Masukโลก ที่เริ่มไร้ซึ่งความเชื่อในสิ่งลี้ลับ แต่ยังมีบางส่วนคงให้การยอมรับในปริศนาอันพิศวง การศรัทธา การเคารพ ล้วนมีอยู่ทุกช่วงสมัย เมื่อปรากฏการณ์บางอย่างยังคงปรากฏให้เห็น เฉกเช่นพิธีกรรมบางระบบยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าน้ำมนต์จากโบสถ์ หรือ อาวุธผ่านการบริกรรมคาถา เหตุใดถึงมีความสามารถในการกำจัดสิ่งมีชีวิตพิเศษ ไม่่ว่าจะแวมไพร์ หมาป่า จิ้งจอก เสือสมิง รวมถึงความพิเศษของเผ่าพันธุ์อื่น ขณะเดียวกันบางกลุ่มยังคงได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ทางโบสถ์สร้างขึ้น เนื่องจากมีความเชื่อว่ามนุษย์พิเศษคือผู้ผิดแปลกจากบัญชาพระเจ้าในฐานะมนุษย์โลก เหนือกว่านั้นคือหัวใจของเจ้าแห่งเผ่าพันธุ์ ผู้ขึ้นชื่อว่าแวมไพร์ หากใช้เป็นส่วนหนึ่งของการหลอมอาวุธแล้ว จะสามารถปลิดชีพแวมไพร์ระดับต่ำกว่าพวกตนได้ภายในพริบตาหรือแม้แต่พวกเลือดบริสุทธิ์ประเภทเดียวกัน จะสร้างแผลฉกรรจ์อันต้องใช้เวลารักษานานนับหลายปี
เมืองหลวงเชคเวีย สมาคม Hunter ส่วนกลาง
"เมอร์สันนายจะไม่กลับไปหาเนราเหรอ" อีธานถามขึ้นเมื่อตามหาตัวเพื่อนชายเจอเสียที ทั้งเมื่อวานก่อน เมื่อวานนี้ อีเมอร์สันตัดขาดจากการติดต่อทุกระบบสื่อสารแถมยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จนวันนี้ มาพบอยู่ในห้องทำงานของตัวเขาเองชั้นบนของสมาคม Hunter ซึ่งดูจากลักษณะนอนพาดกับโซฟารับแสงแดดอ่อนๆลอดเข้ามาอย่างสบายใจ แม้ว่าสีหน้าจะไม่ได้ปรากฏเช่นนั้น... คงไม่ได้เจ็บปวดอะไรมากล่ะมั้งนะ
"ผมยังมีงานต้องทำ ตอนนี้ดูเหมือนพวกสภาอาวุโสแวมไพร์กำลังเคลื่อนไหว ไม่สิเคลื่อนไหวตั้งแต่รู้ว่าผมมีน้องสาวคงเป็นพวกที่หลุดรอดไปในคืนนั้น ไม่ก็คนที่มาสังเกตการณ์"
"เนรายังไม่ได้ลงทะเบียนสถานะแวมไพร์กับทางฝั่งนั้นนี่ แค่ลงชื่อกับทางสมาคม Hunter จะเคลื่อนไหวไม่แปลก เพราะเลือดแท้ผู้พี่อย่างนายยังต้องลงทะเบียนกับฝั่งนั้น อีกอย่างนายยังไม่ได้เปิดตัวเนราตามคำเรียกร้องของสภาอาวุโสแวมไพร์ ฉันคิดว่าอาจส่งผลให้กลุ่มสภาอาวุโสขุ่นเคือง"
"ผมบอกแล้วว่าจะไม่ให้เน ไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มแวมไพร์"
"ฉันรู้ แต่ถ้ามันทำให้ปัญหาลดลงความปลอดภัยของเนราเพิ่มขึ้นนายควรทำ อย่าลืมว่าสภาอาวุโสมีตำแหน่งน้อยกว่านายที่เป็น King พวกนั้นยังไม่ลุกฮือก่อความวุ่นวายทำลายสังคมมนุษย์เพราะมีครอบครัวนายค้ำอยู่"
"อา... ลุกขึ้นคว้าเสื้อโค้ทยาวสีดำคู่ใจคลุมตัวพร้อมเดินสวนเพื่อนชายคนสนิทไปยังประตู... ผมถึงอยากจะกำจัดพวกมันไปให้พ้นๆทาง" แต่ถ้าหากทำ สังคมแวมไพร์คงต้องสั่นคลอน และเกิดขบวนการอื่นๆของแวมไพร์หลากหลายตระกูลตามมา
"เมอร์สันฉันไม่รู้ว่านายกำลังทำอะไร หรือวางเกมส์ยังไง แต่ในเมื่อนายไม่อยากให้เนราต้องเสียใจ ควรกลับไปหาเธอ ฉันอยู่ที่ทรานซิลเวเนียกับครอบครัวนายเกือบหนึ่งปี... ชายหนุ่มย้อนนึกถึงวันวานในขณะเขาไปช่วยดูแลคุ้มกันความปลอดภัยที่คฤหาสน์ตระกูลคาสเชลเก่าแก่ ได้เฝ้ามองสองพี่น้องฝาแฝดใช้ชีวิตร่วมกันไม่ว่าจะบ้าน หรือยามออกไปเที่ยวเล่นในเมือง จนบางทีอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาดูเหมือนเป็นคู่รักมากกว่า ไม่ว่าจะแววตา สีหน้า การรับส่งอารมณ์ ความใกล้ชิด มันบ่งบอกว่าทั้งคู่ผูกพันกันแค่ไหน... ฉันรู้ดีว่าพวกนายสองคนแทบไม่อยู่ห่างกันเลย ไม่สิ เหมือนกับไม่มีอะไรสามารถพรากพวกนายจากกันได้ เมอร์สันฉันไม่ได้ให้นายเห็นแก่ตัว แต่การที่เนราคืนสู่ตัวนาย นายควรคว้าไว้"
"ผมไม่อยากเห็นแก่ตัว..." พูดจบเขาก็เดินออกประตูไป...
"ถ้าความเห็นแก่ตัวไม่ได้ทำให้เนราเจ็บผมคงไม่พาเธอมาซิลเวีย แต่เพราะอยากรั้งเนราไว้ มันเริ่มทำให้รอยยิ้มซึ่งควรออกมาด้วยใจจริงเปลี่ยนไป ผมจึงให้เธอมาหาคำตอบด้วยตัวเธอเอง"
5 ตุลาคม มหาวิทยาลัย FOREST รัฐซิลเวียเขต 3...
