LOGINคำโปรย เรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อของ 'ซุนเจิง' และ 'เหอลี่อิง' คู่สามีภรรยาที่ย่างก้าวเข้าสู่วัยชราโดยสมบูรณ์แบบนั้น เกิดขึ้นในคืนคืนหนึ่ง คืนที่ทั้งเมืองมีแต่ความชุลมุน เสียงเอ็ดตะโรของผู้คนที่กำลังหนีตาย เขาเห็นเพียงภาพอันเลือนรางของภรรยาที่ถูกอุ้มฝ่ากลุ่มควันมากมายออกไป และหลังจากนั้นทุกอย่างก็จบลง... เสียที่ไหนเล่า! ซุนเจิงไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งใดกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือเขาอยู่ในชุดสีแดงสด สิ่งรอบกายดูผิดแปลกจนผิดหูผิดตา และที่ยิ่งไปกว่านั้น เขากลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้งได้อย่างไร! ในเมื่อความจริงเขาอายุเจ็ดสิบเข้าไปแล้ว! นี่มันอะไร... นี่มันอะไรกัน! แต่นั้นยังไม่น่าตกใจเท่า เขาต้องตกกระไดพลอยโจนแต่งงานทั้งๆ ที่ยังตั้งสติอะไรไม่ได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสวรรค์เล่นตลกอะไรเข้า แต่หากคิดว่าเรื่องทั้งหมดบ้าบอแล้ว ก็ยังไม่บ้าบอเท่าเข้าหอและเปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวด้วยซ้ำไป! "ยายแก่ลี่อิง!! " "ตาเฒ่าซุนเจิง!!! " "ตายจนมาเกิดใหม่ เธอยังตามมาหลอกมาหลอนฉันอีกเหรอ!!
View More“เหอลี่อิง เราหย่ากันเถอะ!” ประโยคที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญถูกเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น จนทำให้ทัพพีตักข้าวที่อยู่ในมือของ ‘เหอลี่อิง’ ชะงักค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ก่อนทัพพีตักข้าวจะแปรเปลี่ยนมาเป็นอาวุธฟาดฟันคนที่พูดขึ้นมาเมื่อครู่นี้
“เป็นบ้าอะไรตาแก่! แก่จนจะลงโลงอยู่แล้ว จะมาหย่าอะไร ทำไมไม่พูดให้เร็วกว่านี้สักสี่สิบปี มาพูดตอนฉันจะเจ็ดสิบ มันจะมีประโยชน์อะไร!”
‘ซุนเจิง’ ปัดป้องการถูกทำร้ายด้วยทัพพีตักข้าวจากภรรยาเป็นพัลวัน และไม่อาจโต้กลับสิ่งใดได้ เพียงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธจัดของอีกฝ่าย พลันมือไม้ก็อ่อนระทวยขึ้นมาเสียดื้อๆ น้ำเสียงห้าวหาญหล่นหายไปอยู่ที่ใดแล้วก็ไม่ทราบ บัดนี้จึงได้แต่ลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก ก้มหน้าก้มตาอย่างคนไร้หนทางสู้ ดูอย่างไรก็ช่างน่าเวทนาเสียจริง ก่อนหน้านี้เขาเป็นถึงนายทหาร ยศทางการทหารหรือก็ไม่น้อยหน้าใคร เป็นที่นับหน้าถือตา แต่เมียกลับไม่นับถือตนแม้สักนิด!
“อยากหย่านักใช่ไหม นี่มันบ้านฉัน ถ้าไม่อยากอยู่ก็ออกไป ฉันไม่ได้ห้าม!”
เสียงที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้คนก้มหน้าก้มตาเมื่อครู่ต้องรีบเงยหน้าโดยพลัน “บ้านเธอ?! นี่ยายแก่ ฉันจำได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ซื้อบ้านนี้เป็นเงินของฉันไม่ใช่หรือยังไง เธอมีสิทธิ์อะไรมาไล่ฉัน!”
