LOGINพีรวิชญ์ส่ายหน้า มองมนสิชาด้วยความสมเพช
“ผมมอบโอกาส มอบเงินทอง ที่อยู่อาศัย และความเมตตาให้คุณมามากเกินพอแล้ว... มันน่าเสียใจ และผมบอกได้เลย ผมแค้นนะที่คุณตอบแทนผมด้วยการหลอกลวง และพยายามฆ่าลูกของผมให้ตาย อย่าทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนคุณมากไปกว่านี้เลย นี่ยังถือว่าผมปรานีคุณอยู่” เขาสะบัดขาออกจากการกุมรัดอย่างเด็ดขาด
“ไปซะ” มนสิชากองลงกับพื้นพรม ร้องไห้สะอื้นจนแทบขาดใจ
“พี... มนรักพีนานแล้วนะ... มนรักพี... หรือว่าเพราะอีนั่น คุณเปลี่ยนใจจากมนเพราะอี...”
เพล้ง... เขาปัดแก้วลงจากโต๊ะ ก่อนที่มนสิชาจะพูดจบ เสียงแก้วแตกและกระจัดกระจาย
เป็นสัญญาณว่า เขาไม่ทนฟังคำแก้ตัวของมนสิชา พีรวิชญ์ไม่หันกลับไปมองอีก เขาก้าวตรงไปที่ประตู ผลักบานประตูเปิดออกกว้างแล้วหันกลับมาส่งสัญญาณสุดท้าย
“ผมให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ไสหัวออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ผมจะสั่งให้ยามมาลากตัวคุณออกไป” พูดจบ เขาก็ก้าวออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้มนสิชาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับความจริงเพียงลำพัง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา...
หน้าบานประตูเหล็กดัดโค้งก็เปิดออก มนสิชายืนอยู่ข้างกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบ ใบหน้าที่เคยตกแต่งสวยงามบัดนี้ทรุดโทรม นัยน์ตาแดงบวมและบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น
เธอปาดคราบน้ำตาที่แก้มออกอย่างแรง เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นร่างสูงของพีรวิชญ์ ที่เขายืนมองลงมาจากระเบียงชั้นสอง
“พี... พีจะไม่เปลี่ยนใจจริงๆ ใช่ไหมคะ” เธอส่งเสียงเรียกร้องความเห็นใจ
ทว่าไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับจากชายหนุ่มบนระเบียง มนสิชากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสัน นัยน์ตาคู่สวยเปลี่ยนเป็นประกายพิษร้ายฉายชัด
“ก็ได้... ในเมื่อพีกล้าทำกับมนขนาดนี้ ก็ได้...” เธอเอื้อมมือไปจับหูหิ้วกระเป๋าเดินทางแน่น แล้วลากออกไป ปากของมนสิชาก็ยังบ่นให้เขาได้ยิน
“แต่มนจะเตือนอะไรพีไว้อย่างหนึ่ง... ยัยภัทรวดีนั่น มันไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างที่พีคิดหรอก”
พีรวิชญ์ขมวดคิ้วแน่น มองลงมาจากเบื้องบน
“มันเป็นลูกศัตรูของคุณนี่ มันคือลูกหนี้กระจอก มันมาเหนือชั้นมาก จนฉันเองยังพ่ายแพ้ต่อมัน มันยอมอุ้มท้องลูกของคุณ ก็เพราะหิวเงินของพีทั้งนั้น พีก็โง่หลงกลรอยยิ้มซื่อๆ ของมัน สุดท้ายแล้ว คุณนั่นแหละที่จะถูกมันหลอก อีนั่นมันเป็นสิบแปดมงกุฎเหมือนกับพ่อของมัน จำเอาไว้”
“หยุดพูดเพ้อเจ้อ แล้วออกไปได้แล้ว ยาม หรือว่าใครก็ได้ พาแม่นี่ออกไป แล้วจำเอาไว้ อย่าให้โผล่มาที่นี่อีกเด็ดขาด” พีรวิชญ์ส่งเสียงดังกังวาน จนคนสวน ยาม และคนที่อยู่แถวๆ นั้นได้ยินหมด
มนสิชาแค่นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “สักวันพีจะรู้... ว่าใครกันแน่ที่เป็นอีตัวร้าย แล้วพีจะต้องเสียใจที่ทำกับมนแบบนี้” เธอหมุนตัวลากกระเป๋าก้าวไปตามทางเดิน
โดยมีคนเข้ามาหา และช่วยยกกระเป๋า เรียกว่าแทบวิ่งไปที่ประตูทางออก แล้วยังเรียกแท็กซี่ให้มารับถึงที่ ทว่าก่อนที่ประตูเหล็กดัดบานโตจะปิดลง และเธอจะก้าวขึ้นไปบนรถ
มนสิชาหันกลับมาจ้องมองตัวตึกเป็นครั้งสุดท้าย ริมฝีปากขยับเอื้อนเอ่ยพยาบาทไร้เสียง...
