เข้าสู่ระบบในความทรงจำที่ขาดหาย เธอมองเห็นประตูไม้บานใหญ่ที่กำลังถูกไฟเผาไหม้ เห็นเงาคนหลายคนวิ่งผ่านควันหนาทึบ และเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้าของเขาพร่ามัวแต่เสียงที่ดังออกมาจากปากของเขากลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด 'ถ้าเธอรอดออกไปได้ อย่าบอกใครว่าเห็นอะไรในห้องนี้' แพรมุกสะดุ้งเฮือก “ไม่...ไม่จริง...นี่ฉันลืมอะไรไปหรือเปล่า” ชายที่พาเธอมาย่อตัวลงตรงหน้าเธอ “คุณจำได้แล้วใช่ไหมครับ?” เธอส่ายหน้าอย่างหวาดกลัว “ฉันไม่รู้...ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไร!” “ถ้าอย่างนั้น คุณคงต้องเข้าไปดูด้วยตาตัวเอง” เขาลุกขึ้นแล้วหันไปทางประตูบานหนึ่งตรงปลายโถง ประตูไม้สีเข้มบานนั้นมีรอยขีดข่วนอยู่ใกล้ลูกบิด และแม้จะได้รับการซ่อมแซมมาหลายครั้ง แต่รอยไหม้สีดำจางๆ บริเวณกรอบประตูก็ยังไม่หายไป แพรมุกจ้องมันเขม็ง หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เธอไม่เคยเข้าไปในห้องนั้นมาก่อน แต่กลับรู้สึกได้อย่างประหลาดว่า สิ่งที่อยู่หลังประตูบานนี้กำลังรอเธอมานานแสนนาน “เปิดประตู” ชายคนนั้นสั่ง บานประตูค่อยๆ แง้มออก ส่งกลิ่นไม้เก่
แพรมุกนั่งนิ่งอยู่เบาะหลัง มือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ด้านหน้า แม้จะไม่แน่นจนเลือดไม่ไหลเวียน แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอไม่สามารถเปิดประตูหรือหยิบโทรศัพท์ได้ เธอไม่รู้ว่ารถกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน กระจกทุกบานติดฟิล์มทึบจนมองไม่เห็นทิวทัศน์ด้านนอก ส่วนผู้ชายสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ไม่ยอมพูดอะไรกับเธอเลยแม้แต่คำเดียว สิ่งเดียวที่แพรมุกยังจำได้คือ ก่อนถูกพาตัวขึ้นรถ เธอได้รับข้อความจากจอมทัพ เขาบอกให้เธอรออยู่ในรถ อย่าเปิดประตูให้ใคร และอย่าไปไหนกับคนแปลกหน้า แต่หลังจากนั้นไม่ถึงห้านาที ผู้ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเธอพร้อมรูปถ่ายเก่า รูปของนำทัพกับมัตซึโตะ รูปที่ถ่ายหน้าคฤหาสน์ของจอมทัพ ตอนแรกเธอคิดว่าเขาเป็นเพียงคนที่ต้องการข่มขู่ แต่เมื่อชายคนนั้นบอกว่ามีบางอย่างเกี่ยวข้องกับพีระกิต เธอกลับลังเลขึ้นมา “คุณรู้จักพ่อฉันได้ยังไง?” เธอถาม ชายคนนั้นไม่ตอบใบหน้าเขาสวมผ้าคลุมปกปิดใบหน้าไว้ เห็นเพียงดวงตาเท่านั้นเขาเพียงยื่นรูปถ่ายให้ดูอีกใบ เป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าคฤหาสน์ ใบหน้าถูกเงาบังจนมองไม่ชัด แต่เสื้อผ้าที่เธอสวมกลับทำให้แพรมุกรู้สึกคุ
จอมทัพนิ่งไปหลายวินาที ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่ากลับไม่มีความขบขันอยู่ในน้ำเสียงแม้แต่น้อย “พบมัตซึโตะ...หมายความว่ายังไง?” เขาทวนคำช้าๆ พลางยกซองสีน้ำตาลขึ้นตรงหน้า “แกกำลังบอกให้ฉันไปพบคนที่ตายไปแล้วเมื่อสิบสองปีก่อนอย่างนั้นหรือ?” “แกจะรู้ได้ยังไงจอมทัพว่า มัตซึโตะยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว?” “แต่แกก็ยังไม่ได้ยืนยันว่าเขาตายแล้วหรือมีชีวิตอยู่!” เสียงของจอมทัพกระแทกก้องไปทั่วห้องเก็บเอกสาร อาคมเม้มปากแน่น ริ้วรอยบนใบหน้าลึกขึ้นราวกับแบกรับความเหนื่อยล้ามานานหลายปี “ตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา แกเชื่อว่ามัตซึโตะเป็นคนฆ่าพ่อกับปู่ของแก เพราะมีคนบอกแกอย่างนั้น แกเคยเห็นศพเขาด้วยตาตัวเองหรือเปล่า?” จอมทัพชะงัก คำถามนั้นแทงตรงเข้าไปในความทรงจำที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด คืนนั้นเขาไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์ตอนเกิดเหตุ เขากลับไปถึงหลังจากเปลวไฟสงบลงแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงซากอาคาร กลิ่นไหม้ และคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ว่าพ่อกับปู่ของเขาเสียชีวิตในกองเพลิง ส่วนมัตซึโตะถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตเช่นกัน แต่เขาไม่เคยเห็นใบหน้าของ