หญิงชราที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ชะงักไปครู่หนึ่ง ด้วยไม่อาจโต้แย้งความเป็นจริงที่อีกฝ่ายหยิบยกขึ้นมาพูด แต่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา มีหรือที่จะยอมลงให้สามีง่ายๆ ไม่มีทางเสียหรอก! “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันไปเอง อย่าคิดว่าฉันจะไม่มีที่ไป!”
พูดจบก็กระแทกข้าวของในมือลงอย่างประชดประชัน สาวเท้าเข้าไปยังห้องนอน หยิบฉวยข้าวของทุกอย่างใส่กระเป๋าโดยไม่สนใจสักนิดว่าสิ่งที่กวาดใส่กระเป๋ามานั้นจำเป็นมากน้อยขนาดไหน มือฉวยเอาสิ่งใดมาได้ก็จับยัดลงกระเป๋า เมื่อไม่อาจยัดสิ่งใดลงไปได้อีก ก็เดินอาดๆ ผ่านหน้าสามีที่เอ่ยไล่เธอเมื่อครู่ด้วยทีท่าไม่แยแส
“นี่เธอ! ยายแก่!” ซุนเจิงตะโกนตามหลังภรรยาของตนที่ดูจริงจังกับการออกจากบ้านครั้งนี้นักหนา แต่กระนั้นเมื่ออีกฝ่ายไม่รั้งรอหรือหันหลังกลับมาฟัง เขาจะทำอย่างไรได้นอกจากปล่อยผ่าน อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยายแก่คนนั้นคิดออกจากบ้านหลังนี้ “ได้! แล้วฉันจะคอยดูว่าเธอจะอยู่ข้างนอกได้สักกี่ชั่วโมง ยายแก่!”
ซุนเจิงตะโกนตามหลังเหอลี่อิงอย่างไม่พอใจ มองอาหารตรงหน้าและเริ่มมื้อเช้าด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว แต่มีหรือที่เขาจะถึงขั้นกินข้าวไม่ลง ฝันไปเถอะ! เงินซื้อข้าวของพวกนี้ก็เงินของเขาทั้งนั้น! ยายแก่เหอลี่อิงนั่นทำอะไรเป็นบ้าง ทุกวันนี้ก็เอาแต่อยู่บ้าน ยิ้มหน้าบานเป็นคุณนายซุนเวลาไปสมาคมแม่บ้านทั้งหลายแหล่ อยากจะรู้นัก ถ้าไม่มีซุนเจิงคนนี้แล้ว ยายแก่นั่นจะมีชีวิตรอดบนโลกที่โหดร้ายนี่ได้อย่างไรกัน!
บางทีอาจเป็นเพราะยายนั่นไม่ได้เรื่องสักอย่างนอกจากงานบ้านงานเรือน แม่ของเขาที่ล่วงลับไปแล้วจึงจับเขาแต่งงานกับยายนี่ หวังว่าจะให้เขาผู้เป็นสามีคุมภรรยาของตนเองได้อย่างอยู่หมัด แต่จากสภาพที่เห็น แม่ของเขาคงคิดผิดถนัด!
