FAZER LOGINถูกประหารเพราะคดีวางยาพิษฮ่องเต้ทั้งที่ไร้ความผิด เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางย้อนเวลากลับมาก่อนโศกนาฏกรรมหนึ่งปี ครั้งนี้...นางจะเปิดโปงคนร้าย และไม่ยอมให้คนที่รักต้องสูญเสียอีกเป็นครั้งที่สอง
Ver mais"ประหารนาง!"
พระสุรเสียงเกรี้ยวกราดของฮองเฮาดังกึกก้องไปทั่วลานพิพากษา หลังกำแพงพระราชวังหลวง เสียงนั้นแหลมคมราวกับคมมีด กรีดเฉือนความเงียบงันของยามเช้าจนแหลกสลาย
ลมหนาวต้นฤดูเหมันต์พัดธงมังกรสีทองเหนือกำแพงวังสะบัดไหวอย่างรุนแรง เมฆสีหม่นเคลื่อนตัวบดบังแสงอาทิตย์จนทั่วทั้งพระราชวังถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอึมครึม ราวกับสวรรค์เองก็กำลังโศกเศร้าต่อชะตากรรมของใครบางคน
กลางลานหินอ่อนสีขาว...
หญิงสาวผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์มังกร
เสื้อคลุมของนางเปรอะเปื้อนคราบเลือดและฝุ่นดิน เส้นผมดำขลับที่เคยถูกเกล้ามวยอย่างงดงามหลุดลุ่ยลงมาปรกแก้ม ข้อมือทั้งสองถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กหนักจนเกิดรอยแดงช้ำ แต่แม้จะอยู่ในสภาพน่าเวทนา ใบหน้าของนางยังคงงดงาม สงบนิ่ง และสง่างามเกินกว่าจะเป็นนักโทษ
นางคือ...ไป๋หลิงเยว่ พระชายาเอกขององค์รัชทายาท มู่เฉินอวี้ และเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของหัวหน้าสำนักโอสถหลวง ผู้ได้รับการยกย่องจากชาวเมืองว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมเมตตา เชี่ยวชาญศาสตร์การแพทย์และการปรุงโอสถมาตั้งแต่วัยเยาว์
ทว่าวันนี้...ชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตกลับถูกทำลายลงในชั่วข้ามคืน
"หญิงชั่ว!"
"ฆาตกร!"
"นางถึงกับกล้าวางยาฝ่าบาท!"
เสียงก่นด่าจากขุนนางและเหล่าข้าราชบริพารดังระงมไปทั่วท้องพระโรง ทุกสายตาที่มองมายังเต็มไปด้วยความรังเกียจ ราวกับนางเป็นปีศาจที่ควรถูกกำจัดให้สิ้นจากแผ่นดิน
ไป๋หลิงเยว่ก้มมองปลายนิ้วของตนเองอย่างเหม่อลอย
นิ้วมือคู่นี้...เคยช่วยชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน เคยจับชีพจรเด็กน้อยที่กำลังจะสิ้นลม เคยปรุงยารักษาทหารบาดเจ็บนับร้อยในยามสงคราม เคยถวายการรักษาฮ่องเต้ ฮองเฮา และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ด้วยความจงรักภักดี
แต่บัดนี้...กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นมือที่หยิบยื่นความตายแก่ผู้เป็นประมุขของแผ่นดิน ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อสามวันก่อน
เช้าวันนั้น ฮ่องเต้ทรงเรียกประชุมราชสำนักตามปกติ ก่อนการประชุม สำนักโอสถหลวงได้นำพระโอสถบำรุงพระวรกายมาถวายเช่นทุกวัน
ตำรับยานั้นผ่านการตรวจสอบถึงสามขั้นตอน
หมอหลวงผู้ปรุง หมอหลวงผู้ชั่งตัวยาและสุดท้าย...ไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ นางจำได้แม่นยำว่าตนเองตรวจทุกอย่างอย่างละเอียด สมุนไพรทุกชนิดถูกต้อง ปริมาณไม่คลาดเคลื่อน ไม่มีแม้แต่กลิ่นของพิษ หลังตรวจเสร็จ นางส่งต่อให้ขันทีนำไปถวายฮ่องเต้ ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ
กระทั่ง...ฮ่องเต้ทรงยกถ้วยพระโอสถขึ้นเสวย เพียงอึดใจเดียว พระหัตถ์ที่ถือถ้วยก็สั่นเทา พระพักตร์ซีดเผือด พระองค์ทรงกุมพระอุระแน่น ก่อนจะกระอักพระโลหิตออกมาคำใหญ่
เสียงกรีดร้องของนางกำนัลดังขึ้นทั่วตำหนัก
"ฝ่าบาท!"
