Masukชินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ประกาศก้องถึงบุญคุณช่วยชีวิตใหญ่เทียมฟ้าและความดีความชอบของนางต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ ยังมีพิธีแต่งตั้งอย่างเกรียงไกรสมเกียรติเพื่อให้ข้าราชบริพารรวมถึงไพร่ฟ้าได้ประจักษ์และเป็นพยานทั้งโจษจันเนิ่นนาน
วันนั้นนางรู้สึกประหนึ่งกำลังยืนอยู่บนสวรรค์ มีแต่เสียงชื่นชมไม่ขาดสาย ถูกขนานนามว่านางฟ้าตัวน้อยแห่งต้าเจิ้ง
ต่อมานางได้รับการดูแลอย่างดีเพราะเป็นถึงผู้มีพระคุณของเจ้าแห่งวังอ๋อง ได้รับตำแหน่งเป็นถึงท่านหญิงบุตรีบุญธรรมในชินอ๋อง
นางมีนามใหม่ว่า หยี่ซิน
เจิ้งเทียนฉีผู้นี้เป็นถึงพระเชษฐาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ส่วนพระชายาและบุตรตายไปจากการคลอดยากเมื่อหลายปีก่อน
ชินอ๋องผู้นี้มีอำนาจค้ำฟ้าและมีคุณธรรมสูงส่ง เดิมทีควรเป็นถึงราชัน ทว่าเขากลับผลักดันน้องชายขึ้นบัลลังก์แทน
เขาไม่สนใจขั้วอำนาจใดๆ ไม่พาตัวเองเข้าไปพัวพันกับการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในราชสำนัก ครองตัวโดดเดี่ยวไม่รับกระทั่งอนุชายาหรือแต่งชายาคนใหม่เพื่อเชื่อมสกุลกับตระกูลใด เขาอยู่กับอำนาจดั้งเดิมที่มีมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เพิ่มอำนาจใหม่ ทำตัวเป็นเพียงอ๋องเฒ่าไร้ความสามารถผู้หนึ่ง
ฮ่องเต้จึงทั้งเคารพรักและใส่ใจพี่ชายคนนี้มาก
อีกทั้งเมื่อมีเหตุการณ์ที่เจิ้งเทียนฉีเกิดอุบัติเหตุที่หุบเขาเหลิ่งซานพลัดตกหน้าผาจนขาหักทั้งสองข้าง กระทั่งต้องนั่งบนเก้าอี้ล้อเลื่อนตลอดเวลา ฮ่องเต้ก็ยิ่งไว้วางใจเขามากขึ้น
มีคำกล่าวไว้ว่าบุญคุณเพียงหยดน้ำพึงตอบแทนเท่าน้ำพุ แม้แค้นเคืองพอกล้ำกลืนให้อภัยแต่บุญคุณไม่อาจไม่ทดแทน
จากเหตุการณ์บาดเจ็บและได้รับการช่วยเหลือครานั้น พระคุณช่วยชีวิตมิอาจลืมเลือนแม้ขณะจิต เจิ้งเทียนฉีจึงตัดสินใจรับตัวซือเร่อมาชุบเลี้ยงเป็นบุตรสาวบุญธรรม ดูแลทะนุถนอมและประคบประหงมอย่างดีประดุจไข่มุกในอุ้งมือ รักใคร่ไม่ต่างจากบุตรสาวแท้ๆ
ซือเร่อเองก็ดูแลเจิ้งเทียนฉีที่นั่งเก้าอี้เข็นอย่างดีเช่นกัน นางรักและเคารพท่านอ๋องไม่ต่างจากบิดาแท้ๆ ทั้งเชื่อฟังคำอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดี มีวาจากิริยานุ่มนวลอ่อนโยนเหมาะสม
ภาพของชายวัยกลางคนกับเด็กหญิงตัวน้อยที่คอยดูแลกันและกันไม่ห่างจึงเป็นที่ชินตาของผู้คนยาวนานถึงห้าปีแล้ว
