Masuk"อีกสองอาทิตย์จะมีงานเปิดตัวเธอ ในฐานะทายาทอีกคนของตระกูลคาสเชล เตรียมตัวให้เรียบร้อยพี่จะส่งซิลวี่ไปรับเธอมาที่เชคเวีย หวังว่าชุดที่ส่งไปจะชอบ พี่พยายามหาสีแดงแบบเดียวกับสีกุหลาบบ้านเราที่ทรานซิลเวเนียสีโปรดของเธอ คิดว่าเธอใส่แล้วคงจะงดงามมาก แล้วพบกัน..." เนรานั่งนึกถึงประโยคในกระดาษจดหมายแนบมากับกล่องพัสดุใบขนาดพอเหมาะจะใส่ชุดและรองเท้าพร้อมเครื่องประดับสำหรับงานเลี้ยงประชุมอันจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้
"ให้พี่อีธานมาหาเรา แทนที่จะพูดเรื่องนี้กับเราหรือโทรหาก็ยังได้ ตารางการสอนดันยกให้อาจารย์คนอื่นปฏิบัติแทน ทำแบบนี้เท่ากับบอกว่าแม้แต่เสียงก็ไม่อยากได้ยินหรือหน้าคงไม่อยากเจอเรา" เธอบ่นพึมพำออกมาขณะกินข้าวกลางวัน เพราะตลอดคาบเรียนเช้ามานี้ เรื่องของพี่ชายเธอผู้ซึ่งไม่ยอมปรากฏตัวให้เห็นหน้ากลายเป็นปัญหาลดทอนสติขณะนั่งเรียนไปแล้ว ด้านมีนา ซึ่งกลายมาเป็นบอดี้การ์ด มองเพื่อนสาวคนสนิทที่ตอนนี้ได้กลับมาคุยกันแบบปกติถอนหายใจอยู่หลายครั้ง มือพลางเขี่ยอาหารในกล่องไปมาอย่างคิดหนัก
"เป็นอะไรหรือเปล่า... มีนาตัดสินใจเรียกสติคนทำหน้าบูดบึ้ง... ก็อยากตั้งใจฟังที่พูดแต่ฉันฟังไม่รู้เรื่อง"
"เปล่า... คนถูกทักรีบตอบทันที พลางหัวเราะแห้งเกาหัวไปมา... รายงานวันนี้ไปหาร้านกาแฟนั่งทำกันไหม"
"เอาสิ"
"มีนน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่แวนจะไปด้วยหรือเปล่า ตั้งแต่กลับมาอยู่ด้วยกันเขาเอาแต่ประชดอยู่นั่นทั้งที่บางทีเนก็ทำเป็นลืมไปแล้ว"
"ฉันเองก็ยังลำบากใจจะคุยกับเธอปกติเลย..."
" ไม่ได้นะ... เนราสวนขึ้นด้วยแววตาลนลาน พร้อมวางช้อนในมือ... ไม่อยากให้อยู่กันแบบอึดอัด เนบอกแล้วนี่ว่าอดีตนั่นเนเข้าใจ เนได้ยินเสียงเรียก..."
"ให้เวลาแวนหน่อยเถอะ ฉันว่าเหตุผลเรื่องพ่อ แวนยกมาบังหน้าเพราะกลัวเธอจะโกรธเกลียดพวกเราไปก่อน คิดว่าอาจจะกลับมาเป็นแบบเดิมไม่ได้เลยต้องหาทางหนีทีไล่"
"ถ้าเป็นแบบนี้ประชดกันไปมาจนตายแน่"
"ฉันไม่ได้ประชด... ผู้เพิ่งถูกกล่าวถึงเดินเข้ามาพร้อมน้ำและขนมในมือเพราะอาสาไปซื้อด้วยตัวเองก่อนจะวางลงเหมือนกับไม่พอใจ... ฉันไม่มีทางลืมแวมไพร์ที่ฆ่าพ่อฉันได้ ไม่มีวันให้อภัย นั่นคือความจริง ไม่ได้ยกขึ้นมาเพราะรู้สึกผิดถึงสิ่งที่ฉันทำกับเธอและแม่เธอ" คนฟังรู้สึกโมโหขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้จนต้องยกแก้วน้ำสาดเข้าไปยังหน้าเพื่อนชายเต็มๆ กับเธอหากเขาจะไม่ใส่ใจหรือรู้สึกผิดไม่เป็นอะไร แต่กับมารดาผู้เสียไปของเธอ ถึงเขาจะไม่รู้สึกเสียใจอันใด เขาก็ไม่ควรพูดจาเหมือนเป็นการสมควรที่แม่เธอถูกเผาทั้งเป็น
"กับเนไม่เป็นไร แต่กับท่านแม่แวนควรจะสำนึกผิด... เธอนึกถึงช่วงเวลาที่ฮันน่าแม่ของเธอทำขนมและเล่านิทานสนุกๆให้พวกตนทั้งสามฟังบริเวณสนามเด็กเล่นของโบสถ์ แม่เธอเองก็รักและเมตตาแวนและมีนาเหมือนกับลูกของตน... ควรรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการพรากท่านไปจากฉัน... คนพูดหายใจแรงตามอารมณ์เริ่มสูงขึ้น ภาพวันที่แม่เธอกำลังถูกเผานั้นเป็นสิ่งติดตาคาใจไม่เคยเลือนหายสักครั้ง และเมื่อถูกกระตุ้นให้นึกถึง ความโศกเศร้าพลันพร้อมแล่นทะลวงเข้ามาในจิตใจ... นายมันไม่ใช่คน รวมถึงพ่อนายด้วย ฉันน่าจะฆ่านายไปอีกคน ไปเสีย... เนราลั่นวาจาขึ้นราวกับสั่งการโดยไม่ใช่การเอ่ยวาจาสิทธิ์ แววตาฉายความเป็นนายสั่งคนติดตาม ผู้ถูกมอบหน้าที่จากสมาคมส่วนกลาง ในเมื่อเขาไม่เห็นเธอเป็นเพื่อนเธอ เธอจะสนองโดยการทำตามหน้าที่และสถานะที่เป็นในตอนนี้ ความคิดแบบนั้นแทรกเข้ามาวูบหนึ่งจึงทำให้เธอตัดสินใจไล่เขา... จะไปไหนก็ไป อย่าได้มาให้ฉันเห็นหน้าอีก" น้ำเสียงไม่ได้ดังก้องแต่เข้มแข็งทรงพลัง เป็นอีกครั้งที่ทำให้มีนาและแวนรู้สึกว่าเนราชั่งมีบรรยากาศเหมือนกับแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์โดยแท้