หมอหลวงทุกคนรีบกรูกันเข้าไป แต่ไม่ทันแล้ว...พิษออกฤทธิ์รวดเร็วเกินคาด เพียงไม่กี่ลมหายใจ ฮ่องเต้ก็ทรงแน่นิ่ง ทั่วท้องพระโรงตกอยู่ในความโกลาหล
จากนั้นทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ ถ้วยพระโอสถถูกตรวจพบว่ามีพิษร้ายแรง
เมื่อสอบสวน กลับพบรอยนิ้วมือของไป๋หลิงเยว่ติดอยู่ที่ขอบถ้วย ในห้องปรุงยา มีห่อยาพิษชนิดเดียวกันซุกซ่อนอยู่ภายในลิ้นชักโต๊ะทำงานของนาง สาวใช้สองคนให้การตรงกันว่าเห็นนางอยู่ในห้องเครื่องยาตามลำพัง หมอหลวงอาวุโสสามคนลงความเห็นตรงกันว่าพิษถูกผสมลงในพระโอสถก่อนถวาย
หลักฐานทุกชิ้น...ล้วนชี้มายังนาง
"ไป๋หลิงเยว่!" เสียงของเสนาบดีฝ่ายตุลาการดังขึ้น
"เจ้ายังจะปฏิเสธอีกหรือ"
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แม้ดวงตาจะเต็มไปด้วยความอ่อนล้า แต่ยังคงฉายแววแน่วแน่
"หม่อมฉันบริสุทธิ์" น้ำเสียงของนางไม่ดังนัก แต่ชัดเจน
"หม่อมฉันไม่เคยคิดร้ายต่อฝ่าบาท"
"โอหัง!"
องค์ชายรองก้าวออกมาจากแถวเชื้อพระวงศ์ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
"หลักฐานแน่นหนาถึงเพียงนี้ เจ้ากลับยังกล้าปฏิเสธ!"
"หม่อมฉันไม่ได้ทำ" ไป๋หลิงเยว่ตอบเพียงประโยคเดิม นางไม่รู้ว่าหลักฐานเหล่านั้นมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจคือ...ทั้งหมดเป็นกับดัก มีใครบางคนวางหมากเอาไว้ตั้งแต่ต้น
ฮองเฮาประทับอยู่ด้านบนสุด พระพักตร์เต็มไปด้วยคราบน้ำตา พระองค์ทอดพระเนตรมายังไป๋หลิงเยว่ด้วยแววตาผิดหวัง
"ไป๋หลิงเยว่...เปิ่นกงเคยเอ็นดูเจ้า ราวกับบุตรสาวแท้ ๆ"
"เหตุใดเจ้าจึงตอบแทนด้วยการปลงพระชนม์ฝ่าบาท" น้ำเสียงสั่นเครือของฮองเฮาทำให้ขุนนางหลายคนพากันก้มหน้าถอนหายใจ
ไป๋หลิงเยว่เม้มริมฝีปากแน่น
"หม่อมฉันไม่เคยทำ"
"พอ!"
เสียงตวาดของเสนาบดีดังลั่น
"ยังคิดจะแก้ตัวอีกหรือ"
หญิงสาวค่อย ๆ หันสายตาไปยังบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนเงียบมาตลอด
มู่เฉินอวี้...
