Mag-log inหวางเฟยเป็นสตรีอ่อนหวานแต่ก็ช่างเสแสร้ง พอกู้เยว่ฉีมาหยั่งเชิง นางก็รีบปลอบประโลมลูกสะใภ้คนงามด้วยวิธีเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องร้อนใจไป แม้อันเอ๋อร์จะอยู่ในจวนนี้มานานกว่าเจ้า แต่ฐานะของนางก็ต่ำต้อยนัก ข้าเมตตานางเพราะเลี้ยงดูมาแต่เล็กแต่น้อย ส่วนซื่อจื่อก็เมตตาเพราะเห็นว่านางคอยดูแลเขามาตั้งหลายปี ต่อให้นางคลอดบุตรชายก็ไม่อาจจะได้รับบรรดาศักดิ์อ๋องอย่างแน่นอน ซื่อจื่อคนต่อไปต้องเป็นบุตรชายที่เกิดจากภรรยาเอกอย่างเจ้าเท่านั้น”
กู้เยว่ฉีฟังแล้วก็รู้ว่ามารดาของสามีบ่ายเบี่ยง แต่นางก็ไม่อาจจะหาเหตุผลมาหักล้างกับสตรีที่ครองความเป็นใหญ่ในจวนแห่งนี้ได้ จะแสดงความ แข็งขืนก็ไม่สมควร นางได้แต่เก็บความแค้นเคืองนี้เอาไว้ บรรดาภรรยาของหลิงอ๋องเองก็มีถึงสี่นาง ไม่นับรวมสตรีรายเล็กรายน้อยอีกกว่ายี่สิบคน
“เจ้าค่ะท่านแม่ ขอบคุณที่ท่านยังนึกถึงข้า”
“เจ้าไม่ต้องห่วง วันหน้าหากว่าจางเหว่ยจะรับชายาเพิ่ม ต้องบอกกล่าวกับเจ้าอย่างแน่นอน ตัวเจ้าเองก็พยายามหน่อยเล่า รีบมีทายาทสืบสกุลหลิงเถิด มารดาได้ดีเพราะมีบุตร หากเจ้ายังชักช้าอยู่อีก ข้าอาจจะต้องขอให้จางเหว่ยรับชายาเพิ่ม เจ้าก็เห็นว่าจวนอ๋องต้องการผู้สืบทอดมากเพียงใด ”
กู้เยว่ฉีจำต้องก้มหน้ารับ นางคิดจะมาทำให้หวางเฟยกดฐานะของ เหยาอันเอาไว้ แต่กลับถูกมารดาของสามีข่มขู่กลับ หากนางยังไม่อาจตั้งครรภ์บุตรของหลิงอ๋องซื่อจื่อได้อีก ไม่นานคงมีสตรีของเขาเพิ่มขึ้นในจวน
“เจ้าค่ะ ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”
กู้เยว่ฉีกลับมาถึงเรือนหนึ่งบุปผาก็ได้แต่ขว้างกาน้ำชาระบายความคับแค้นจนแตกไปหลายใบ
“ซื่อจื่อเฟยเจ้าคะ ระงับโทสะเถิดเจ้าค่ะ” หวงฟู่หน้าตาตื่น
“ก็แค่กาน้ำชาไม่กี่อัน สกุลกู้ร่ำรวยมากพอที่จะซื้อใหม่ได้อีกหลายเข่ง ให้ข้าขว้างระบายความหงุดหงิดบ้างจะเป็นไรไป เจ้าไม่ได้ยินที่หวางเฟยพูดหรือ นางข่มขู่ข้า นางคิดจะหาสตรีมาเพิ่มให้ซื่อจื่อโดยไม่สนใจสีหน้าของข้าเลยสักนิด”
กู้เยว่ฉีไม่อาจจะข่มความโมโหที่ถูกสาวใช้อย่างเหยาอันหยามศักดิ์ศรี นางจึงคิดหาวิธีกำจัดลูกในท้องของสาวใช้ข้างห้องผู้นั้นเสีย
“หวงฟู่ เจ้าไปหาของพวกนี้มาให้ข้า” นางยื่นสิ่งที่เขียนในกระดาษแผ่นเล็กๆ ให้กับสาวใช้คนสนิท
หวงฟู่อ่านแล้วถึงกับตะลึง “ซื่อจื่อเฟยนี่มัน....”
