LOGINกู้เยว่ฉีชะงัก ในฝันนั้น หลังจากที่นางแต่งงานเข้าไปอยู่ในจวนอ๋องได้ราวสามเดือน คราหนึ่งได้ยินสามีเอ่ยปากกับองครักษ์ฝานถึงเรื่องเกาะยูซานโดยบังเอิญ นางพยายามแอบฟังต่อทั้งสองก็ไม่ได้พูดต่อ
‘ข้าพลาดเอง ที่มัวแต่เพลิดเพลินกับฐานะซื่อจื่อเฟย จัดงานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อสร้างบารมีในหมู่สตรีชั้นสูงในเมืองหรงเฉิน จนลืมสนใจเรื่องอื่นในจวนอ๋อง ครานี้ข้าคงต้องเปลี่ยนจุดยืนเสียใหม่’
“ขอบใจมาก เหล่าไป๋ เจ้าไปพักผ่อนเถิด”
ไป๋ชางยืนตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับคำขอบคุณจากคุณหนูใหญ่ สาวใช้สองคนที่ยืนอยู่ด้วยก็ตกใจไม่แพ้กัน
“พวกเจ้าจะยืนอยู่ทำไม ออกไปกันได้แล้ว ข้าจะนอน” กู้เยว่ฉีหันมาโบกมือไล่
ตั้งแต่นางถูกจับกร้อนผม ถูกขังไว้ในอารามชีนอกเมืองแห่งนั้น ทุกอย่างล้วนต้องทำด้วยตนเอง นางไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ร่างกายอาจจะยังแข็งแรงหุงหาอาหาร ซักผ้า และทำความสะอาดได้ แต่สติปัญญาดูเหมือนจะเลอะเลือน นางคิดสิ่งใดไม่ค่อยออก ทำได้เพียงฟังคำสั่งของแม่ชีวัยกลางคน ทั้งสองที่เฝ้านางอยู่ในอารามแห่งนั้น
ภวังค์ความคิดพลันสะดุดเพราะเสียงของสาวใช้ “คุณหนู ไม่ให้ข้าช่วยผลัดอาภรณ์เข้านอนหรือเจ้าคะ ”
“ไม่ต้อง ข้าทำเอง แค่นี้ ข้าทำเองได้ พวกเจ้าออกไปเถอะ”
หวงฟู่หันไปสบตากับสาวใช้อีกคน ความเปลี่ยนแปลงของคุณหนูเป็นสิ่งที่พวกนางประหลาดใจ ตั้งแต่กลับมา กู้เยว่ฉีไม่เคยให้พวกนางคอยอยู่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า บางอย่างหากพวกนางไม่เข้ามา คุณหนูใหญ่ก็จะทำเอง ทั้งการปูเตียง พับผ้าห่ม สาวใช้สองคนเห็นครั้งแรกถึงกับต้องคุกเข่าเพราะกลัวคุณหนูใหญ่จะสั่งโบยพวกนางที่ไม่เข้ามารับใช้
“คุณหนู แล้วยาสงบใจเล่า ท่านจะไม่ดื่มก่อนนอนหรือเจ้าคะ ”
“ไม่ ข้าไม่ดื่มสิ่งใดทั้งนั้น พวกเจ้าออกไปเถอะ”
กู้เยว่ฉีเปลี่ยนเสื้อผ้า นางไม่ยอมถอดสร้อยประคำที่ข้อมือ ทุกคืนที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพราะยาสงบใจของหมอหญิงเว่ยจึงทำให้นางหลับสนิทโดยไม่ฝัน แต่หลังจากที่นางเห็นเบื้องหลังของแผนลอบสังหาร นางจึงได้รู้ว่าสตรีโง่ที่บุรุษแซ่มู่ผู้นั้นกล่าวหา นับว่าไม่เกินเลย
‘คืนนี้ ข้าอยากจะฝันเห็นเรื่องราวในจวนหลิงอ๋องอีกครั้ง มีหลายอย่างเหลือเกินที่ข้าพลาดไป’
นางวางมือบนผ้าห่มที่คลุมอก ใช้มือขวาลูบไปบนสร้อยข้อมือลูกประคำสีขาวไปมา นิ้วของนางลูบไปบนร่องเล็กๆ ที่ถูกแกะสลักบนผิวของลูกประคำ แล้วก็ค่อยๆ หลุดเข้าในห้วงนิทรา
