เข้าสู่ระบบชายผู้อยู่ด้านหน้าสุดของกลุ่มเอ่ยขึ้นด้วยเส้นเสียงทุ้มต่ำมาทางชายวัยกลางคนว่า
“ทูลท่านอ๋อง พวกกระหม่อมมาช้า ขอทรงลงพระอาญา”
ซือเร่อกะพริบตาปริบๆ หันมองผู้ถูกเรียกว่า ‘ท่านอ๋อง’ อย่างสงสัย คงเป็นนามของเขากระมัง แต่ฟังแล้วเหมือนไม่ใช่ ชั่วจังหวะกำลังสงสัยได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยเสียงราบเรียบว่า
“กลับวังก่อน ค่อยว่ากัน”
เด็กน้อยเอียงคอนิ่งฟัง ‘วัง’
ใช่ที่คนเล่าว่าใหญ่กว่าเรือนทั่วไปหลายสิบเท่าหรือไม่?
ซือเร่อชอบฟังผู้คนในหมู่บ้านเล่าเรื่องราวต่างๆ นานา แล้วนำมาขบคิดทั้งยังเนรมิตเป็นภาพมายาคล้ายห้วงฝันในสมอง
หากมีโอกาส นางยังอยากไปเห็นของจริงสักครั้ง
ชายคนแรกถามอีกว่า “ท่านอ๋อง...เอ่อ...เด็กคนนี้คือ?”
ชายวัยกลางคนที่เป็นถึงอ๋องยกยิ้มเปี่ยมเมตตาพลางเอ่ยมาทางซือเร่อว่า “นางเป็นคนช่วยชีวิตของข้า พานางกลับไปด้วย”
เด็กหญิงไม่ทันได้ปฏิเสธก็ถูกมือใหญ่อุ้มเอาไว้ทั้งตัว
ชายผู้นั้นมิได้ฉุดกระชากเพียงอุ้มนางอย่างทะนุถนอม รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นนุ่มนวลเอาใจใส่ นางจึงทำตัวเป็นเด็กน้อยในอ้อมแขนผู้ใหญ่ตัวโตอย่างเชื่อฟัง ส่วนคนอื่นๆ ช่วยกันพยุงชายวัยกลางคนอย่างระมัดระวังเช่นกัน
ดวงตากลมกระจ่างใสจ้องมองทุกคนอย่างไร้เดียงสา แม้ไม่เคยกลัวการออกจากป่า ทว่าพวกเขาไว้ใจได้หรือไม่? ปลอดภัยหรือเปล่า? คงได้กระมัง! แต่นางควรส่งข่าวบอกน้องสาวดีไหมว่าขอไปเที่ยวนอกหุบเขาสักหลายวันค่อยกลับมา
ซือเร่อครุ่นคิดในใจยามเพ่งมองกลุ่มผู้ใหญ่ เมื่อหันไปสบตากับชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าท่านอ๋อง
นางจึงเห็นสายตาอบอุ่นเต็มไปด้วยความปรานีและรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มจากเขาเอ่ยถามว่า
“เด็กน้อย...บิดามารดาของเจ้าอยู่ที่ใด?”
