로그인เพื่อตอบแทนบุญคุณเลี้ยงดู นางจึงยินยอมสวมนามออกเรือนแทนพี่สาวที่ป่วยหนัก เพื่อตอบแทนรักของสามี นางจึงยินยอมสวมนามออกรบแทนสามีที่หายตัวไป ห้าปีในสนามรบนางสู้สุดชีวิตต้านสุดกำลังจนได้เกียรติยศเป็นถึงรองแม่ทัพไร้พ่าย ทว่ายามหวนคืนจากสงครามกลับได้รับคำว่า "ทรยศ" เป็นผลตอบแทนจากพี่สาวและสามี "เจ้าเป็นตัวแทนพวกเรามา 5 ปีแล้ว ตอนนี้ก็สมควรส่งคืนเสียที" คมดาบที่ทะลุผ่านกายยังไม่เจ็บเท่าความจริงที่ได้ยินผ่านหู เปลวเพลิงที่โหมแรงยังไม่เท่าเพลิงแค้นที่ปะทุในอก ชีวิตนี้ข้าช่างโง่งม หากมีโอกาสอีกครั้งข้าจะไม่ยอมเป็นสตรีตัวแทนผู้ใด ราวสวรรค์เมตตา มอบกาลเวลาหวนคืน ยามที่เมิ่งหว่านชิงเปิดดวงตาขึ้นอีกครั้งกลับพบว่าตนเองยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือนเถาฮวา ของตระกูลกู้ “นายท่าน อนุเสวี่ยกับคุณหนูเมิ่ง มาถึงแล้วขอรับ” เกิดใหม่ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตัวแทนของผู้ใด ความแค้นในชาติก่อนข้าจะทวงคืนกลับในชาตินี้ทั้งต้น ทั้งดอก!
더 보기เมื่อกู้อิงโม่อุ้มเสวี่ยชิงเยี่ยนกลับเข้าเรือนไปแล้ว เมิ่งหว่านชิงก็เชิญหยางเทียนอี้ไปที่ศาลาด้านข้าง เพียงแต่เดินมาได้ไม่ไกลร่างเล็กก็ถูกโอบอุ้มจนตัวลอยจากพื้น “ฝ่าบาทจะทรงทำอะไรเพคะ” “ข้าเองก็หวาดกลัว อยากกลับเข้าห้องให้เจ้าปลอบโยนเช่นกัน” ได้ยินคนสูงศักดิ์ใช้อุบายเดียวกับบิดาเลี้ยงเมิ่งหว่านชิงก็อดที่จะขบขันไม่ได้ ก่อนจะสบตาเอ่ยถามสีหน้าจริงจัง “พระองค์ทำเช่นนี้คุ้มแล้วหรือเพคะ” “หากเจ้าหมายถึงเรื่องสละบัลลังก์ ตั้งแต่ต้นข้าก็ไม่เคยต้องการ” “เช่นนั้นพระองค์ต้องการอะไรกันพคะ” “ต้องการเป็นสวามีเพียงคนเดียวของเจ้า” ริมฝีปากบางยกยิ้มขบขันในทันทีที่ได้ยินความต้องการของคนตัวโต หากแต่หยางเทียนอี้กลับขมวดคิ้วแน่นด้วยท่าทีไม่ยินยอม “ชิงชิง ข้าไม่ยอมเป็นอนุหรอกนะ” คิ้วเล็กขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นางบอกว่าจะให้เขาเป็นอนุชาย แต่เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ความสงสัยก็คลายออกในทันที “ท่านแม่ของข้าเพียงแค่เอาคืนความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจของท่านอารองกู้เท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจให้เขาเป็นอนุจริงๆ” “ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ยินดี ชีวิตนี้ข้าจะมีเพียงเจ้าเป็นภรรยา และก็ไม่ยินยอม