หลังจากมองตามแผ่นหลังของผู้ยินยอมไปแต่โดยดีไม่เท่าไร คนเพิ่งพูดสั่งการไปรู้สึกเหมือนหลุดออกจากตัวตนเมื่อครู่ แววตา การวางสีหน้ากลับเป็นแบบเดิมพลันก้มหน้าด้วยรู้สึกผิด... เธอรุนแรงกับเขาไปหรือเปล่านะ... สำหรับเธอแล้วจิตแวมไพร์เป็นสิ่งควบคุมได้ยากนัก ไม่ใช่สิ มันอาจไม่ใช่การควบคุม แต่เป็นการจะยอมรับทั้งหมด แม้มันได้หลอมรวมเป็นตัวเธอแล้วก็ตาม จิตนั้นทำให้เธอมีความกล้า แต่ทว่าความกล้านั้นมันยึดหลักความสามารถทรงพลังของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์อันพ่วงพร้อมความหยิ่งผยอง ความทะนงตน และเกียรติเข้ามาเกี่ยวพัน มันจึงไม่ปรานีและพร้อมขับไล่ผู้ต่อต้าน
"ไปห้องน้ำเดี๋ยวนะ รออยู่นี่" เธอพูดเบาๆกับมีนา เพื่อนผู้กำลังมุ่งหวังเข้ามาปลอบใจตนเองก่อนเดินจากไปด้วยสีหน้าไม่แสดงอาการจนมาถึงห้องน้ำเพื่อปล่อยหยาดน้ำตาพร้อมกุมหน้าอกเมื่อจุกเสียดขึ้นมาอย่างกระทันหัน
"ทรมานมากขนาดนั้นเลยเหรอ" เสียงกังวานเพราะพริ้งเอ่ยขึ้นทำให้เนรารีบวิดน้ำใส่หน้าก่อนลูบทีเดียวเพื่อขจัดความเสียใจเมื่อครู่ออกไปพลางหันกลับมายังด้านหลัง สตรีผู้ครอบครองผมสีเงินยาวจรดสะโพกสวมชุดเดรสขาวเช่นเคยยืนมองมายังเธออย่างปรารถนาในบทสนทนาอันเงียบสงบ
"ทำไมถึงมาที่นี่ คาร์เดีย" เธอปัดตอบคนมาเยือนเลือกจะถามกลับไปเสียมากกว่า
"มีเรื่องจะคุย ขอเวลาสักครู่ได้หรือเปล่า"
"กลิ่นเลือดบริสุทธิ์ของเธอจะทำให้แวมไพร์ตนอื่นที่อยู่ในมหาวิทยาลัยนี้สงสัย"
"ลืมไปว่าเธอไม่มีกลิ่นของแวมไพร์ แต่ไม่ต้องห่วงเรากลบกลิ่่นไว้แล้วมันคงมีฤทธิ์ควบคุมได้ชั่วโมง" เนราถอนหายใจก่อนเดินนำหญิงสาวเข้ามาทางป่าข้างมหาวิทยาลัย มันคงเป็นสถานที่ปลอดคนและไร้การรบกวนจากผู้อื่น เนื่องจากช่วงนี้ไม่มีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาเที่ยวเล่นกันสักเท่าไรเพราะข่าวการชุกชุมของกลุ่มแวมไพร์ป่าเถื่อนและผู้ติดเชื้อจากพิษหมาป่าที่กลายสภาพกัดคนธรรมดาเพื่อแพร่เชื้อนั่นเข้าไป
"มีอะไรงั้นเหรอ" เมื่อรู้สึกเดินมาไกลพอลับตาคนเนราจึงตัดสินใจเริ่มบทสนทนาใหม่
"เรากำลังมีเป้าหมาย" น้ำเสียงอ่อนโยนแต่ยังคงเข้มแข็งตามบุคลิกลักษณะส่วนตัวตอบกลับไปอย่างจริงจัง
"เป้าหมาย?"
"อยากจะมีชีวิตต่อ มันอาจเป็นการขอมากเกินไปสำหรับเราที่มีชีวิตใหม่อีกครั้งขึ้นมาได้เพราะเธอ"
"ฉันไม่ได้จำกัดอิสระคุณ คาร์เดีย... คำตอบนั่นทำให้คนฟังมองอย่างตั้งใจ รู้อยู่แก่ใจว่าเนราไม่ได้เจ็บแค้นกับเธอทว่า... หรือว่าคุณกลัวท่านพี่จะสังหารคุณ... อาการชะงักก่อนหลบตาคือคำตอบ... เหตุใดถึงกลัวท่านพี่นัก ทั้งที่คุณเป็นบรรพบุรุษของพวกเรา... อีกฝ่ายกระอักกระอ่วนยากเย็นจะตอบเธอกลัวว่าถ้าบอกไปแล้วเนราอาจนำเรื่องนี้ไปปรึกษาอีเมอร์สัน จากที่เขาไม่กล้าสังหารเธอเพราะมีเลือดและชีวิตเนราเดิมปลุกขึ้นมาอาจจะเปลี่ยนวิธีแก้แค้นโดยการจองจำแบบเดิม... ถ้าไม่บอกฉันจะใช้วิธีของฉัน" เธอเอ่ยอย่างบังคับ เพราะหากจงใจสั่งการแท้จริงไม่มีทางที่คาร์เดียจะฝืนคำสั่งได้ แต่เพราะเห็นเป็นบรรพบุรุษเธอจึงให้โอกาสเส้นทางอิสระสมเกียรติในการเลือกตอบ
"เธอเป็นแฝดพิเศษของเมอร์สันย่อมรู้ใช่หรือไม่ ว่าเขามีร่างแปลง... คนฟังหรี่ตาทันทีเพราะมันไม่ใช่เรื่องควรพูดออกมาพล่อยๆเพียงลมปาก ด้วยเป็นความลับสำคัญมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นจะรู้... แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ต้นตระกูลคาสเชลทั้งสามคน คาร์เลียส คาร์เนล และตัวเรา มีเพียงผู้เดียวซึ่งสามารถแปลงเป็นสิ่งทรงอำนาจได้คือคาร์เลียสพี่ชายคนโต และเมอร์สันคือคาร์เลียส บุคคลซึ่งทำพิธีจองจำเราไว้... เนราอึ้งไปชั่วขณะ... ฟังดูเป็นไปไม่ได้แต่ก็เป็นไปแล้ว"
"ไม่คิดบ้างเหรอว่าคนในตระกูลอาจครอบครองร่างนั้นได้"