"กลัวหรือเปล่า" เสียงชายข้างตัวถามขึ้นเมื่อพาหญิงสาวผู้หายหน้าหายตาไปเกือบปีมาถึงคณะนิติศาสตร์ คณะเดิมที่เธอเคยเรียนทิ้งไว้ในเทอม 2 ปี 2 ของปีที่แล้ว
"ไม่ค่ะ แต่ คือเอ่อ... เนจำใครไม่ได้" พูดไปพลางลูบผมยาวม้วนเข้านิ้วไป เพราะรู้สึกว่าตั้งแต่ตนลงมาจากรถ ได้มีสายตาหลายคู่จ้องมอง ทั้งดูเป็นมิตรและไม่ ขณะเดียวกันยามเธอเดินไปกับสเวนยังพบคนทำความเคารพใส่ตนในฐานะนายหญิง แม้จะสงสัยในตอนแรก แต่พอเข้าใจได้ในเวลาไม่นาน เธอยังขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาของสเวน กลิ่นของเขาตลบอบอวลอยู่รอบกายนี่นะ
"ไม่เป็นไร วันนี้ผมยังไม่ให้เนกลับไปเข้าเรียนจากที่เคยเรียนไว้หรอก เราจะเดินดูมหาวิทยาลัยกันก่อน"
"คุณไม่มีเรียนเหรอ เมื่อวานก่อนพี่เคธบอกว่าตอนนี้คุณอยู่ปี 5 แล้ว ภาคปฏิบัติจะเยอะไม่ใช่เหรอคะ ไหนยังจะมีชั่วโมงฝึกงานที่คุณต้องทำที่อุทยาน"
"ผมฉลาดไม่ไปเรียนก็ตามทัน... เธอหงายเงิบกับถ้อยคำชมตัวเองของอีกฝ่ายแสนสู้ดูมั่นใจเสียเหลือเกิน... ที่สำคัญเหลือไม่กี่ตัวแล้ว ส่วนเรื่องฝึกงานไม่ต้องกังวล"
"อย่าบอกว่าคุณจะโกงชั่วโมงฝึกงานนะคะ" เธอถามอย่างรู้ดี เพราะชายตรงหน้าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ หากพี่ชายเธอเป็น King แห่งแวมไพร์ ชายผู้นี้ก็คือ King ของหมาป่าไม่ต่างกัน
"นั่นสิ ทำดีไหม" เขายื่นหน้ามาใกล้พลางยิ้มหยอกล้อ หยอกหัวใจเธอ ให้เต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง ความอ้อนของเขานี่ล่ะคือพลังขั้นสุด ดูสิว่าจะทนได้กี่น้ำกัน
" ท่านเนรา... ผู้แสดงอาการเขินอายเปลี่ยนสีหน้าลงทันทีก่อนหันมาเผชิญกับคนเรียก แม้ไม่ได้เห็นหน้าตาหรือลักษณะแต่เพียงเสียงส่งมา ก็ทำให้เธอรู้ได้ว่าอีกฝ่ายคือแวมไพร์ แววตาเย็นเยือกคู่สีดำมองหญิงสาวทั้งสองกำลังใช้มือทาบอกทำความเคารพ... ถึงจะยังไม่มีการเปิดตัวท่าน แต่พวกเราพอได้ยินข่าวมาบ้าง"
"ต้นตอข่าวนั้นคงมาจากสภาอาวุโสแวมไพร์สินะ" ไม่ใช่แค่สีหน้าเปลี่ยน หากแต่โทนเสียงยามใช้ยังปรับ แม้จะเป็นใบหน้าที่ปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงการแสดงเพื่อภาพพจน์ สเวนคิดเช่นนั้น แล้วเขาไม่ชอบเอาเสียเลยไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่ต้องการให้เธอแสดงความไม่เป็นตัวเองออกมา
"นับว่าเป็นเรื่องดี ที่ทางตระกูลสูงศักดิ์มีทายาทเป็นสตรีอีกหนึ่งท่าน พวกเราเพียงเข้ามาทักทายและขออภัยในตลอดปีก่อนหน้า หูหนวกตาบอดชั่งเขลานัก ไม่ได้ทำสิ่งคู่ควรขณะท่านอยู่ในสถานศึกษาแห่งนี้"
"ความไม่รู้ย่อมไม่ผิด ตัวฉันอยู่ในอีกฐานะหนึ่งย่อมไม่มีผู้ใดทราบ ในตอนนี้อย่ามัวพิธีรีตองเสียเวลาสนใจเรื่องการมาของฉัน ไปเรียนเถอะ" สองสาวแวมไพร์ทำความเคารพก่อนเดินจากไป
ด้านคนถูกทักเป่าปากปลดปล่อยลมหายใจเมื่อต้องทำกริยาวางเฉยแบบพี่ชายตนมักแสดง จริงๆแล่้วจะว่าสร้างนั้นไม่ถูกเต็มร้อยนะ มันกลับเป็นภาพลักษณ์ตามสัญชาตญาณตัวตนของเธออันรู้ว่าต้องเผยออกไปยามสนทนากับแวมไพร์ในระดับต่ำกว่า มันเป็นไปเองโดยธรรมชาติน่าจะเป็นคำตอบใกล้เคียง
เมื่อจบบทสนทนา ทำให้เนราเป็นฝ่ายเดินนำสเวนแทนอย่างไม่รู้ตัวพลางคิดถึงเหตุการณ์ที่สภาอาวุโส 3 คนไปหาเธอถึงคฤหาสน์ที่ทรานซิลเวเนีย
"พวกเราสภาผู้อาวุโสแวมไพร์ยินดีกับการตื่นขึ้นของท่าน การที่ตระกูลคาสเชลมีผู้นำอีกคนนับเป็นเรื่องน่ายินดี" ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสุภาพ แต่ด้วยอำนาจของ อีริค อีเมอร์สันและเนราสูงกว่า ความต้องการของพวกเขาจึงม่อาจปิดบังสายตาของคนทั้งสามได้ว่ามาเพื่ออะไร
"ขอบคุณสำหรับการมาแสดงความยินดี แต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร พวกท่านไม่จำเป็นต้องลำบาก" เนราเป็นฝ่ายรับบทสนทนาแทนผู้เป็นบิดาและพี่ชาย แม้อีเมอร์สันไม่ต้องการแม้แต่ให้เนราได้สนทนากับคนเหล่านี้ แต่ต้องยอมตามความต้องการของเจ้าตัว