วันที่ซุนเจิงแต่งงานคือวันแรกที่ได้พบกันเหอลี่อิง ด้วยความที่เขาเป็นคนเชื่อฟังบิดามารดาตามแบบแผนอย่างที่คนสมัยนั้นพึงกระทำ และด้วยความที่เหอลี่อิงในเวลานั้นคือหญิงสาวผู้เกิดในครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย หนทางที่เธอจะปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้จึงแทบเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ สุดท้ายก็ต้องอยู่ด้วยกันมาเรื่อยๆ แบบนี้ แต่เขาเองก็ดันไปขอหย่าตอนที่ยายแก่เหอลี่อิงอายุหกสิบแปดปี ใช่ว่าเขาจะไม่มีเหตุผลที่ลุกขึ้นมาขอหย่ากับภรรยาตัวเองตอนนี้เสียเมื่อไหร่ แต่ก็เหนื่อยเปล่าที่จะอธิบายให้ยายแก่คนนั้นเข้าใจ
“ขอประทานอภัย กระหม่อมไม่ได้ทำการต้อนรับให้สมเกียรติ”“มิได้ ข้าต้องมาสร้างความลำบากให้ใต้เท้าและฮูหยิน ข้ามากกว่าที่ต้องขออภัย”“ใช่ ถูกต้องแล้ว”หวังซูเหยามองบุรุษตัวโตข้างกายที่เอ่ยขึ้น“อีกอย่างไม่ต้องทำตัวเป็นทางการถึงเพียงนี้ก็ได้กระมัง องค์หญิงเห็นเป็นเช่นไร มาอาศัยจวนผู้อื่น แต่ต้องมารักษามารยาทเช่นนี้ ข้าว่าไม่สมควร เอาเป็นว่าให้พวกเขาทำตัวตามสบายดีหรือไม่ จะได้ไม่อึดอัดใจกันทั้งสองฝ่าย”หวังซูเหยามองสายตาที่มองมายังนางก็เข้าใจได้ในทันทีว่า รัชทายาทข้างกายกำลังบีบให้นางเห็นชอบในสิ่งที่เขาเอ่ยออกไป แล้วมีหรือที่สตรีตัวเล็กเช่นนางจะขัดได้ สุดท้ายก็ต้องตอบว่าเห็นด้วยตามข้อเสนอแนะของรัชทายาทหลังจากนั้นหวังซูเหยาก็ได้พบกับอาหารอันโอชะที่รัชทายาทเคยบอกกับนางไว้ก่อนหน้านี้ และเรื่องนี้ทำให้นางหายกังวลเรื่องต่างๆ ไปในพริบตา อาหารตรงหน้าดึงดูดนางให้ละจากความสนใจภายนอกและมุ่งความสนใจไปที่อาหารทั้งหลายแทน นับว่ารัชทายาทผู้นี้ไม่ได้กล่าวเกินเลยไป อาหารที่นี่นับว่าเลิศรสจริงอย่างที่เขาคุยโวเอาไว้ทว่าระหว่างก้มหน้าอยู่กับอาหารอันโอชะก็ได้ยินเสียงหัวเราะเล็กๆ ขึ้นมา แล้วก็พบว่าเจ้าของจวนท
หากต้องนอนร่วมห้องกับนางทุกคืน มิแน่ว่าคืนใดคืนหนึ่งเขาอาจจะถูกผลักกระเด็นกระดอนไปอยู่ที่พื้นก็เป็นได้ แต่สุดท้ายแล้วเขาจะทำสิ่งใดได้ นอกเสียจากข่มตาตลอดทั้งคืน ตื่นยามรุ่งสางเพื่อเร่งเดินทางเข้าเมืองหลวง แต่ก็มิวายต้องมานั่งเฝ้าสตรีที่เป็นถึงองค์หญิงอีกทั้งยังมากเรื่องนั่งกินอาหารคำเล็กคำน้อย ราวกับว่าไม่ถูกปากกับอาหารข้างทางเช่นนี้“รีบๆ หน่อยจะได้ไหม กินแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะเสร็จ” ดุสตรีที่คีบอาหารเข้าปากอย่างอ้อยอิ่ง