ความฝันที่นางสัมผัสคราแรก กู้เยว่ฉีมิได้สนใจสังเกตสิ่งรอบข้างเท่าใดนัก ตอนนั้นนางกำลังตื่นเต้นกับแผนการจับหลิงอ๋องซื่อจื่อที่สำเร็จดังคาด นางได้ก้าวเข้าสู่การเป็นซื่อจื่อเฟยของจวนที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหรงเฉิน หญิงสาวตระกูลใหญ่ทั้งหลายมองนางด้วยสายตาอิจฉา
จากหญิงสาวสกุลขุนนางธรรมดากลายมาเป็นชายาของซื่อจื่อแห่งจวน หลิงอ๋องผู้เป็นใหญ่แห่งเมืองหรงเฉิน ความเย่อหยิ่งจองหองของกู้เยว่ฉีเพิ่มพูนทวี นางกวาดตามองไปทั่วเรือนพักของตนด้วยความพอใจ ข้าวของเครื่องใช้ในนี้ล้วนเป็นสิ่งของหรูหราหาได้ยาก
“ซื่อจื่อเฟยเจ้าคะ ห้องอาบน้ำพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
สกุลหลิงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นอ๋องเพราะคุณงามความดีของบิดาหลิงอ๋องกับหลิงอ๋องที่ปกป้องเมืองจากการบุกเข้ามาของกองทัพโจรสลัด คำเรียกขานของคนในจวนแห่งนี้ก็คล้ายกับในจวนอ๋องอื่นๆ เพียงแต่ไม่ต้องใช้คำ ราชาศัพท์เพราะมิใช่คนในราชวงศ์
ในฝันคืนนี้ กู้เยว่ฉีเพิ่งสังเกตว่าสาวใช้ตามเข้าไปรับใช้นางถึงจวนอ๋องก็คือหวงฟู่กับซีหนิงซึ่งเป็นสาวใช้ประจำตัวจากสกุลกู้ หลังจากประทินโฉมจนงดงาม นางก็นั่งรอสามีผู้สง่างามกลับมารับประทานอาหารพร้อมกัน เขาถือกล่องเครื่องประดับราคาแพงมาด้วย
“ให้ข้าปักปิ่นให้เจ้าเถอะนะ ชายาคนงาม”
หญิงสาวยิ้มเอียงอาย นางเหลือบมองปิ่นหยกมันแพะด้วยความพอใจ เขาปักปิ่นให้นาง หลิงจางเหว่ยเอาใจคนงามเป็นอย่างดี แต่ยังไม่ทันจะได้เข้านอน องครักษ์แซ่ฝานก็เข้ามารายงานเรื่องสำคัญ
หลิงจางเหว่ยหันมายิ้มให้ภรรยา “เยว่เอ๋อร์ ข้าต้องไปพบท่านพ่อ เจ้าเข้านอนไปก่อน เจ้าก็รู้ว่าข้ากับท่านพ่อหารือกันจนดึกดื่น คืนนี้ข้าจะนอนที่เรือนข้าก็แล้วกัน
“เจ้าค่ะ เชิญซื่อจื่อเถิด”
“เจ้าช่างเข้าใจข้าดีเหลือเกิน คิดไม่ผิดเลยที่เลือกเจ้าเป็นชายาของข้า” เขายิ้มหยอดคำหวานก่อนออกจากห้องของนางไป
กู้เยว่ฉีมองตนเองในความฝันด้วยความสมเพช กว่านางจะรู้ว่าสามีมี สาวใช้ข้างห้องก็ผ่านไปร่วมห้าเดือน คราหนึ่งท่านอาของนางอยากได้ใบผ่านทางของเรือลำใหม่ที่เพิ่งซื้อมา จึงได้บอกให้นางขอร้องสามี กู้เยว่ฉีจึงได้สั่งสาวใช้ต้มน้ำแกงบำรุงร่างกายและเอาไปส่งที่เรือนนอนของเขา
คืนนั้น หน้าห้องไม่มีคนเฝ้าอยู่ นางคิดอยากจะฉอเลาะเขาจึงสั่งให้สาวใช้ทั้งสองรออยู่ข้างนอก ส่วนตนถือปิ่นโตไม้เดินไปถึงหน้าประตูกำลังจะยกมือขึ้นเคาะพลันได้ยินเสียงพูดคุยหยอกล้อของบุรุษและสตรีจึงลดมือลง ผลักประตูเบาๆ บานประตูนั้นแง้มออกจึงได้เห็นหลิงจางเหว่ยกำลังยืนกอดหอมสาวใช้แซ่เหยาเต็มตา นางรู้สึกว่าใบหน้าของตนเองแข็งค้างไปเล็กน้อย จากนั้นสองมือที่กำเถาปิ่นโตไว้แน่นก็ค่อยคลายออก นางยกมือขึ้นงับประตูแล้วถอยหลังไม่ให้เกิดเสียง เดินกลับมาหาสาวใช้สองคนที่ยืนรออยู่ห่างออกไป