"ไม่ได้ครับ ทายาทของตระกูลคาสเชลที่เป็นสายตรงเช่นนี้ คือบุคคลสำคัญของพวกเราเสมือนนายเหนือหัว การมาทำความเคารพยังสถานที่ที่ท่านอยู่นับว่าเป็นเกียรติ"
"แบบนั้นเองเหรอ" เธอเดินมานั่งลงบนโซฟาพร้อมกับบิดาและพี่ชาย ก่อนผู้อาวุโสจะมีสิทธิ์ได้นั่งลงหลังยืนทำความเคารพ
"ที่เรามาในวันนี้เพราะอยากจะรบกวนเรื่องสำคัญ ตอนนี้เรื่องของท่านหญิงที่ตื่นขึ้นในฐานะแวมไพร์ยังไม่เป็นสิ่งรับรู้ถึงแวมไพร์ทั่วทุกมุมโลก เราจึงอยากอาสาจัดงานเลี้ยงเปิดตัวเจ้าหญิงคนสำคัญของตระกูลคาสเชล"
"นั่นคือเรื่องสำคัญที่ท่านจะบอกงั้นเหรอคะ ตัวดิฉันเป็นแวมไพร์เลือดแท้ไม่สมบูรณ์ นอกจากกลิ่นเลือดชวนให้เกิดกิเลสแล้ว กลิ่นแวมไพร์ยังไม่เป็นส่วนปรากฏ พวกท่านน่าจะทราบดีตั้งแต่ได้ก้าวเท้าเดินเข้ามายังคฤหาสน์หลังนี้... แววตาสีดำเข้มเริ่มมีอาการไม่พอใจ แต่ยังคงรักษาภาพพจน์เรียบเฉยไว้ได้ดี พร้อมจ้องเขม็งไปยังทั้งสามคนอย่างไม่วางและกระพริบแม้แต่น้อย จนคนเบื้องหน้ารู้สึกเย็นวาบเนื้อตัว... อีกอย่างการที่ทางตระกูลปิดบังตัวตนของฉัน น่าจะทำให้ท่านซึ่งเป็นถึงสภาอาวุโส ผู้มีปัญญาดังนักปราชญ์ตระหนักรู้ได้ว่า ท่านพ่อและท่านพี่ไม่ต้องการให้การมีอยู่ของฉันนั้นเป็นที่ปรากฏ ถึงแม้เวลานี้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้รู้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้ไปทั่วโลก"
"เหตุผลใด ท่านจึงต้องการจะปิดบัง"
"คงจะเป็นสกุล... เธออ้างชื่อสกุลขึ้นมาเพราะเป็นตัวเลือกในการเป็นข้อต่อรองชั้นเยี่ยม เพื่อไม่ให้ตนต้องออกไปเผยตัวต่อแวมไพร์จำนวนมาก ซึ่งนั่นถือเป็นความปรารถนาของพ่อและพี่ชายเธอด้วย... ตระกูลฉันไม่พอใจนักหากตัวตนของฉันเป็นสิ่งประจักษ์ กลิ่นกายแวมไพร์เป็นสิ่งสำคัญหากไร้ซึ่งมันแล้ว เท่ากับเป็นสิ่งบกพร่อง พวกท่านในฐานะตระกูลขุนนางเก่าแก่ ล้วนแล้วบรรพบุรุษต่างปกป้องเกียรติของพวกเรา หวังว่าคงเข้าใจสิ่งที่ฉันกำลังสนทนา" เสมือนม่านพลังถูกส่งไปกระทบร่างอีกฝ่ายผู้รับฟังจนรู้ถึงเหมือนลวงสัมผัส เสียงฉาบไปด้วยน้ำแข็งเย็นร้าวไปถึงกระดูกประสาทอีกฝ่าย ทำให้คนทั้งสามรีบลงจากโซฟามาคุกเข่าพร้อมยกมือทาบหน้าอก
"พวกเราต้องขออภัย หากกำลังสร้างสร้างความอับอายแก่สกุลท่าน เพียงคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะมีแวมไพร์จำนวนมากสามารถใช้จิตมองไปยังจิตภายในอีกฝ่ายได้ การที่ท่านไม่มีกลิ่นของแวมไพร์พวกเราจึงมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หากเทียบกับจิตวิญญาณที่บ่งบอกตัวตนอันแท้จริงและกลิ่นเลือดทรงพลังอำนาจ"
"อย่าได้ตัดสินความคิดของพวกเราโดยใช้ทัศนะของท่าน ผู้อาวุโสแวมไพร์" สิ้นประโยคนั้นร่างทั้งสามถูกเคลื่อนย้ายออกไปหน้าประตูทางเข้าในคฤหาสน์ ไม่รู้เมื่อไรที่ถูกพาตัวออกมาและใครเป็นผู้กระทำ เพราะทิ้งไว้เพียงชายร่างสูงอย่างอีเมอร์สันคล้องเอวน้องสาวตนเองปรายหางตามองมายังกลุ่มผู้อาวุโสทั้งสามก่อนบานประตูจะถูกปิด
"รู้สึกไม่ดีหรือเปล่า" ชายหนุ่มคนเดินตามถามขึ้น และดูเหมือนว่าเสียงของอีกฝ่ายนั้นได้เรียกตัวตนอีกด้านหนึ่งกลับมา
"โทษค่ะ คุณมาเดินข้างเนสิ เนเดินไปเองไม่รู้ตึกไหนเป็นตึกไหน" ดูเหมือนเธอจะตอบไม่ตรงคำถามและเบี่ยงประเด็นไป แต่นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เขาจะล้วงความคิดเธอ
ชายหนุ่มเดินก้าวขึ้นมาสองก้าวก่อนเริ่มแนะนำตึกแต่ละตึกตามช่วงทางเดิน ตั้งแต่หน้ามหาวิทยาลัยไปจนถึงตึกด้านหลังอันเป็นกลุ่มตึกวิทยาศาสตร์ กลุ่มการแพทย์ต่างๆ ซึ่งมีทั้งคนทักเธออย่างสนิทและผู้แปลกใจต่อการกลับมา โชคดีสเวนคอยตอบแทนเธอไปว่าความจำเสื่อม... จะมีก็แต่บุคคลหนึ่งนามว่าคาเรย์ ผู้ซึ่งเนราต้องนั่งสนทนานานกว่าผู้อื่นท่ามกลางความไม่พอใจของสเวน ทั้งทำตาเขม่นพร้อมขย้ำคออีกฝ่าย เขาแทบจะไม่เชื่อเรื่องที่โครว์เล่าให้ฟังด้วยซ้ำว่าตนเริ่มญาติดีกับชายหนุ่มแล้ว...