“เจ้าไม่ต้องพูด หากมีคนถามก็บอกว่าข้าเลือดลมไม่ดี อยากดื่มเพื่อปรับลมปราณ แก้ปวดเมื่อย”
“เจ้าค่ะ”
หวงฟู่ออกไปซื้อหาหรู่เซียงจากร้านยาสมุนไพรเล็กๆ นางรอบคอบพอที่จะปกปิดใบหน้าและว่าจ้างผู้อื่นกระทำการแทนตน ห่อยาที่สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานนั้น นางซุกซ่อนอย่างดีมาในปิ่นโตขนมจากภัตตาคารใหญ่โดยอ้างกับองครักษ์หน้าจวนว่าซื่อจื่อเฟยอยากรับประทาน
กู้เยว่ฉีสั่งให้สาวใช้ของตนต้มหรู่เซียงใส่น้ำแล้วแอบนำไปเทใส่น้ำแกงของเหยาอันทุกวัน เดือนต่อมาสาวใช้ผู้นั้นก็ตกเลือด หวงฟู่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแจ้งข่าวนางในเรือนในบ่ายวันหนึ่ง
“ซื่อจื่อเฟยเจ้าคะ เหยาอันแท้งบุตรแล้วเจ้าค่ะ ข้าได้ยินพวกหมอหญิงที่มารักษายืนพูดคุยกันอยู่หน้าเรือนของนาง”
กู้เยว่ฉีแสยะยิ้ม “ท่านแม่กับซื่อจื่อเล่า ”
“นั่งหารือกันเคร่งเครียดอยู่ในเรือนฟานหรงเจ้าค่ะ”
“ดี ข้าต้องแสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้ไปก่อน เอาไว้ท่านแม่ให้คนมาแจ้งข่าว ข้าค่อยทำหน้าตื่นไปดูอาการของนางก็แล้วกัน”
ควันขาวค่อยๆ พุ่งขึ้นมา ม่านฝันนั้นก็สลายลงไป กู้เยว่ฉีลืมตาขึ้นมองเพดานมุ้งของตนด้วยสายตาเลื่อนลอย ฝันคราแรกของนางนั้น มิได้มีเรื่องนี้อยู่ด้วย ที่แท้เป็นนางที่ลงมือกับเหยาอันก่อน หญิงสาวหัวเราะหึๆ ออกมา การกระทำเช่นนี้ก็สมควรแล้วกับความเป็นกู้เยว่ฉีที่พร้อมจะกำจัดทุกคนที่ขวางทาง
‘ในเมื่อข้าทำร้ายนางก่อนก็สมควรแล้วที่นางจะแค้นข้า’
ฝันร้ายของนางในบ้านพักของนักบวชหญิงลู่ผู้นั้น นางรู้แต่เพียงเหยาอันกับหมัวมัวฮัวคนสนิทของหวางเฟยใหญ่วางยาในอาหารจนนางอ่อนแรง จากนั้นก็พาสาวใช้สองคนมาจับตัวนางเอาไว้แล้วกรอกยาให้แท้งบุตรลงไป
“พวกเจ้ากล้าลงมือกับข้าหรือ คอยดูเถิด ซื่อจื่อจะต้องตัดคอพวกเจ้า นี่คือทายาทคนสำคัญของจวนอ๋องนะ”
เหยาอันหัวเราะอย่างไร้สติ “ซื่อจื่อน่ะหรือ เขารู้จักเจ้าดี กู้เยว่ฉี สตรีใจโหด เจ้าวางยาเพื่อฆ่าลูกในท้องของข้า ข้าจะเอาคืนบ้างจะเป็นไรไป ”
กู้เยว่ฉีกรีดร้องอย่างเจ็บปวด เลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากชายกระโปรงของนาง
“ลูก ลูกของข้า” นางยกมือขึ้นชี้หน้าเหยาอัน “ข้าจะฆ่าเจ้า เหยาอัน เจ้าทำร้ายลูกของข้า ข้าจะให้ซื่อจื่อฆ่าเจ้าเสีย”
เหยาอันแสยะยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า “ไม่มีทาง ซื่อจื่อกับข้าเติบโตมาด้วยกัน ที่เจ้าฆ่าลูกของเรา ความจริงเขาแค้นจนอยากจะฆ่าเจ้าด้วยมือตนเอง แต่เพราะยังไม่ถึงเวลา กู้เยว่ฉี เจ้ายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อจะได้ดูสกุลกู้ล่มสลาย”
“เหยาอัน สตรีโสโครก เจ้ามันก็แค่สาวใช้อุ่นเตียงของสามีข้า เจ้ากับหมัวมัวฮัวฉวยโอกาสตอนที่ท่านอ๋องกับซื่อจื่อไม่อยู่กล้าทำร้ายข้า ข้าเป็นซื่อจื่อเฟยนะ” นางตะโกนด่าคนทั้งสองได้แค่นั้นก็สิ้นสติไป
ที่แท้...ความแค้นระหว่างเหยาอันกับนางก็เริ่มต้นที่ตัวนางเอง กู้เยว่ฉีถอนหายใจ ยิ่งนางโลภ นางก็ยิ่งลงมือกับผู้อื่นรุนแรงขึ้น วันที่ตื่นจากฝันร้าย นางยังคิดว่าตนเองคือ ผู้ถูกทำร้าย แต่ความจริงเรื่องนี้ยังมีอีกมุมซ่อนอยู่
...สวรรค์คงอยากจะให้ข้าได้มีโอกาสเลือกทางเดินที่ถูกต้อง...
กู้เยว่ฉีเผลอยกมือขึ้นลูบท้องของตนเอง ความรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตรแผ่ซ่านไปทั่วร่าง น้ำตาของนางพลันไหลออกมาจนส่งเสียงสะอื้น ชั่วชีวิตของคุณหนูใหญ่สกุลกู้ นางไม่เคยหลั่งน้ำตาจนเสียจริตเช่นครานี้
ครู่หนึ่ง นางค่อยสงบใจลงได้ แต่ระลึกว่านั่นเป็นเพียงความฝัน ลูกที่นางกำลังเสียใจอยู่นี้ ยังไม่เคยมีและอาจจะไม่มีด้วย เพราะนางไม่มีทางเป็นซื่อจื่อเฟยของหลิงจางเหว่ยโดยเด็ดขาด
ถ้าหากนางและคนสกุลกู้ไม่ทำผิดคิดชั่วก่อน บางทีเรื่องเลวร้ายอาจจะไม่เกิดขึ้น ชีวิตนางคงไม่เป็นอย่างฝันร้ายนั้น เป็นเพราะนางมีความคิดผิดๆ ยิ่งก้าวไปข้างหน้าก็ยิ่งผิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง นำสกุลกู้ไปสู่หายนะ
‘หากข้าไม่ทะเยอทะยานเกินไปจนยอมทำทุกหนทางเพื่อแต่งให้กับหลิงจางเหว่ย สกุลกู้คงไม่จบสิ้น คำพูดของเหยาอันในครานั้นข้าไม่ได้นำมาไตร่ตรองเพราะมัวแต่โกรธ ครั้งนี้ข้าจะต้องค่อยๆ คิดให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นฝันร้ายนั้นอาจจะกลายเป็นจริง’
กู้เยว่ฉีขมวดคิ้ว สิ่งที่เหยาอันพูดออกมาน่าจะมีมูล ดูเหมือนสาวใช้ข้างห้องของหลิงจางเหว่ยผู้นั้นรู้ว่าสกุลกู้จะต้องถูกทำลาย คุณหนูใหญ่สกุลกู้ลุกขึ้นนั่งหย่อนขาลงเตียง นางคิดว่าเหยาอันอาจจะเป็นกุญแจไขความลับ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น กู้เยว่ฉีเอ่ยอนุญาตให้สาวใช้สองคนเข้ามาเก็บเตียง นางลุกขึ้นแล้วก็เดินไปหลังฉาก ทำความสะอาดร่างกายแล้วสวมเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วเดินนำหน้าสาวใช้ไปยังโต๊ะอาหารเช้าที่บิดามารดารออยู่ ตั้งแต่กลับจากเรือนพักของนักบวชหญิง นางยังไม่มาร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับบิดามารดาเลยสักวัน
