Share

บทที่ 9 ผู้ต้องสงสัย

Author: Ladyporn
last update publish date: 2026-09-16 11:23:36

เสียงระฆังยามเช้าดังแว่วมาจากพระราชวังหลวง

แสงแดดอ่อนสาดผ่านม่านหมอกบาง ๆ ที่ปกคลุมหลังคากระเบื้องสีชาดของตำหนักต่าง ๆ ผู้คนในวังเริ่มออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ราวกับเหตุการณ์นองเลือดและการลอบสังหารที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอยู่

แต่สำหรับไป๋หลิงเยว่...ทุกย่างก้าวในพระราชวังแห่งนี้เต็มไปด้วยความระแวดระวัง นางรู้ดีว่า ไม่ว่าจะเดินผ่านขันทีคนใด หมอหลวงผู้ใด หรือแม้แต่นางกำนัลที่กำลังก้มหน้าถือถาดชา ก็อาจมีสมาชิกของ "ดอกเหมย" ซ่อนตัวอยู่ในนั้น

"คุณหนู"

ชิงเอ๋อร์รีบเดินเข้ามา พร้อมม้วนกระดาษข่าวสารจากวัง

"เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ"

ไป๋หลิงเยว่รับม้วนกระดาษมาเปิด เพียงอ่านได้ไม่กี่บรรทัด ดวงตาของนางก็หรี่ลง

เมื่อคืน...มีการจับกุมคนผู้หนึ่งภายในตำหนักของ สนมเอกหลันกุ้ยเฟย จากการตรวจค้น พบสมุนไพรหายาก "หลิงเซียงเยี่ย" ซุกซ่อนอยู่ในหีบเครื่องประดับส่วนพระองค์ ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบบัญชีเบิกสมุนไพรจากสวนหลวงที่มีตราประทับของตำหนักหลันกุ้ยเฟยอย่างครบถ้วน

หลักฐานทุกชิ้น...ล้วนชี้ไปยังคนคนเดียว ชิงเอ๋อร์เอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้น

"เช่นนี้ก็คงจับตัวคนร้ายได้แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ"

ไป๋หลิงเยว่กลับไม่ตอบ นางค่อย ๆ ม้วนกระดาษเก็บอย่างช้า ๆ ก่อนเอ่ยเพียงสั้น ๆ

"...ไม่"

ชิงเอ๋อร์ชะงัก

"เหตุใดหรือเจ้าคะ"

หญิงสาวเดินไปยังโต๊ะ ก่อนคลี่แผนผังที่รวบรวมหลักฐานตลอดหลายวันที่ผ่านมา รายชื่อผู้เสียชีวิต ตำแหน่งของสมาชิกดอกเหมย เส้นทางสมุนไพร รวมถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยเส้นหมึกสีดำ นางมองอยู่นาน ก่อนหยิบพู่กันวงคำว่า หลันกุ้ยเฟย

"ง่ายเกินไป" นางพึมพำ

ชิงเอ๋อร์เอียงศีรษะ

"ง่ายเกินไปหรือเจ้าคะ"

ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า

"เจ้าลองคิดดู ดอกเหมยดำเนินงานมาอย่างน้อยสิบปี"

"กำจัดพยานทุกคน ซ่อนร่องรอยได้หมด องค์กรที่รอบคอบถึงเพียงนั้น..."

นางเงยหน้ามองสาวใช้

"จะปล่อยให้หลักฐานทั้งหมดไปกองอยู่ที่คนเพียงคนเดียวจริงหรือ"

ชิงเอ๋อร์นิ่งอึ้ง

เมื่อฟังเช่นนั้น...ก็ดูผิดปกติจริง ไป๋หลิงเยว่ยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ ดวงตายังคงทอดมองแผนผังตรงหน้า

ชาติที่แล้ว...นางเองก็เคยตกเป็นแพะ หลักฐานทุกชิ้น พยานทุกคน ล้วนชี้มาที่นางอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย และครั้งนี้...ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยอีกครั้ง เพียงแต่ผู้ถูกเลือกให้เป็นแพะ เปลี่ยนจากไป๋หลิงเยว่ กลายเป็นหลันกุ้ยเฟย

"คุณหนู"

ชิงเอ๋อร์ถามเบา ๆ

"เช่นนั้นเราจะทำอย่างไร"

ไป๋หลิงเยว่ยืนขึ้น

"เข้าไปในวัง"

"หม่อมฉันต้องเห็นหลักฐานทั้งหมดด้วยตาตัวเอง"

...