องค์รัชทายาทผู้เป็นสามีของนาง เขายืนอยู่ในชุดฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรทอง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม ดวงตาลึกคู่นั้นไร้อารมณ์จนยากจะอ่านความคิด
ตั้งแต่เริ่มการไต่สวน...เขาไม่เอ่ยคำใดเลย หัวใจของไป๋หลิงเยว่พลันหนักอึ้ง หรือแม้แต่เขา...ก็ไม่เชื่อนางเช่นกัน นางมองเขาอยู่นานหวังเพียงให้เขาพูดสักคำเพียงคำเดียวก็ยังดีแต่บุรุษผู้นั้นกลับกำหมัดแน่นอยู่ภายในแขนเสื้อ โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ความเงียบของเขา...กลับกลายเป็นดั่งคมดาบที่กรีดลึกลงในหัวใจของนางยิ่งกว่าคำกล่าวหาใด ๆ
ทันใดนั้น เสียงขันทีประกาศราชโองการก็ดังขึ้นก้องไปทั่วท้องพระโรง
"มีพระบัญชา..."
ทุกคนพร้อมใจกันคุกเข่าลง ไป๋หลิงเยว่หลับตาช้า ๆ แม้จะยังไม่รู้เนื้อความ แต่นางกลับสัมผัสได้ว่า...ชะตาชีวิตของตน กำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า...
"...ไป๋หลิงเยว่ พระชายาเอกแห่งองค์รัชทายาท"
เสียงขันทีหลวงกังวานก้องไปทั่วท้องพระโรง ขณะคลี่ราชโองการสีเหลืองทองออกอย่างช้า ๆ
"...มีความผิดฐานลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ใช้พิษร้ายคิดก่อกบฏต่อราชบัลลังก์ เป็นโทษอุกฉกรรจ์ มิอาจอภัยได้"
ทุกคนต่างก้มศีรษะรับพระบัญชา
"...ให้ถอดฐานันดรศักดิ์ ยึดทรัพย์สินทั้งหมด ประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ณ ลานประหารหลวงในยามอู่เค่อวันนี้ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้คิดทรยศต่อแผ่นดิน"
สิ้นเสียงประกาศ ทั้งท้องพระโรงเงียบงันราวกับไร้ผู้คน
ไป๋หลิงเยว่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นแผ่วเบาเสียจนคล้ายเสียงถอนหายใจ
สามวัน...เพียงสามวันเท่านั้น
จากพระชายาผู้เป็นที่เคารพของผู้คน กลับกลายเป็นนักโทษประหารที่ทุกคนต่างสาปแช่ง นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ยืนอยู่ไม่ไกล มู่เฉินอวี้ยังคงยืนนิ่งใบหน้าหล่อเหลาคมคายไม่เผยอารมณ์ใด แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าหมัดทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาเขาไม่พูด...แม้แต่คำเดียว หัวใจของไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ เย็นเยียบลง บางที...คนที่นางหวังว่าจะเชื่อใจมากที่สุดอาจเป็นคนที่ไม่เชื่อนางเช่นกัน
"นำตัวนักโทษออกไป!"
ทหารองครักษ์สี่นายก้าวเข้ามาพร้อมกัน โซ่ตรวนที่พันธนาการข้อเท้าถูกกระชากอย่างแรง ร่างบางเสียหลักเซไปข้างหน้า นางไม่ได้ขัดขืน เพียงก้าวเดินออกจากท้องพระโรงอย่างสงบนิ่งตลอดทางเดินยาวสู่ลานประหาร ข้าราชบริพาร นางกำนัล และขันทีต่างหลีกทางให้ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าสบตานาง บางคนเคยยิ้มให้นาง บางคนเคยรับยารักษาโรคจากมือนาง บางคนเคยคุกเข่าขอบคุณที่นางช่วยชีวิตคนในครอบครัว วันนี้...ทุกคนกลับเลือกก้มหน้า ไม่มีใครเอ่ยคำว่าบริสุทธิ์แทนนางแม้แต่คนเดียว
ไป๋หลิงเยว่ยิ้มบาง ๆ อย่างขมขื่น นางไม่โกรธคนเหล่านั้น ในเมื่อหลักฐานทุกอย่างชี้มาที่นาง ต่อให้เป็นตัวนางเอง หากอยู่ในฐานะผู้พิพากษา ก็คงยากจะเชื่อว่าทั้งหมดเป็นการจัดฉาก
หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด
เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส
รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ

