“ท่านแม่ขอรับ พี่หญิงใหญ่มาโน่นแล้ว” เสียงของกู้เฉินเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น
ใต้เท้ากู้เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของบุตรสาวก็รู้สึกว่านางน่าจะมีเรื่องอยากปรึกษาหารือ พอรับประทานอาหารเสร็จ สี่คนพ่อแม่ลูกก็เข้าไปในห้องตำราของบิดา
“ท่านพ่อ ข้าคิดว่าเราคงต้องหาคนแฝงเข้าไปในจวนอ๋องหน่อยนะเจ้าคะ”
“เยว่เอ๋อร์ เรื่องนี้เห็นทีจะยาก เจ้าจำไม่ได้หรือ เราเคยพยายามสองสามครั้งแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ คนในจวนอ๋องถูกคัดกรองอย่างเข้มงวด”
กู้เยว่ฉีชะงัก “ถ้าอย่างนั้น คงต้องหาทางซื้อคนในจวนอ๋องเอาไว้ให้สักคนสองคนเจ้าค่ะ”
*************
หลังรับประทานอาหารเสร็จกู้เยว่ฉีก็ชวนสามีไปยังวัดแดนธรรมซึ่งเป็นวัดที่สร้างบนจวนหลิงอ๋อง เดิมทีจวนแห่งนี้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้กับผิงเหออ๋อง ทว่าอ๋องบรรดาศักดิ์คนใหม่แห่งเมืองหรงเฉินกราบทูลว่าต้องการสร้างเป็นวัดแห่งใหม่ถวายเป็นพระราชกุศล ฮ่องเต้ที่ทรงทราบว่าในจวนนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจึงทรงเห็นชอบ “คนมาวัดเยอะเหมือนกันนะขอรับ” เผยซานขอติดตามมาด้วย เขาอยากเห็นอดีตจวนอ๋องอันรุ่งเรืองกู้เยว่ฉีก้าวเท้าเข้าสู่เขตวัดก็รู้สึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของความสงบแผ่ออกมา นางหวังว่าเสียงสวดมนต์ทุกค่ำเช้าคงจะกล่อมเกลาให้ดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้บรรเทาความแค้นเคืองลงไปได้ “ที่นี่มีการสวดมนต์ทั้งเช้าและเย็น ด้านโน้นมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหรงเฉินถูกสร้างบนเนินดินสูง มีผู้เดินทางจากทั่วทุกสารทิศมากราบไหว้ ทุกต้นเดือนจะมีโรงทานแจกอาหารเจสามวัน” มู่โจวเป็นผู้ตอบ “ได้ยินว่าการสร้างรูปปั้นพระโพธิสัตว์เป็นดำริของท่านอ๋องหรือขอรับ” เผยซานเคยได้ยินผู้คนพูดถึงวัดแห่งนี้ให้เขาฟังอยู่หลายครั้ง “ถูกต้อง ท่านพ่อของข้าเห็นชาวบ้านชา