'ยัยภัทรวดี... แกต้องชดใช้เรื่องแย่ๆ ที่เลวร้ายของฉันนี่ ด้วยชีวิตของแก' รถยนต์ที่มารับมนสิชาค่อยๆ เคลื่อนตัวหายลับไปตามโค้งถนนใหญ่
พีรวิชญ์ยืนมองจนกระทั่งความเคลื่อนไหวทั้งหมดกลายเป็นความเงียบสงบ ชายหนุ่มถอนหายใจยาวๆ ออกมา ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่ จนแผ่นหลังที่เคยกางผายดูทรุดลงเล็กน้อย เขาหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องทำงานที่เงียบเหงา
บนโต๊ะทำงาน... แฟ้มเอกสารฉบับนั้นยังคงวางเปิดอยู่
พีรวิชญ์ทอดตัวลงนั่ง หยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาจ้องมองอีกครั้ง ในหัวใจเต็มไปด้วยความสับสน และคำถามที่ยังไร้คำตอบว่า เขาหลงกลมนสิชาไปเท่าไรแล้ว ความดีของเขาที่มอบให้มนสิชา ช่างไร้ความหมายเสียจริง
แต่ชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา ‘ภัทรวดี’ เธอกำลังตั้งท้องลูกของเขาตามสัญญา แต่วันนี้มีคนหนึ่งที่ระบุในสัญญาจากไป มนสิชาต้องเลี้ยงเด็กคนนี้ แต่ต่อไปจะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว
แล้วเขาต้องให้โอกาสภัทรวดีได้เลี้ยงลูกใช่ไหม กลายเป็นเวลานี้ชายหนุ่มเอาชื่อของภัทรวดีออกไปจากหัวไม่ได้
เขาออกอาการเป็นห่วง อยากแวะเวียนไปหา แต่ก็กลัวความจริงข้อหนึ่ง ว่าเธอจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ลึกๆ ในใจของพีรวิชญ์ เธอก็อยากรู้ว่า เนื้อแท้ของภัทรวดีเป็นคนดีไหม ไว้ใจได้หรือเปล่า ถ้าเขาจะเลือกเธอเป็นหญิงสาวของหัวใจ และเป็นแม่ที่แท้จริงของลูก
แล้วภัทรวดี...เธอจะตอบตกลงใช่ไหม? พีรวิชญ์อยากได้คำตอบ
แต่ปีศาจอีกตนในใจ ก็กล่าวตักเตือนเขา
ภัทรวดี...เธอเป็นเพียงลูกสาวของศัตรู ที่เขาต้องการจะเช็กบิล ซึ่งความคิดร้ายๆ แบบนี้ กำลังต่อสู้กับความคิดที่ว่า
แท้แล้วภัทรวดีจะเป็นเพียงหญิงสาวผู้โชคร้าย ที่ถูกชะตากรรมบีบบังคับให้ก้าวเข้ามาในกับดักอันบิดเบี้ยวนี้ก็ได้ เขาไม่อาจรู้คำตอบได้เลยในยามนี้...