เมื่อคุยกันไปมาทั้งคู่ยังได้รับคำแนะนำจากคาเรย์ นักศึกษาแพทย์ปี 5 ให้พูดคุยสนทนากันบ่อยๆรวมไปถึงการย้อนกลับไปในสถานที่ที่เคยมีร่วมกัน แม้กระทั่งรูปถ่าย จะช่วยเรื่องความทรงจำของเนราได้ แน่นอนว่ารวมถึงสเวน เพื่อนคนนี้ที่เขาได้รับข่าวจากโครว์และเคธี่เมื่อปีก่อนด้วย คาเรย์คิดว่าผลกระทบกระเทือนทางสมองของสเวนจากที่ได้ฟังเมื่อปีก่อน เกิดจากการกดทับตัวตนของตัวเองไว้ สเวนจึงเลือกลืมเพียงเรื่องราวยามได้พบกับเนรา เพราะไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นมารับรู้การจากไปของหญิงสาว สิ่งนั้นจึงส่งผลต่อระบบความทรงจำ มันไม่ได้หายเพียงแต่ถูกปิดกั้นไว้หากได้รับการกระตุ้น จะทำให้ความทรงจำกลับมาได้ง่าย
ส่วนทางด้านเนรา คาเรย์ประเมินสถานการณ์์ อุปนิสัย และวิเคราะห์อาการของเนราคงไม่ต่างกัน เพียงแต่เหตุผลที่เนราลืมสเวนไปไม่ใช่เพราะผลกระทบของการตื่นขึ้นในฐานะแวมไพร์เลือดแท้ แต่เป็นเพราะในส่วนลึกของเนราไม่อยากยอมรับตัวตนและกลัวว่าสเวนเองจะรับไม่ได้เช่นกัน ความหวาดระแวงความกลัวเหล่านั้นส่งผลให้ความทรงจำระหว่างเธอกับสเวนถูกนำไปเก็บไว้ในที่ไหนสักที่ภายในจิตสำนึก
"ฉันเชื่อว่าพวกนายสองคนจะจำกันได้ในเร็วๆนี้ ที่ผ่านมาเพราะไม่ได้พบ ไม่ได้พยายามรื้อฟื้น จึงมีเพียงเศษเสี้ยวกระจัดกระจายหรือเรียกว่าความเลือนลาง แต่อย่างน้อยจิตสำนึกของพวกนายยังคงมีความรู้สึกแบบเดียวกัน นั่นเป็นหลักฐานความผูกพัน อันเป็นตัวเชื่อมไปหาความทรงจำ" คาเรย์ทิ้งประโยคไว้เพียงเท่านั้นก่อนขอลาไปขึ้นเรียน
หญิงสาวมองดวงตาสีเทาคู่อ่อนโยนเป็นมิตรผิดกับสเวนที่มองคาเรย์ชั่งต่างกันนัก แต่ในความสงสัยนั่นคงมีคำตอบอยู่ในความทรงจำที่หายไปของเธอ ความทรงจำที่ถูกกดทับดูท่าจะมีชิ้นส่วนสำคัญมาก หญิงสาวคิดเช่นนั้นและมันได้เป็นแรงฮึดให้ตัวเธออยากจำได้ไวๆเสียแล้ว
"เหนื่อยหรือยัง" เป็นครั้งแรกที่เขากล้าลูบหัวเธอไล่ลงมาสัมผัสกับปลายผมยาวแสนนุ่มมือ เนราเองไม่ได้รู้สึกแปลกกับสัมผัสใหม่เธอรู้สึกชอบเสียจนยิ้มค้างไว้...
"คุณพาเนตะลอนมาทั่วมหาวิทยาลัยครบแล้ว... เขาพาเธอเดินตามทุกคณะพร้อมแวะกินศูนย์อาหารหรือร้านกาแฟทุกร้านยามผ่านจริงๆ ซึ่งตอนแรกจะเอารถไป แต่เนราขอเดินเพื่อจะได้เห็นด้วยตาตนเองทุกมุม... หมดแล้วนี่คะ เราไปหาข้าวเย็นทานกันดีไหมคะ"
"หิวอีกแล้วเหรอ" อาการกุมท้องพอจะได้ยินเสียงกระเพาะหิวโหยทำให้เขาถามพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอ เธอกินเก่งของแท้เลย
"เรากินแต่ขนมนี่ ข้าวยังไม่กินเลยคุณไม่หิวเหรอคะ"
"ไปห้างดีไหม หรืออยากไปที่ไหน" เนราทำใบหน้าขบคิด คิดไปคิดมาจนคิ้วขมวด เธอไม่อยากไปห้างหรือร้านอาหาร สถานที่ซึ่งคนพลุพล่านยามเย็นแบบนี้ พลางนึกขึ้นได้ว่ามีหนึ่งที่ ซึ่งมีความสำคัญ จากความทรงจำที่โครว์และเคธี่เล่าให้ฟังก่อนหน้าสเวนจะย้ายเธอมาอยู่โรงแรมในเครือคาสเชลคือ บ้านหลังหนึ่งในป่าใกล้เขตอุทยานบ้านของสเวน เขาตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อตัวเธอโดยเฉพาะ
"ไปที่นั่น บ้านที่เราอยู่กันมาตลอด... เขาชะงักฝีเท้าขณะเดินตามเพราะเมื่อวันสองวันก่อน หญิงสาวยังปฏิเสธจะรับรู้ ไม่ว่าจะโรงแรมหรือบ้านสวนของเขา แม้แต่รูปถ่ายสักใบยังไม่ต้องการดูโดยให้เหตุผลว่าเธอยังไม่พร้อม อยากให้ค่อยๆไป และคำเชิญชวนนั่น ทำให้เขาดีใจจนเนื้อระบำ เพราะอาจส่งผลต่อเขาเรื่องความทรงจำกลับคืนมาโดยไว หากมีเนราเคียงข้างกายในสถานที่ที่เคยไปอยู่ร่วมกัน... เนจะลงมือทำอาหารเอง"
"ผมตามใจเธอ" เขาเปิดประตูด้วยรอยยิ้มเต็มไปด้วยความสุข ดูท่าว่าหญิงสาวผู้ใจแข็งยอมอ่อนลง พร้อมเปิดใจรับรู้ความทรงจำมากขึ้น เขาไม่รู้ว่าอะไรทำให้เนรากังวล ลังเล ทั้งที่ภายในบอกว่าเธอเองพร้อมรื้อฟื้น แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลทำให้เข้าท้อ เขาเคยท้อ เคยปิดกั้น เรื่องของเนราหลังฟื้นจากสภาพปางตายในวันตกเขาเมื่อปีก่อน แต่ด้วยความโหยหาอันเหลือล้นเปี่ยมไปด้วยแรงกล้าทำให้เขาฮึดและพร้อมยอมรับชะตากรรม