แต่อีกฝ่ายก็มองเขาด้วยสายตาสลด “ไม่ถูกปากขนาดนั้นเชียวหรือ อย่างนั้นก็ทนหน่อย เข้าเมืองหลวงไปจะมีของดีกว่านี้”“จริงหรือ ข้าว่าอย่างไรท่านก็ไม่พาข้าเข้าวังหลวง แล้วข้าจะได้ลิ้มรสอย่างที่ท่านกล่าวหรือ”“ในวังหลวงน่ะหรือที่เจ้าคิดว่ามีของดี” เว่ยหลางหัวเราะอย่างขบขัน “ในนั้นมีของไม่ดีทั้งสิ้น และข้าก็รู้ว่าอาหารรสเลิศนั้นอยู่ที่ใด”องค์หญิงหวังซูเหยามองบุรุษที่หัวเราะให้เธออย่างขบขัน และเอ่ยถึงอาหารรสเลิศราวกับว่าชำนาญในการสรรหาอาหารรสเลิศในใต้หล้า“แล้วท่านจะให้ข้าไปอยู่ที่ใด”“จวนของขุนนางผู้หนึ่ง เจ้าก็พบเขาแล้วก่อนหน้านี้ บุรุษที่ข้าให้เขาล่วงหน้ามาก่อน” เว่ยหลางเอ่
“มีเตียงเดียวก็นอนข้างล่างสิ ข้าเป็นสตรีจะมานอนเตียงเดียวกันได้อย่างไร”เว่ยหลางมองสตรีที่แผดเสียงน่าปวดหัว ตอนนี้ค่ำมืดดึกดื่นจนไม่อาจเดินทางต่อได้ เขาจึงต้องมาพักค้างแรมระหว่างทาง แต่แทนที่จะได้พักอย่างใจหวัง องค์หญิงแคว้นหนานก็ทำให้เขารำคาญขึ้นมาอีกหน“ข้าว่าองค์หญิงคงจะเข้าใจสิ่งใดผิดไป ประการแรกข้าเป็นคนจ่ายเงินเพื่อนอนที่นี่ ประการต่อมาเจ้ากำลังเป็นชายาข้าผู้เป็นรัชทายาทของแคว้นนี้ เหตุผลเพียงสองประการนี้ย่อมเพียงพอแล้วที่ข้าไม่ต้องไปนอนบนพื้นที่เย็นเฉียบและสกปรกนั่น”“แต่ว่า”“ไม่มีแต่ มานี่” เอ่ยห้ามไม่ให้สตรีช่างพูดได้พูดสิ่งใดออกมาอีก ดึงข้อมือข้างหนึ่งของนางมามัดไว้กับผ้าที่ถูกฉีกออกจนคล้ายกับเชือก โดยอีกข้างหนึ่งก็มัดมือของเขาไว้เช่นกัน“ท่านจะทำอะไร”“ผูกข้อมือเจ้าไว้ เผื่อเจ้าคิดสั้นหนีข้ากลางดึกขึ้นมาจะได้รู้ตัว” พูดจบก็ทิ้งกายลงนอน แม้ว่าสตรีที่นั่งอยู่บนเตียงเดียวกันนั้นยังตั้งคำถามใส่เขาไม่หยุดหย่อน“ข้ามิใช่เด็กไย...”“ขนาดมิใช่เด็ก ยังดีดดิ้นมาตลอดทางน่ะหรือ ข้าไม่ไว้ใจเจ้า เพราะฉะนั้นนอนได้แล้ว นี่เราเสียเวลาไปวันหนึ่งแล้ว แทนที่จะถึงเมืองหลวง แต่กลับต้องมาค้างแรม
“เข้าชายแดนแคว้นต้าเว่ยแล้วเพคะ”สิ้นเสียงรายงาน สตรีที่นั่งอยู่ในรถม้าก็เลิกม่านขึ้น มองไปยังพื้นที่ด้านนอกซึ่งมีแต่ป่าไม้ไม่ต่างจากตลอดทางที่พบเห็น “อีกไกลหรือไม่”“เดินทางอีกประมาณสามวันเพคะจึงจะถึงเมืองหลวง”“เช่นนั้นสั่งให้ขบวนหยุดพักก่อน”“เพคะ”ขบวนที่มีรถม้านับสิบเหลียง และทหารคุ้มกันอีกจำนวนหนึ่งหยุดพักตามรับสั่งขององค์หญิงคนสำคัญที่ถูกส่งตัวมาสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีกับแคว้นต้าเว่ย