้วยความซาบซึ้งที่อีกฝ่ายนั้นเดาความต้องการของนางออก“ข้าจะให้เจ้าเลือกเอง เจ้าอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ หรืออยากจะออกไปใช้ชีวิตใน
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ อุทยานหลวงแคว้นต้าฉู่ ไป๋หลินเยว่ในชุดลำลองสีกลีบบัวดูอ่อนเยาว์และงดงามราวกับย้อนวัยกลับไปเป็นดรุณีน้อยอีกครั้ง นางกำลังประคองอี้เหวินหยาง และอี้หว่านหรงให้หัดก้าวเดินบนสนามหญ้าที่อ่อนนุ่ม โดยมีสวี่มั่วหลานผู้เป็นมารดาคอยส่งเสียงหัวเราะและหยอกเย้าหลานๆ ด้วยความรักใคร่ภาพคนทั้งสามวัยที่หยอกล้อกันอย่างมีความสุขควรจะทำให้คนมองรู้สึกแช่มชื่นใจ หากแต่บุรุษที่ยืนแอบมองอยู่ไกลๆ อย่างอี้จื่อเซวียน กลับมีสีหน้าตรงกันข้าม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ใบหน้าหล่อเหลาดูร้อนรนและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ เขาเฝ้ามองแผ่นหลังของสนมรักด้วยความหวาดระแวง ราวกับกลัวว่านางจะหันมาส่งสายตาเย็นชาใส่เขาเหมือนเมื่อคืนอีก“เป็นอะไรไปจื่อเซวียน สีหน้าดูไม่ดีเลย” เสียงใสของ อี้อวี่หนิงดังขึ้นข้างกาย นางก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มประดับใบหน้าพลางมองดูท่าทางลนลานของน้องชาย“พี่หญิง ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าไปทำอะไรให้เยว่เอ๋อร์โกรธอีกแล้ว” อี้จื่อเซวียนรีบหันไปฟ้องพี่สาวทันที“เมื่อวานที่จวนหย่วนหนิงกง นางยังพูดจาอ่อนหวาน และยังบอกว่าบรรยากาศดีอย่างนั้นอย่างน
บรรยากาศในโถงจัดเลี้ยงที่เคยครื้นเครงกลับกลายเป็นความตึงเครียด กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรเข้าจัดการพื้นที่อย่างรวดเร็ว จานอาหารและกาสุราถูกจัดเก็บเพื่อนำไปตรวจสอบพิษโดยละเอียด เหล่าขุนนางต่างถูกทยอยเชิญให้ออกจากวังเพื่อความปลอดภัยหลี่เมิ่งยวนหรือบัดนี้คือเจิ้นหย่วนโหวยืนกำหมัดแน่น ใบหน้าเขียวคล้ำด้ว
“เอาล่ะ” เสียงจากบัลลังก์มังกรดังขึ้น ทำให้เสียงในงานเลี้ยงสงบลงเพื่อรอฟังอย่างตั้งใจท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดลงชั่วขณะ จ้าวเทียนเลี่ยทอดพระเนตรมองขุนนางหนุ่มผู้มีความดีความชอบด้วยสายตาเรียบเฉย ทรงขยับพระวรกายเล็กน้อยก่อนที่สุรเสียงอันทรงอำนาจจะดังกังวานไปทั่วโถงจัดเลี้ยงอีกครั้ง“แม่ทัพหลี่เมิ
เสียงดนตรีที่บรรเลงคลอเคลียไปกับบทสนทนาที่ดูรื่นเริงภายในงานเลี้ยงฉลอง ไป๋หลินเยว่กำลังเบื่อหน่ายกับการนั่งฟังบรรดาขุนนางสนทนากัน แต่ในตอนนั้นเอง นางบังเอิญได้ยินบางถ้อยคำจากโต๊ะของขุนนางที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก หัวข้อสนทนานั้นดึงดูดความสนใจของนางได้ในทันที“เจ้าได้ยินข่าวเรื่องแคว้นอี้บ้างหรือไม่” ขุน
ภายในโถงจัดเลี้ยงที่ประดับอย่างหรูหราและกลิ่นหอมของสุรารสเลิศ บุตรีราชครูไป๋กลับนั่งหน้านิ่งด้วยความเย็นชา ในขณะที่ฝั่งตรงข้าม ชายคู่หมั้นกำลังนั่งยิ้มแย้มรับการคารวะจากบรรดาขุนนางที่เข้ามาแสดงความยินดีไม่นานนัก ขันทีอาวุโสก้าวออกมาด้านหน้าพร้อมกับประกาศด้วยเสียงกังวาน“ฮ่องเต้เสด็จ!”หัวใจของไป๋ห












reviews