รถส่วนตัวขับโดยฝีเท้าเจ้าแห่งหมาป่าวิ่งแล่นออกจากมหาวิทยาลัยมุ่งสู่พื้นที่ป่าอุทยาน เนราขอเขาเปิดกระจกยามอยากรับลมธรรมชาติ ด้วยอากาศข้างนอกเย็นอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ในรถ เธอรู้สึกคุ้นเคยในสถานที่เส้นทางใหม่ นอกจากในเมือง หิมะโปรยบางๆปกคลุมพื้นที่เขียวชะอุ่มทึบหนา ยามมองระหว่างทางมือบางยื่นมือออกไปรับความนุ่มชื้นก่อนโยนเข้าปากบางชิ้นจนทำให้สเวนต้องออกอาการเอ็ดขึ้นมาเมื่อมันไม่ใช่ของกิน ซ้ำยังปรามหากไม่ทำตามเขาจะปิดกระจก มีหรือน้องสาวของเจ้าแห่งแวมไพร์จะรับฟัง เพราะอีเมอร์สันตามใจเธอในทุกๆเรื่อง ใบหน้างอนช่วงแรกจนแก้มป่องตามองค้อน หันกลับมาเล่นและเย้าแหย่กวนอารมณ์คนขับรถโดยการโยนเกล็ดน้ำแข็งใส่ปากดังเดิมอย่างท้าทาย
"จาเว็คกับบลัดอยู่บ้านสินะคะ ไม่ใช่ว่าพวกเขากินเนื้อหมดแล้ว ไม่เหลือไว้ให้เนทำอาหารให้คุณนะ" เนราพูดขึ้นเมื่อจำได้ว่าคนสนิทของสเวนพักอาศัยอยู่ร่วมกัน
"ผมทักข้อความไปหาแล้ว พอรู้ว่าเธอจะไปตอนนี้คงวิ่งออกไปหาผลไม้ป่ากัน"
"นี่ ที่พี่ทั้งสองเล่าให้เนฟัง คุณชอบพาเนเดินเที่ยวป่าตอนกลางคืน" เธอวาดภาพในป่าทึบอากาศเย็นแต่อบอุ่นจากสัมผัสขนยาวนุ่มสะอาดสีขาวยามตนได้นอนพักพิงขี่หลังร่างยักษ์์เที่ยวชม เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าจินตนาการนั้นคือความจริงในความทรงจำที่เธอลืมเลือน
"ผมจำได้ลางๆ แต่ถ้าเนต้องการคืนนี้เราวิ่งเข้าไปในป่ากันไหม"
"จริงนะ เนขี่หลังคุณไปได้ไหมคะ... " แววตาลุกวาวปนตื่นเต้นด้วยความจำเลือนลางจึงทำให้เธอเห็นภาพของหมาป่าสีขาวตัวใหญ่ไม่ชัดเจน แต่รู้สึกได้ เรื่องนั้นคือสิ่งที่เธอสามารถยืนยันได้ตรงนี้
"ผมไม่ให้เธอเดินอยู่แล้ว" พูดจบเขาก็ใช้มือข้างหนึ่งลูบหัวเธอ
ช่วงเวลาสนทนาสงบสุขได้หมดเวลาลง เมื่อมีรถคันหนึ่งพุ่งออกจากป่า สเวนหันมองทางด้านฝั่งเนราเนื่องจากรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของบางสิ่งคลืบคลานอย่างเร็ว พร้อมกับดึงตัวเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของเขาก่อนรถหงายกลิ้งตลบไปสองสามทีติดกับต้นไม้หนึ่งทางฝั่งตรงข้าม
สเวนบาดเจ็บช่วงแขนเนื่องจากถูกกระจกบาดส่วนเนราไม่มีรอยใดๆ เมื่อได้สติเขาจึงปลดสายเข็มขัดนิรภัยออกก่อนรีบเปิดประตูออกไปเพื่อพาผู้อยู่ในอ้อมกอดลงมาด้วย ทว่าเมื่อพ้นประตูรถ เขากลับถูกของแข็งฟาดบริเวณหลังคอจนหน้าทิ่มลงไปทันที ความรู้สึกถึงภาพเลือนลางในสมองกำลังผุดขึ้นยามถูกตี ความมึนงงจากสิ่งนั้นส่งผลมากกว่าความเจ็บก่อนศัตรูอีกสองคนจะไปดึงร่างเนราออกไป
"ถึงจะเป็นหมาป่า แต่ร่างเนื้อแกก็ยังเป็นมนุษย์สินะ ไม่งั้นเหล็กนี่คงไม่มีผลกระทบ" สเวนถูกลูกน้องของบุคคลยืนเอ่ยจับลุกขึ้นให้คุกเข่าโดยแขนถูกตรึงไว้ทั้งสองข้างก่อนเนื้อเหล็กเย็นจะเชยคางเขาขึ้น
"ฉันจำหน้าแกได้"
"สามเดือนก่อนถ้าแกไม่เข้ามาขวาง บอสของเราคงได้เขากวางตัวนั้นแล้ว"
"หึ สมบัติของป่าผืนนี้ไม่ควรตกไปอยู่ในมือใคร โดยเฉพาะคนชั่วๆอย่างพวกแก" พูดจบท่อนเหล็กของชายผู้มองจากด้านบนลั่นฟาดลงช่วงแขนข้างหนึ่งของเขาขณะลูกน้องตรึงไว้ ด้านเนราร้องเสียงหลงตอนได้ยินเสียงกระทบท่อนแขน แต่เธอไม่มีพละกำลังพอจะต่อกรกับสองหนุ่มที่กำลังล็อคแขนเธอไพล่หลังเอาไว้
"ดูเหมือนบอสต้องการเอาตัวแกไปเป็นหมารับใช้... ขณะที่พูดอีกคนก็เดินเข้ามาสวมบางอย่างไว้บริเวณคอของสเวน ก่อนกดปุ่มรีโมทให้มันทำงานจึงรู้ว่าเป็นไฟฟ้า... ฉันเลยฆ่าแกไม่ได้ โอ้จะว่าไปได้ของแถมด้วย... คนถือกระบองเหล็กหันไปดึงแขนหญิงสาวคนรักของเจ้าแห่งหมาป่ามาแนบกาย พลางส่งเสียงสูดดมช่วงผมดังจนสะท้านใจของชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีเธอ... แฟนแกเหรอกลิ่นเธอหอมดี หรือเป็นความพิเศษของผู้หญิงที่มาเป็นคนรักของแก"
"อย่าแตะ..." ไม่ทันจะพูดจบรอบนี้เขาถูกเสยคางด้วยท่อนเหล็กจนหงายหลังไป
"อย่าทำเขา" เสียงใสปนโกรธเคืองทัดทานขึ้นพลางพยายามดันตัวเองออกจากศัตรูที่กอดแนบร่างเธอไว้ข้างลำตัว
"ฉันไม่อยากรุนแรงกับเธอก่อนเราจะไปมีความสุขกันสาวน้อย " เนราสะบัดหน้าออกยามถูกมืออีกฝ่ายเชยคางขึ้น พลางเหลือบเห็นปืนบริเวณเอว จึงรีบขัดขืนให้อีกฝ่ายเสียหลักจนเริ่มหมดความอดทนกับเธอ ทว่าเนราแย่งปืนมาได้พร้อมยิงขึ้นฟ้าและเลื่อนลงมาเล็งหัวอีกฝ่ายเพื่อต่อรอง
"ปลดปลอกคอนั่น"
"พวกเรามีกัน 5 คน เธอคิดว่าจะต่อรองได้เหรอ คืนปืนมาให้ฉัน แล้วจะไม่เจ็บตัว" เธอกัดฟันยิงเฉี่ยวข้างขาของชายผู้ถือกระบองเหล็กยาว อาวุธที่ฟาดสามีเธอไปถึงสามครั้งและเล่นเอาสะท้อนความเจ็บแปลบแล่นเข้ามาในร่างกายเธออย่างไม่รู้ตัว ใช่ เขาคือสามีเธอ อย่าได้มาแตะต้องเชียว นั่นคือคำสบถในดวงใจเวลานี้เธอจะไม่ยอมให้เขาถูกทำร้ายอีก