"เป็นไปไม่ได้หรอก ผู้เป็นต้นตระกูลและถูกกำหนดให้ครอบครองอำนาจเป็นหนึ่งเท่านั้น จึงสามารถแปลงกายเป็นสิ่งทรงอำนาจถือเป็นจุดสูงสุดของพลัง ความสามารถนั้นจะไม่ส่งต่อลูกหลานจนกว่าการกลับมาเกิดอีกครั้งได้ถูกกำหนด หลังจากที่เรารับรู้ว่าร่างนั้นได้ถูกใช้ภายในคืนที่เมอร์สันได้สังหารคีอาร์นและบุตรสาว บางสิ่งซึ่งถูกกักเก็บไว้ ความสะพรึงกลัวในอำนาจทำให้เราตัดสินใจหนีไป... แววตาของคาร์เดียกลับมาฉายความกลัวอีกครั้ง ในเมื่อเธอถูกจองจำโดยชายผู้นั้นอย่างยาวนานจนกลายเป็นสิ่งติดตาติดตัวไม่อยากให้มันอุบัติขึ้นอีก เธอเข็ดกับการต้องวนอยู่ในป่าเขาวงกตมืดและไม่อยากกลับไป... สเวนสามีของเธอรู้ดีว่าเราเกิดอาการวิตกหลังสนทนากับเขาได้ไม่นาน"
"คุยงั้นเหรอ" เธอถามอย่างสงสัยว่าคาร์เดียมีเรื่องอะไรต้องคุยกับสเวน
"แค่เล่าที่มาของตัวเอง และบอกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเธอในตอนตื่นขึ้นจากจิตแวมไพร์" คนฟังเข้าใจในคำตอบก่อนวกกลับมาเข้าเรื่องเดิม เรื่องพี่ชายของตน
"ไม่อยากให้ท่านพี่ทราบเรื่องนี้ เพราะถึงท่านจะสังหารคุณไม่ได้แต่ก็สามารถจองจำคุณได้สินะ"
"เมอร์สันรักเธอมากเขายังคงแค้นเรื่องเธอเสียไปก่อนกลับมาเกิดอีกครั้ง ฉะนั้นเขาคงคิดหาวิธีที่ดับจิตดวงนี้ของฉันลงสักวันอยู่แล้ว" เนราสังเกตพฤติกรรมอีกฝ่ายดูต่างจากเมื่อครั้งเคยพูดเรื่องการปลดปล่อยตัวตนของตัวเอง กลายเป็นว่าตอนนี้เธออยากใช้ชีวิตอยู่อย่างมีเป้าหมาย ซึ่งดูท่าเป้าหมายนั้นคงสำคัญมากจนทำให้ผู้ที่อยากหายไปจากอาการเหนื่อยอ่อน เบื่อการดำรงอยู่เนื่องจากถูกจองจำมานาน มีแรงกระตุ้นอยากใช้ชีวิต สิ่งนั้นทำให้เนราเอะใจ แม้จะสัมผัสถึงความชั่วร้ายในจิตใจไม่ได้ แต่ก็อยากจะรู้เป้าหมายนั้น เพราะหากนำไปสู่ความพินาศเธอจะได้ตัดไฟแต่ต้นลมไปก่อน
"ฉันขอรู้เป้าหมายนั้นได้หรือเปล่า" ทว่าคนฟังชะงักด้วยความตกใจ เนราแปลกใจกับท่าทีก่อนเห็นอาการม้วนต้วนเล็กๆน้อยๆเขินอายในแบบหญิงสาวนึกถึงคนสำคัญ
" ราพบคนคนนั้น"
" ฮะ... เนราอุทานขึ้นด้วยความตกใจจนลืมตัวกลายเป็นว่าบุคลิกก่อนหน้าสาบสูญไปหมด พลันเดินเข้ามาชิดคาร์เดียด้วยสายตาแป๋วใสเป็นประกายอยากรู้เฉกเช่นเดียวกับตอนที่เธอถูกผนึกจิตให้เป็นมนุษย์... คนรักของคุณเหรอ เจอเขาเหรอ เขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน แล้วรู้ได้ยังไงว่าเขาคือคนคนนั้น" การจู่โจมของเนราในระยะประชิดทำให้คาร์เดียซึ่งไม่เคยถูกการกระทำเช่นนั้นกระทบใส่แทบกระเด้งตัวหนี พลางมองความอยากรู้อย่างแปลกใจ ท่าทางสำรวมแล้วทรงอำนาจในการใช้คำพูดกับเธอในฐานะเลือดบริสุทธิ์และเป็นนายเจ้าชีวิตไปไหนเสียแล้ว ก่อนจะเข้าใจตัวตนอีกด้านของหญิงสาวและอมยิ้มเล็กน้อยเพราะเธอรู้สึกว่านี่ควรเป็นตัวตนของเนราอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีจิตแวมไพร์ผสมอยู่
"ลำบากมากสินะ ที่มีอีกจิตนึงคอยสับเปลี่ยนท่าทาง อารมณ์ ความรู้สึก" คนฟังปลีกตัวออกพลางกระแอมขึ้นมาหนึ่งครั้งยืดตัวตรง
"คงแบบนั้น ถึงจะรวมมันเข้าด้วยกันกับจิตมนุษย์ธรรมดาได้ แต่ต้องแลกมาด้วยความรู้สึกที่บางที มันว่างเปล่า... มือบางยกขึ้นทาบช่วงหน้าอกยามมันเริ่มเต้นรัวตามความคิด... บางที รู้สึกว่าเป็นคนเลือดร้อน บางทีกลับเยือกเย็นจนสามารถฆ่าได้อย่างไม่รู้สึกผิด บางส่วนอยากจะเอาคืน แต่พอทำแล้วกลับเจ็บปวดทั้งที่ยังรู้สึกเกลียด ก็รู้ตัวอยู่ว่าได้เสียตัวตนเดิมไป... เธอนึกถึงตัวตนคนธรรมดาแสนร่าเริง ยิ้มและหัวเราะง่าย ขี้เล่น ขี้แกล้ง ให้อภัยคนอื่นได้อย่างไม่ต้องเก็บมาย้อนคิดว่านั่นคือความสมควรแล้วหรือยัง ไม่ต้องมีบุคลิกปะปนกับการถือเกียรติ เย่อหยิ่งในสายเลือด แม้ตัวตนเดิมไม่ได้หายไปแต่จะพูดว่าเท่าเดิมก็กระดากใจ... แม้แต่คำพูดที่อยากพูดออกมากลับสวนทาง กลายเป็นอีกสิ่งเหมือนถูกจิตดวงนี้กลืนกินไป... และย้อนคิดถึงเหตุการณ์เพิ่งผ่านมาไม่กี่นาที จากอยากอธิบายให้แวนฟังและขอให้เขาเข้าใจ กลายเป็นว่าไปเพิ่มฟืนไฟแก่กองเพลิงเผาผลาญมิตรภาพจนลุกโชน... ฉันที่เคยเป็นมนุษย์เคยคิดว่าแวมไพร์หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตพิเศษ ต่างเป็นมนุษย์ มนุษย์ซึ่งมีความสามารถเหนือกว่าคนธรรมดา ทว่าพอได้มาสัมผัส ฉันอดปฏิเสธไม่ได้ว่ามีบางอย่างแตกต่าง..."