ซือเร่อส่ายหน้า ตอบตามสัตย์ “ข้าเป็นกำพร้า”
ผู้ถามพลันชะงักเล็กน้อย แน่นอนว่าท่าทางมอมแมมและการแต่งกายซอมซ่อของเด็กหญิง ทั้งยังอยู่กลางป่าแค่ลำพัง จะเป็นอะไรไปมิได้นอกจากคนเร่ร่อนที่พบได้บ่อยครั้งตามชายป่าซึ่งห่างไกลหมู่บ้านออกมาเช่นนี้ บางทียังพบเห็นเป็นขอทานตามละแวกในหมู่บ้านก็มี ไม่แปลกหากจะเป็นกำพร้าไร้สิ้นญาติพี่น้อง
หลังทำความเข้าใจได้ด้วยตนเองท่านอ๋องจึงเอ่ยอีกครา “เช่นนั้น...ข้าจะพาเจ้าไปหาอาหารโอชาและเสื้อผ้าดีๆ สวมใส่ อย่าได้เร่ร่อนไร้หลักแหล่งในป่าเขาอีกเลย”
สองตาใสกระจ่างคู่เดิมพลันทอประกายแวววาว
ซือเร่อยิ้มรับทันที ความคิดของเด็กหญิงนั้นเรียบง่าย
นางขอท่องเที่ยวอย่างสำราญจนหนำใจค่อยกลับมาเล่าให้ท่านตากับเฟิงลี่ฟังก็แล้วกัน
คล้อยหลังกลุ่มคนราวครึ่งชั่วยาม
เด็กหญิงตัวเล็กผู้หนึ่งวิ่งลงเขามาพร้อมสมุนไพรในมือ เมื่อมาถึง กลับต้องตื่นตะลึงกับความว่างเปล่าที่เห็น
เฟิงลี่ย่อมจดจำทิศทางได้ดีไม่มีสักคราที่จำผิดเพี้ยน
ตรงนี้ไม่ผิดแน่! คราบเลือดก็ยังอยู่
ทว่าตัวคนกลับหายไป
พร้อมพี่สาวของนาง...
หลังจากนั้นในทุกๆ วัน เด็กหญิงผู้หนึ่งจึงต้องออกตามหาพี่สาวของตนสลับกับต้องเฝ้าดูแลท่านตาเพียงลำพัง
กระทั่งห้าปีต่อมา...
หานไต้ที่นอนป่วยด้วยโรคชรามาโดยตลอดก็จากไป
เด็กสาววัยสิบสี่ปีจึงตัดสินใจออกจากป่าใหญ่เพื่อผจญโลกกว้างอย่างเด็ดเดี่ยว
หมายตามหาพี่สาวคนเดียวของตนอย่างจริงจัง
ห้าปีแล้วที่ซือเร่อเข้ามาอยู่ในวังอ๋อง โดยไม่สนใจสิ่งใด นางคิดแต่จะใช้ชีวิตให้ดีตลอดไปในเมืองหลวง
เหตุผลที่ซือเร่อขบคิดได้เยี่ยงนี้ นั่นก็คือความหรูหราและความสะดวกสบายที่ได้รับการหยิบยื่นอย่างไม่มีตระหนี่จากที่นี่นับตั้งแต่วันแรกที่นางย่างเท้าเข้ามา
เด็กสาวยังจำได้ดีในวันนั้นเมื่อห้าปีที่แล้ว ทันทีที่ได้เข้าวังฝูอ๋อง นางได้รับการปรนนิบัติดูแลอย่างดีไม่ต่างจากองค์หญิง มีสาวใช้รุมล้อมแต่งกายให้นางอย่างงดงาม
หลังจากนั้นตัวนางที่อยู่ในอาภรณ์หรูหราดุจตุ๊กตาหยกชั้นยอดยังถูกพาตัวมาปรากฏกายเผยโฉมต่อธารกำนัลที่มีผู้คนรอบด้านแต่งกายหรูหราดุจทวยเทพ
ชายวัยกลางคนที่นางติดตามมาคือชินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ เขาเป็นบุรุษเลอโฉมในตำนานที่แม้วัยล่วงเลยกว่าสี่สิบปีแต่กลับคงความรูปงามไม่สร่างซา ทรงมีพระนามว่า เจิ้งเทียนฉี
ชินอ๋องยืนตระหง่านดุจภูผาสง่างามเหนือธารกำนัลอย่างน่าเกรงขาม รอบกายมีทหารรายล้อม บ่งบอกถึงอำนาจบารมีที่ยิ่งใหญ่ล้นฟ้า
เบื้องหน้าคือผู้คนมากมายที่ต่างเคารพยำเกรงต่อเขา แต่ละคนพินอบพิเทาเหลือคณา