อันบุญกุศลทั้งหลาย กตัญญูต้องมาก่อน แคว้นต้าเจิ้งจึงให้ความสำคัญกับคำว่ากตัญญูรู้คุณเป็นอันดับหนึ่ง
บุคคลตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ลงมาถึงชนชั้นชาวบ้านธรรมดา ล้วนคำนึงถึงคำว่าผู้มีพระคุณไม่อาจเนรคุณเป็นที่ตั้ง
ไม่ว่าจะเป็นบุพการีที่เลี้ยงดูนับแต่เกิดหรือผู้ค้ำชูเกื้อกุลจนเติบใหญ่ โดยเฉพาะผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเอาไว้ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนถูกบัญญัติในข้อกฎหมายและกฎมณเฑียรบาลแห่งต้าเจิ้งว่ามิอาจละเลยหรือเพิกเฉยไม่ให้ความสำคัญได้
เพราะนั่นจะมิได้หมายถึงแค่สวรรค์ลงทัณฑ์ไม่ให้ตายดี แต่ผู้คนจะสาปแช่งมิให้ผุดมิให้เกิด ยังต้องถูกจับถลกหนังแขวนประจานให้สาสมกับการเนรคุณ
เช่นนั้นเมื่อซือเร่อได้ช่วยชีวิตเจิ้งเทียนฉีผู้มีอำนาจสูงส่งและเปี่ยมบุญบารมีปานนี้ย่อมมิใช่เรื่องแปลกหากนางจะกลายเป็นสตรีสูงส่งที่ผู้คนเคารพยำเกรงและรักใคร่ในชั่วข้ามคืน
คนทั้งเมืองต่างเรียกขานซือเร่อว่า ท่านหญิงหยี่ซิน
ไม่ว่านางจะเยื้องย่างไปทางใดล้วนมีผู้คนพินอบพิเทาและเอาใจ เสื้อผ้าเครื่องประดับหรูหราต่างเสาะหามามอบให้ อาหารยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทั้งสมบูรณ์อิ่มหนำเลิศรส ดีกว่ามันเผา เห็ดย่าง หน่อไม้ ผักนึ่งและเนื้อสัตว์ป่าที่แสนจะเหม็นสาบแน่นอน
ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ซือเร่อไม่เคยมีแม้เศษเสี้ยวความคิดที่จะกลับไปอยู่กลางหุบเขาเหลิ่งซาน
นางไม่ต้องการกลับไปอยู่อย่างลำบากยากจนในป่าใหญ่
ซือเร่อในยามนี้เป็นเด็กสาวที่ไม่เคยอยู่อย่างยากลำบาก ไม่เคยพบพานความเสียใจ มิใช่เด็กหญิงที่หลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ไม่เคยเห็นเหยี่ยวโฉบกินเหยื่อ ไม่เคยถูกแสงแดดแรงกล้าแผดเผา ไม่เคยถูกความหนาวเหน็บกัดลึกถึงกระดูกจนเนื้อตัวสั่นเทาอีก
ทุกวันมีแต่ความเป็นอยู่ที่ดี มีชีวิตสุขสบาย สดใสและสวยงาม ไม่มีใครหรือเรื่องใดที่ทำให้นางต้องก้มหัวให้
แน่นอนว่าซือเร่อไม่มีทางบอกความจริง ว่าคนที่ช่วยชีวิตท่านอ๋องนั้น ที่แท้คือเฟิงลี่ ผู้เป็นน้องสาว
เพราะหากบอก เชื่อได้เลยว่าความรักและความเมตตาทั้งหลายย่อมถูกยักย้ายไปให้เฟิงลี่ หาใช่ซือเร่อผู้นี้ไม่
และนั่นคือแรงจูงใจอันแรงกล้าที่ทำให้ซือเร่อไม่อาจแม้แต่จะส่งข่าวคราวให้เฟิงลี่
ขืนส่งไปมีหวังถูกล่วงรู้ความลับน่ะสิ!