ครึ่งชั่วยามต่อมา

ตำหนักหลันกุ้ยเฟยเต็มไปด้วยองครักษ์ หีบเครื่องประดับ ผืนผ้าไหม และเครื่องลายครามจำนวนมากถูกนำออกมากองไว้กลางลานเพื่อรอตรวจสอบ ขุนนางจากกรมอาญากำลังบันทึกรายการของกลางอย่างละเอียด ไป๋หลิงเยว่แสดงป้ายประจำสำนักโอสถ ก่อนขอเข้าตรวจสมุนไพรที่ยึดได้ ไม่มีผู้ใดขัดขวาง เพราะทุกคนรู้ดีว่า นางคือบุตรสาวของเจ้ากรมโอสถหลวง หญิงสาวเปิดหีบไม้อย่างช้า ๆ ภายในวางห่อผ้าสีขาวไว้หลายห่อ นางหยิบหนึ่งในนั้นขึ้นมาทันทีที่คลี่ออกกลิ่นเฉพาะของหลิงเซียงเยี่ยก็ลอยแตะปลายจมูกเป็นของจริงไม่ใช่ของปลอม

แต่...ไป๋หลิงเยว่กลับขมวดคิ้ว นางใช้ปลายนิ้วแตะที่ก้านใบเบา ๆ จากนั้นพลิกดูด้านล่าง รอยตัดยังสดอยู่ ปลายก้านยังไม่แห้งสนิท หมายความว่า...สมุนไพรเหล่านี้เพิ่งถูกเก็บมาไม่นาน หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าเมื่อคำนวณจากความชื้นของก้านและสีของใบ หลิงเซียงเยี่ยชุดนี้...ถูกตัดจากต้นไม่เกินหนึ่งวัน

แต่เมื่อวาน...สวนสมุนไพรหลวงกำลังเกิดเพลิงไหม้และถูกปิดตาย ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปเก็บสมุนไพรได้ ยกเว้น...คนที่มีอำนาจสั่งการ หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นแรงขึ้น นางรีบตรวจห่ออื่นต่อ ทุกห่อ...ล้วนเพิ่งถูกเก็บมาในช่วงเวลาเดียวกันทั้งหมด หญิงสาวค่อย ๆ ปิดหีบ ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความยินดี แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่พบพิรุธสำคัญ

"ในที่สุด..."

นางพึมพำกับตัวเอง

"พวกเจ้าก็เผยช่องโหว่ออกมาจนได้"

ไป๋หลิงเยว่ปิดฝากล่องสมุนไพรลงอย่างแผ่วเบา แววตาของนางสงบนิ่ง หากแต่ความคิดภายในกลับแล่นเร็วราวกับสายน้ำ

หลิงเซียงเยี่ย...เป็นของจริง แต่กลับปรากฏอยู่ในสถานที่ที่ไม่ควรปรากฏ และปรากฏขึ้นในช่วงเวลาที่ "เหมาะเจาะ" เกินไป หญิงสาวค่อย ๆ ถอยออกจากลานตรวจค้น ก่อนหันไปถามขุนนางจากกรมอาญาที่กำลังบันทึกรายการของกลาง

"ขอถามสักเรื่องได้หรือไม่"

ขุนนางวัยกลางคนรีบประสานมือคำนับ

"คุณหนูไป๋เชิญขอรับ"

"ผู้ใดเป็นผู้พบสมุนไพรเหล่านี้เป็นคนแรก"

อีกฝ่ายเปิดสมุดบันทึกตรวจดู

"เป็นองครักษ์เวรของตำหนักหลันกุ้ยเฟย ตรวจพบภายในหีบเครื่องประดับส่วนพระองค์"

"ก่อนรายงานต่อกรมอาญา"

ไป๋หลิงเยว่พยักหน้ารับ

"แล้วระหว่างพบของกลาง...มีผู้ใดอยู่ในห้องบ้าง"

ขุนนางไล่อ่านรายชื่อ

"มีองครักษ์สองนาย...ขันทีหนึ่งคน...นางกำนัลอีกสามคน"

หญิงสาวรับฟังทุกคำอย่างตั้งใจ ก่อนกล่าวขอบคุณแล้วเดินออกจากลานทันที ชิงเอ๋อร์รีบตามมาด้วยสีหน้าสงสัย

"คุณหนู...มีอะไรผิดปกติหรือเจ้าคะ"

ไป๋หลิงเยว่ไม่ได้ตอบทันที

นางเดินผ่านสวนดอกเหมยภายในวังอย่างเงียบ ๆ จนเมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ จึงเอ่ยขึ้น

"ผิดปกติทุกอย่าง"

ชิงเอ๋อร์เบิกตา

"ทุกอย่างเลยหรือเจ้าคะ"

หญิงสาวพยักหน้า

"เจ้าจำได้หรือไม่ เมื่อครั้งหม่อมฉันถูกกล่าวหาว่าวางยาพิษฮ่องเต้"

"หลักฐานทั้งหมด...ก็ถูกพบโดยคนเพียงไม่กี่คน"

สาวใช้นิ่งไป ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยน

"คุณหนูหมายความว่า..."