หลังจากเดินออกจากท้องพระโรงหยางเทียนอี้ก็กลับไปที่ตำหนักส่วนพระองค์ บรรดาขุนนางต่างเดือดดาลและคิดว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องกลับมาขอร้องและยอมรับข้อเสนอของพวกตน จะมีบุรุษใดไม่รักอำนาจ ไม่ปรารถนาเป็นผู้นั่งบนบัลลังก์มังกร ดังนั้นพวกเขาแค่อดทนรออีกไม่กี่วันก็จะสามารถควบคุมหยางเทียนอี้เอาไว้ในฝ่ามือได้ เพียงแต่สิ่งที่เหล่าขุนนางคิดไม่ถึงก็คือ ตะวันไม่ทันตกดินหยางเทียนอี้ก็นำกำลังส่วนตัวควบม้าออกจากประตูเมืองตะวันออก"เกิดอะไรขึ้น นั่นไม่ใช่ฝ่าบาทของพวกเราหรือ เหตุใดพระองค์จึงออกจากเมืองอย่างกะทันหันเช่นนี้เล่า""เจ้าไม่รู้หรือไร เมื่อเช้านี้พวกขุนนางบีบบังคับให้ฝ่าบาทแต่งตั้งบุตรสาวของตนเองเป็นฮองเฮาและนางสนม พระองค์ไม่ยินยอมเป็นเครื่องมืออำนาจให้คนพวกนั้นจึงได้สละราชบัลลังก์แล้ว""สละราชบัลลังก์! เช่นนี้ต้าเซี่ยของพวกเราจะทำอย่างไร"เพียงสามวันข่าวลือเรื่องขุนนางบีบบังคับฮ่องเต้จนต้องสละราชบัลลังก์ลี้ภัยออกจากเมืองก็ถูกเล่าลือไปทั่วต้าเซี่ย ชาวเมืองต่างวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ถึงกระทั่งบางคนยังไปรวมกลุ่มกันที่หน้าประตูจวนของขุนนางเพื่อตะโกนด่าทอและสาบแช่ง ทั่วทั้งเมืองหลวงวุ่ยวายเกิดจลาจลกล
องค์ฮ่องเต้หยางเทียนจงได้ยินว่ารุ่ยอ๋องกลับเข้าเมืองมาช่วยเมิ่งหว่านชิงก็หัวเราะเสียงดังก้องอย่างพึงพอใจ น้องชายของเขาผู้นี้เก่งกาจทั้งบุ๋นบู๊ แต่กลับเป็นเพียงบุรุษอ่อนแอ ปล่อยให้สตรีนางหนึ่งควบคุมจิตใจ หนีออกไปได้แล้วอย่างไร เขาแค่ใช้แผนการเล็กๆ น้อยๆ ล่อสตรีแซ่เมิ่งผู้นั้นเข้ามา น้องชายผู้โง่เขลาก็วิ่งกลับมาติดกับเช่นเดิม "บัลลังก์นี้เป็นของข้า ใครก็ไม่สามารถมาแย่งชิงไปได้" กล่าวจบหยางเทียนจงก็เดินผ่านประตูข้างตรงไปยังท้องพระโรง มองเก้าอี้บัลลังก์มังกรด้วยสายตาแดงก่ำ ทั้งยินดี แล้วเศร้าหมองไปพร้อมๆ กัน ภาพในวันวานสะท้อนกลับมาในความทรงจำ ครั้งหนึ่งเบื้องหน้าบนเก้าอี้มังกรตัวนี้เคยมีบิดานั่งอย่างสง่า เก้าอี้หงส์ด้านข้างก็มีมารดาผู้งดงามนั่งเคียงข้าง ทอดสายตารักใคร่อ่อนโยนมองดูเขาและหยางเทียนอี้วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ริมฝีปากคลี่ยิ้มกว้างอ่อนโยนมองไปที่พื้นกลางห้องโถง "เสด็จพี่อุ้มๆ ข้าเจ็บ" เสียงของหยางเทียนอี้ในวัยเยาว์ยามหกล้มร้องขอให้เขาโอบอุ้มยังคงชัดเจนในความทรงจำ เพียงแต่เมื่อหลับตาลงและลืมขึ้นอีกครั้งทุกอย่างก็ล้วนจางหายเหลือเพียงห้องโถงที่ว่างเปล่าโดดเดี่ยว โดดเดี่ยวแล้ว
