تسجيل الدخول"คุณอาคะ ในตัวคุณอามีอะไรยาวๆ แข็งๆ บ้างไหมคะ? หนูขอยืมใช้หน่อยสิ..." ระว่างที่พาเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนสูดอากาศกับลูกสาว จู่ๆ เพื่อนสนิทของลูกสาวก็เดินหน้าแดงซ่านเข้ามาหาผมพร้อมกับเอ่ยปากขอสิ่งนี้ เธอนั่งลงบนผืนหญ้าตรงหน้าผม ก่อนจะแยกเรียวขาออกจากกันในทันที "ในทุ่งหญ้ามีแมลงค่ะ มันมุดเข้าไปใต้กระโปรงหนู คันจะแย่อยู่แล้ว... คุณอาพอจะมีไม้แท่งยาวๆ ไหมคะ? ช่วยเกาให้หนูหน่อย" เมื่อได้จ้องมองเรือนร่างอวบอิ่มเย้ายวนชวนมอง และเรียวขาที่ขาวเนียนละเอียดคู่นั้น ไฟปรารถนาในกายของผมก็ปะทุขึ้นมาจนร้อนพล่านทันที ในจังหวะที่ลูกสาวกำลังเผลอและไม่ทันสังเกต ผมรีบจัดการปลดกางเกงออกอย่างรวดเร็ว "ใช้ไม้มันจะไปรู้สึกดีอะไรล่ะ? อามีสิ่งที่ดีกว่านั้นอีกนะ" ...
عرض المزيدน้ำเสียงของผมสั่นเครือสะอื้นไห้จนแทบไม่เป็นภาษา หยาดน้ำตาอันร้อนผ่าวหยดลงบนหลังมือของเธอ "ไม่ต้องกลัวนะลูก พ่อจะพาหนูกลับบ้าน"จางลู่เงยหน้าขึ้นมองผม ก่อนที่ความเข้มแข็งทั้งหมดจะพังทลายลง เธอโผเข้ากอดผมแน่นแล้วปล่อยโฮออกมาสุดเสียงความหวาดกลัวและความอัดอั้นตันใจที่เธอพยายามสะกดกลั้นไว้ ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ที่ปานจะขาดใจหลังจากนั้นไม่นาน สวี่เมิ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึง เธอยืนห่างออกไปสองสามก้าว สายตาจับจ้องมาที่พวกเรา"จางลู่... ฉันขอโทษ..." เธอเผยอริมฝีปาก เอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจางลู่ผละออกจากอกของผม เธอละสายตาแล้วมองตรงไปยังสวี่เมิ่ง แววตาคู่นั้นซับซ้อนเกินบรรยาย มีทั้งความโกรธแค้น ความผิดหวัง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความรู้สึกใจสลายจนหมดสิ้นทุกสิ่ง"สวี่เมิ่ง เธอไปซะเถอะ" น้ำเสียงของจางลู่แผ่วเบา ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเย็นชาเด็ดเดี่ยว "พวกเราไม่ใช่เพื่อนกันอีกต่อไปแล้ว"ร่างกายของสวี่เมิ่งสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มเธอพยายามจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับไม่พูดอะไรออกมา ทำได้เพียงส่งสายตาอาลัยอาวรณ์มองพวกเราเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะ
ผมกับสวี่เมิ่งที่อยู่ในสภาพกึ่งเปลือยกาย ถูกลูกสาวเห็นทุกอย่างเต็มสองตาใบหน้าของเธอเย็นชา ผิวซีดเผือดไร้สีเลือดจนน่ากลัวริมฝีปากบางอ้าค้าง พยายามเค้นเสียงสั่นเครือเอ่ยถามออกมาตะกุกตะกัก"พ่อ... พ่อทำอะไรกับเพื่อนหนู?"สวี่เมิ่งรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายด้วยความลนลาน พร้อมเอ่ยปากละล่ำละลัก"จางลู่ มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ"ผมเองก็รีบพูดสมทบอยู่ข้างๆ"ใช่ ทำไมจู่ๆ ลูกก็เดินเข้ามาล่ะ มันไม่ได้เป็นแบบที่ลูกคิดเลยนะ"ลูกสาวระเบิดอารมณ์ออกมาทันที เธอแผดเสียงร้องตะโกนอย่างเหลืออด"เลิกโกหกหนูซะที! หนูรู้สึกตะหงิดๆ มาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว ทุกครั้งที่หนูไม่อยู่ พวกพ่อสองคนจะต้องหาเรื่องอยู่ใกล้ชิดกันตลอด สายตาที่พวกพ่อมองกันมันก็แปลกๆ!""เห็นหนูเป็นไอ้โง่ง่าเหรอ? คิดว่าหนูไม่รู้หรือไง? ที่หนูแกล้งหลับ ก็เพราะอยากจะเห็นกับตาว่าพวกพ่อมีลับลมคมนัยอะไรปิดบังหนูอยู่!"ลูกสาวสะอึกสะอื้นด้วยความอัดอั้น ยิ่งพูดก็ยิ่งสติหลุด เธอชี้หน้าพวกเราพลางคำรามลั่น"สวี่เมิ่ง! เธอเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน แต่ฉันไม่นึกเลยว่าเธอจะร่านขนาดนี้ กล้าทำเรื่องระยำแบบนี้กับพ่อของฉัน!""ส่วนพ่อ หนูมองพ่อผิดไ