“ซื่อจื่อเฟย ท่านเป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ ”
นางยื่นปิ่นโตไม้ส่งให้ซีหนิง เดินนำหน้าคนทั้งสองไม่พูดไม่จากลับมายังเรือนพักของตน พอนั่งลงบนโต๊ะกลมกลางห้องก็ยกยิ้มมุมปาก
“ข้าไม่คิดเลยว่าซื่อจื่อจะปกปิดเรื่องนี้กับข้า หวงฟู่ เจ้าไปสืบเรื่องสาวใช้แซ่เหยาที่อยู่เรือนฟานหรงมาให้ข้าที”
ดูจากสีหน้าเคร่งเครียดของกู้เยว่ฉี สาวใช้มากประสบการณ์อย่างหวงฟู่ก็พอจะเดาได้ว่านายหญิงของตนไปพบสิ่งใดเข้า
“เจ้าค่ะ ข้าจะรีบสืบให้เร็วที่สุด”
“ซีหนิง เจ้าไปซื้อตัวสาวใช้เรือนภูผาเอาไว้ด้วย ให้นางคอยข่าวของซื่อจื่อให้ข้า ต่อไปเราจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด”
กู้เยว่ฉีได้รู้เรื่องของเหยาอันในเวลาต่อมา หญิงสาวผู้นั้นเป็นเด็กหญิงข้างบ้านของหวางเฟยผู้เป็นมารดาของหลิงจางเหว่ย บิดาเป็นเจ้าหน้าที่เล็กๆ ในอำเภอ พอหวางเฟยเข้าพิธีแต่งงานกับหลิงอ๋องจึงได้รับนางมาอุปถัมภ์ เหยาอันเติบโตมากับหลิงจางเหว่ย นางอายุน้อยกว่าซื่อจื่อหนึ่งปี ตอนนางอายุสิบหกก็กลายเป็นสาวใช้อุ่นเตียงที่รอวันจะถูกยกขึ้นเป็นชายารองในวันหน้า
“ข้ารู้ว่าวันหน้าซื่อจื่อต้องมีชายาอีก เพียงแต่ข้าโมโหที่คนในจวนนี้ปกปิดเรื่องนางกับข้า”
“ซื่อจื่อเฟย ข้ายังได้ยินมาอีกนะเจ้าคะว่าหลังจากที่ซื่อจื่อแต่งท่านเข้าจวนแล้ว นางก็ไม่ต้องดื่มยาห้ามครรภ์อีก ตอนนี้ได้ยินว่าตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้วเจ้าค่ะ”
กู้เยว่ฉีชะงัก “ท่านแม่อนุญาตให้นางตั้งครรภ์ได้หรือ ”
“เจ้าค่ะ แม่นางเหยาได้รับความเมตตาจากหวางเฟยอย่างมาก นางมีเรือนพักแยกต่างหาก การแต่งกายและความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับคุณหนูของชายารองของท่านอ๋องเลยเจ้าค่ะ” หวงฟู่รายงานทุกสิ่งที่ตนรู้
กู้เยว่ฉีถึงกับผุดลุกขึ้น “มีธรรมเนียมที่ใดกัน ปล่อยให้สาวใช้ข้างห้องตั้งท้องก่อนซื่อจื่อเฟย แบบนี้ข้าจะมีหน้าไปสู้ผู้คนได้อย่างไร เช่นนี้ หากนางมีบุตรชาย มิใช่ลูกของนางจะได้กลายเป็นซื่อจื่อในวันหน้าหรอกหรือ ข้ายอมไม่ได้เด็ดขาด นางเป็นแค่สาวใช้ในจวน จะยกฐานะขึ้นมาเทียบข้าไม่ได้”