ทั้งนี้บรรดาหมอทุกคนแม้มีฝีมือเก่งกาจกว่าเฟิงลี่ทุกคน แต่พวกเขาไม่เคยเจอโรคระบาดนี้เหมือนที่เฟิงลี่เคยเจอในหมู่บ้านเร้นลับกลางหุบเขายากที่จะรู้ว่ามีอยู่แห่งนั้นบรรยากาศอึมครึมและกระอักกระอ่วนที่หมออาวุโสจำต้องยืนฟังแม่นางน้อยผู้หนึ่งจึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีตามลำดับเฟิงลี่ไม่คิดหวงแหนสูตรลับยาสมุนไพรอยู่แล้วจึงชี้แนะพร้อมมอบตำรับยาดีให้หมอทุกคนนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โรคระบาดจึงค่อยๆ ซาลงราวสายพิรุณที่ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้า หมอหนุ่มและหมอชราจึงเชื่อฟังนางมากขึ้นอย่างไร้ข้อกังขาบุรุษหลายคนยังแอบหลงใหลได้ปลื้มในตัว ’แม่นางเฟิง’ จนเก็บไปฝันถึงทุกคืนวันถึงขนาดแย่งกันพูดจาทาบทามเลยเชียวเรื่องนี้เจิ้งเหวินไท่เริ่มไม่สุขุมดังเก่า เพราะพี่สะใภ้คือภรรยาคนเดียวของพี่ชาย การมีบุรุษมากมายหมายปองไม่ดีแน่ นับเป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องบ้านเมืองโดยแท้ เขาจึงเขียนจดหมายให้ม้าเร็วนำไปส่งพี่ชายในทันทีเมื่อเจิ้งเซียวเล่อได้อ่านจดหมาย เรียวคิ้วคมถึงกับกระตุก มัดกล้ามแน่นๆ พลันสั่นระริก น้ำส้มเปรี้ยวจัดส่งกลิ่นฉุนไปทั่ว หลังจากนั้น เจี้ยนอ๋องพลันออกคำสั่งสะสางงานสิบสองชั่วยาม ไม่หลับไม่นอน เพื่อจะเร่งเดินทา
ระหว่างฟังถ้อยคำนุ่มนวลกระจ่างใสระรื่นหู เจิ้งเหวินไท่กับโจวหลิวหลันก็เดินเคียงคู่กันอยู่ทางด้านหลังของเฟิงลี่เพื่อมายังห้องที่มีกลิ่นฉุนของสมุนไพร ในห้องนี้มีเตาไฟ หม้อต้มยา ถ้วยยา เครื่องมือปรุงยา เครื่องบดยาวางเรียงรายห้องถัดมาคือห้องของม่านอวี้ที่กำลังใช้รักษาผู้ป่วยซึ่งอยู่ด้านข้างกับห้องต้มยา มีหญิงชาวบ้านคอยเป็นลูกมือวิ่งวุ่นให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อม่านอวี้หันมาเห็นเฟิงลี่ก็ถาม “นายหญิง ยาถ้วยนี้จากท่านป้า ข้าให้คนป่วยดื่มได้หรือไม่” สถานะนอกวังเจี้ยนอ๋องนางไม่อาจเรียกอีกฝ่ายว่า ‘พระชายาเฉกเดิม’ และไม่อาจลุกขึ้นทำความเคารพใครโดยพลการหากมิได้รับอนุญาต เฟิงลี่พยักหน้า “ยาเหล่านี้ข้าต้มเอง เจ้ารับจากท่านป้าได้เลย อย่าได้กังวล”ม่านอวี้รับคำแล้วหันไปรักษาผู้ป่วยต่อเจิ้งเหวินไท่กับโจวหลิวหลันมองภาพเหล่านั้นไม่วางตาทั้งสองกะพริบตามองพี่สะใภ้อย่างเคารพนับถือจากใจ พี่เซียวเล่อได้พบพานหยกงามจากป่าใหญ่โดยแท้...ในความคิดของบุรุษ สตรีทุกคนล้วนชมชอบความสบาย นิยมความหรูหราฟุ่มเฟือย อยู่เหย้าเฝ้าเรือนเลือกเครื่องประดับแพรพรรณ รอเผยโฉมอันเฉิดฉายต่อหน้าสามีในห้องหับเท่านั้นแต