ทั้งนี้บรรดาหมอทุกคนแม้มีฝีมือเก่งกาจกว่าเฟิงลี่ทุกคน แต่พวกเขาไม่เคยเจอโรคระบาดนี้เหมือนที่เฟิงลี่เคยเจอในหมู่บ้านเร้นลับกลางหุบเขายากที่จะรู้ว่ามีอยู่แห่งนั้นบรรยากาศอึมครึมและกระอักกระอ่วนที่หมออาวุโสจำต้องยืนฟังแม่นางน้อยผู้หนึ่งจึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีตามลำดับเฟิงลี่ไม่คิดหวงแหนสูตรลับยาสมุนไพรอยู่แล้วจึงชี้แนะพร้อมมอบตำรับยาดีให้หมอทุกคนนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โรคระบาดจึงค่อยๆ ซาลงราวสายพิรุณที่ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้า หมอหนุ่มและหมอชราจึงเชื่อฟังนางมากขึ้นอย่างไร้ข้อกังขาบุรุษหลายคนยังแอบหลงใหลได้ปลื้มในตัว ’แม่นางเฟิง’ จนเก็บไปฝันถึงทุกคืนวันถึงขนาดแย่งกันพูดจาทาบทามเลยเชียวเรื่องนี้เจิ้งเหวินไท่เริ่มไม่สุขุมดังเก่า เพราะพี่สะใภ้คือภรรยาคนเดียวของพี่ชาย การมีบุรุษมากมายหมายปองไม่ดีแน่ นับเป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องบ้านเมืองโดยแท้ เขาจึงเขียนจดหมายให้ม้าเร็วนำไปส่งพี่ชายในทันทีเมื่อเจิ้งเซียวเล่อได้อ่านจดหมาย เรียวคิ้วคมถึงกับกระตุก มัดกล้ามแน่นๆ พลันสั่นระริก น้ำส้มเปรี้ยวจัดส่งกลิ่นฉุนไปทั่ว หลังจากนั้น เจี้ยนอ๋องพลันออกคำสั่งสะสางงานสิบสองชั่วยาม ไม่หลับไม่นอน เพื่อจะเร่งเดินทา
ระหว่างฟังถ้อยคำนุ่มนวลกระจ่างใสระรื่นหู เจิ้งเหวินไท่กับโจวหลิวหลันก็เดินเคียงคู่กันอยู่ทางด้านหลังของเฟิงลี่เพื่อมายังห้องที่มีกลิ่นฉุนของสมุนไพร ในห้องนี้มีเตาไฟ หม้อต้มยา ถ้วยยา เครื่องมือปรุงยา เครื่องบดยาวางเรียงรายห้องถัดมาคือห้องของม่านอวี้ที่กำลังใช้รักษาผู้ป่วยซึ่งอยู่ด้านข้างกับห้องต้มยา มีหญิงชาวบ้านคอยเป็นลูกมือวิ่งวุ่นให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อม่านอวี้หันมาเห็นเฟิงลี่ก็ถาม “นายหญิง ยาถ้วยนี้จากท่านป้า ข้าให้คนป่วยดื่มได้หรือไม่” สถานะนอกวังเจี้ยนอ๋องนางไม่อาจเรียกอีกฝ่ายว่า ‘พระชายาเฉกเดิม’ และไม่อาจลุกขึ้นทำความเคารพใครโดยพลการหากมิได้รับอนุญาต เฟิงลี่พยักหน้า “ยาเหล่านี้ข้าต้มเอง เจ้ารับจากท่านป้าได้เลย อย่าได้กังวล”ม่านอวี้รับคำแล้วหันไปรักษาผู้ป่วยต่อเจิ้งเหวินไท่กับโจวหลิวหลันมองภาพเหล่านั้นไม่วางตาทั้งสองกะพริบตามองพี่สะใภ้อย่างเคารพนับถือจากใจ พี่เซียวเล่อได้พบพานหยกงามจากป่าใหญ่โดยแท้...ในความคิดของบุรุษ สตรีทุกคนล้วนชมชอบความสบาย นิยมความหรูหราฟุ่มเฟือย อยู่เหย้าเฝ้าเรือนเลือกเครื่องประดับแพรพรรณ รอเผยโฉมอันเฉิดฉายต่อหน้าสามีในห้องหับเท่านั้นแต