ด้วยตำแหน่งของท่านอ๋องบรรดาศักดิ์ สามารถมีพระชายาเอกหรือหวางเฟย พระชายารอง ชายาเอก และชายารอง อีกหลายตำแหน่ง แม้กู้เยว่ฉีจะทำใจไว้แล้วว่าวันหน้าสามีของนางจะต้องมีภรรยาเพิ่ม แต่นางก็คิดเอาไว้แล้วว่าสตรีพวกนั้นต้องเป็นนางที่เห็นชอบด้วยเพราะวันหน้า นางก็คือหวางเฟย
“ไม่ได้การ ข้าคงต้องไปขอพบท่านแม่หยั่งท่าทีเรื่องนี้สักหน่อย”
***************
“อย่าเพิ่งไปสิ แม่นางเหยา” กู้เยว่ฉีดึงแขนจากการเกาะกุมของหวงฟู่ ยื่นออกไปจับแขนเหยาอันเอาไว้ สีหน้าของเหยาอันไม่สู้ดี นางกังวลว่าจะถูกกู้เยว่ฉีเล่นเล่ห์จึงรีบคว้าแขนของอีกฝ่ายเพื่อหวังจะให้นางปล่อยแขนต้น “ข้าต้องรีบไปดูแลหวางเฟยกับซื่อจื่อ” มือของเหยาอันคว้าข้อมือของกู้เยว่ฉี ทับบนแขนเสื้อที่ด้านล่างมีสร้อยประคำ ความร้อนแทบลวกไหลเวียนไปทั่วสร้อยข้อมือแผ่ไปทั่วร่าง กู้เยว่ฉีแทบจะสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเหยาอัน “เช่นนั้นก็เชิญเจ้าเถิด ข้าไม่รั้งเอาไว้แล้ว” เหยาอันรีบร้อนเดินจากไป กู้เยว่ฉีหันกลับไปมองหาคนที่ช่วยตนจาก มหันตภัยครั้งนี้ หากไม่ได้มู่โจว นางก็คงต้องกล้ำกลืนบุญคุณของหลิงจางเหว่ยลงท้องและยอมรับการหมั้นหมายแต่โดยดี บ่าวรับใช้อัปลักษณ์ของนางกำลังนั่งปาดเหงื่อและเช็ดหน้าที่เปื้อนเขม่าควันไฟเลอะเทอะอยู่ที่ลานใกล้ระเบียงทางเดินที่ไฟไหม้ไปไม่ถึง “พวกเจ้าไม่ต้องประคองข้าแล้ว ข้าไม่ได้บาดเจ็บอันใดก็แค่ร้อนและรู้สึกแสบหน้าเท่านั้น เราไปดูโจวเซียวกันเถอะ ถ้าไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ ข้าก็คงลำบาก” นางสืบเท้าเข้าไปใกล้มู่โจว
มู่โจวนิ่วหน้า เขาเองก็รู้สึกเย็นราวกับกำลังกุมน้ำแข็งเอาไว้ แต่แข็งใจดึงให้นางลุกขึ้น ในใจก็คิดว่าเรื่องนี้เอาไว้ถามนางทีหลัง กู้เยว่ฉีถูกมู่โจวดึงมือให้ลุกขึ้น นางหันไปทางหลิงจางเหว่ยแล้วเอ่ยอย่างกังวล“เหล่าโจว เราจะทิ้งซื่อจื่อไว้อย่างนี้ไม่ได้ เกิดเขาตายขึ้นมา ข้าได้กลายเป็นฆาตกรพอดี เจ้าช่วยแบกเขาออกไปที”“ขอรับ” ใจจริงมู่โจวอยากจะทิ้งซื่อจื่อผู้นี้เอาไว้ให้นอนท่ามกลางกองเพลิงที่เขาสั่งให้จุดขึ้น เพียงแต่กลัวว่ากู้เยว่ฉีจะต้องกลายเป็นแพะรับบาป “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะแบกเขาเอง คุณหนูรีบวิ่งออกไปก่อนเถิด ควันเยอะเช่นนี้ แค่กๆ ประเดี๋ยวจะหนีไม่ทัน”“ได้ ข้าไปก่อนนะ” กู้เยว่ฉีควักผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดปากและจมูก ใช้มือปัดควันไปมา มองหาทิศทางที่จะหนีออกจากกองเพลิงเตียงด้านหลังถูกไฟไหม้ลุกโชนจนลามไปถึงผนัง เสียงปะทุของไม้ในกองเพลิงทำเอาหญิงสาวสะดุ้ง ฉากบังด้านหน้าที่ติดไฟเล็กน้อยล้มลงมาขวางทางออกประตู“ว้าย!” กู้เยว่ฉีร้องเสียงหลง ถอยเท้าได้ทัน เปลวไฟถูกปลายกระโปรงนางเล็กน้อย หญิงสาวรีบสะบัดอย่างแรงจนไฟนั้นดับ“คุณหนูระวังขอรับ วิ่งไปด้านขวา ท่านหลงทิศหรือไร ประตูอยู่ทางนั้น”“ข้าตกใจก็เลย