หลังงานแต่งงานของกู้เย่วฉีผ่านไปได้สองเดือน เผยซานขุนนางขั้นหกแห่งสำนักรับฏีกาก็ไปคุกเข่าของให้ผู้ตรวจการหงช่วยเป็นเถ้าแก่สู่ขอคุณหนูกู้เจียลี่บุตรีของใต้เท้ากู้แห่งเมืองหรงเฉินหงจื่ออวี้กำลังยุ่งกับภารกิจไม่อาจเดินทางไกลได้ จึงมอบจดหมายรับรองความประพฤติให้กับเผยซาน ชายหนุ่มจึงไปหรงเฉินพร้อมด้วยสหายขุนนางผู้หนึ่ง เขาขอเข้าพบใต้เท้ากู้พร้อมกับแสดงความประสงค์สู่ขอกู้เจียลี่บุตรีอนุเสิ่นที่ดูแลร้านค้าสกุลกู้ในเมืองหลวงเป็นภรรยา“ข้าน้อยเป็นบุตรของพ่อค้า ครอบครัวมิได้ร่ำรวยนัก ทว่าก็มิได้ลำบาก หากว่าคุณหนูสามยินดีเป็นภรรยา ข้าจะดูแลนางมิให้ขาดตกบกพร่องขอรับ”“ใต้เท้าเผย สกุลกู้เองก็มิได้ขาดแคลนทั้งเกียรติยศและเงินทอง หากว่าเจ้าชอบเจียลี่จริง ต้องแสดงความจริงใจมากกว่านี้”“ข้าน้อยสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อนาง ไม่รับอนุภรรยา และไม่ทำให้นางต้องลำบากใจขอรับ” เผยซานน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับยื่นซองจดหมายในมือให้กับใต้เท้ากู้ “นี่คือจดหมายรับรองความประพฤติที่ผู้ตรวจการหงจื่ออวี้เขียนขึ้น เชิญใต้เท้ากู้อ่านเถิดขอรับ”ท่าทางไม่ถึงกับหวาดเกรงและไม่แข็งกร้าวของเผยซานทำให้ใต้เท้ากู้รู้สึกพอใจ เขา
มู่ช่างเหมือนจะรู้ตัว เขาบอกให้กู้เฉินอย่ากินดื่มสิ่งที่คนของมู่จ้านและมู่โจวนำมาส่งให้ ดังนั้นสุราผสมผงนิทราที่เซียวเกิงนำมาจึงไม่ได้รับการตอบสนองหวงฟู่ที่แอบอยู่ไม่ไกลเห็นคนรักทำเรื่องง่ายๆ ก็ไม่สำเร็จจึงเอ่ยปากแดกดัน เซียวเกิงนำขวดสุรามาหานาง ““ไม่เป็นไร เรื่องเช่นนี้ ท่านทำไม่สำเร็จ คงเป็นข้า”หวงฟู่ฉวยเอาขวดสุรานั้นไปแล้วโบกมือเรียกบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเอาไว้ จากนั้นก็รินสุราในกานั้นทิ้งแล้วเทสุราในขวดลงไปแทน บ่าวรับใช้ผู้นั้นทำตาเหลือก“ไม่ต้องห่วง นี่มิใช่ยาพิษ แค่ต้องการให้คุณชายรองมู่กับคุณชายรองกู้หลับเท่านั้น พวกเขาจะได้ไม่ไปป่วนห้องหอ”บ่าวรับใช้ในจวนอ๋องจำได้ว่าหวงฟู่คือสาวใช้คนสนิทของกู้เยว่ฉี และเซียวเกิงคือรองหัวหน้าหน่วยสายฟ้าจึงวางใจ เขายิ้มน้อยๆ ก่อนรับเอาเงินก้อนที่หวงฟู่ยื่นมาให้“เจ้าทำสำเร็จแล้ว ข้าจะให้เจ้าเพิ่ม” นางเอ่ยสำทับบ่าวรับใช้ยิ้มกว้าง “ขอรับ”พอดื่มเข้าไปมากๆ สองพี่น้องต่างสกุลที่เพิ่งผูกสัมพันธ์กันใหม่ก็มิได้ระวังตัวมากอย่างที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายเผลอดื่มสุราที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นรินให้ไปคนละจอก ครู่หนึ่งก็เกิดอาการง่วงงุนจนทนไม่ไหว“ข้าว่า...พวกเรา