"ใช่"

ไป๋หลิงเยว่ตอบทันที

"วิธีการเหมือนกัน คนพบหลักฐาน สถานที่พบ รวมถึงช่วงเวลาที่ตรวจค้น"

"ทุกอย่างถูกจัดวางไว้ล่วงหน้า"

หญิงสาวหยุดเดิน สายตามองไปยังสระบัวที่อยู่เบื้องหน้า ผิวน้ำเรียบสงบ แต่หากโยนก้อนหินลงไปเพียงก้อนเดียว คลื่นก็จะกระเพื่อมไปทั่วทั้งสระ การจับกุมหลันกุ้ยเฟยก็เช่นกัน เมื่อข่าวแพร่สะพัด ทุกสายตาจะมุ่งไปที่สนมเอก ไม่มีผู้ใดสนใจค้นหาคนร้ายตัวจริงอีก ช่างเป็นวิธีเบี่ยงเบนความสนใจที่แยบยลเหลือเกิน

"ชิงเอ๋อร์"

"เจ้าคะ"

"ช่วยข้าตามหานางกำนัลคนหนึ่ง"

"ผู้ใดหรือเจ้าคะ"

ไป๋หลิงเยว่หยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมา ภายในมีรายชื่อผู้ที่อยู่ในห้องขณะพบของกลาง ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ที่ชื่อหนึ่ง หลิ่วชิง

"นางกำนัลผู้นี้ อยู่ในตำหนักหลันกุ้ยเฟยมาสามปี"

"แต่ก่อนหน้านั้น...เคยอยู่ตำหนักฮองเฮา"

ชิงเอ๋อร์เบิกตากว้าง

"จริงหรือเจ้าคะ"

"อืม"

"และในวันที่ย้ายตำหนัก ตรงกับปีเดียวกับเหตุเพลิงไหม้คลังโอสถ"

ไป๋หลิงเยว่เริ่มปะติดปะต่อเหตุการณ์ในใจ หลิ่วชิงย้ายจากตำหนักฮองเฮา ไปอยู่กับหลันกุ้ยเฟย

สามปีต่อมา...เมื่อถึงเวลาที่หลันกุ้ยเฟยถูกใส่ร้าย นางกำนัลผู้นี้กลับอยู่ในเหตุการณ์พอดี มากเกินไป...มากเกินกว่าจะเป็นความบังเอิญ

...

ยามบ่าย

ไป๋หลิงเยว่เปลี่ยนชุดเป็นนางกำนัลธรรมดา แล้วแอบเข้าไปยังเรือนพักคนรับใช้ด้านหลังตำหนัก ชิงเอ๋อร์คอยเฝ้าทางอยู่ด้านนอก หญิงสาวเดินผ่านระเบียงไม้เงียบ ๆ จนมาหยุดอยู่หน้าห้องของหลิ่วชิง ประตูไม่ได้ลงกลอน นางผลักเข้าไปเบา ๆ

ภายในห้องเรียบง่ายตามฐานะของนางกำนัล มีเพียงเตียงไม้ ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะเล็ก ๆ แต่เมื่อสายตาของไป๋หลิงเยว่กวาดผ่านโต๊ะเครื่องแป้ง นางก็หยุดนิ่ง บนโต๊ะมีแจกันดินเผาใบหนึ่ง ภายในปักกิ่งดอกเหมยแห้งเพียงกิ่งเดียว คนทั่วไปอาจเห็นว่าเป็นเพียงดอกไม้ประดับ แต่สำหรับไป๋หลิงเยว่...มันไม่ใช่

นางหยิบกิ่งดอกเหมยขึ้นมาตรวจดู ตรงโคนกิ่งมีรอยแกะเล็ก ๆ เป็นรูปห้ากลีบ เหมือนตราที่พบบนลูกธนู หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง

"เจอแล้ว..."