แบบร่างผ้าปักขนาดใหญ่กางอยู่โต๊ะกลางห้อง กู้เยว่ฉีเดินไปมองแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ งานฝีมืออย่างนี้นางไม่ถนัดเลยสักนิดแต่พลัดเข้ามาในสถานที่แห่งนี้แล้วก็จำต้องทำตามผู้อื่นต้องการไปก่อน “แม่นมเฉียน สองเรือนโน้นเป็นอย่างไรบ้าง” กู้เยว่ฉีมองดูแบบทิวทัศน์ที่มีหงส์เหินงามสง่าหลายตัวด้วยความเหนื่อยหน่าย นางชอบอ่านตำรา คิดบัญชีรายได้ และคำนวณโอกาสจะได้กำไรมากกว่างานเหล่านี้ “พวกนางกลับไปแล้วก็ยังค้นตำราปักเย็บกันอย่างคร่ำเคร่งอยู่เลยเจ้าค่ะ เมื่อตอนบ่ายทั้งจวนสกุลตงและคฤหาสน์สกุลลี้ต่างพากันขนเอาตำรามากันหลายตั้ง” “นั่งหลังคดหลังแข็งมาทั้งวัน พวกนางยังจะไปค้นคว้าตำรากันอยู่อีก ช่างมีมานะกันเสียจริง” กู้เยว่ฉีทำตัวเข้มแข็งอยู่ได้สองวันก็แสร้งเจ็บมือจนได้หลบไปในช่วงบ่ายของวันที่สาม หลังจากแสร้งนวดมือและข้อมือและงีบหลับไปจนถึงเย็น ช่างที่สอนนางปักผ้าทั้งสองคนก็ตรงมาถึงเรือนพักในตอนแสงแดดเกือบลับขอบฟ้า “คุณหนูกู้เจ้าค่ะ หากว่าท่านได้พักเต็มที่แล้วก็โปรดตามข้าน้อยไปฝึกต่อเถิดเจ้าค่ะ ในบรรดาคุณหนูทั้งสาม ท่านฝีมือด้อยสุดและยังไม่ได้ปักลงผ้าผืนให
“ข้าเคยสั่งหัวหน้าค่ายเอาไว้แล้วว่าให้ปล้นเฉพาะพ่อค้าเท่านั้น พวกชาวบ้านต้องละเว้นไปเพราะไม่ได้เงินทองมากพอ ซ้ำยังจะทำให้ผู้คนชิงชัง หลายปีที่ผ่านมา ข้าให้พวกเขาสร้างชื่อเสียงด้วยการปล้นคนรวยไปช่วยคนจน แม้เงินที่แจกจ่ายไปจะน้อยนิดแต่ได้รับความช่วยเหลือและปกปิดจากชาวบ้าน ทั้งยังซ่องสุมกำลังคนได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “ท่านพ่อปรีชายิ่ง” หลิงคุนรีบสรรเสริญความสามารถของบิดาอันที่จริงหลิงคุนเองก็คาดไม่ถึงว่าบิดาจะวางแผนก่อกบฏเอาไว้หลายปีแล้ว กลุ่มโจรภูเขาที่ซุกซ่อนอยู่นอกเมือง มีข่าวเรื่องปล้นขบวนสินค้าของพ่อค้าอยู่หลายครา แม้จะมุ่งที่การชิงทรัพย์โดยมิได้ฆ่าและฉุดสตรี แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนประหลาดใจยิ่ง ในยามที่เหล่ามือปราบและทหารรักษาเมืองออกไปตามจับกลับไม่เคยพบคนร้ายสักรายเดียวกระทั่งตัวเขาได้เป็นตัวแทนของบิดาออกไปติดต่อกับคนพวกนั้น จึงได้รู้ว่าโจรก็คือชาวบ้านและชาวบ้านก็โจร พวกเขาปล้นเงินมาได้ก็นำเอาส่วนหนึ่งไปแจกจ่ายคนในตำบลทำให้ทุกคนหุบปากสนิท ระหว่างนั้นคนของจวนอ๋องที่มีฝีมือก็จะออกไปฝึกซ้อมอาวุธให้ สักวันหนึ่งเมื่อจวนอ๋องต้องระดมพล บุรุษชาวบ้านที่เป็นโจรพวกนี้ก็จะ
