Mag-log inส่วนน้องสาวผู้เก่งกาจของนางกับท่านตาหานไต้ย่อมอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้นางเป็นกังวล
ยิ่งน้องสาวของนางผู้นั้น เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว
ท่านหญิงหยี่ซินยิ่งเติบใหญ่ยิ่งงดงาม รูปโฉมเป็นเลิศ ดวงตากลมโตกระจ่างใส ดวงหน้าหยาดเยิ้มชวนหลงใหล ชายใดได้ยลล้วนเก็บไปเคลิ้มฝันถวิลหา
กิริยาวาจาหรือก็อ่อนโยนนุ่มนวล ทำตัวเหมาะสมไม่มีด่างพร้อยให้ต้องคอยแก้ต่าง
นั่นคือชื่อเสียงอันดีงามของซือเร่อที่ยามนี้ได้สลัดคราบเด็กหญิงบ้านป่าออกแล้วจนหมดสิ้น
คงเหลือเพียงท่านหญิงหยี่ซินที่เป็นสตรีชั้นสูงในห้องหอ กิริยาวาจาล้วนสำรวมอยู่ในกฎเกณฑ์
ซือเร่อมุมานะที่จะเป็นสตรีงามสง่าสูงส่ง จึงดูแคลนวิชาการต่อสู้การออกหมัดมวย
การฝึกยุทธ์ที่จำต้องทำท่าทางไม่ต่างจากชนเผ่าป่าเถื่อน การรำทวนไม้ การสร้างกับดัก การล่าเหยื่อ การทำอาวุธไล่ล่าสัตว์ป่าอันใดเหล่านั้นล้วนไม่มีอยู่ในสมอง
และด้วยอิทธิพลคับฟ้าของเจิ้งเทียนฉี ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงตัวตนดั้งเดิมของนาง
นามซือเร่อยิ่งไม่มีใครรู้จัก มีเพียงท่านหญิงหยี่ซินเท่านั้น นั่นจึงทำให้เฟิงลี่ไม่มีทางตามหาพี่สาวนามซือเร่อเจอเสียที
วังฝูอ๋องของเจิ้งเทียนฉี
ภายในเรือนหรูหรา ประดับประดาด้วยเครื่องเรือนล้ำค่า ทุกสิ่งที่นำมาตกแต่งทั่วห้องล้วนงดงามสะดุดตา บ่งบอกถึงฐานะอันสูงศักดิ์แห่งเจ้าของ
ซือเร่อหรือท่านหญิงหยี่ซินจึงชอบมาก
สิ่งล้ำค่าที่เห็นในห้องหลักยังมีที่เก็บเอาไว้ในห้องปีกข้าง ยามที่ซือเร่ออายุสิบห้าปี ชินอ๋องเจิ้งเทียนฉีจัดงานวันเกิดให้นางอย่างอลังการยิ่งใหญ่ ของขวัญวันเกิดจึงถูกส่งมาไม่น้อย ทั้งเครื่องประดับหลายหีบและอัญมณีหายากในกล่องหลายใบ มากเสียจนท่านอ๋องต้องสั่งทำห้องเพิ่มให้อีกหนึ่งห้องเพื่อเก็บสิ่งของมีค่าเหล่านั้นโดยเฉพาะ
ภายในห้องอาบน้ำ มีผ้าม่านหลายชั้น กลิ่นหอมโชยกรุ่น เสียงของซือเร่อดังมาจากถังอาบน้ำขนาดใหญ่ที่โรยกลีบดอกไม้ “จื่อซิ่ว ผ้าเช็ดหน้าของข้าควรเป็นสีขาวพิสุทธิ์ เหตุใดจึงลืม”