คุณหนูโจวกุมจมูกยู่หน้ามุ่นคิ้วกำลังจะเอ่ยปากโต้แย้งอย่างร้อนแรงกลับมีเสียงแว่วหวานของสตรีอีกนางหนึ่งดังแทรก“องค์ชายสี่อย่าได้ตำหนิหลันเอ๋อร์เลย นางแค่ทำตามคำสั่งข้า”เจิ้งเหวินไท่ผินวงหน้าตามเสียง แต่แล้วก็ต้องเบิกตามองอย่างไม่อาจเชื่อเฟิงลี่ที่เนื้อตัวใบหน้ามอมแมมไม่ต่างจากโจวหลิวหลันค่อยๆ เดินออกมาจากเพิงด้านหลังแม้มีสภาพไม่ต่างจากกระต่ายป่าผลัดถิ่นเช่นกัน แต่ท่วงท่ากิริยากลับแฝงกลิ่นอายอันน่าเกรงขามปานนั้นยามนี้เฟิงลี่มีอายุย่างสิบเจ็ดปี รูปร่างอ้อนแอ้นสูงระหงสมส่วนขึ้นมาก หลังแต่งงานยังได้ศักดิ์ฐานะเป็นถึงพระชายา ได้รับความรักใคร่ทะนุถนอมจากสามี องค์ชายสี่จึงมองเพียงปราดเดียวก็จดจำใบหน้าเปื้อนฝุ่นของนางได้ทันที“พี่สะใภ้...”“ข้าเอง” เฟิงลี่กล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกว่า “เหตุที่เรียกใช้แรงงานจากกลุ่มชาวบ้านผู้เดือดร้อนก็เพราะเข้าไปขอคนจากทางการแล้วแต่กลับมิได้รับความร่วมมืออย่างที่ควร ใต้เท้าลู่ฉินบอกว่าคนของเขามีจำนวนไม่พอให้หยิบยืม หากต้องการจัดตั้งโรงทานให้หาวิธีกันเอง ข้าจึงให้หลันเอ๋อร์ไปเจรจากับกลุ่มผู้ลี้ภัย พวกเขาต่างตกลงกันเองให้คัดเลือกคนที่แข็งแรงจากกลุ่
ชายหนุ่มจึงสืบเท้าเข้ามาทางเพิงไม้ไผ่ชั่วคราวที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นโรงทานแห่งนี้ทันที“เจ้ากำลังทำอะไร?”เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่ดังกระทบโสตประสาท ส่งผลให้โจวหลิวหลันต้องสะดุ้งเฮือกหนึ่งเด็กสาวค่อยๆ ผินใบหน้ามอมแมมของตนมาทางด้านหลังที่มีเงาร่างสูงสง่าปรากฏขึ้นเมื่อใดก็ไม่ทราบเจิ้งเหวินไท่ยิ่งหรี่ตาพินิจนาง “เป็นเจ้าจริงๆ”เพราะการเดินทางลงใต้ค่อนข้างลำบากและห่างไกล คุณหนูสูงศักดิ์จึงมีสภาพคล้ายกระต่ายน้อยคลุกฝุ่น แทบจำมิได้ว่าเป็นใคร ทว่าเจิ้งเหวินไท่กลับจำนางได้เพียงแรกเห็นชัดเจนว่าสตรีดื้อรั้นผู้นี้บังอาจตามเขามาจนถึงที่นี่ นางช่างเป็นเด็กสาวที่ไม่รู้ความเสียจริง!เมื่อแม่นางน้อยหันหน้ามามองชัดๆ นางพลันเบิกตาอย่างดีใจราวได้เจอเทพบนสวรรค์“องค์ชายสี่ ท่านอยู่ที่นี่หรือ?”ดวงตาเปล่งประกายกับท่าทางดีใจล้นเหลือของเด็กสาวปราศจากความเสแสร้งใดๆ นางไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่จริงๆ“ที่แท้องค์ชายสี่ก็อยู่นี่หรือ? คิดไม่ถึงเลย หากรู้แต่แรกหม่อมฉันต้องรีบไปหาท่านก่อนใคร”เนื่องจากอุทกภัยครั้งนี้กินพื้นที่ทางตอนใต้ของต้าเจิ้งกว้างใหญ่อย่างมาก หลายหมู่บ้านในหลายอำเภอถูกเล่นงานจากธร