“ซื่อจื่อ ข้าสงสัยจริง ซื่อจื่อเฟยท้องได้สองเดือนกว่า ช่วงนั้นการศึกพัวพันวุ่นวายยิ่งนัก ท่านเองก็กินนอนอยู่ในค่ายทหาร ท่านใช้เวลาไหนไปปั้นทายาทกับนางหรือ” สหายขุนพลผู้ร่วมเป็นร่วมตายแอบมาสอบถาม มู่จ้านถลึงตาใส่ไปทีหนึ่ง พร้อมกับทำปากขมุบขมิบ คนผู้นั้นจึงหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วเดินหนีไป มู่จ้านไม่ยอมเปิดเผยความลับเด็ดขาดว่าภรรยาของเขาปลอมเป็นทหารยามไปเฝ้าอยู่ในค่ายหลายครั้ง หากพูดไปแล้วเกรงว่าคราวหน้าเกิดเรื่องสงครามขึ้น เขาจะหมดโอกาสแอบนำนางเข้าไปหลับนอนในค่ายทหารด้วยทว่าเรื่องนี้กลับมีผู้รู้ดี คือ น้องชายสองคนของเขา มู่ช่างกับมู่โจว “เสี่ยวโจว เจ้าแอบทำเรื่องพวกนั้นเหมือนพี่จ้านในช่วงสู้รบหรือไม่” มู่โจวยิ้มพลางส่ายหน้า ในช่วงศึกสงครามที่เข้มข้นอย่างนั้น หากนายทหารมัวแต่ลิ้มรสโลกีย์ย่อมทำให้ได้รับคำตำหนิติเตียน “คนอย่างข้ามีหรือจะทำเรื่องผิดธรรมเนียมเช่นนั้น” พี่ชายคนโตหน้าม้าน แย้งด้วยเสียงแข็ง “ข้ามิได้ย่อหย่อนการศึกเสียหน่อย” มู่ช่างหัวเราะอย่างรู้ทัน “เจ้าคิดว่าเรื่องที่หมู่บ้านซือหลายฉ่วยข้าไม่รู้หรือไร ตกดึกเจ้าพยายามปีนหน้า
“เจ้ากล้าทำของสำคัญของข้าตกน้ำงั้นรึ” กู้เยว่ฉีโมโหนางอาศัยจังหวะที่หลิงจางเหว่ยเริ่มอ่อนแรงอีกทั้ง แทงกริชเข้าไปในข้อมือขวาของอีกฝ่าย“อ๊าก....!” เขาร้องลั่นอีกครั้งพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งไปกดข้างที่ถูกแทงตามสัญชาตญาณ “เจ้า เจ้าบังอาจนัก”เมื่อครู่หลิงจางเหว่ยเห็นภาพในอดีตชาติที่ตนยืนมองกู้เยว่ฉีถูกกระชากลากถูขึ้นรถม้า นางดูคล้ายคนป่วยหนัก ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ข้างกายของเขามีมารดาอยู่เคียงข้าง พร้อมกับบอกให้เขารีบไปค้นเอาทรัพย์สินของสกุลกู้มาให้หมดบิดาของเขาปั้นคดีกบฏให้กู้เจินบิดาของกู้เยว่ฉีจนถูกตัดสินโทษประหารทั้งครอบครัว...เขาเคยทำให้สกุลกู้จบสิ้น มิน่าเล่า นางถึงได้ชิงชังเขาถึงเพียงนี้“มือขวาของเจ้าใช้ถืออาวุธทำร้ายผู้คนมากมาย จากนี้ไปมันไม่สมควรถูกใช้งานอีก” กล่าวจบกู้เยว่ฉีก็ใช้กริชแทงไปแผ่นหลังของซื่อจื่ออีกครั้งหนึ่ง“อ๊า...! เจ้า เจ้ามันสตรีเลว!” ร่างของซื่อจื่อฟุบลงแทบเท้าของนาง “สกุลหลิงแพ้แล้ว ซื่อจื่อ ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ คนในครอบครัวของเจ้าล้วนก่อกรรมทำเข็ญ ใส่ร้าย ปล้นทรัพย์ ฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย เจ้าหักหลังผู้คนที่เคยทำงานรับใช้อย่างเลือดเย็น