"เธอเกลียดตัวตนที่เป็นแวมไพร์งั้นเหรอ"
"ไม่ได้เกลียด ไม่ได้ชอบ แต่ปฏิเสธที่จะมีไม่ได้ มันเป็นความย้อนแย้งที่ฉันไม่มีวันหาจุดจบเจอ นอกจากปล่อยให้มันเป็นไปแบบนั้น"
"ไม่แปลกใจที่เมอร์สันปรารถนาให้เธอเป็นคนธรรมดา ถึงเขาจะรักเธอทั้งที่เป็นมนุษย์และแวมไพร์ก็ตาม" คนฟังยังคงตีความความรักดังว่าเป็นในแบบพี่น้องฝาแฝดซึ่งอาจดูมากกว่าพี่น้องทั่วไป โดยเฉพาะฝาแฝดคู่พิเศษเช่นเธอและอีเมอร์สัน แต่โดยสิ่งที่คาร์เดียหมายถึงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
"ตอนนี้ฉันไม่ได้หวังจะกลับไป สิ่งที่ต้องทำคือเดินหน้าเพราะตัวฉันเป็นแบบนี้สามารถสร้างประโยชน์อะไรได้มากมาย... จะว่าไปสรุปแล้วคนรักของคาร์เดียใคร..." เนรานึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้คำตอบเพราะเจ้าตัวดันเฉไฉไปพูดถึงความรู้สึกของเธอในตอนนี้
"เจ้าหน้าที่ Hunter ที่ชื่อว่าอีธาน"
"ฮะ พี่อีธานมิตรสนิทท่านพี่เหรอ" เนราถึงกับตกใจเพราะมันคนใกล้ตัวพี่ชายเหลือเกิน
"สหายของเมอร์สันเหรอ" คาร์เดียก็แปลกใจเช่นกันแต่อาการไม่เท่าเนราซึ่งดูร้อนรน ลนลานกังวลแทนจนต้องบีบเค้นมือไปมา
"หากหมายถึงอีธาน มือ 1 Hunter ระดับ Diamond ล่ะก็... "
"เราไม่รู้ แค่ว่า..."
"คนนี้หรือเปล่า" เนรายื่นรูปถ่ายหมู่ซึ่งมีตน เมอร์สันและอีธานช่วงไปอยู่ทรานซิลเวเนียให้คาร์เดียดูเพื่อความมั่นใจ
"ใช่"
"โหย ใกล้จมูกท่านพี่เลยนะ"
"เราไม่ได้หวังกลับไปใช้ชีวิตเคียงข้างชายผู้นั้น... ใบหน้างดงามเคล้าเส้นผมยาวสีเงินเศร้าลงถนัดพลางเบือนหน้าหลบตาคนอยากรู้... เพียงแต่อยากเห็นเขาใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ"
"มั่นใจเหรอ ว่าไมได้อยากใกล้ชิดพูดคุยกับเขา" เนราเดินอ้อมมาดักคนหลบสายตาและหมุนตัวไปทางอื่นราวกับกำลังปิดบังความจริง
"เรากลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอย" คนฟังเข้าใจได้ทันที คาร์เดียกลัวว่าหากคนรักของตนต้องตายเพราะใครอีกเธออาจจะอาละวาดแบบที่มันเคยเกิดขึ้น
"ถ้าคิดจะเป็นเช่นนั้นอีก ควรหายไปเสียตอนนี้หากคุณปรารถนาฆ่ามนุษย์อีกครั้งฉันคงให้คุณมีชีวิตอยู่ไม่ได้" คาร์เดียถึงจะเป็นบรรพบุรุษเนรา แม้จะถูกจองจำยาวนาน แต่ด้วยลักษณะใบหน้าหรือทางกายภาพอายุอานามนั้นพอๆกับเนรา จึงทำให้คิดว่าไม่ได้เป็นผู้ใหญ่กว่าเลย แถมยังถูกปลุกขึ้นมาด้วยชีวิตและเลือดทรงพลังของเธอ เนราจึงมีอำนาจมากกว่าแม้แต่คำพูดก็ทำให้คาร์เดียสะดุ้งได้เช่นกัน และตอนนี้ดูเหมือนว่าเนรากำลังไม่พอใจนักกับคำตอบที่ได้รับ ซึ่งทำให้ตัวตนซึ่งดูเข้ากันได้ง่ายถูกกลืนไปอีกครั้ง
"เมื่อครู่นี้เธอบอกว่าให้อิสระเรา"
"แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณมีสิทธิ์สังหารผู้บริสุทธิ์อย่างที่เคยทำ คาร์เดีย หากคุณต้องโกรธแค้นในความตายของคนรัก ก็จงพิเคราะห์เฉพาะจุดไม่ใช่เหมารวมแบบที่เคยก่อไว้"
"เธอจะสังหารเราแบบนั้นหรือเปล่า"
" ฉันไม่มีทางเลือก เพราะนั่นแสดงว่าคุณกำลังต่อต้านอุดมการณ์ของคาสเชลอันมีมานาน เรื่องนั้นคุณซึ่งเป็นบรรพบุรุษคงทราบดี ถึงฉันจะปล่อยคุณไปแต่ท่านพี่และท่านพ่อคงไม่ปล่อยบุคคลคิดทำลายอุดมการณ์แห่งตระกูลให้รอดไปได้แน่... คนฟังนิ่งไปชั่วขณะเธอไม่รู้ว่าจะตอบคนตรงหน้าไปได้อย่างไร หากกตอบว่าไม่สามารถทำได้ แม้เนราจะไร้พลังพอสังหารตนแต่ใช่่ว่าจะไม่มีวิธีอื่นอย่างเช่นการสั่งให้เธอฆ่าตัวเองหรือไม่ก็ให้สามีเธอเป็นคนสังหาร สำหรับเลือดแท้อย่างผู้อยู่จุดสูงสุดของหมาป่าอย่างสเวน มันไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว หรือไม่เนราอาจขอให้พี่ชายจองจำเธออีกครั้ง... แต่เอาเถอะ... คำพูดถัดมาหลังจากเห็นคาร์เดียนิ่งไปทำให้ผู้อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเงยหน้าขึ้นมา เนราเผยยิ้มสดใสให้เธอ... ไม่ต้องกลัว หากถึงเวลานั้นฉันจะเตือนคุณเอง ฉันจะห้ามคุณให้ทันก่อนที่คุณจะพลั้งมือ แบบนี้โอเคไหม"
"เรามีทางเลือกแบบนั้นด้วยเหรอ"
"ใช่สิ ไหนก็ตื่นขึ้นมาแล้ว ใช้ชีวิตใหม่ให้คุ้มดีไหม"
"โอกาสแบบนั้นยากนักที่แวมไพร์อย่างพวกเราจะมีให้ผู้ซึ่งเคยกระทำผิด"