"นี่ไม่ใช่รุ่ยอ๋อง!"ทหารที่วิ่งนำทางเข้ามาในคุกหลวงร้องบอก เมิ่งหว่านชิงขมวดคิ้วแน่นไม่คิดว่านางวางแผนการอย่างรัดกุมถึงเพียงนี้กลับยังพลาดท่าให้กับฮ่องเต้ทรราช ดังนั้นจึงรีบสั่งให้คนของตนรีบถอยออกในทันที เพียงแต่ให้นางดำเนินการรวดเร็วมากมายเพียงใด ก็ยังคงช้ากว่าคนวางแผนการ ยามเมื่อออกพ้นประตูคุกหลวงมาก็พบว่าเบื้องหน้าถูกล้อมด้วยทหารจำนวนมาก อีกทั้งคนที่นำทหารมาจับกุมตนยังเป็น..."เกาอู๋ฮั่น!!"มือเรียวกำเข้าหากันแน่น ในชาติก่อนหลังสงครามเมืองประจิมเสร็จสิ้น นางกลับเมืองหลวงก็ถูกเขาลอบวางแผนจับตัวและสังหารอย่างโหดเหี้ยม ไม่คิดว่าในชาตินี้เหตุการณ์ก็ยังคงวนมาให้นางถูกเขาจับกุมอีกเช่นเคย"ฮูหยินคนเก่งของข้า สามีมารับกลับจวนแล้ว""ผู้ใดเป็นฮูหยินของเจ้ากัน!!"เมิ่งหว่านชิงโต้กลับเสียงแข็งกร้าวดุดัน ยิ่งคิดถึงเรื่องราวในชาติก่อน สายตาคมเรียวก็มองชายตรงหน้าด้วยความคับแค้นใจ"เมิ่งหว่านชิง เจ้าใช้สถานะฮูหยินของข้าทูลขอตรานำทัพจากฝ่าบาท เท็จทูลเอาความดีความชอบใส่ตน กล่าวหาว่าข้าเป็นคนไร้ความรับผิดชอบหนีทัพ หากไม่เพราะฮ่องเต้ทรงปรีชาและเชื่อใจตระกูลเกาตอนนี้ตระกูลเกาของข้าถูกประหารทั้งตระกูล
เมิ่งหว่านชิงพักอยู่ที่วังรุ่ยอ๋องร่วมครึ่งเดือนเรือนหลังใหม่ก็สร้างเสร็จ แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าเรือนหลักของจวนกู้แต่ก็นับว่ามั่นคงกว่าเดิมอยู่มากเพียงแต่ย้ายกลับเข้ามาได้ไม่ถึงครึ่งวันคนจากศาลต้าหลี่ก็เข้ามาพร้อมกับเรียกตัวทุกคนไปที่โถงหลักของจวนกู้“มีเอกสารชี้ชัดมาว่านายท่านกู้ติดต่อกับสายลับเป่ยเหล
ทันทีที่เมิ่งหว่านชิงเดินเข้ามาในห้องนอนของรุ่ยอ๋อง คนที่เพิ่งได้สติก็แทบจะลุกจากเตียงมาหานาง หากแต่ถูกซางชุนองครักษ์คนสนิทจับตัวเอาไว้ก่อน“ท่านอ๋องโปรดระวังบาดแผลพ่ะย่ะค่ะ”ทั้งที่หวังดีต่อผู้เป็นนายแต่กลับถูกสายตาขุ่นตวัดมองอย่างไม่พอใจ เมิ่งหว่านชิงเห็นสายตาราวกับจะสังหารคนของท่านอ๋องหนุ่มก็รีบก
“ข้าย่อมรู้ดีว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไร แต่ที่ข้าสนใจคือเจ้าคิดอย่างไร”คำพูดราบเรียบทว่าหนักแน่นจริงจังของท่านอ๋องหนุ่มทำให้เมิ่งหว่านชิงใจสั่นสะท้าน มือที่ถือเสื้อคลุมชื้นเหงื่อ สองแก้มร้อนผ่าว หากแต่กลับไม่สามารถแม้แต่จะหลบสายตาของอีกฝ่าย ยิ่งเห็นใบหน้าคมของเขาค่อยๆ โน้มลงมาประชิด แรงเต้นของหัวใจก็ยิ
"ครั้งนี้ต้องรบกวนท่านแล้ว"ถางเกาเย่ขมวดคิ้วมองไปทางหญิงสาวข้างกายรุ่ยอ๋อง การที่นางรู้ว่าในหน่วยของเขามีคนมากความสามารถนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แปลกคือนางรู้ได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นเป็นใครทว่าเมื่อเห็นท่าทีสนิทสนมของหญิงสาวกับรุ่ยอ๋องแล้วก็คาดเดาได้ว่าคนที่บอกกล่าวนางต้องเป็นชายหนุ่มสูงศักดิ์ตรงหน้า











![ต้าหวางอย่ามารักข้าเลย [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
리뷰더 하기