“นี่น่ะหรือฤทธิ์ของยาทำลายเส้นเลือด ช่างน่ากลัวเสียจริง” กู้เฉินมองดูแต่ละศพแล้วก็เอ่ยกับพี่สาว “นางลงมือฆ่าคนทั้งจวนเลยหรือนี่” กู้เยว่ฉีรำพึง รีบสาวเท้าไปยังเรือนพักของชายารองของหลิงอ๋อง “ตายหมดแล้วขอรับ คุณหนูใหญ่” ไป๋ชางที่นำหน้ามาก่อนสำรวจสตรีสองคนในอาภรณ์หรูหราที่ฟุบอยู่บนโต๊ะน้ำชาแล้วมองพวกนางด้วยความเวทนา ทหารหน่วยสายฟ้าไปดูในเรือนแต่ละหลัง กู้เยว่ฉีเรียกให้กู้เฉินไปดูที่เรือนฟานหรงกับตน นางจำได้ว่าเหยาอันพักอยู่ที่นั่น เสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นระเบียงเรือน ทำให้บุรุษสองคนที่ซ่อนอยู่ในห้องหันไปสบตากัน“ทหารข้างนอกไม่น่าจะเข้ามาตรวจในจวนเร็วเช่นนี้นะขอรับ” องครักษ์ขมวดคิ้ว ประสาทตึงเครียดไปเสียทุกส่วน“ไม่ใช่ น้ำหนักฝีเท้าเช่นนี้เป็นสตรีหนึ่งคน นางไม่มีวรยุทธ์ ส่วนบุรุษอีกคนน่าจะพอมีฝีมือ” หลิงจางเหว่ยยกมือแตะบาดแผลที่ท้อง เขาเพิ่งใส่ยาและพันด้วยผ้าเอาไว้ ระหว่างที่หนีมาถึงประตูหลังจวน เขารู้สึกว่าร่างกายเริ่มไร้เรี่ยวแรง เลือดลมติดขัดไปทั่วร่าง แต่ก็ยังพอเคลื่อนไหวได้กู้เยว่ฉีมองเห็นเหยาอันที่นั่งคอพับอยู่บนเก้าอี้ นางลืมตาขึ้นเมื่อได
กู้เยว่ฉีถูกประคองเข้าไปในห้องนั้น นางถูกปล่อยให้นอนอยู่บนเตียงพักหนึ่ง ฝานกั๋วก็เข้ามา เหมาไฉ่หงรีบหันไปรายงาน “องครักษ์ฝาน ส่วนของข้า เรียบร้อยแล้ว ถือว่าท่านรับงานต่อแล้วนะ” “ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ย ข้าจะให้คนเฝ้านางไว้เอง รอซื่อจื่อกับชายารองกลับก่อนจึงจะพานางออกไปได้”
มู่โจวได้รายงานข่าวว่าจะมีงานบรรเลงพิณที่หอม่านฟ้าก็หน้าตึง งานนี้ กู้เยว่ฉีได้รับเทียบเชิญจากซื่อจื่อให้เข้าร่วมงานด้วย เขามัวแต่วุ่นวายจัดแจงเรื่องสืบความเคลื่อนไหวของจวนอ๋องอยู่หลายวันจึงมิได้ไปพูดคุยกับนาง “หัวหน้า ระยะนี้ซื่อจื่อจัดงานรื่นเริงสังสรรค์อยู่บ่อยครั้งนะขอรับ”
ทันทีหลักฐานถึงมือของผู้ตรวจการหง หัวหน้ามือปราบคนใหม่ก็นำคนไปจับกุมตงเปาถึงจวน ตุลาการใหญ่เห็นมือปราบบุกรุกเข้ามาก็ชี้หน้าข่มขู่ “ข้าเป็นตุลาการใหญ่ของเมืองหรงเฉิน พวกเจ้ากล้านำคนมาบุกรุกโดยพลการเช่นนี้ได้อย่างไร” “ใต้เท้าตง เชิญท่านไปรับการสอบสวนที่ศาลต้าหลี่แต่โดยดีเถิ
ทันใดทหารอีกกลุ่มก็เดินเข้ามา ในมือถือเชือกหนังจูงสุนัขตัวใหญ่เข้ามาด้วย มู่โจวทรุดกายลงนั่งอ้าแขนออก สุนัขตัวนั้นก็พุ่งเข้ามาใช้สองขาหน้ากอดคอเขาไว้ เซียวเกิงจึงได้แนะนำให้คนทั้งหมดในที่นั่นได้รู้จักกับสัตว์เลี้ยงสี่ขาประจำหน่วยสายฟ้า “ใต้เท้าทั้งหลาย นี่คือเจ้าปฐพีขอรับ มันเป็นส