ซองนั้นมีรอยไหม้บริเวณขอบด้านหนึ่ง และถูกปิดผนึกด้วยตราประทับที่แตกร้าวตามกาลเวลา จอมทัพจำมันได้ทันทีนี่คือซองสีน้ำตาลที่พีระกิตเคยพูดถึง ซองที่มีใครบางคนสั่งห้ามไม่ให้เปิดก่อนเวลา “ซองนี้อยู่กับแกได้ยังไง?” “ฉันไม่ได้เป็นคนเก็บมันไว้” “แล้วใครเป็นคนส่งมา?” “นำทัพ” จอมทัพเอื้อมมือไปแตะซอง แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสตราประทับ อาคมก็คว้าข้อมือเขาไว้ “เดี๋ยวก่อน” “ปล่อย!” “แกแน่ใจหรือว่าพร้อมจะเปิดมัน?” “แกคิดว่าฉันตามหาความจริงมาสิบสองปีเพื่อมายืนมองซองจดหมายอย่างนั้นหรือ?” “ฉันแค่เตือนแกว่า บางครั้งความจริงไม่ได้ทำลายแค่คนที่เรากำลังเกลียด แต่มันอาจทำลายทุกคนที่เราพยายามปกป้องด้วย” จอมทัพสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของอาคม “ฉันไม่สนอีกแล้ว!” เขาคว้าซองสีน้ำตาลขึ้นมา แต่ยังไม่ทันแกะผนึก โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นอย่างรุนแรง หน้าจอปรากฏชื่อแพรมุก จอมทัพกดรับทันที “แพร เกิดอะไรขึ้น?” เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน “จอมทัพ... คุณต้องกลับมาที่รถเดี๋ยวนี้ค่ะ”
จอมทัพรับแฟ้มเอกสารมาจากอาคม ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรบนกระดาษเก่าที่เหลืองกรอบตามกาลเวลา ก่อนหยุดลงตรงช่องผู้อนุมัติคำสั่ง ชื่อที่ปรากฏอยู่ตรงนั้นทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ นำทัพ ลายเซ็นของบิดาเขาไม่มีทางผิดพลาด จอมทัพจำมันได้ดี เพราะเคยเห็นลายเซ็นนี้อยู่บนเอกสารสำคัญของบริษัทนับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ทำให้เขาสงสัยคือข้อความใต้ลายเซ็น ซึ่งถูกหมึกสีดำขีดทับจนแทบอ่านไม่ออก “นี่มันหมายความว่ายังไง?” เขาเงยหน้าขึ้นถามอาคม “ทำไมพ่อฉันถึงเป็นคนอนุมัติคำสั่งนี้?” “เพราะคำสั่ง 19-041 ออกมาจากมือของนำทัพและเขาเป็นคนสั่งให้อนุมัติโครงการทั้งๆ ที่ที่ดินยังไม่เรียบร้อยไงล่ะ” “เป็นไปไม่ได้!” จอมทัพกระแทกแฟ้มลงบนโต๊ะ “ถ้าพ่อเป็นคนออกคำสั่ง แล้วทำไมถึงเกิดเรื่องในคืนนั้น? ทำไมพ่อกับปู่ถึงต้องตาย? แล้วมัตซึโตะเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้?” อาคมมองเขานิ่ง ก่อนเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงอย่างเชื่องช้า ราวกับสิ่งที่จอมทัพกำลังเดือดดาลเป็นเพียงเรื่องที่เขาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว “แกเคยสงสัยไหมว่าทำไมหลังเกิดเหตุ ท
จอมทัพอ่านประโยคสุดท้ายซ้ำอีกครั้ง ราวกับไม่อาจเชื่อสายตาของตัวเองผู้ชายคนนั้น... มัตซึโตะอยู่ที่นี่ค่ะความเย็นเยียบแล่นผ่านกระดูกสันหลัง เขาเงยหน้าขึ้นมองอาคมทันที แต่ชายสูงวัยกลับยืนกอดอก สีหน้าไม่แสดงความประหลาดใจแม้แต่น้อย ราวกับรู้อยู่แล้วว่าคืนนี้จะมีใครบางคนปรากฏตัวขึ้น“มัตซึโตะอยู่ที่นี่จริงหรือเปล่า” จอมทัพถามเสียงต่ำอาคมไม่ตอบในทันที เขาเหลือบมองโทรศัพท์ในมือของจอมทัพ ก่อนเลื่อนสายตากลับมาสบตาเขา“แกอยากเจอเขามาไม่ใช่หรือจอมทัพ แกและเมียของแกพยายามจะขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ขึ้นมานี่?”“ฉันถามว่ามัตซึโตะอยู่ที่นี่จริงๆ หรือเปล่า!”เสียงตวาดของจอมทัพทำให้ชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างรถตู้หันมามอง อาคมกลับไม่สะทกสะท้าน เขาเพียงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้คนเหล่านั้นกลับไปทำงานต่อ“เบาเสียงหน่อย ที่นี่ไม่ใช่บ้านของแก และคนที่แกกำลังตามหาอาจไม่อยากให้แกพบเขา”“คนที่หายตัวไปหลังพ่อฉันตายเมื่อสิบสองปีก่อน คนที่ทิ้งให้ครอบครัวฉันไว้กับความรู้สึกที่ว่า หัวหน้าครอบครัวเขาได้ตายไปแล้ว ยังมีสิทธิ์เลือกด้วยหรือที่จะบอกว่าอยากให้ฉันพบหรือไม่?”แววตาของอาคมเปลี่ยนไปเล็กน้อย“ถ้าแกยังคิดว่าการหายตัวไปของม