สาวใช้นามจื่อซิ่วถึงกับชะงักก่อนก้มหน้านอบน้อม “เรียนท่านหญิง ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เพิ่งสั่งซื้อเข้ามาคู่กับผ้าเช็ดผม เป็นผ้าเนื้อดี สีสันสดใส ท่านอ๋องทรงสั่งให้บ่าวเอามาเตรียมไว้ เผื่อท่านหญิงเรียกหาเจ้าค่ะ”
“อ้อ...” ซือเร่อเหยียดกายขาวเนียนเปลือยเปล่านั่งอิงกับขอบถังไม้ที่มีไอน้ำลอยกรุ่นออกมา ปล่อยให้สาวใช้คนหนึ่งขัดแผ่นหลัง อีกคนนวดมือ อีกคนนวดเท้า อีกคนนวดเส้นผมยาวยื่น อีกคนคอยเติมน้ำมันหอมเป็นระยะ จนกลิ่นหอมโชยฟุ้งไปทั่วห้อง
ตรงขอบถังไม้อีกฝั่งยังมีสาวใช้อีกคนคอยโปรยดอกไม้และคอยดูแลน้ำให้อุ่นพอเหมาะตลอดเวลา
ซือเร่อยามนี้มองดูคล้ายนางฟ้ากำลังอาบน้ำบนสวรรค์
ท่าทางของเด็กสาวดูเกียจคร้านแต่กลับงดงามอย่างยิ่ง ดวงหน้าคิ้วตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา
ยิ่งเติบใหญ่ยิ่งเป็นสะคราญโฉมเลิศล้ำ
นางพยักหน้าเบาๆ “ข้าลืมไปแล้วจริงๆ ว่าตนเองเพิ่งบอกท่านพ่อบุญธรรมไปว่าชอบสีชมพูแบบเดียวกับองค์หญิงเจิ้งอวี้ นางทรงโปรดสีชมพูมาก ผ้าเช็ดหน้าผ้าอาบน้ำล้วนเป็นสีชมพู และข้ายังชอบสีกุหลาบแบบเดียวกับองค์หญิงเจิ้งฮวา มาๆ เจ้ายกมาให้ข้าเลือกดูเถิด อาบน้ำครั้งหน้าข้าจะเลือกสีใด”
จื่อซิ่วน้อมรับ “เจ้าค่ะ”
สาวใช้รีบลุกขึ้นแล้วเดินไปทางชั้นไม้ ยกผ้าทั้งพับลงมาวางบนโต๊ะเตี้ยข้างถังอาบน้ำ เพื่อให้ท่านหญิงหยี่ซินได้คัดเลือกอย่างอารมณ์ดี
ซือเร่อพลิกตัวอยู่ในอ่างน้ำ เอื้อมมือเรียวขาวออกมาเลือกผ้าอย่างใจเย็น
จังหวะนั้นสาวใช้อีกคนพลันสืบเท้าเข้ามาอย่างพินอบพิเทา หากแต่ดวงตากลับทอประกายวาววับอย่างซุกซน นางรีบกล่าวกับซือเร่อว่า
“เรียนท่านหญิง วันนี้มีองค์ชายรูปงามผู้หนึ่งเข้ามาพบท่านอ๋อง เท่าที่บ่าวแอบฟังได้ยินท่านอ๋องเสวนากับองค์ชายผู้นั้นอยู่หลายประโยค แต่มีประโยคหนึ่งนับว่าสำคัญที่สุดเจ้าค่ะ”
ซือเร่อหยุดมือจากผ้าบนโต๊ะเตี้ย สนใจสาวใช้นางนี้ทันที
“อะไรหรือ? เสี่ยวชุ่น”
เสี่ยวชุ่นรีบยอบกายข้างถังอาบน้ำ บอกอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านอ๋องทรงบอกว่าพระองค์หมายตาองค์ชายรูปงามผู้นี้ให้กับท่านหญิงเจ้าค่ะ ยามนี้คงกำลังคุยเรื่องพิธีหมั้นกันอยู่”
ซือเร่อได้ฟังพลันลุกขึ้นนั่งจนน้ำกระฉอก “อะไรนะ?”