ด้านสเวนเห็นเธอลั่นไกสมองก็ผุดภาพหญิงสาวใช้เหล็กชนิดหนึ่งกำลังทุบตีร่างปริศนาด้วยความโมโหความโกรธบริเวณสะพานแสนคุ้น เขาไม่รู้ว่าเหตุผลใดจึงทำรู้เพียงว่าตัวเขา เข้าไปห้ามเธอเพราะไม่อยากให้เจ้าตัวเป็นเช่นนั้น
"ขยับเท้าอีกนิดเดียวสมองเละแน่ ฉันยืงปืนแม่นเข้าจุดตายทุกจุด บอกไว้ก่อน" ถึงใจกล้า มีความแข็งแกร่งในจิตใจเพียงใด เนราก็คือเนรา เธอไม่ได้มีความกล้าพอฆ่าคนเป็นๆได้ ขอเพียงข่มขู่ให้อีกฝ่ายยอมจำนนหรือหยุดความเคลื่อนไหวได้เป็นพอ
ทว่าอาการสั่นในมือบ่งบอกถึงการตัดสินใจไม่เด็ดขาด ตาพลางชำเลืองมองเจ้าแห่งหมาป่าอย่างสเวนต้องถูกทำให้คุกเข่าลงซ้ำยังถูกทุบตี หากเป็นคนธรรมดาคงสลบคาพื้นไปแล้ว ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะปล่อยให้หญิงสาวได้ยืนคิดนาน ชายคนหนึ่งผู้ปล่อยแขนสเวนข้างถูกตี ก็ได้รับสัญญาณหนึ่งจากหัวหน้ากลุ่ม เขาชักปืนออกมาอย่างรวดเร็วยิงไปยังไหล่ของชายหนุ่มอย่างไม่ใยดีหรือสนใจคำขู่ของเนราไม่ เลือดค่อยๆไหลจากบาดแผลโดยคมกระสุน ทำให้ภาพในจิตใต้สำนึกผุดขึ้นมาความทรงจำ การต่อสู้ เหตุการณ์อันทำให้เธอเจ็บปวดจากการมองคนรักถูกทำร้าย แม้จะไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แตกเป็นเศษเสี้ยวขึ้นมาแต่ก็ส่งผลต่อความรู้สึกไม่น้อย
"เห็นแล้วใช่ไหม ต่อให้เธอฆ่าฉันก็ยังมีอีก 4 คน" มือถือกระบอกปืนค่อยๆปล่อยลง ใบหน้าก้มจนคางชิดคอ
สเวนผู้อยู่ในสภาพแขนซ้ายทั้งถูกยิงและถูกตีเข้าช่วงข้อศอกจนยกไม่ได้ เรียกชื่อหญิงสาวให้หยุด เมื่อรู้ว่าเธอกำลังจะขัดข้อห้ามของอีเมอร์สัน ชายผู้พี่ของเธอที่เคยพูดสนทนาบอกเขาทางโทรศัพท์ก่อนคืนเนราให้ ด้วยการส่งเสียงปรามนั้นทำให้ผู้ถือรีโมทควบคุมปลอกคอไฟฟ้าเกิดหงุดหงิด จึงปล่อยกระแสไฟฟ้าชอตไปยังคอสเวนอีกที
ด้านชายคนเป็นหัวหน้ากลุ่มลักลอบทำร้าย ตัดสินใจเดินเข้ามาใกล้เพื่อหวังแย่งปืนในมือคืน พร้อมหมายลงโทษข้อหากล้ายิงกระสุนใส่เขาแม้จะถาก ขณะนั้นเองอุณหภูมิรอบตัวได้เริ่มลดลงอย่างประหลาด จากที่เย็นเต็มไปด้วยหิมะอยู่แล้วกลับกลายเป็นผืนน้ำแข็งช่วงบริเวณเท้าในรัศมี 20 เมตร มือบางกำแน่นก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เผลอหยุดเดิน
ตั้งแต่ช่วงเท้าลามมายังขาไล่ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงบริเวณคอกลายเป็นน้ำแข็งหยุดการเคลื่อนไหวทั้งร่างภายนอกและภายในก่อนลากยาวไปยังกลุ่มคนอีก 4 คนที่เหลือ สเวนใช้โอกาสขณะสองผู้คุมตัวเขาตกใจกับปรากฏการณ์ กระชากขาลงมานอนก่อนใช้สันมือทุบเข้าไปบริเวณหลังคอจนสลบ อีกสองคนที่เหลือกำลังงัดปืน ถูกเนรายิงเข้าส่วนแขนทั้งคู่ ถึงจะเผลอใช้พลังแต่เธอยังมีสติมองรอบข้าง แม้จะรู้ว่าตอนนี้ร่างกายเธอเริ่มโอนเอน ซ้ำยังมีเลือดไหลออกจากจมูก
"ว่าแล้ว ร่างกายนี้พอใช้พลังหนักๆก็มีผลกระทบทันที พอไม่มีท่านพี่เราก็ควบคุมให้มันสมดุลไม่ได้" เธอสบถในใจอย่างเจ็บแค้น แม้จะมีสายเลือดขึ้นชื่อว่าเป็นแวมไพร์บริสุทธิ์ ใครๆต่างเกรงกลัวและทำความเคารพ แต่พละกำลังกลับศูนย์เปล่า แล้วเธอจะถือครองความพิเศษของมันเพื่ออะไร ในเมื่อทำอะไรไม่ได้เลยหรือเป็นเพราะโลหิตของเธอถูกทำให้เหมือนเป็นของหวานอาบพิษจึงไม่มีช่องว่างเหลือให้พลังอื่นได้ทรงอำนาจขึ้นมา
"ว่าแล้ว 5 คน หากจะมาคุมตัวแกไปคงไม่พอ... เนราหันขวับมองกลุ่มเดินออกจากในป่าพร้อมปืนลูกซองเกือบ 10 คน ชายในชุดดำร่างสูงใบหน้าเลือดเย็นดังนักฆ่าผู้โชกโชน มีรอยสักบริเวณคอเป็นรูปงูกันทุกคน พวกเขาเดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าเธอ สเวนที่กำลังจะเดินเข้ามาปรามเนราถูกเบี่ยงความสนใจให้มองคนกลุ่มใหม่ทันที... ได้ข่าวว่าภรรยาแกเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ทำไมถึงได้สร้างปรากฏการณ์พิเศษนี้ขึ้นมาได้กัน"
"หึ ฉันก็ได้กลิ่นแปลกๆอยู่ ในที่สุดพวกแกก็ยอมโผล่หางมาหมดทุกคน... มือใหญ่สอดเข้าไปข้างในปลอกคอเหล็ก แม้มันจะดูเข้าไปได้ยากสำหรับมือใหญ่ๆของเขา แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้ วินาทีนั้นเองเขาใช้ฝ่ามือกำจนมันแตกกระจายออกละเอียดหมดพลังงานลงไปกองกับพื้น คอยาวแข็งแกร่งเอียงซ้ายขวาบริหารกระดูกคอ เมื่อต้องทนใส่มันนานๆเพื่อศึกษาอุปกรณ์นั่น... แกคิดว่าเครื่องมือกระจอกๆจะทำอะไรฉันที่เป็นเจ้าแห่งหมาป่าได้เหรอ ไม่ใช่แค่ร่างกายที่คืนสู่สภาพธรรมชาติแต่ยังมีพลังเหนือกว่าที่แกคิด"