นางพึมพำ

หลิ่วชิง...เกี่ยวข้องกับดอกเหมยจริง

ทันใดนั้นเอง

เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากนอกห้อง ไป๋หลิงเยว่รีบวางกิ่งดอกไม้กลับที่เดิม ก่อนหลบเข้าไปหลังฉากกั้นอย่างรวดเร็ว ประตูไม้ถูกเปิดออก หญิงสาวในชุดนางกำนัลก้าวเข้ามา นางคือหลิ่วชิง แต่แทนที่หลิ่วชิงจะพักผ่อน นางกลับเปิดลิ้นชักลับใต้โต๊ะหยิบกระดาษม้วนเล็กออกมา แล้วจุดไฟเผาทันทีเปลวไฟลุกไหม้กระดาษอย่างรวดเร็ว

ไป๋หลิงเยว่เบิกตากว้าง อีกฝ่ายกำลังทำลายหลักฐาน! แต่ก่อนที่นางจะตัดสินใจออกไปขัดขวาง หลิ่วชิงก็พูดประโยคหนึ่งออกมาเบา ๆ ราวกับกำลังรายงานใครบางคน

"ทุกอย่างเป็นไปตามแผน"

"หลันกุ้ยเฟย...กำลังจะกลายเป็นแพะรับบาปคนใหม่"

คำพูดนั้นทำให้เลือดในกายของไป๋หลิงเยว่เย็นเฉียบ นางเดาถูกแล้ว...หลักฐานทั้งหมด ถูกจัดฉากไว้ตั้งแต่ต้น เปลวไฟจากกระดาษม้วนเล็กค่อย ๆ ลุกไหม้จนเหลือเพียงเถ้าสีดำ หลิ่วชิงใช้ปลายรองเท้าบดเถ้าถ่านอย่างชำนาญ ก่อนเทน้ำชาลงไปจนไม่เหลือร่องรอยแม้แต่น้อย การเคลื่อนไหวทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเคยทำเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ไป๋หลิงเยว่ซ่อนตัวอยู่หลังฉากกั้น ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เพราะรู้ดีว่า คนที่ผ่านการฝึกฝนด้านข่าวกรองย่อมสังเกตสิ่งผิดปกติได้ดีกว่าคนทั่วไป หลิ่วชิงยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกแจกันดอกเหมยแห้งขึ้น หมุนก้นแจกันช้า ๆ

ครืด...

เสียงกลไกเบา ๆ ดังขึ้น พื้นไม้ใต้โต๊ะเครื่องแป้งเผยช่องลับขนาดเล็ก

หญิงสาวหยิบถุงผ้าไหมสีดำออกมาจากด้านใน

ไป๋หลิงเยว่เพ่งสายตา

ถุงผ้านั้นมีตราปักรูปดอกเหมยห้ากลีบด้วยด้ายสีดำสนิท หลิ่วชิงเปิดถุงออกเพียงเล็กน้อย ภายในมีเหรียญทองแดงทรงกลมหลายเหรียญ แต่ละเหรียญไม่ได้สลักอักษรของราชสำนัก หากเป็นรูปดอกเหมยที่มีกลีบแตกต่างกัน สามกลีบ...สี่กลีบ...ห้ากลีบ

หญิงสาวหยิบเหรียญหนึ่งขึ้นมาพิจารณา ก่อนเก็บกลับเข้าไปตามเดิม จากนั้นปิดช่องลับอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองครั้ง

ก๊อก... ก๊อก...

หลิ่วชิงเดินไปเปิดประตู ชายวัยกลางคนในชุดขันทีเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาไม่เอ่ยคำทักทายแม้แต่น้อย เพียงถามสั้น ๆ

"เรียบร้อยหรือ"

"เรียบร้อย"

หลิ่วชิงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"หลักฐานทั้งหมดอยู่ในตำหนักหลันกุ้ยเฟย"

"กรมอาญาตรวจพบแล้ว"

ขันทีพยักหน้า

"ดี"

"จากนี้ไม่ต้องติดต่อกันอีกระยะ"

หลิ่วชิงเอ่ยถามเบา ๆ

"นายเหนือหัวมีคำสั่งเพิ่มเติมหรือไม่"

ไป๋หลิงเยว่เบิกตากว้างทันที นายเหนือหัว...ในที่สุดนางก็ได้ยินคำนี้จากปากสมาชิกของดอกเหมยโดยตรง

ขันทีส่ายหน้า "ไม่มี"

"พวกเรามีหน้าที่เพียงทำตามคำสั่ง อย่าถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม"

หลิ่วชิงก้มศีรษะรับคำ

"เข้าใจแล้ว"