ผมยื่นมือไปรวบฝ่าเท้านุ่มนิ่มของเธอเอาไว้ แล้วกดลงตรงจุดยุทธศาสตร์ของตัวเอง พลางดื่มด่ำกับความรู้สึกอันตื่นเต้นท้าทายและเสียวซ่านในคราเดียวกันในขณะที่ลูกสาวยังคงนั่งกินข้าวต่อไปอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ร่างกายของผมรุ่มร้อนไปหมดจากการปรนเปรอของสวี่เมิ่งหลังจากจัดการมื้อค่ำเรียบร้อย สวี่เมิ่งก็ขอตัวไปอาบน้ำตอนที่เธอเดินเปิดประตูออกมา สวมเพียงชุดนอนของลูกสาวผมแค่ตัวเดียวเท่านั้นสวี่เมิ่งเป็นคนหุ่นดีมาก ชุดนอนของลูกสาวก็เลยค่อนข้างตัวเล็กและคับแน่นพอมาอยู่บนเรือนร่างของเธอ มันจึงรัดรึงจนเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งและยอดอกชูชันอย่างเด่นชัดหยดน้ำที่ยังเกาะพราวตามเนื้อตัวซึมผ่านเนื้อผ้า จนทำให้มองเห็นผิวสีขาวผ่องรำไรอยู่ข้างในเย้ายวนชวนมองจนแทบกระอักเลือดหลังจากพวกเธอจัดการตัวเองเสร็จ ผมก็เดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำบ้างสายตาพลันเหลือบไปเห็นกะละมังบนเครื่องซักผ้าที่มีเสื้อผ้าของสวี่เมิ่งกองอยู่มันคือชุดที่เธอเพิ่งถอดทิ้งไว้ในวันนี้ผมห้ามใจตัวเองไม่ไหว เอื้อมมือไปหยิบกางเกงในตัวจิ๋วขึ้นมา แล้วกดแนบลงกับปลายจมูก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เต็มปอดฟู่ อา กลิ่นหอมอ่อนๆ เฉพาะตัวของเด็กสาว ปนเปไ
ทว่าในจังหวะที่ผมกำลังจะแทรกกายเข้าไปนั่นเอง จู่ๆ ก็มีคนสองสามคนมุ่งตรงมาทางนี้นี่มันกลางวันแสกๆ ขืนมีใครมาเห็นเข้ามีหวังฉิบหายแน่!ผมรีบดึงกางเกงขึ้นมาใส่ ส่วนมืออีกข้างก็รีบกระชากชายกระโปรงของสวี่เมิ่งลงมาปิดทับไว้ทันควัน เพื่อไม่ให้คนอื่นสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติสวี่เมิ่งเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "คุณอาคะ ทำไมไม่ทำต่อล่ะ? รีบเข้ามาเถอะค่ะ หนูไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกจางลู่หรอก"มันใช่เรื่องลูกสาวที่ไหนกันเล่า... ผมรีบยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเพื่อส่งสัญญาณให้เธอเงียบเสียงลงพร้อมกับบุ้ยปากไปทางด้านหน้าเบาๆมีคนไม่กี่คนกำลังเดินตรงมาทางพวกเราจริงๆเมื่อสวี่เมิ่งเห็นดังนั้น เธอจึงรีบทรุดตัวลงนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ทันทีจังหวะที่คนกลุ่มนั้นเดินผ่านพวกเราไป พวกเขาต่างพากันส่งสายตาแปลกๆ มาให้อย่างมีเลิศนัยในใจผมคิดว่า ด้วยระยะห่างเมื่อกี้ พวกเขาไม่น่าจะเห็นว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ แล้วทำไมต้องมองด้วยสายตาแบบนั้นด้วย?แต่พอผมก้มลงมองเท่านั้นแหละ ถึงได้เข้าใจ... เพราะตอนที่สวี่เมิ่งนั่งลง ใบหน้าของเธออยู่ตรงกับเป้ากางเกงของผมพอดีที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ไฟราคะในตัวผมมันยังไม่มอดดับลงไป ทำให้