คุณหนูโจวกุมจมูกยู่หน้ามุ่นคิ้วกำลังจะเอ่ยปากโต้แย้งอย่างร้อนแรงกลับมีเสียงแว่วหวานของสตรีอีกนางหนึ่งดังแทรก“องค์ชายสี่อย่าได้ตำหนิหลันเอ๋อร์เลย นางแค่ทำตามคำสั่งข้า”เจิ้งเหวินไท่ผินวงหน้าตามเสียง แต่แล้วก็ต้องเบิกตามองอย่างไม่อาจเชื่อเฟิงลี่ที่เนื้อตัวใบหน้ามอมแมมไม่ต่างจากโจวหลิวหลันค่อยๆ เดินออกมาจากเพิงด้านหลังแม้มีสภาพไม่ต่างจากกระต่ายป่าผลัดถิ่นเช่นกัน แต่ท่วงท่ากิริยากลับแฝงกลิ่นอายอันน่าเกรงขามปานนั้นยามนี้เฟิงลี่มีอายุย่างสิบเจ็ดปี รูปร่างอ้อนแอ้นสูงระหงสมส่วนขึ้นมาก หลังแต่งงานยังได้ศักดิ์ฐานะเป็นถึงพระชายา ได้รับความรักใคร่ทะนุถนอมจากสามี องค์ชายสี่จึงมองเพียงปราดเดียวก็จดจำใบหน้าเปื้อนฝุ่นของนางได้ทันที“พี่สะใภ้...”“ข้าเอง” เฟิงลี่กล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกว่า “เหตุที่เรียกใช้แรงงานจากกลุ่มชาวบ้านผู้เดือดร้อนก็เพราะเข้าไปขอคนจากทางการแล้วแต่กลับมิได้รับความร่วมมืออย่างที่ควร ใต้เท้าลู่ฉินบอกว่าคนของเขามีจำนวนไม่พอให้หยิบยืม หากต้องการจัดตั้งโรงทานให้หาวิธีกันเอง ข้าจึงให้หลันเอ๋อร์ไปเจรจากับกลุ่มผู้ลี้ภัย พวกเขาต่างตกลงกันเองให้คัดเลือกคนที่แข็งแรงจากกลุ่
ชายหนุ่มจึงสืบเท้าเข้ามาทางเพิงไม้ไผ่ชั่วคราวที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นโรงทานแห่งนี้ทันที“เจ้ากำลังทำอะไร?”เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่ดังกระทบโสตประสาท ส่งผลให้โจวหลิวหลันต้องสะดุ้งเฮือกหนึ่งเด็กสาวค่อยๆ ผินใบหน้ามอมแมมของตนมาทางด้านหลังที่มีเงาร่างสูงสง่าปรากฏขึ้นเมื่อใดก็ไม่ทราบเจิ้งเหวินไท่ยิ่งหรี่ตาพินิจนาง “เป็นเจ้าจริงๆ”เพราะการเดินทางลงใต้ค่อนข้างลำบากและห่างไกล คุณหนูสูงศักดิ์จึงมีสภาพคล้ายกระต่ายน้อยคลุกฝุ่น แทบจำมิได้ว่าเป็นใคร ทว่าเจิ้งเหวินไท่กลับจำนางได้เพียงแรกเห็นชัดเจนว่าสตรีดื้อรั้นผู้นี้บังอาจตามเขามาจนถึงที่นี่ นางช่างเป็นเด็กสาวที่ไม่รู้ความเสียจริง!เมื่อแม่นางน้อยหันหน้ามามองชัดๆ นางพลันเบิกตาอย่างดีใจราวได้เจอเทพบนสวรรค์“องค์ชายสี่ ท่านอยู่ที่นี่หรือ?”ดวงตาเปล่งประกายกับท่าทางดีใจล้นเหลือของเด็กสาวปราศจากความเสแสร้งใดๆ นางไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่จริงๆ“ที่แท้องค์ชายสี่ก็อยู่นี่หรือ? คิดไม่ถึงเลย หากรู้แต่แรกหม่อมฉันต้องรีบไปหาท่านก่อนใคร”เนื่องจากอุทกภัยครั้งนี้กินพื้นที่ทางตอนใต้ของต้าเจิ้งกว้างใหญ่อย่างมาก หลายหมู่บ้านในหลายอำเภอถูกเล่นงานจากธร