"มีคนบอกว่าฉันเป็นเลือดแท้ที่ไม่สมบูรณ์น่ะนะ... เธอนึกถึงคำที่แวนชอบว่าบ่อยๆว่า แม้จะเป็นแวมไพร์แต่ชั่งบกพร่องไม่มีกลิ่นบ่งบอกว่าเป็นแวมไพร์นอกจากเลือดบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นเย้ายวนชวนให้ลิ้มลองเท่านั้น พลังถึงจะมีแต่ใช้ไม่ได้ด้วยขีดจำกัดของร่างกาย ครึ่งๆกลางๆไม่สมบูรณ์... ฉันเลยคิดอะไรไม่เหมือนคนอื่น มั้งนะ"
"เรามีอิสระ จริงๆใช่ไหม "
"แน่นอน แต่นะ... เธอยื่นมือข้างขวาออกไปตรงหน้าเพื่อให้อีกฝ่ายยื่นมารับสมยอม... เราควรเป็นเพื่อนกัน เพราะเพื่อนจะทำร้ายกันไม่ได้ แล้วจะผิดสัญญาไม่ได้ด้วย ฉันไม่อยากทำร้ายคุณ ไม่อยากข่มขู่ในสถานะที่คุณเรียกฉันว่าเจ้าชีวิต ฉะนั้นจะเป็นเพื่อนที่ตักเตือนและให้คำแนะนำ"
"สหายหรือ"
"อื้ม มีเวลาแค่ 10 วินาทีนะ ถ้าไม่จับ..." ไม่ทันจะพูดจบคาร์เดียพลันยื่นมือส่งให้เนราทันที ใบหน้าหวานยิ้มหัวเราะกับท่าทีเกร็งๆของคาร์เดีย เธอคงใช้ชีวิตตามแบบระเบียบตระกูลมามากจึงทำให้วางท่าสงวนท่าทีอยู่ตลอด แม้แต่จะแสดงอาการดีใจยังพอสมควรไม่ได้มากล้นพอจะสื่อความสุขแท้จริงออกมา
"ขอบคุณ" เนราเดินเข้ามากอดร่างบางสูงเพรียวทันที เธอตั้งใจจะมอบความรู้สึกมิตรภาพให้กับคนตรงหน้า เพื่อให้ซึมซับความอบอุ่นจากที่ไม่เคยได้รับมานาน
ด้านคาร์เดีย สำหรับเธอเป็นความรู้สึกใหม่ฉันท์เพื่อน ซึ่งตนไม่เคยได้รับนอกจากความรักจากครอบครัวและคนรัก จึงอดไม่ได้จะกอดคนตัวเล็กตรงหน้าด้วยการย่อตัวลงมาใช้คางเกยไหล่อีกฝ่ายพลางซุกหน้ากับผมยาวหนานุ่มสีดำเคล้าเคลียคอเนราอันอบอวลไปด้วยกลิ่นแชมพูและกลิ่นกาย ซึ่งแม้แต่ตัวเธอจะเป็นเลือดแท้อัดแน่นไปด้วยกลิ่นพิเศษ แต่เนรานับว่ามีกลิ่นหอมเหนือกว่าพวกตนไปอีกระดับจริงๆ
"คุณเอง ไม่สิ พอเป็นเพื่อนต้องเรียกชื่อนะ คาร์เดียเองก็เรียกฉัน..." ไม่ทันจะพูดจบเสียงปืนได้ดังขึ้น ลั่นไปทั่วอาณาริเวณ เนราและคาร์เดียหันมายังต้นเหตุ ชายหนุ่มซึ่งไม่คิดว่าจะมาบริเวณนี้กำลังยกปืนด้ามเงินยาวชี้มาทางหญิงสาวทั้งคู่ โดยปลายปล้องปืนชี้ไปทางคาร์เดีย
"ถอยห่างจากเธอ" เขาพูดสั่งการหญิงสาวเรือนผมสีเงิน ด้วยคิดว่าภาพเมื่อครู่เนราพลาดท่าอาจเสียเลือดให้กับแวมไพร์เลือดแท้อีกตนตามประสาทสัมผัสพิเศษของเขาที่สามารถระบุได้
"อย่านะ เธอเป็นพวกเดียวกับเรา" เนราวิ่งมาขวางกันร่างสูงบางไว้ก่อนจะอธิบาย
"พวก เดียว เหรอ" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจทีละคำและค่อยๆเก็บปืน เพราะภาพเมื่อครู่ทำให้เขาตีความไปว่าเนรากำลังถูกคุกคาม สาเหตุคงจากเลือดของเธอที่กระตุ้นความอยากกระหายแม้แต่กับเลือดแท้ด้วยกันก็ตาม อย่างที่มันเคยเกิดขึ้นโดยคีอาร์น คนในตระกูลนีโอซึ่งหวังได้ตัวเนราไป
"อ่อ คุณ Hunter บุคคลคอยคุ้มครองเจ้าหญิงของเราเองเหรอ คุณไม่ค่อยถูกกับเธอแถมยังชอบประชดประชัน เหตุใดจึงได้แสดงสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยราวกับกลัวว่าเนราจะบาดเจ็บ" น้ำเสียงเยาะเย้ยพูดเสียดแทงใจขึ้นเพราะตนเพิ่งเห็นเนรายืนทะเลาะกับแวนจนต้องกลั้นใจพูดสิ่งไม่อยากเอ่ยออกมาด้วยความโกรธอันขับปล่อยจากจิตแวมไพร์
"ฉันทำตามหน้าที่ที่ได้รับ กับแวมไพร์ สิ่งมีชีวิตที่ครอบครองเลือดจองหอง เห็นมนุษย์เป็นเพียงสิ่งต้อยต่ำพร้อมทำลายเพียงแค่เห็นว่ามองต่างไปจากตัวเอง ฉันไม่จำเป็นต้องพาความรู้สึกไปผูกไว้"
"เหมือนจะสวนทางกับการกระทำเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง" คาร์เดียตอบกลับอีกฝ่ายอย่างรู้เห็นทะลุไปถึงความรู้สึกแท้จริงพร้อมเหยียดยิ้มหยัน ครั้งนี้เนราถอนหายใจเธอไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับแวน จึงบอกให้คาร์เดียกลับไปก่อนแล้วตนจะนัดพบคุยกันอีกครั้งและเลือกเดินสวนแวนโดยทำทีไม่เห็นชายหนุ่ม
"จะไปไหนมาไหนเธอควรบอกฉันไม่ก็มีนไว้" แวนทักดักขาผู้กำลังรีบเดินไม่อยากพบหน้าตนไปได้สี่ห้าก้าว ทว่านั่นไม่ได้ทำให้เนราหยุดและหันกลับมาเพียงพูดตอบส่งๆผ่านแผ่นหลังเท่านั้น
"บอกแล้ว "
"บอกมีนว่าจะไปเข้าห้องน้ำไม่ใช่เหรอ "
"ใช่"
"แล้วเธอเดินเข้าป่ามาขนาดนี้ น่ะเหรอ" เขายังคงเดินตามก้าวยาวๆทั้งยังรัวคำถามตามช่วงจังหวะรีบจ้ำอ้าวของคนตรงหน้า ไม่รู้ว่าตัวเขาหงุดหงิดยามเนราหลบหน้าไม่อยากเห็น หรือพูดไม่เพราะปัดตอบส่งๆราวกับไม่อยากสนทนา
"มันฉุกเฉิน"
"ฉันไม่อยากมีปัญหากับพี่ชายเธอ หากพลาดบาดเจ็บขึ้นมา"
"ถ้าลำบากนัก ยกเลิกหน้าที่นี้ไปสิ"