เด็กสาวอุทานด้วยใบหน้าแดงก่ำ พลางถามเสียงสั่นว่า “คงเป็นแค่คู่หมายกระมัง เขาเป็นถึงองค์ชายเชียวนะ คู่หมั้นอะไร? เจ้าอย่าเพิ่งพูดจาส่งเดชไป หากใครมาได้ยินเข้ามันไม่ดี”
แม้เอ่ยเช่นนั้น หากแต่หัวใจดวงน้อยกลับเต้นโครมคราม
ปกติแล้วเจิ้งเทียนฉีมักจะตามใจซือเร่อในทุกเรื่องราว แต่กลับเข้มงวดกับนางในเรื่องคู่ครอง
ไม่ต้องเอ่ยถึงบุรุษธรรมดาสามัญ ขนาดคุณชายรูปงามตระกูลใหญ่ยังไม่มีใครเข้าตาท่านอ๋องสักคน
เสียงต่อสู้เกิดขึ้นบนเตียงนอนจนม่านมุ้งพลิ้วไหว หลังจากประมือกันหลายกระบวนท่า ชายหนุ่มก็จับแขนเสลาและตรึงขาเรียวยาวของหญิงสาวเอาไว้แน่น ใช้ร่างกำยำของตนขึ้นทับร่างเล็กทั้งตัว“เก่งไม่เบานี่ ม้าพยศอย่างนี้ล่ะ ข้าชอบ”กล่าวจบก็ก้มหน้าอีกคราบดขยี้ริมฝีปากแดงอิ่มอีกครั้ง ไล้ปลายลิ้นร้อนรุกล้ำอย่างถือสิทธิ์ กวาดทุกความหวานล้ำอย่างเอาแต่ใจ นานครู่ใหญ่ก็ยังกลืนกินอย่างดุดัน กระทั่งเห็นนางหายใจรวยรินจึงยอมถอนริมฝีปากออกมา“ยอมข้าดีๆ ก็สิ้นเรื่องแล้ว”ยังไม่ทันสิ้นประโยค เฟิงลี่พลันอ้าปากกัดคางคมสันอย่างแรง เจิ้งเซียวเล่อถึงกับชะงักความเจ็บแปลบแล่นปราดจากปลายคางจรดลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำทันทีแต่ใครจะคิดว่าเสี้ยวเวลาต่อมาเฟิงลี่พลันอาศัยพลังทั้งหมดที่มียกศีรษะของตนขึ้นอย่างเร็ว โขกซ้ำที่ปลายคางของอ๋องหนุ่มอย่างแรงเสียงกระดูกกระแทกกันดังลั่นสั่นสะเทือนห้องกว้างจังหวะที่เจิ้งเซียวเล่อหงายหลังเสียการทรงตัว เฟิงลี่ยังสะบัดตัวออกจากพันธนาการ ม้วนตัวกลิ้งออกมาแล้วก็ผุดลุกขึ้น หญิงสาวออกตัววิ่งอย่างไร้ทิศทาง ทว่าวิ่งไปไม่กี่ก้าว ร่างเล็กพลันถูกกระตุกกลับอย่างแรง อ๋องหนุ่มจับร่างนุ่มขึ้นอุ้มพาดบ
นางตื่นขึ้นมาเพราะถูกความเย็นเยือกหนึ่งกระแทกใส่ เนื่องจากผ้าห่มอุ่นถูกดึงออกไปอย่างไร้ความปรานีต่อร่างบางเจิ้งเซียวเล่อมองแม่นางน้อยตรงหน้าที่งามสะพรั่งกว่าวันวานด้วยสายตาเย็นชานางดูเจริญวัยกลายเป็นหญิงงามทรงเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ผิวขาวมีน้ำมีนวลมากกว่าเดิม ไม่เจอกันแค่ไม่นาน นางกลายร่างเป็นปีศาจสาวจอมยั่วยวนถึงเพียงนี้ คงตั้งใจแน่วแน่ใสการล่อลวงเขาอย่างเต็มที่กระมังอ๋องหนุ่มแค่นยิ้มหยันบุรุษสูงศักดิ์จะเคยถูกหยามเยี่ยงนี้ที่ไหน ยิ่งสตรีที่มีสิทธิ์เพียงอุ่นเตียงกับคลอดบุตร จะเคยมีใครบังอาจเช่นนี้หรือ คำตอบคือไม่! มีเพียงเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์หยามผู้อื่นได้ฝ่ามือหนายกขึ้นบีบคางนาง ก้มหน้ามองอย่างดุดัน กล่าวเสียงเหยียดเย็น “ไม่เจอกันนาน คิดถึงว่าที่สามีหรือไม่เล่า”เฟิงลี่ไม่ตอบ ดวงตากลมโตส่องประกายงดงามจ้องมองใบหน้าหล่อเหลานิ่งๆ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ ไม่ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธล้วนไม่เกิดขึ้นทั้งสิ้นเจิ้งเซียวเล่อหรี่ตา มองกลีบปากจิ้มลิ้มอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน การนิ่งเงียบเปรียบเสมือนการท้าทายชนิดหนึ่ง“เจ้าไม่ตอบ?”เฟิงลี่ก้มหน้าลง ไม่ได้พูดจาชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นเรียวคิ้วเข้มยิ่งขมวด