ชายหนุ่มกลายร่างเป็นร่างหมาป่าใหญ่สีขาวสง่าทั้งในสภาพขณะบาดเจ็บทันที แน่นอนว่าวินาทีขณะร่างกายบาดเจ็บอยู่จะเจ็บปวดเป็นเท่าทวี แต่ก็เชื่อมสมานแผลที่ได้รับได้ดีไม่ต่างกัน เสียงคำรามร้องเลั่นลำเนาไพรจนลูกกระสุนปักช่วงไหล่กระเด็นหลุด ไปถูกหนึ่งในหลายคนผู้หมายทำลายครอบครัวเขา ร่างยักษ์วิ่งผ่านกระแทกตัวผู้เป็นภรรยาจนกระเด็นไปอีกทางโดยมีพุ่มไม้รับไว้ ไกลพอเงื้อมมือของศัตรู และพอที่จะเตือนสติให้เนราหยุดใช้พลังในตัวเอง... มันอาจรุนแรงไปแต่เพื่อเธอ
กระบอกปืนยาวบรรจุลูกกระสุนใหญ่พร้อมทะลวงชูขึ้นพร้อมลั่นไก ยามพาตัวเองกลิ้งหลบเข้ามุมแคบ ถูกแววตาสีเขียวหันกลับจ้องเสมือนม่านเกราะป้องกัน ส่งผลให้กระสุนไม่สามารถยิงออกมาได้ ก่อนใช้กรงเล็บบริเวณขาตะปบจนร่างแหกสิ้นลมคาที่ ขณะเดียวกันเสียงร้องของหมาป่าได้ดังขึ้น
บุคคลอันซึ่งมีวิญญาณแข็งกล้าในฐานะหมาป่าสายเลือดโบราณ ชีวิตและจิตวิญญาณของเขามอบให้เพียงหญิงอันเป็นที่รัก ผู้เป็นภรรยาเพียงบุคคลเดียว ที่เขาจะน้อมรับคำบัญชา เสมือนการรอคอยคำสั่งให้ฟื้นกลับจากสภาวะหลับใหลด้วยผลกระทบอันรุนแรงเกินกว่าจะตื่นขึ้นมาในเวลาเร็ววันเมื่อเนรา เอ่ยคำบัญชาดังเป็นวาจาสิทธิ์ร้องปรารถนาหัวใจผู้เฝ้าภักดีอย่างเขา ให้ปรากฎตัวต่อหน้าเธอในวินาทีนี้ สองขาลุกหยัดยืนปาดน้ำตาทิ้งแสดงสีหน้าฮึดสู้ บอกตัวเองว่าควรหยุดร้องได้แล้วก่อนจะหันหลังกลับมาพบหน้าบุคคลที่เธอเพิ่งออกคำสั่งให้เขากลับมา แต่ภาพเบื้องหน้าของร่างสูงสง่าผมยาวลงเกือบปกบ่าเล็กน้อย มีเคราล้อมกรามดูคมเข้มมากกว่าปกติ ไม่ได้ทำให้เนราตกใจนัก เธอมักเผลอเห็นภาพเขายืนมองเธอด้วยสายตาอาทรอยู่บ่อยๆ ไม่ดวงวิญญาณสามีเธอคอยติดตามคุ้มครอง ก็คงเป็นภาพมโนจิตอันก่อเกิดขึ้นจากความคิดถึงและโหยหา..."คุณนี่ชอบมาวนเวียนนะ เอาเถอะ ไม่ต้องห่วง เนจะเข้มแข็งดูแลตัวเองเพื่อลูกของเรา... เธอถอนหายใจเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มจางๆก่อนเดินจากสิ่งที่คิดว่าเป็นภาพลาง ถ้าว่ามันกลับยับยั้งการเคลื่อนไหวของเธอจนถึงกับสะดุ้งถอยเท้ามองสบเข้าไปในดวงตาที่เปี่ยม
"มันมีค่าการทำลายสูงกว่าลูกที่แล้ว" อีเมอร์สันย้ำขึ้นให้สเวนคอยตระหนักที่จะปล่อยวางหากเกินกำลังและให้ผู้อื่นแบ่งเบาการหยุดปรมานูลูกนี้ แม้สภาพทางกายภาพของชายหนุ่มจะสมบูรณ์ดี แต่ภายในใช่ว่าจะปะติดปะต่อดังปกติ มันอาจเพราะฉีกขาดยามทนแรงกระทบไม่ไหว ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ต่างจากสเวนถึงจะได้รับเลือดเนราถึงสองถุง"อืม" เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะตวัดสายตาลงไปมองภรรยาผู้แหงนมองขึ้นมาจนอยากกระโจนตามขึ้นไปอยู่ด้วย เธอกำลังภาวนาให้ทุกคนรอดชีวิต ไม่ว่าจะพ่อ พี่ชาย สามีหรือใครก็ตาม..."ที่นี่เป็นบ้าน เป็นโลกที่ผมหวังสร้างให้เธอใช้ชีวิตอยู่ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตผมก็จะไม่ยอมให้ที่ที่สวยงามนี้พังพินาศ" สเวนเอ่ยในใจก่อนดึงสายตามาเพ่งลำแสงอันพุ่งตรงเข้ามา ทุกชีวิตเคลื่อนตัวออกจากตึกหรืออาคารใหญ่ด้วยความหวาดกลัวยามถูกปล่อย ยังไม่เท่ากับสิ่งที่ต้องสะพรึงในอีกไม่กี่วินาที ยามเห็นสิ่งคล้ายกับยานลำใหญ่ยาว หัวมนซึ่งต่างรู้ว่าคืออะไรกำลังเคลื่อนผ่านหัวทุกคนกัดฟันร่วมกันหยุดครั้งสุดท้าย วิกเตอร์จับมือลูกชายขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปหาอาเรย์ สเวนยื่นมือไปทางโครว์ อีเมอร์สันที่กำลังยื่นมือไปทางอีริคพ่อของตนราวกับทุกคนประสานกำลั
"หนึ่งลูกอาจทำให้มันปางตาย แต่ลูกที่สอง พวกมันไม่รอดแน่ ฉันจะทำให้มันไม่มีทางเลือกจะหยุดปรมานูลูกนี้ เพราะมันจะมุ่งไปที่... ซิลเวีย"คำกล่าวทิ้งท้ายของปีเตอร์อันเต็มไปด้วยความสุขไร้ความกลัวตายและการเจ็บปวด ซึ่งทางวิกเตอร์ อาเรย์ พร้อมคาเรย์ พกเครื่องส่งสัญญาณไร้สายติดหูด้วยกันทุกคนต่างหูผึ่ง หันหน้าไปในทิศทางเดียวกันตามองศาที่ประเทศนั้นตั้ง สถานซึ่งเป็นบ้านเกิด สถานที่อันศักดิ์ของบรรพบุรุษ ต้นกำเนิดของพวกเขาตั้งแต่โบราณกาล...บนจอใหญ่ซึ่งติดตั้งกลางเมือง เครื่องที่ยังคงใช้การได้ฉายวิดีโออัดไว้ก่อนปีเตอร์เสียชีวิตอัตโนมัติ... "ถ้าวิดีโอนี้ถูกฉายแสดงว่าฉันชนะเกมส์ ไม่ก็ได้ตายไปแล้วฉันมีของขวัญจมอบให้... บ้านเกิดพวกแก ไอ้หมาสกปรก ที่ที่แกและคนรักอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ จะหายไปพร้อมฝังความแค้นของฉันไว้แทน ไม่ต้องห่วง ฉันแถมวิญญาณมนุษย์ไว้ให้สถิตในที่แถวนั้นด้วยจะได้ไม่เหงา"วินาทีนั้น ได้มีมนุษย์จำนวนมากถูกปล่อยตัวจากหลุมซ่อนภายในรัฐซิลเวียที่ปีเตอร์นำกองกำลังมาควบคุมไว้ใต้อาคารหรือตึกแห่งหนึ่ง พวกเจ้าหน้าที่ตั้งใจปล่อยมนุษย์ให้หนีตายอลหม่าน หลังจากได้รับข้อความจากศูนย์ใหญ่ที่พวกซิลวี่และกองก