"เธอคิดว่าเจ้าหน้าที่ Hunter Class Diamond มีกี่คนกัน การมาคอยคุ้มครองแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ซึ่งเป็นที่ต้องการของพวกกระหาย นึกว่าระดับทั่วไปจะมีความสามารถพองั้นเหรอ"
"ไม่มีแวน ท่านพี่คงหาคนมาได้เอง ใช่ว่าตอนนี้จะมีนายเป็น Hunter ดูแลอยู่คนเดียว แวมไพร์ระดับสองซึ่งเป็นลูกหลานฝ่ายขุนนางต่างเฝ้าสังเกตการณ์ไม่ต่างกัน" เนราพูดถึงผู้คุ้มกันลับที่ตนทำเป็นไม่รู้ เธอรู้นิสัยอีเมอร์สันดี เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่แวนและมีนามาคอยคุ้มกันช่วงตนต้องห่างจากสเวนในบางโอกาสภายในมหาวิทยาลัย
"แล้วคิดว่าพวกนั้นไม่ได้ต้องการอะไรในตัวเธอหรือไง สังคมแวมไพร์ของพวกเธอมีปัญหาการเมืองภายในไม่น้อย คนที่ต่อต้านเลือดแท้ที่เข้ามาให้ความสำคัญกับฝ่ายมนุษย์ พร้อมจะทำลายอำนาจพวกเลือดบริสุทธิ์อยู่แล้ว ก็น่าจะเห็นปัญหาจากตระกูลเลือดแท้นีโอด้วยกันแล้วนี่"
"นายเป็นคนนอกไม่ได้มีความห่วงใยแล้วจะใส่ใจทำไม... ครั้งนี้เนราหันมาตะคอกใส่คนที่เอาแต่ก้าวตามประชิดพูดจาถากถางไม่หยุด จะห่วงก็ไม่บอกห่วงยังคงชักแม่น้ำหลายร้อยสายมากล่าวอ้าง... ฉันดูแลตัวเองได้ รู้ว่าสถานการณ์ไหนควรปฏิบัติตัวยังไงกับคนพวกนั้น พูดเองไม่ใช่เหรอว่าไม่ต้องการเกี่ยวพันกับฉัน ฉะนั้นอย่าได้ทำตัวมาเป็นเพื่อนคอยห้ามปราม" จบประโยคหญิงสาวได้หันหน้ากลับเดินข้ามขอนไม้ขนาดข้อเท้าซึ่งขวางทางเพื่อหาทางออกทางเดิมที่ตนเข้ามา ทว่าแวนดึงข้อมือรั้งไว้
"คิดว่าเป็นแวมไพร์แล้วจะปกป้องตัวเองได้งั้นเหรอ... เขาพูดขึ้นพร้อมล็อคข้อมืออีกข้างยามเนรายกมือขึ้นมาแงะนิ้วเขาออก แต่ยังเหลือขา เธอจึงตัดสินใจจะเตะเข้าไปยังแข้งเขาแต่อีกฝ่ายหลบทัน พร้อมใช้ขาเบี่ยงออกข้างทั้งคู่ไม่ให้เนราได้สัมผัสขาเขาได้อีก และนั่นทำให้เธอให้เสียจังหวะการยืนเพราะพลาด ก่อนที่ชายหนุ่มจะผลักตัวเธอเข้าไปชิดต้นไม้พลันยกแขนสองข้างเหนือหัวคนตัวเล็กขึ้นไปจนสุด มันแรงพอจนเธอเผลอร้องออกมาเล็กน้อยด้วยอาการตึงเจ็บยามลำแขนถูกชูขึ้น... เอาสิ ถ้ารอดจากฉันที่เป็นเพียง Hunter ไปได้ ฉันจะยอมรับว่าเธอดูแลตัวเองได้" คนถูกดึงแขนขึ้นไปเหนือหัวดิ้นสุดกำลังทว่าท่าล็อคของอีกฝ่ายช่างแข็งแรงกว่าเธอมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอลองได้ใช้วิชาต่อสู้กับแวนซึ่งๆหน้า และมันใช้ไม่ได้ด้วย
" ปล่อย " เธอขัดขืนขึ้นแต่ไม่ใช่อ้อนวอน เท้าที่เตะออกไปก็เพียงเตะลมด้วยชายหนุ่มเบี่ยงตัวไว้ด้านข้าง
" ดิ้นให้ออกสิ เก่งนักนี่... เขาพูดด้วยสีหน้าแสยะยิ้มอย่างสบาย ขณะที่มือก็จับข้อมืออีกฝ่ายตรึงไว้ด้านบนง่ายดายเพียงมือเดียว อีกข้างก็ทาบวางค้ำกับต้นไม้ไว้... ไงแม่แวมไพร์สาวเธอทำอะไรได้นอกจากยืนดิ้นงั้นเหรอ "
"ก็ปล่อยสิ" เธอท้าทายเขาให้ปล่อยเพื่อได้สู้กันตรงๆ เพราะเมื่อครู่เธอไม่ทันตั้งตัวจนถูกล็อคข้อมือไปแล้ว
แวนคลายมือออกปล่อยให้เนราเป็นอิสระ ซึ่งเมื่อหลุดจากพันธนาการหญิงสาวพลันคว้าหมัดเข้าหน้าอีกฝ่ายทันที แต่ไม่โดนแวนหลบได้อย่างรวดเร็วราวกับรู้ว่าเธอจะทำอะไร เขายอมรับว่าหมัดเธอเร็วและดูแรง หากใช้ป้องกันตัวกับคนธรรมดาที่ไม่เป็นการต่อสู้อาจทำได้ แต่กับเขาซึ่งเชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้แทบทุกแขนงและประลองมือกับสถานการณ์จริงมาไม่รู้กี่ร้อยสนามจะมาพลาดแค่กับผู้เคยฝึกในโรงยิมมันคงเป็นไปไม่ได้ แวยปล่อยให้เนรารุกเข้ามาอยู่แบบนั้น ส่วนตนเอาแต่หลบได้สบาย ด้วยแรงของอีกฝ่ายทุ่มสุดกำลังเข้ามาเริ่มล้า ความเร็วยิ่งลดลงตาม
"สนุกนักเหรอ... เธอหยุดลงก่อนจะถามเขาออกไป... ฉันไม่ใช่ตัวตลกที่ให้นายมาหัวเราะนะ... แวนหยุดยิ้มปนหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นคนก้มหน้ามีน้ำตา เนื้อตัวสั่นราวกับโกรธเขามากมาย... คุกเข่า... เขาที่ไม่สามารถต่อต้านวาจาสิทธิ์เธอได้ก็ทำตามที่ร่างกายถูกบงการอย่างอัตโนมัติ ถึงจะอย่างนั้นเนราก็ไม่ได้มองหน้าแวนแม้แต่นิด... เป็นแค่มนุษย์อย่าโอหังให้มากนัก"
"อำนาจของแวมไพร์งั้นเหรอ น่าสนใจดี ถ้าเธอมีมันก็คงคุ้มครองตัวเองได้สินะ... มือบางกำแน่น ด้วยความที่เค้นคำสั่งออกมาด้วยอารมณ์กึ่งไร้สติ อุณหภูมิรอบตัวลดลงช้าๆ แวนรู้สึกถึงความเย็นเยือกค่่อยๆเพิ่มขึ้น ก่อนตัดสินใจยิงปืนแสกข้างของผู้กำลังก้มหน้าทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเธอ และไม่ได้อยากจะทำ เนราสะดุ้งเฮือกขึ้นมองร่างสูงตรงหน้าที่ตอนนี้ได้จ่อเล็งปืนมายังเธอ... ถ้าจะฆ่าเธอต้องใจเด็ดมากกว่านี้ ถึงจะสมกับเป็นแวมไพร์เลือดแท้โดยสมบูรณ์"