เรือนบัญชาการประจำค่ายทหารฝั่งตะวันตกลานฝึกซ้อมของกองทัพมีทหารหลายร้อยนายกำลังวิ่งรวมพลตามเสียงรัวกลอง จากนั้นก็กระจายตัวเป็นกระบวนอย่างมีระเบียบ เสียงคำรามฮึกเหิมผสานเสียงหอกทวนกระแทกพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อการซักซ้อมจัดกระบวนทัพเสร็จสิ้นก็กระจายตัวออกอีกครา เหล่าทหารกล้าวิ่งวนจนฝุ่นตลบคลุ้ง ครู่หนึ่งลานฝึกพลันเปลี่ยนเป็นลานประลอง โดยมีทหารทั้งหมดยืนล้อมรอบแผงอาวุธคล้ายกำแพงมนุษย์ กลางวงล้อมคือนักรบร่างกำยำสูงใหญ่พร้อมอาวุธในมือ พวกเขาคือขุนศึกผู้ท้าประลองไม่นาน เสียงต่อสู้ฟาดฟันพลันดังก้อง ผสานเสียงส่งกำลังใจดังเลื่อนลั่นปั่นธรณีชั้นบนสุดของเรือนบัญชาการ ร่างสูงใหญ่งามสง่ายืนอยู่นิ่งๆ ไม่ไหวติงเป็นเวลานาน ใบหน้าหล่อเหลามีดวงตาเรียวยาวที่ดำสนิทล้ำลึกคู่หนึ่งกำลังมองการประลองเงียบงัน ทางด้านข้างซ้ายมือของเขาคือกุนซือหนุ่มหน้าหยกคนสนิทนามหลี่เค่อระยะเวลานี้คือเจ็ดวันก่อนจะถึงกำหนดวันแต่งงาน เจิ้งเซียวเล่อมิได้สนใจเตรียมตัวอันใด เพียงออกมาดูการฝึกซ้อมและดูการประลองที่ค่ายทหารเฉกเช่นปกติ คล้ายมิได้ใส่ใจต่องานมงคลของตนที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้าจังหวะพิจารณากระบวนท่าการต่อสู้ของแ
เพราะว่าทั้งหมดคือการกระทำต่อผู้ถูกกักขังเช่นนางก่อนหน้านี้เด็กสาวทำใจดีสู้เสือ ทำใจให้สงบเยือกเย็น ปล่อยเวลาให้ร่างกายได้สมานตัวเองจนมั่นใจว่ากระดูกของนางจะไม่มีปัญหาในระยะยาว รอจนกระทั่งข้อเท้าหายดีนางจึงลองงัดหน้าต่างเพื่อหมายจะกระโดดลงไป ทว่าโผล่ไปได้แค่ศีรษะ ลำตัวติดขัด ลำบากดึงกลับเข้ามาอยู่เป็นนาน ต่อมาจึงแอบปีนขึ้นหลังคาเรือเพื่อเปิดกระเบื้องออก มิคาดว่าด้านบนก็มีพวกชายชุดดำคอยเฝ้าอยู่เต็มไปหมดทั้งๆ ที่อาศัยเวลาหลบหนียามค่ำคืนดึกดื่นแท้ๆ พวกเขาไม่คิดนอนหลับพักผ่อนกันบ้างหรือไร? ไยคุมเข้มเช้าค่ำเฟิงลี่ต่อสู้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีจนได้บาดแผลเต็มตัวถึงกระโดดหนีจากหลังคาได้ ทว่ากลับถูกชายชุดดำที่ยืนยามอยู่ด้านล่างกรูเข้ามาจับตัวนางเอาไว้จนดิ้นไม่หลุด เสียงตะโกนโวยวายดังอื้ออึงอยู่ริมหูขณะร่างเล็กถูกจับโยนใส่ในห้องอีกคราเด็กสาวพลันตระหนักได้ว่าวิธีที่ทำลงไปช่างโง่เขลา อีกทั้งเรือกลางริมทะเลสาบแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตเกินไป แม้จะไม่มีคนชุดดำอยู่บนหลังคา ก็ใช่ว่านางจะรอดพ้นจากอาณาเขตแห่งนี้ไปได้ต่อมานางใช้เวลาสำรวจเส้นทางอยู่หลายวันผ่านช่องหน้าต่างคับแคบเพื่อหาทางหนีทีไ