สิ่งหนึ่งที่เด่นชัดและลุกโชนอยู่ในอกของมหาเศรษฐีหนุ่มคือ... เขาอยากจะโอบกอดเธอ และจะคอยปกป้องภัทรวดี และลูกน้อยในครรภ์ของเธอให้ดีที่สุด
ภัทรวดีกับลูกจะต้องอยู่เย็นเป็นสุข ปลอดภัยจากเรื่องร้ายๆ ที่จะเป็นการบ่อนทำลายทุกอย่าง แม้จะรู้ว่า จุดเริ่มต้นของความร้ายกาจ คือตัวของพีรวิชญ์เอง
ตอนนี้หัวใจของเขาฟูและรู้สึกฟิน แค่คิดว่า จะเดินไปสารภาพว่า เขาขอโทษ และขอโอกาสให้เริ่มต้นกันใหม่
ในเวลานี้ ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรๆ หรือจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม เขายินดี หากเธอจะตกปากรับคำจะอยู่เคียงคู่กับเขาตลอดไป
คืนนั้น ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีกาล พีรวิชญ์ยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างสู่ความมืดมิด
ภายในจิตใจของเขาไม่อาจจะสงบลงได้ แม้จะดื่มวิสกี้เข้าไปตั้งหลายแก้ว มันกลับส่งเสริมให้หัวใจของเขาร้อนรุ่มมากขึ้นไปอีก
“บ้าจริง ฉันจะรักและคลั่งไคล้แม่นั่นแล้วหรือ” อดที่จะใช้คำพูดเดิมๆ และคำพูดของมนสิชาไม่ได้
‘ภัทรวดี’ พีรวิชญ์เอ่ยชื่อของหญิงสาวผู้กำลังอุ้มท้องลูกของเขาซ้ำๆ
‘ภัทร ผมอยากไปหาคุณจัง’ เขาพูดกับตัวเอง เสมือนว่า มีภัทรวดีอยู่ตรงหน้าเขา พีรวิชญ์รู้ว่าเขาต้องใช้เวลาอีกมากโข ที่จะทำให้หญิงสาวยอมเปิดใจให้ตัวเอง
โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า จิตใจของภัทรวดีอ่อนยวบ และเหมือนจะเทหัวใจให้กับชายหนุ่มไปเกินครึ่ง
สายของวันใหม่ แม้ตัวร้ายจะจากบ้านนี้ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้บรรยากาศที่ชวนอึดอัดภายในลดน้อยลงเลย
เรื่องมนสิชาถูกเจ้าของบ้านเนรเทศออกไปจากบ้านหลังนี้ ทุกคนในบ้านรู้กันหมดตั้งแต่เมื่อวานแล้วก็ตาม หากแต่เงาอดีตก็ยังคงอบอวลอยู่ทุกหนแห่ง
ภัทรวดีเธอก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน เสียงทะเลาะของคนสองคนดังมากๆ อีกทั้งเธอก็รู้เรื่องนี้ก่อนหน้าเจ้าของบ้านไม่นานเอง หญิงสาวค่อนข้างเป็นห่วงพีรวิชญ์อยู่ไม่น้อย อีกทั้งเธออยากรู้ว่า เขาจะเป็นอย่างไร แล้วดูมีความสุข หรือว่าเสียใจกันแน่
ภัทรวดีค่อยๆ ก้าวขาลงมาจากบันไดชั้นสอง มือเรียวข้างหนึ่งประคองหน้าท้องที่นูนก้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าหวานเนียนดูเซียวเล็กน้อยจากอาการนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
คำพูดโต้ตอบอันดุดันระหว่างพีรวิชญ์กับมนสิชา ยังคงแว่วก้องอยู่ในหัวของเธอ ราวกับเทปที่เปิดวนซ้ำ
เมื่อเดินมาถึงบริเวณโถงพักผ่อนชั้นล่าง สายตาของหญิงสาวก็เหลือบไปเห็น คุณอำพรกำลังง่วนอยู่กับการจัดแจงถาดเครื่องดื่มและผ้าเย็น ด้วยสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
ถาดไม้สักในมือของแม่บ้านวัยกลางคนมีขวดน้ำแร่ น้ำส้มสด และยาแก้แฮงวางเรียงกันอยู่
ภัทรวดีชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไปหา ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่จุกแน่นอยู่ในอก
“ป้าคะ...” เสียงหวานเอ่ยทักเบาๆ
คุณแม่บ้านสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบหันมาปรับสีหน้ายิ้มรับ
“อ้าว คุณภัทรเองเหรอคะ ตื่นนานหรือยังคะเนี่ย? ทำไมไม่เรียกป้าละคะ จะได้ยกต้มเลือดหมูร้อนๆ ขึ้นไปให้บนห้องค่ะ”
“ภัทรเดินไหวค่ะป้า ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ”
ภัทรวดีฝืนยิ้มบางๆ ก่อนจะกวาดสายตามองถาดเครื่องดื่มในมือของอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเค้นเสียงถามสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจออกไป
“เอ่อ... คุณพี... เขาเป็นยังไงบ้างคะ?”
คุณอำพรถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความหนักใจ ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยฉายแววโศกอย่างปิดไม่มิด
"อ่านจบแล้ว แวะมาส่งสติกเกอร์หรือคอมเมนต์ทักทายกันได้น้า 1 หัวใจของทุกคนคือพลังใจสำคัญมาก ๆ ครับ 💖"
“อย่าให้พูดเลยค่ะคุณภัทร...” คุณแม่บ้านทอดถอนใจ“ตั้งแต่เมื่อวานหลังจากที่คุณมนเก็บห่อผ้าออกไป คุณพีก็ล็อกตัวเองอยู่ในห้องทำงานชั้นล่างทั้งคืน ไม่ยอมออกมากินข้าวกินปลาเลยค่ะ ป้าเคาะประตูเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ พอเช้ามืดป้าแอบแง้มประตูเข้าไปดู... โอย... คุณภัทรเอ๋ย สภาพดูไม่ได้เลยค่ะ กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั้งห้อง ขวดยาเหล้าฝรั่งราคาแพงวางเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด แกดื่มจนเมาพับหลับคาที่เลยค่ะ พอตื่นมา ก็ยกแก้วดื่มต่ออีก เมาวนเวียนอยู่แบบนั้นเลยค่ะ”ฟังถึงตรงนี้ หัวใจของภัทรวดีก็กระตุกวูบ ความรู้สึกห่วงใยอันประหลาดแล่นปราดขึ้นมากลางอกอย่างห้ามไม่อยู่ภาพชายหนุ่มร่างสูงผู้เคยทระนง สุขุม และเย่อหยิ่ง ยามนี้กลับต้องมาจมกองสุรา เพราะความจริงอันเจ็บปวดเรื่องเขาเมานี่ ตบหน้าเธอให้รู้สึกวูบโหวงตามไปด้วย เพราะนั่นหมายถึง ชายหนุ่มรักมนสิชามาก สีหน้าของเธอละเหี่ยลงอย่างชัดเจน ใจเจ็บหนึบ เหมือนกับคนอกหักเพราะรักเขาข้างเดียว‘เขาคงเจ็บปวดมากสินะ... ตลอดที่ผ่านมา เขาคิดมาตลอดว่า กำลังดูแลผู้หญิงที่รัก และใกล้จะตาย แต่สุดท้ายกลับเป็นเพียงเรื่องโกหกลวงโลก’ภัทรวดีพยายามกดความรู้สึกสงสาร และสมเพชตัวเองด้วย
พีรวิชญ์ส่ายหน้า มองมนสิชาด้วยความสมเพช“ผมมอบโอกาส มอบเงินทอง ที่อยู่อาศัย และความเมตตาให้คุณมามากเกินพอแล้ว... มันน่าเสียใจ และผมบอกได้เลย ผมแค้นนะที่คุณตอบแทนผมด้วยการหลอกลวง และพยายามฆ่าลูกของผมให้ตาย อย่าทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนคุณมากไปกว่านี้เลย นี่ยังถือว่าผมปรานีคุณอยู่” เขาสะบัดขาออกจากการกุมรัดอย่างเด็ดขาด“ไปซะ” มนสิชากองลงกับพื้นพรม ร้องไห้สะอื้นจนแทบขาดใจ“พี... มนรักพีนานแล้วนะ... มนรักพี... หรือว่าเพราะอีนั่น คุณเปลี่ยนใจจากมนเพราะอี...”เพล้ง... เขาปัดแก้วลงจากโต๊ะ ก่อนที่มนสิชาจะพูดจบ เสียงแก้วแตกและกระจัดกระจายเป็นสัญญาณว่า เขาไม่ทนฟังคำแก้ตัวของมนสิชา พีรวิชญ์ไม่หันกลับไปมองอีก เขาก้าวตรงไปที่ประตู ผลักบานประตูเปิดออกกว้างแล้วหันกลับมาส่งสัญญาณสุดท้าย“ผมให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ไสหัวออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ผมจะสั่งให้ยามมาลากตัวคุณออกไป” พูดจบ เขาก็ก้าวออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้มนสิชาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับความจริงเพียงลำพังหนึ่งชั่วโมงต่อมา...หน้าบานประตูเหล็กดัดโค้งก็เปิดออก มนสิชายืนอยู่ข้างกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบ ใบหน้าที่เคยตกแต่งสวยงามบัดนี้ทรุดโทรม นัยน์ต