"ยิงสิ ถ้าไม่ยิงฉันจะฆ่าทิ้งให้ตายตามพ่อนายไปเพื่อสังเวยดวงวิญญาณท่านแม่"
"เธอคิดว่าทำได้เหรอเนรา คนที่ไม่คิดแม้แต่จะทำให้ใครเจ็บปวดอย่างเธอ..." ไม่ทันสิ้นประโยคปืนด้ามเงินยาวได้กลายเป็นน้ำแข็งทันที ผมสีดำยาวของหญิงสาวสะบัดทั้งที่ไร้ลมโกรก เสียงร้องของสรรพสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยวิ่งหนีออกจากอาณาบริเวณใกล้เคียง
"เนราที่นายเคยรู้จักถูกด้านแวมไพร์กลืนกินไปหมดแล้ว" แววตาว่างเปล่าแสนทะนงฉายขึ้นทั้งที่น้ำตายังคงไหลอาบพวงแก้มพร้อม
บุคคลอันซึ่งมีวิญญาณแข็งกล้าในฐานะหมาป่าสายเลือดโบราณ ชีวิตและจิตวิญญาณของเขามอบให้เพียงหญิงอันเป็นที่รัก ผู้เป็นภรรยาเพียงบุคคลเดียว ที่เขาจะน้อมรับคำบัญชา เสมือนการรอคอยคำสั่งให้ฟื้นกลับจากสภาวะหลับใหลด้วยผลกระทบอันรุนแรงเกินกว่าจะตื่นขึ้นมาในเวลาเร็ววันเมื่อเนรา เอ่ยคำบัญชาดังเป็นวาจาสิทธิ์ร้องปรารถนาหัวใจผู้เฝ้าภักดีอย่างเขา ให้ปรากฎตัวต่อหน้าเธอในวินาทีนี้ สองขาลุกหยัดยืนปาดน้ำตาทิ้งแสดงสีหน้าฮึดสู้ บอกตัวเองว่าควรหยุดร้องได้แล้วก่อนจะหันหลังกลับมาพบหน้าบุคคลที่เธอเพิ่งออกคำสั่งให้เขากลับมา แต่ภาพเบื้องหน้าของร่างสูงสง่าผมยาวลงเกือบปกบ่าเล็กน้อย มีเคราล้อมกรามดูคมเข้มมากกว่าปกติ ไม่ได้ทำให้เนราตกใจนัก เธอมักเผลอเห็นภาพเขายืนมองเธอด้วยสายตาอาทรอยู่บ่อยๆ ไม่ดวงวิญญาณสามีเธอคอยติดตามคุ้มครอง ก็คงเป็นภาพมโนจิตอันก่อเกิดขึ้นจากความคิดถึงและโหยหา..."คุณนี่ชอบมาวนเวียนนะ เอาเถอะ ไม่ต้องห่วง เนจะเข้มแข็งดูแลตัวเองเพื่อลูกของเรา... เธอถอนหายใจเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มจางๆก่อนเดินจากสิ่งที่คิดว่าเป็นภาพลาง ถ้าว่ามันกลับยับยั้งการเคลื่อนไหวของเธอจนถึงกับสะดุ้งถอยเท้ามองสบเข้าไปในดวงตาที่เปี่ยม
"มันมีค่าการทำลายสูงกว่าลูกที่แล้ว" อีเมอร์สันย้ำขึ้นให้สเวนคอยตระหนักที่จะปล่อยวางหากเกินกำลังและให้ผู้อื่นแบ่งเบาการหยุดปรมานูลูกนี้ แม้สภาพทางกายภาพของชายหนุ่มจะสมบูรณ์ดี แต่ภายในใช่ว่าจะปะติดปะต่อดังปกติ มันอาจเพราะฉีกขาดยามทนแรงกระทบไม่ไหว ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ต่างจากสเวนถึงจะได้รับเลือดเนราถึงสองถุง"อืม" เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะตวัดสายตาลงไปมองภรรยาผู้แหงนมองขึ้นมาจนอยากกระโจนตามขึ้นไปอยู่ด้วย เธอกำลังภาวนาให้ทุกคนรอดชีวิต ไม่ว่าจะพ่อ พี่ชาย สามีหรือใครก็ตาม..."ที่นี่เป็นบ้าน เป็นโลกที่ผมหวังสร้างให้เธอใช้ชีวิตอยู่ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตผมก็จะไม่ยอมให้ที่ที่สวยงามนี้พังพินาศ" สเวนเอ่ยในใจก่อนดึงสายตามาเพ่งลำแสงอันพุ่งตรงเข้ามา ทุกชีวิตเคลื่อนตัวออกจากตึกหรืออาคารใหญ่ด้วยความหวาดกลัวยามถูกปล่อย ยังไม่เท่ากับสิ่งที่ต้องสะพรึงในอีกไม่กี่วินาที ยามเห็นสิ่งคล้ายกับยานลำใหญ่ยาว หัวมนซึ่งต่างรู้ว่าคืออะไรกำลังเคลื่อนผ่านหัวทุกคนกัดฟันร่วมกันหยุดครั้งสุดท้าย วิกเตอร์จับมือลูกชายขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปหาอาเรย์ สเวนยื่นมือไปทางโครว์ อีเมอร์สันที่กำลังยื่นมือไปทางอีริคพ่อของตนราวกับทุกคนประสานกำลั
"หนึ่งลูกอาจทำให้มันปางตาย แต่ลูกที่สอง พวกมันไม่รอดแน่ ฉันจะทำให้มันไม่มีทางเลือกจะหยุดปรมานูลูกนี้ เพราะมันจะมุ่งไปที่... ซิลเวีย"คำกล่าวทิ้งท้ายของปีเตอร์อันเต็มไปด้วยความสุขไร้ความกลัวตายและการเจ็บปวด ซึ่งทางวิกเตอร์ อาเรย์ พร้อมคาเรย์ พกเครื่องส่งสัญญาณไร้สายติดหูด้วยกันทุกคนต่างหูผึ่ง หันหน้าไปในทิศทางเดียวกันตามองศาที่ประเทศนั้นตั้ง สถานซึ่งเป็นบ้านเกิด สถานที่อันศักดิ์ของบรรพบุรุษ ต้นกำเนิดของพวกเขาตั้งแต่โบราณกาล...บนจอใหญ่ซึ่งติดตั้งกลางเมือง เครื่องที่ยังคงใช้การได้ฉายวิดีโออัดไว้ก่อนปีเตอร์เสียชีวิตอัตโนมัติ... "ถ้าวิดีโอนี้ถูกฉายแสดงว่าฉันชนะเกมส์ ไม่ก็ได้ตายไปแล้วฉันมีของขวัญจมอบให้... บ้านเกิดพวกแก ไอ้หมาสกปรก ที่ที่แกและคนรักอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ จะหายไปพร้อมฝังความแค้นของฉันไว้แทน ไม่ต้องห่วง ฉันแถมวิญญาณมนุษย์ไว้ให้สถิตในที่แถวนั้นด้วยจะได้ไม่เหงา"วินาทีนั้น ได้มีมนุษย์จำนวนมากถูกปล่อยตัวจากหลุมซ่อนภายในรัฐซิลเวียที่ปีเตอร์นำกองกำลังมาควบคุมไว้ใต้อาคารหรือตึกแห่งหนึ่ง พวกเจ้าหน้าที่ตั้งใจปล่อยมนุษย์ให้หนีตายอลหม่าน หลังจากได้รับข้อความจากศูนย์ใหญ่ที่พวกซิลวี่และกองก