ทั้งสองพูดคุยกันเพียงเท่านั้น ไม่มีการเอ่ยชื่อ ไม่มีการกล่าวถึงบุคคลใด ทุกประโยคสั้น กระชับ และระมัดระวังอย่างยิ่ง หลังขันทีจากไป หลิ่วชิงตรวจดูรอบห้องอีกครั้ง ก่อนดับตะเกียงแล้วเดินออกไป เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่แล้ว

ไป๋หลิงเยว่จึงค่อย ๆ ก้าวออกจากที่ซ่อน หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบทะลุอก วันนี้นางได้รู้อะไรมากกว่าที่คาดไว้

หนึ่ง...หลันกุ้ยเฟยถูกใส่ร้ายจริง

สอง...หลิ่วชิงเป็นสมาชิกของดอกเหมย

สาม...สมาชิกทุกคนเรียกผู้บงการเพียงว่า "นายเหนือหัว"

แต่ไม่มีใครเอ่ยชื่อจริงเลย หญิงสาวเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง นางหมุนก้นแจกันตามที่เห็นเมื่อครู่

ครืด...

ช่องลับเปิดออกอีกครั้ง ถุงผ้าไหมสีดำยังวางอยู่ที่เดิม ไป๋หลิงเยว่หยิบเหรียญทองแดงขึ้นมาหนึ่งเหรียญ ด้านหน้าเป็นดอกเหมยห้ากลีบ ด้านหลังมีอักษรตัวเล็กเพียงตัวเดียว "เจ็ด" นางขมวดคิ้ว หมายเลขสมาชิกหรือ หรือเป็นลำดับหน่วยงาน หญิงสาวยังไม่ทันได้ตรวจสอบต่อ เสียงฝีเท้าด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่คนเดียว แต่หลายคน

ไป๋หลิงเยว่รีบเก็บเหรียญไว้ในแขนเสื้อ แล้วปิดช่องลับดังเดิม นางผลักหน้าต่างด้านหลังออก กระโดดลงสู่สวนดอกไม้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่เท้าแตะพื้นก็มีมือหนึ่งคว้าข้อมือนางไว้

ไป๋หลิงเยว่สะดุ้งสุดตัว แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็พบดวงตาสีดำสนิทที่คุ้นเคย

มู่เฉินอวี้

"ตามข้ามา"

เขาเอ่ยเพียงเท่านั้น ก่อนพานางหลบเข้าไปในแนวต้นไผ่ ทั้งสองซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ มองเห็นองครักษ์หลายสิบนายวิ่งเข้าไปค้นห้องของหลิ่วชิง แต่กลับสายเกินไป ภายในห้องไม่เหลือหลักฐานใดอีกแล้ว ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ หยิบเหรียญทองแดงออกจากแขนเสื้อ

"หม่อมฉันได้สิ่งนี้มา"

มู่เฉินอวี้รับไปพิจารณา เพียงเห็นอักษรด้านหลัง ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

"ท่านเคยเห็นหรือ"

หญิงสาวถาม

เขาพยักหน้าช้า ๆ

"เคย"

"เมื่อหลายปีก่อน ในคดีสายลับชายแดน"

"แต่ตอนนั้น...ข้าไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับดอกเหมย"

ไป๋หลิงเยว่สูดลมหายใจลึก นั่นหมายความว่า เครือข่ายแห่งนี้ไม่ได้แทรกซึมเฉพาะในพระราชวัง แต่แผ่ขยายไปถึงกองทัพและหัวเมืองด้วย องค์กรดอกเหมย...ใหญ่กว่าที่ทั้งสองคาดคิดไว้มาก

มู่เฉินอวี้กำเหรียญไว้แน่น ก่อนหันมาสบตาหญิงสาว

"วันนี้เจ้าพิสูจน์แล้ว"

"ว่าหลันกุ้ยเฟยเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง"

ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า

"และคนที่จัดกระดานนี้..."

นางทอดสายตามองไปยังตำหนักอันโอ่อ่าที่อยู่ไกลออกไป

"ยังคงซ่อนตัวอยู่ในวัง"

เหนือศีรษะ เมฆสีดำค่อย ๆ เคลื่อนเข้าปกคลุมดวงอาทิตย์อีกครั้ง ราวกับเป็นลางบอกเหตุว่า แม้พระนางจะเปิดโปงแผนใส่ร้ายหลันกุ้ยเฟยได้แล้ว แต่ศึกที่แท้จริง...เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 16 ชาตินี้...ข้าทันแล้ว Nc

    หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 15 ศึกสุดท้าย

    เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 14 ผู้บงการ

    รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 13 คืนแห่งพิษ

    สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 12 คำมั่นขององค์รัชทายาท Nc

    ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 11 กับดัก

    สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status