กระทั่งกลับวังเจี้ยนอ๋อง หลี่เค่อจึงลองถามอย่างอกสั่นขวัญผวาว่า “ท่านอ๋องสมควรโกรธคู่หมั้นกับรัชทายาทผู้เป็นพี่ชายของพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ ทำตัวดีเลิศไร้ที่ติเช่นนี้ กระหม่อมเกรงว่าพระองค์คงเสียใจจนสติผิดปกติแล้ว”อ๋องหนุ่มไม่ตอบ เขาเพียงนั่งจิบชารอองครักษ์คนสนิทอยู่เงียบๆ อยู่ในตำหนักจิ่นเล่อของตนจางฉวนยิ่งไม่เคยปล่อยให้นายเหนือหัวต้องรอนาน เขากลับมาพร้อมคำรายงานว่า“เดือนแปดวันที่สิบห้า ท่านหญิงหยี่ซินได้ถูกเชิญเที่ยวชมเมืองจากคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉิน นางแต่งกายอาภรณ์สีแดง นั่งรถม้าหรูหราของตระกูลเฉิน ออกจากวังฝูอ๋องตั้งแต่ยามเช้ากลับเข้ามายามเย็นพร้อมเครื่องประดับผ้าพับเต็มรถม้าพ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเซียวเล่อชะงักงันนิ่งฟัง ยังไม่ทันได้คิดตามกลับได้ยินจางฉวนกล่าวอีกหน“แต่กระหม่อมสืบได้อีกว่า แท้จริงท่านหญิงลอบนัดพบกับองค์รัชทายาทต่างหาก พวกเขาแอบไปล่องเรือและดื่มชาเพียงสองต่อสองจนถึงยามเซินสี่เค่อ เรื่องนี้เจ้าแห่งวังฝูไม่ทรงทราบเพราะไว้ใจบุตรสาวบุญธรรมยิ่งนัก เพียงดีใจเรื่องขนจิ้งจอกหิมะจึงเรียกนางไปพบเพื่อย้ำเตือนความนัยของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”แต่ไหนแต่ไรมา การสืบข่าวลับ จับข่าวกรอง ไม่ว่าจะ
ซือเร่อเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาของชายตรงหน้า “หม่อมฉันกับเจี้ยนอ๋องแค่พบพานเพียงผิวเผิน ไหนเลยจักเทียบเท่าบุรุษรูปงามที่ได้คบหามานานหลายเดือน ถึงขั้นบ่มเพาะฟูมฟักความสัมพันธ์จนกลายเป็นคนรู้ใจ”“หืม...” เจิ้งซงหยวนเลิกคิ้ว “ใครกันนะ?”หญิงสาวทุบอกแกร่งไปหนึ่งที “รัชทายาทก็ทรงรู้นี่เพคะ ว่าใครและเพราะเหตุใด ทำไมหม่อมฉันถึงได้ลงทุนทำขนาดนี้”ชายหนุ่มขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำสีหน้ายียวน แปะคำว่า ‘ไม่รู้’ เอาไว้บนวงหน้าขาวกระจ่าง ส่งผลให้สตรีมีท่าทีแง่งอน“ท่านแกล้งข้า รู้ว่าข้ารักท่าน ยังจะเฉไฉ ข้าไม่แต่งกับใครนอกจากท่านนะ”รัชทายาทคลี่ยิ้มกว้าง ส่งสายตาหวานละมุนแต่ร้อนแรง ก่อนก้มหน้าจุมพิตบนกลีบปากนุ่มนิ่มแผ่วเบา ทอดเสียงอ่อนโยนยามไล้ริมฝีปากนุ่มนิ่ม“ข้ารู้...ข้าเองก็จะไม่แต่งกับใครนอกจากเจ้า”“รู้แล้วยังแกล้งกัน”เจิ้งซงหยวนหัวเราะแผ่วต่ำเบาๆเขาก้มหน้าแนบชิดหญิงสาวอีกครา เพิ่มนุ่มนวลยิ่งขึ้น ซือเร่อตอบสนองอย่างยินดี มีความเสน่หาเต็มเปี่ยมในจุมพิตนั้นทั้งสองคลอเคลียเคล้าคลึงด้วยริมฝีปากเนิ่นนานพวกเขาแสดงออกว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งตรึงใจปานนั้น ยิ่งตอกย้ำสถานะคู่รักคู่ใคร่อย่างมิต้องสงสัย