วิกเตอร์เร่งนำเนรา สวอนน่าออกจากฐานกองกำลังของปีเตอร์ตามคำขอของลูกสะใภ้อย่างเร่งรีบ โดยมีซิลวี่และพรรคพวกของไคล์คอยคุมสถานการณ์แก้ไขปัญหาปรมานูอีกลูกอยู่ที่นี่ คาเรย์ช้อนตัวเนราขึ้นมาไว้บนหลังวิกเตอร์ที่กลายร่างเป็นหมาป่าสีดำเฉกเช่นเดียวกับลูกชายตนอย่างสเวนเพราะขนแหลมแข็งเหมือนน้ำนั้นจะไม่ทำร้ายและอ่อนยวบลงยามผู้ที่ได้รับความไว้วางใจสัมผัส ในเมื่อต้องการความเร็วเหนือทุกอย่างกลายเปลี่ยนร่างเป็นสมบูรณ์จึงจำเป็น ในวินาทีนี้อาเรย์ยังคงร่วมด้วยผู้วิ่งคู่ขนานเคียงข้างวิกเตอร์ อย่างน้อยให้ไปทันสนับสนุนหยุดการโจมตีของปรมานูทางสเวน ได้รับการแจ้งเตือนจากโลแกน ผู้นำข่าวมาบอกแก่อีเมอร์สันว่ามีปรมานูกำลังเดินทางมายังที่แห่งนี้ ชายหนุ่มเบิกตาครู่หนึ่ง พร้อมกับเปิดสัมผัสให้กว้างขึ้นเพื่อรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวอันเคลื่อนที่เร็ว สภาพของเขาตอนนี้แทบไม่ต่างกับสุนัขเพิ่งจบการแข่งขันในช่วงแรก อีเมอร์สันมองกายภาพของสเวนที่โลหิตไหลผ่านรูหูรูจมูก ชายหนุ่มผู้เป็นน้องเขยคนนี้ใช้พลังไปกับการเดินทางเหนือแสงเหนือเสียงและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนตลอดหลายวันที่ผ่านมา อย่างน้อยตัวเขาเองก็ยังได้พักและพิจารณาสถานการณ์ เหต
"ถ้าคิดว่าพลังจิตวิญญาณที่มนุษย์พิเศษมีอยู่คือพลังไร้ขีดจำกัดล่ะก็ เธอคิดผิ""ฉันไม่เคยคิดเช่นนั้น...""หึ พวกผิดปกติ... ปีเตอร์พูดแทรกขึ้นทันทีก่อนยกมือซ้ายขึ้นใช้นิ้วมือปัดไปยังหน้าจอนาฬิกาที่สวมใส่... ทำลายความสมดุลโลกอย่างพวกเธอ จะบอกว่าไม่ได้เหิมเกริม ทะนงในอำนาจของตนเองงั้นเหรอ""แวน..." เนราขานชื่อเพื่อนชายคนสนิทผู้เพิ่งวิ่งมาหยุดยืนข้างตน ซึ่งชายหนุ่มรู้ทันทีว่าต้องเข้าไปตรวจสอบการกระทำเมื่อครู่ โดยเฉพาะนาฬิกาที่คอยควบคุมบางอย่างจากข้อมือซ้ายของปีเตอร์"ถ้าถอดมันออกจากข้อมือฉัน ปรมานูจะทำงานทันที... แวนชะงักมือซึ่งกำลังจะปลดก่อนถูกปีเตอร์สลัดออกมาโดยทำหน้ามีชัย... ระบบสั่งการภายในนาฬิกาเรือนนี้ ถูกเชื่อมต่อกับระดับการเต้นของหัวใจฉัน ถ้าฉันตาย พิกัดที่ระบุการทำลายล้างจะทำงานโดยส่งเจ้าปรมานูที่พวกแกยังไม่พบไปเยือนมนุษยทันท่ี""คุณเองก็เป็นมนุษย์ คิดจะเปลี่ยนโลกเพื่อพวกเขาไม่ใช่หรือไง" เนรากันมือทางวิกเตอร์และสวอนน่าไว้พลางถอยเท้า ขณะพวกปีเตอร์เหมือนจะเป็นต่อกรูกำลังเสริมกันเข้ามาพร้อมยกอาวุธ"เธอคงเข้าใจผิดสาวน้่อย โลกในอุดมคติของฉันมีแต่พวกเพอร์เฟค ฉลาด ไหวพริบอยู่ในขั้นสูงสุด
"แกคงจะสงสัย สินะ เพราะศัตรูตรงหน้าแกมีเลือดคล้ายกับแก เด็กหนุ่มคนนี้เกิดจากแม่ที่เป็นไดร์วูลฟ์ฉันจับแม่มันมาตั้งแต่ยังเล็กๆ... คำพูดผ่านลำโพงทำให้สเวนยิ่งยัดเยียดความโกรธลงไปยังคมเขี้ยว หากลูกหลานไดร์วูลฟ์ยังเด็กก็มีสิทธิ์พลาดจะถูกนำตัวไปได้ด้วยวิธีการสกปรกต่างๆของศัตรู ซึ่งเขาเองไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงที่ถูกจับไปเป็นเชื้อสายไดร์วูลฟ์ ลูกหลานฟากฝั่งตระกูลไหน ห่างกันไปเท่าไรจากวงศ์ตระกูล... เลี้ยงให้เชื่อง ก่อนจะใช้เธอเป็นแม่พันธุ์ขยายตัวทดลอง... เมื่อได้ยินคำว่าแม่พันธุ์เขาแทบปลอดแตก เพราะปีเตอร์ก็คิดใช้่เนราเป็นบุคคลขยายสิ่งมีชีวิตที่ทั้งเธอและเขาต่างไม่อยากให้เกิดขึ้นด้วยฝีมือสกปรกของศัตรู... สิ่งที่ได้มันช่างคุ้มค่า... ทว่าทุกครั้งยามคมเขี้ยวจมลงเนื้อไป สเวนไม่รู้ตัวเลยว่ามียาพิษแทรกซึมเข้ามา จนเขาเริ่มรู้สึกถึงอาการเซจนล้มลงไปพลันถูกเท้าหนักกระทืบ แม้โครว์เห็นท่าไม่ดีพร้อมจะเข้ามาช่วย แต่ดันถูกหมาป่าอีกฝ่ายแห่เข้ามากันไว้... ฉันไม่อยากฆ่าแกเลย อยากได้แกเป็นหนูทดลองด้วยซ้ำ...""คุณทำอะไรกับเขาปีเตอร์" สวอนน่าพูดขึ้นทั้งน้ำตาก่อนภาพจะตัดไปสร้างความสั่นไหวในใจสเวน ที่ร่างล้มตัวลงนอนราว