เรื่องนี้เดิมทีขุนนางที่รับผิดชอบล้วนต้องจัดการอยู่แล้ว เพียงแต่จุดที่ประสบภัยพิบัติกินพื้นที่กว้างขวางหลายหมู่บ้าน ทว่าค่ายผู้ลี้ภัยกลับมีน้อย สวนทางกับงบหลวงที่จัดสรรลงมาเห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ได้มีขุนนางบางคนกระทำการเบียดบังทรัพย์หลวงซึ่งดูแลรับผิดชอบอยู่มาเป็นของตนอย่างแยบยลเมื่อเจิ้งเหวินไท่ได้รับหน้าที่ควบคุมดูแลจึงสั่งจัดการอย่างเฉียบขาดไม่มีผ่อนปรน หมดช่องโหว่ให้ขุนนางคนใดมีช่องทางหรือโอกาสยักยอกทรัพย์สินเข้าคลังตนเองอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่องค์ชายทั้งสองลงมาจัดการบรรเทาภัยพิบัติเอง การบริหารดูแลจัดการจึงเป็นระเบียบเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมาก ชนิดที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนหลังมือเป็นหน้ามือ กลุ่มขุนนางที่มีความคิดมืดดำจำต้องหยุดความต่ำตมในจิตใจ เร่งช่วยเหลือชาวบ้านผู้ลี้ภัยอย่างออกนอกหน้า การฉ้อโกงจึงไม่เกิดขึ้นอีกเลยแม้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการจัดการอย่างดีแล้วก็ตาม ทว่าการตามหาผู้สูญหายยังคงดำเนินไปด้วยความยากลำบาก เจิ้งเซียวเล่อจึงไม่ค่อยได้กลับมายังจวนเจ้าเมืองผิงอันคงเหลือเพียงเจิ้งเหวินไท่ที่ต้องดูแลชาวบ้านที่เดือดร้อนควบคู่กับการควบคุมขุนนางท้องถิ่นเพียงลำพัง อีกทั้งยังต้องรับมื
ม่านอวี้เอ่ยก่อน “หม่อมฉันคิดถึงอาจารย์หวังเหลือเกิน คิดถึงการออกช่วยเหลือรักษาผู้คน การต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในวังเป็นสิ่งที่อึดอัดยิ่งนัก”เดิมทีทุกครั้งที่เจิ้งเซียวเล่อออกปฏิบัติภารกิจพิชิตชายแดนหรือออกรบเพื่อแคว้นมิได้อยู่ในวังก็มักจะพาคนสนิทอย่างหลี่เค่อ จางฉวน และหมอหวังซุนไปด้วย ม่านอวี้จึงได้ติดตามหมอหวังซุนทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้นางเป็นถึงองครักษ์หญิงหนึ่งเดียวของพระชายาเฟิ่งซินจึงไม่อาจติดตามหมอหวังดุจเก่าโจวหลิวหลันเอ่ยบ้าง “พวกบุรุษก็เช่นนี้ ชอบดูแคลนความสามารถของอิสตรี มีอย่างที่ใด สั่งให้พวกเราอยู่แค่ในเรือน”จบคำของแน่งน้อย บรรยากาศภายในห้องพลันอึมครึม คล้ายมีมวลผกาสุดตระการที่ยังไม่ทันได้เบ่งบานแต่กลับร่วงโรยลงเสียแล้ว ต่อให้ต้องการส่งกลิ่นหอมหวนเพื่อให้หมู่แมลงอาศัยต่อชีวิตสักเท่าใดก็ทำได้เพียงแห้งเหี่ยวแล้วตายไปอย่างไร้คุณค่าดรุณีน้อยได้รับคำสั่งจากเจิ้งเซียวเล่อว่าให้อยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ ห้ามไปซุกซนที่ใด ห้ามกลับบ้านสกุลโจวด้วย ต้องดูแลพี่สะใภ้เท่านั้นแน่นอนว่านางพร้อมดูแลพี่สะใภ้คนงาม แต่คำสั่งห้ามออกจากวังแม้ครึ่งก้าวคืออันใด?เฟิงลี่มุ่นคิ้ว “ข้าเองได้เรียนรู้วิ