สถานการณ์รอบด้านของกู้เยว่ฉีดูสงบสุขลงไปราวห้าวัน ระหว่างนั้น นางไม่ได้พบหลิงอ๋องกับหลิงจางเหว่ย หวงฟู่ไปสืบข่าวได้ความว่าช่วงนี้มีขุนนางเข้าออกเรือนใหญ่รับแขกทุกวัน ไป๋ชางนำเอาข่าวจากใต้เท้ากู้กลับมาแจ้งให้คุณหนูของตนได้ทราบว่าบัดนี้กองกำลังของขุนพลมู่จ้านกับขุนพลมู่ช่างที่เคยไปประจำการที่เมืองหลวงตามพระราชโองการนั้นได้กลับมาแล้ว “หรงเฉินเต็มไปด้วยข่าวลือขอรับคุณหนูใหญ่ ชื่อเสียงของจวนอ๋องดูตกต่ำลง พวกสกุลใหญ่เหมือนจะกำลังดูทิศทางลม” “พวกเขาเคยอาศัยอำนาจของจวนอ๋องมาตลอด อนุภรรยาหลายคนที่ หลิงอ๋องรับมาก็เป็นคนของสกุลเหล่านั้น คนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว อยากสลัดทิ้งตอนนี้ก็คงหมดโอกาส แต่สกุลอื่นอาจจะกำลังชั่งใจ” กู้เยว่ฉียิ้มสลด แม้กู้เยว่ฉีจะไม่เอ่ยออกมาตรงๆ ไป๋ชางก็พอจะดูออกว่าเจ้านายในจวนตนกำลังพยายามหลบหลีกสกุลหลิง “เรื่องที่คุณหนูให้ข้าสืบเรื่องสาวใช้แซ่เหยาผู้นั้นได้ความแล้วขอรับ ที่จริงนางเป็นเพื่อนบ้านกับสกุลจ้ง คนแถวบ้านนางซุบซิบกันว่าก่อนหวางเฟยจะแต่งกับหลิงอ๋องเคยสนิทกับบุรุษที่เป็นญาติของเหยาอัน เมื่อได้เข้าจวนอ๋องจึงนำนางมาเป็นสาวใช
“อันที่จริงพวกเรารู้ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าเจ้าเข้ามาเพื่อการใด” น้ำเสียงของกู้เฉินฟังดูเนิบๆ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาด “จวนอ๋องสืบข่าวได้ดีนัก ทองคำของสกุลกู้ แลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเงินทุนเพื่อทำการค้าในเมืองหลวงแล้ว ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าอยากได้” ชายหนุ่มหยุดพูดแล้วลุกขึ้นจ้องหน้านาง “พี่หญิงของข้าบอกว่าจะให้เมื่อถึงเวลาอันสมควร” ซุนหลันยกยิ้มมุมปาก “ข้าคิดแล้วเชียว คนอย่างกู้เยว่ฉีมีหรือจะยอมให้ข้าค้นพบห้องลับได้ง่ายๆ ที่แท้นางก็จัดฉากเอาไว้แล้ว” “ห้องลับที่เจ้าเข้าไป อันที่จริงมีไว้สำหรับหลบภัย คนทั่วไปไม่ควรจะได้เห็น นับว่าเป็นวาสนาเจ้าแล้ว เดิมทีข้ายังคิดจะเล่นเป็นสามีภรรยากับเจ้าต่ออีกหน่อย แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นซุนหลันตัวปลอม” กู้เฉินแสยะยิ้ม ชักมีดสั้นที่เหน็บเอาออกมา ใช้ปลายนิ้วลูบเล่นราวกับจะข่มขวัญ “จะปลอมได้อย่างไร ข้านี่ล่ะบุตรีคนเดียวของใต้เท้าซุน ผู้ที่ถูกใส่ร้ายจนต้องโทษ ซื่อจื่อไปรับข้ามาจากหอสังคีตด้วยตนเอง ทั้งยังตรวจสอบประวัติของข้ามาอย่างชัดแจ้ง” กู้เฉินไม่ตอบ ใช้ปลายมีดสั้นปาดเบาๆ ไ