“พีขา... มีอะไรหรือเปล่าคะ เรียกมนมาหาเสียด่วนเชียว” เธอส่งเสียงออเซาะขณะก้าวตรงเข้ามาพีรวิชญ์ไม่ตอบ เขาทำเพียงนิ่งเงียบ สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยเพื่อจับสังเกต มนสิชาเริ่มชะงัก รอยยิ้มบนริมฝีปากเริ่มเจื่อนลง เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความกดดันอันเย็นยะเยือก เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม“พี... ทำไมมองมนด้วยสายตาแบบนั้นละคะ?”ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงบนกองแฟ้มเอกสาร ก่อนจะใช้นิ้วดันมันข้ามโต๊ะไปหยุดลงตรงหน้าเธอ“เปิดอ่านดูสิ” มนสิชามองแฟ้มทั้งสามด้วยความงุนงง ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอื้อมมือเรียวไปหยิบแฟ้มสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาเปิดข้างในเต็มไปด้วยใบรับรองแพทย์ รายงานผลเลือด ตารางการตรวจร่างกาย และผลสแกนสมองย้อนหลังนับสิบฉบับสายตาของเธอไล่อ่านทีละบรรทัด... และเสี้ยววินาทีนั้นเอง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มสีสันสดใสก็เริ่มถอดสีทีละน้อย มือเรียวที่จับขอบกระดาษเริ่มสั่นสะท้านจนเอกสารไหว“พี... นี่มัน...”“เปิดแฟ้มสีดำ” เสียงของเขายังคงราบเรียบไร้จังหวะขึ้นลงมนสิชาวางเอกสารฉบับแรกลงด้วยมือที่สั่นๆ เธอเปิดแฟ้มสีดำออกดู... ข้างในบรรจุเส้นทางการโอนเงินข้ามบัญชี รายการสั่งซื้อทองคำแท่
พีรวิชญ์เดินตรงไปยังหน้าต่างกระจกบานโต มองออกไปสู่สวนกว้างด้านนอกคฤหาสน์ สายตาที่เคยสุขุมบัดนี้เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความอาฆาต ภาพความหลังเมื่อหลายปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในหัวฉากแล้วฉากเล่า...วันที่มนสิชากลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปนาน เธอปรากฏตัวด้วยสภาพซีดเซียว น้ำตานองหน้า ถือใบรับรองแพทย์ปลอมๆ ฉบับนั้นมาสะอื้นไห้ต่อหน้าเขาเธอบอกว่าเธอเหลือเวลาอีกไม่นาน เธอบอกว่ามะเร็งร้ายกำลังจะคร่าชีวิตเธอไป และความปรารถนาสุดท้าย ก่อนจากโลกคือการได้ใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะภรรยาของเขา ด้วยความที่พีรวิชญ์เป็นคนยึดมั่นในสัจจะและบุญคุณครอบครัวของมนสิชาเคยยื่นมือเข้าช่วยพ่อของเขาในยามวิกฤติตอนเริ่มตั้งบริษัท เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองมีหนี้ชีวิตที่ต้องตอบแทนประกอบกับความสงสารจับใจที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะตาย... เขาจึงยอมละทิ้งหัวใจตัวเอง ยอมเซ็นใบสมรส ยอมยกตำแหน่งยกเกียรติยศทุกอย่างให้เธอครอบครองแท้จริงแล้ว... เธอไม่ได้ป่วย มนสิชาแค่ใช้ความสงสาร และคุณธรรมของเขาเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวในชีวิต ใช้เขาเป็นบ่อเงินบ่อทองเพื่อพยุงฐานะที่กำลังล้มละลายของครอบครัวตัวเองที่เลวร้ายที่สุด... คือกา
แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟสำริดตั้งโต๊ะ สาดกระทบกองเอกสารธุรกิจที่วางตั้งสูงเกือบครึ่งเมตรบนโต๊ะทำงานไม้สักทองสายตาของพีรวิชญ์ กลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขผลกำไร หรือกราฟหุ้นเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่ง มือหนึ่งหมุนปากกาสเตนเลสไปมาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ หากแต่ดวงตาคู่ลึกกลับทอดมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมายความคิดในหัวมวนซ่านคล้ายพายุหมุนที่เริ่มตั้งเค้า ช่วงหลายสัปดาห์มานี้ มีบางสิ่งบางอย่างผิดกลิ่นเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ มันเป็นความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยกวนใจเขาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นรอยร้าวลึก ที่เขาพยายามมองข้าม เพราะความเชื่อใจ แต่ยิ่งมองข้าม ก็ยิ่งสะกิดใจให้ระแวงทุกอย่างเริ่มต้นราวสองสัปดาห์ก่อน ในวันที่เขากลับเข้าบ้านเร็วกว่าปกติ พีรวิชญ์ตั้งใจเดินขึ้นไปยังชั้นสอง เพื่อเยี่ยมดูอาการของมนสิชา ภรรยาตามกฎหมายที่แต่งงานกันมานานหลังจากที่คุณแม่บ้านรายงานด้วยสีหน้าวิตกกังวลว่า อาการป่วยของเธอกำเริบหนักจนนอนซมทั้งวันเขาก้าวขาขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้งและความห่วงใยเต็มเปี่ยม แต่แล้ววินาทีที่มือหนาผลักบานประตูไม้แกะสลักห้องนอนของเธอเข้าไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับตบหน้าเขาเข้าอย
ภัทรวดีนั่งอยู่ตรงระเบียงห้องนอน มองแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านซุ้มไม้เลื้อยลงมากระทบพื้นหินอ่อนเป็นลายตารางหญิงสาวลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างเพลินมือ ลูกน้อยในครรภ์ดิ้นเบาๆ ราวกับรับรู้ว่าแม่กำลังคิดอะไรอยู่ช่วงนี้ภัทรวดีรู้สึกแปลกๆ กับบางอย่างที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังนี้ มันเริ่มจากเรื่องเล็กๆ วันที่เธอเดินผ่านโถงทางเดินชั้นล่าง เพื่อไปห้องครัว เพราะอยากกินของเปรี้ยวๆ แบบที่คนท้องชอบระหว่างทางเธอเห็นประตูห้องนอนของมนสิชาเปิดแง้มไว้ เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบมอง แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างบางในชุดนอนผ้าไหม กำลังยืนอยู่หน้ากระจก มนสิชากำลังยืดตัวขึ้นสุดแขนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้มลงแตะปลายเท้าติดพื้นได้สบายๆภัทรวดีชะงัก ‘คนที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะก้มแตะปลายเท้าได้ขนาดนั้นเชียวหรือ’ เธอเคยเห็นแม่ของตัวเองนอนป่วยอยู่บนเตียงมาสองปีเต็มแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งยังต้องใช้เวลาเป็นนาที กว่าจะหายใจครบถ้วน แต่ผู้หญิงคนนี้กลับยืนตัวตรง กระดูกสันหลังโค้งงอได้อย่างคนสุขภาพดีภัทรวดีสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป เธอบอกตัวเองว่า อาจจะคิดมากไปเอง ผู้ป่วยบางคนอาจจะมีช่วงที่ดีขึ้นบ้างก็ได้ แต่แ