วิกเตอร์เร่งนำเนรา สวอนน่าออกจากฐานกองกำลังของปีเตอร์ตามคำขอของลูกสะใภ้อย่างเร่งรีบ โดยมีซิลวี่และพรรคพวกของไคล์คอยคุมสถานการณ์แก้ไขปัญหาปรมานูอีกลูกอยู่ที่นี่ คาเรย์ช้อนตัวเนราขึ้นมาไว้บนหลังวิกเตอร์ที่กลายร่างเป็นหมาป่าสีดำเฉกเช่นเดียวกับลูกชายตนอย่างสเวนเพราะขนแหลมแข็งเหมือนน้ำนั้นจะไม่ทำร้ายและอ่อนยวบลงยามผู้ที่ได้รับความไว้วางใจสัมผัส ในเมื่อต้องการความเร็วเหนือทุกอย่างกลายเปลี่ยนร่างเป็นสมบูรณ์จึงจำเป็น ในวินาทีนี้อาเรย์ยังคงร่วมด้วยผู้วิ่งคู่ขนานเคียงข้างวิกเตอร์ อย่างน้อยให้ไปทันสนับสนุนหยุดการโจมตีของปรมานูทางสเวน ได้รับการแจ้งเตือนจากโลแกน ผู้นำข่าวมาบอกแก่อีเมอร์สันว่ามีปรมานูกำลังเดินทางมายังที่แห่งนี้ ชายหนุ่มเบิกตาครู่หนึ่ง พร้อมกับเปิดสัมผัสให้กว้างขึ้นเพื่อรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวอันเคลื่อนที่เร็ว สภาพของเขาตอนนี้แทบไม่ต่างกับสุนัขเพิ่งจบการแข่งขันในช่วงแรก อีเมอร์สันมองกายภาพของสเวนที่โลหิตไหลผ่านรูหูรูจมูก ชายหนุ่มผู้เป็นน้องเขยคนนี้ใช้พลังไปกับการเดินทางเหนือแสงเหนือเสียงและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนตลอดหลายวันที่ผ่านมา อย่างน้อยตัวเขาเองก็ยังได้พักและพิจารณาสถานการณ์ เหต
"ถ้าคิดว่าพลังจิตวิญญาณที่มนุษย์พิเศษมีอยู่คือพลังไร้ขีดจำกัดล่ะก็ เธอคิดผิ""ฉันไม่เคยคิดเช่นนั้น...""หึ พวกผิดปกติ... ปีเตอร์พูดแทรกขึ้นทันทีก่อนยกมือซ้ายขึ้นใช้นิ้วมือปัดไปยังหน้าจอนาฬิกาที่สวมใส่... ทำลายความสมดุลโลกอย่างพวกเธอ จะบอกว่าไม่ได้เหิมเกริม ทะนงในอำนาจของตนเองงั้นเหรอ""แวน..." เนราขานชื่อเพื่อนชายคนสนิทผู้เพิ่งวิ่งมาหยุดยืนข้างตน ซึ่งชายหนุ่มรู้ทันทีว่าต้องเข้าไปตรวจสอบการกระทำเมื่อครู่ โดยเฉพาะนาฬิกาที่คอยควบคุมบางอย่างจากข้อมือซ้ายของปีเตอร์"ถ้าถอดมันออกจากข้อมือฉัน ปรมานูจะทำงานทันที... แวนชะงักมือซึ่งกำลังจะปลดก่อนถูกปีเตอร์สลัดออกมาโดยทำหน้ามีชัย... ระบบสั่งการภายในนาฬิกาเรือนนี้ ถูกเชื่อมต่อกับระดับการเต้นของหัวใจฉัน ถ้าฉันตาย พิกัดที่ระบุการทำลายล้างจะทำงานโดยส่งเจ้าปรมานูที่พวกแกยังไม่พบไปเยือนมนุษยทันท่ี""คุณเองก็เป็นมนุษย์ คิดจะเปลี่ยนโลกเพื่อพวกเขาไม่ใช่หรือไง" เนรากันมือทางวิกเตอร์และสวอนน่าไว้พลางถอยเท้า ขณะพวกปีเตอร์เหมือนจะเป็นต่อกรูกำลังเสริมกันเข้ามาพร้อมยกอาวุธ"เธอคงเข้าใจผิดสาวน้่อย โลกในอุดมคติของฉันมีแต่พวกเพอร์เฟค ฉลาด ไหวพริบอยู่ในขั้นสูงสุด
"แกคงจะสงสัย สินะ เพราะศัตรูตรงหน้าแกมีเลือดคล้ายกับแก เด็กหนุ่มคนนี้เกิดจากแม่ที่เป็นไดร์วูลฟ์ฉันจับแม่มันมาตั้งแต่ยังเล็กๆ... คำพูดผ่านลำโพงทำให้สเวนยิ่งยัดเยียดความโกรธลงไปยังคมเขี้ยว หากลูกหลานไดร์วูลฟ์ยังเด็กก็มีสิทธิ์พลาดจะถูกนำตัวไปได้ด้วยวิธีการสกปรกต่างๆของศัตรู ซึ่งเขาเองไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงที่ถูกจับไปเป็นเชื้อสายไดร์วูลฟ์ ลูกหลานฟากฝั่งตระกูลไหน ห่างกันไปเท่าไรจากวงศ์ตระกูล... เลี้ยงให้เชื่อง ก่อนจะใช้เธอเป็นแม่พันธุ์ขยายตัวทดลอง... เมื่อได้ยินคำว่าแม่พันธุ์เขาแทบปลอดแตก เพราะปีเตอร์ก็คิดใช้่เนราเป็นบุคคลขยายสิ่งมีชีวิตที่ทั้งเธอและเขาต่างไม่อยากให้เกิดขึ้นด้วยฝีมือสกปรกของศัตรู... สิ่งที่ได้มันช่างคุ้มค่า... ทว่าทุกครั้งยามคมเขี้ยวจมลงเนื้อไป สเวนไม่รู้ตัวเลยว่ามียาพิษแทรกซึมเข้ามา จนเขาเริ่มรู้สึกถึงอาการเซจนล้มลงไปพลันถูกเท้าหนักกระทืบ แม้โครว์เห็นท่าไม่ดีพร้อมจะเข้ามาช่วย แต่ดันถูกหมาป่าอีกฝ่ายแห่เข้ามากันไว้... ฉันไม่อยากฆ่าแกเลย อยากได้แกเป็นหนูทดลองด้วยซ้ำ...""คุณทำอะไรกับเขาปีเตอร์" สวอนน่าพูดขึ้นทั้งน้ำตาก่อนภาพจะตัดไปสร้างความสั่นไหวในใจสเวน ที่ร่างล้มตัวลงนอนราว