งานมงคลสมรสที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงเดือนต่างเป็นที่ยินดีของคนทั้งสองแคว้นที่จะมีความสัมพันธ์ที่แนบชิดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ใครๆ ก็ต่างเห็นประโยชน์ในข้อนี้ การสมรสครั้งนี้จึงเปี่ยมไปด้วยความเห็นพ้องของทั้งสองแคว้น แต่ความเห็นพ้องที่ว่านี้ก็คงจะหลงลืมสิ่งใดไปบางประการก็เป็นได้ เมื่อองค์หญิงแห่งแคว้นหนานไม่ทันจะก้าวลงจากรถม้า เสียงด้านนอกของทหารที่คอยคุ้มกันก็ดังอึกทึกครึกโครม จนผู้เป็นองค์หญิงต้องซ่อนตัวอยู่ในรถม้าด้วยท่าทีหวาดหวั่น“เกิดอะไรขึ้น!” องค์หญิงที่ไม่เข้าใจในสถานการณ์ร้องถามเสียงดัง จนราชองครักษ์ประจำกายเปิดม่านของรถม้าและเอ่ยรายงาน“มีโจรซุ่มทำร้าย องค์หญิงโปรดอยู่แต่ในรถม้า...” ราชองครักษ์ย
“ซุนเจิง...เป็นอะไรไป คุณอยากมีลูกไม่ใช่หรือ” เหอลี่อิงที่เฝ้าสังเกตอาการของสามีอยู่นานก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม ยกมือข้างหนึ่งประคองใบหน้าของสามีที่เอาแต่ก้มหน้าให้เงยขึ้น ก่อนจะพบว่านัยน์ตาของซุนเจิงนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้าอย่างที่เคยไม่เห็นมาก่อน“ฉัน...ฉัน...” ซุนเจิงยังไม่กล้าแม้กระทั
ซุนเจิงมุ่งหน้ากลับที่พัก ระหว่างทางก็ทบทวนเรื่องที่อ๋องแปดยอมเผยออกมา และคิดถึงการณ์ข้างหน้าอันใกล้ หากต้องชิงตัวองค์หญิงของแคว้นหนานจริงก็ควรจะบอกกล่าวกับแคว้นนั้นก่อน ทำการเจรจาต่อรองและตลบหลังคนที่คิดร้ายทั้งหลาย ดีไม่ดีทางแคว้นหนานอาจจะหนุนหลังเว่ยหลางให้เป็นจักรพรรดิ เมื่อถึงตอนนั้นขุนนางในรา
“ใต้เท้าขอรับ!”ซุนเจิงที่กำลังจะหลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทรากลับต้องรีบชันกายขึ้นมาจากเตียง พร้อมๆ กับเหอลี่อิงที่ยังหลับไม่สนิทดี เขาเดินไปเปิดประตูห้องของตนเอง เมื่อได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นหู พอเปิดออกก็พบกับหลิวจวินที่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬและแววตาฉายความวิตกกังวลจนไม่อาจซ่อนเร้นเอาไว้ได้“รัช
“ใจเย็นก่อนใต้เท้า” รัชทายาทเอ่ยปรามขุนนางที่มีทีท่าไม่พอใจเขาด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็แค่มีเรื่องสงสัยเท่านั้น แต่ว่ามีเพียงท่านและฮูหยินที่จะไขความกระจ่างนี้ได้ หากท่านยังไม่อยากจะบอกข้าในตอนนี้ก็ไม่เป็นไร เรายังมีเรื่องอีกมากที่ต้องกระทำ”ซุนเจิงหันมองหน้าเหอลี่อิงพร้อมทั้งถอนหายใจออกมายาวเหยียด ส่วนเห