เรื่องนี้เดิมทีขุนนางที่รับผิดชอบล้วนต้องจัดการอยู่แล้ว เพียงแต่จุดที่ประสบภัยพิบัติกินพื้นที่กว้างขวางหลายหมู่บ้าน ทว่าค่ายผู้ลี้ภัยกลับมีน้อย สวนทางกับงบหลวงที่จัดสรรลงมาเห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ได้มีขุนนางบางคนกระทำการเบียดบังทรัพย์หลวงซึ่งดูแลรับผิดชอบอยู่มาเป็นของตนอย่างแยบยลเมื่อเจิ้งเหวินไท่ได้รับหน้าที่ควบคุมดูแลจึงสั่งจัดการอย่างเฉียบขาดไม่มีผ่อนปรน หมดช่องโหว่ให้ขุนนางคนใดมีช่องทางหรือโอกาสยักยอกทรัพย์สินเข้าคลังตนเองอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่องค์ชายทั้งสองลงมาจัดการบรรเทาภัยพิบัติเอง การบริหารดูแลจัดการจึงเป็นระเบียบเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมาก ชนิดที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนหลังมือเป็นหน้ามือ กลุ่มขุนนางที่มีความคิดมืดดำจำต้องหยุดความต่ำตมในจิตใจ เร่งช่วยเหลือชาวบ้านผู้ลี้ภัยอย่างออกนอกหน้า การฉ้อโกงจึงไม่เกิดขึ้นอีกเลยแม้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการจัดการอย่างดีแล้วก็ตาม ทว่าการตามหาผู้สูญหายยังคงดำเนินไปด้วยความยากลำบาก เจิ้งเซียวเล่อจึงไม่ค่อยได้กลับมายังจวนเจ้าเมืองผิงอันคงเหลือเพียงเจิ้งเหวินไท่ที่ต้องดูแลชาวบ้านที่เดือดร้อนควบคู่กับการควบคุมขุนนางท้องถิ่นเพียงลำพัง อีกทั้งยังต้องรับมื
ม่านอวี้เอ่ยก่อน “หม่อมฉันคิดถึงอาจารย์หวังเหลือเกิน คิดถึงการออกช่วยเหลือรักษาผู้คน การต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในวังเป็นสิ่งที่อึดอัดยิ่งนัก”เดิมทีทุกครั้งที่เจิ้งเซียวเล่อออกปฏิบัติภารกิจพิชิตชายแดนหรือออกรบเพื่อแคว้นมิได้อยู่ในวังก็มักจะพาคนสนิทอย่างหลี่เค่อ จางฉวน และหมอหวังซุนไปด้วย ม่านอวี้จึงได้ติดตามหมอหวังซุนทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้นางเป็นถึงองครักษ์หญิงหนึ่งเดียวของพระชายาเฟิ่งซินจึงไม่อาจติดตามหมอหวังดุจเก่าโจวหลิวหลันเอ่ยบ้าง “พวกบุรุษก็เช่นนี้ ชอบดูแคลนความสามารถของอิสตรี มีอย่างที่ใด สั่งให้พวกเราอยู่แค่ในเรือน”จบคำของแน่งน้อย บรรยากาศภายในห้องพลันอึมครึม คล้ายมีมวลผกาสุดตระการที่ยังไม่ทันได้เบ่งบานแต่กลับร่วงโรยลงเสียแล้ว ต่อให้ต้องการส่งกลิ่นหอมหวนเพื่อให้หมู่แมลงอาศัยต่อชีวิตสักเท่าใดก็ทำได้เพียงแห้งเหี่ยวแล้วตายไปอย่างไร้คุณค่าดรุณีน้อยได้รับคำสั่งจากเจิ้งเซียวเล่อว่าให้อยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ ห้ามไปซุกซนที่ใด ห้ามกลับบ้านสกุลโจวด้วย ต้องดูแลพี่สะใภ้เท่านั้นแน่นอนว่านางพร้อมดูแลพี่สะใภ้คนงาม แต่คำสั่งห้ามออกจากวังแม้ครึ่งก้าวคืออันใด?เฟิงลี่มุ่นคิ้ว “ข้าเองได้เรียนรู้วิ







