Masukรุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนัก
หลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนา
ประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตา
ภายในตำหนักองค์รัชทายาท
ไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย
"ฝ่าบาท"
นางเงยหน้าขึ้น
"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"
มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที
"พูดมา"
หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง
"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ"
"ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"
มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน
"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซูเฟย...และตำหนักพระสนมอีกสองแห่ง"
รวมทั้งหมดเพียงห้าตำหนัก ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า
"แต่...ลายปักเช่นนี้เลิกผลิตไปนานแล้ว"
"หากเศษผ้าชิ้นนี้ยังใหม่ ย่อมหมายความว่าเจ้าของยังเก็บฉลองพระองค์ชุดนั้นไว้"
มู่เฉินอวี้เก็บสมุดลงช้า ๆ
"คืนนี้...เราจะเข้าไปตรวจทุกตำหนัก"
...
ตกดึก
พระราชวังเงียบกว่าทุกคืน แสงจันทร์ถูกเมฆหนาทึบบดบังจนแทบไม่เหลือ เป็นคืนที่เหมาะแก่การเคลื่อนไหวโดยไม่มีผู้ใดสังเกต
มู่เฉินอวี้นำกำลังองครักษ์ลับเพียงหกนาย ส่วนโม่เฟิงรับหน้าที่ตรึงกำลังอยู่ภายนอก ไป๋หลิงเยว่เปลี่ยนเป็นชุดสีดำเรียบง่าย มัดผมสูงเพื่อความคล่องตัว ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังตำหนักฮองเฮาเป็นแห่งแรก
"หากหม่อมฉันเดาไม่ผิด" ไป๋หลิงเยว่เอ่ยเบา ๆ ระหว่างเดิน
"หลันกุ้ยเฟยคงไม่ได้ตั้งใจชี้ตัวฮองเฮา แต่ต้องการให้เรามองหาบางสิ่งในตำหนักนี้"
มู่เฉินอวี้พยักหน้า
"นางรู้ว่าตนเองหนีไม่รอด จึงทิ้งเบาะแสสุดท้ายไว้"
เมื่อมาถึงตำหนักฮองเฮา ทุกอย่างกลับเงียบผิดปกติ แม้ฮองเฮาจะย้ายไปเฝ้าฮ่องเต้ที่ตำหนักบรรทม แต่กลับไม่มีนางกำนัลหรือขันทีเฝ้าหน้าตำหนักแม้แต่คนเดียว
"แปลก..." โม่เฟิงพึมพำ
"ปกติต้องมีเวรยาม"
มู่เฉินอวี้ชักดาบออกจากฝักช้า ๆ
"ระวัง"
ทั้งคณะค่อย ๆ เข้าไปภายในตำหนัก ห้องโถงใหญ่สะอาดเรียบร้อย ทุกสิ่งถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีร่องรอยการรื้อค้น ไม่มีหลักฐานใดผิดสังเกต
ไป๋หลิงเยว่เดินสำรวจทีละห้อง จนมาหยุดอยู่หน้าหิ้งบูชาดอกเหมยหยกขาว รูปสลักดอกเหมยห้ากลีบตั้งเด่นอยู่กลางแท่นไม้จันทน์ นางยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือแตะกลีบดอกด้านซ้าย
"เดี๋ยว"
มู่เฉินอวี้เดินเข้ามา
"พบอะไร"
หญิงสาวใช้นิ้วเคาะฐานแท่นเบา ๆ
ก๊อก...
ก๊อก...
แต่เมื่อเคาะบริเวณใต้รูปสลัก เสียงกลับเปลี่ยนไป
กึก...
เป็นเสียงของพื้นที่กลวง ไป๋หลิงเยว่หรี่ตาลง นางจับรูปสลักดอกเหมยไว้ทั้งสองมือ ลองหมุนช้า ๆ
ครืด...
เสียงกลไกเก่าแก่ดังขึ้นจากใต้พื้น
ทันใดนั้น แท่นบูชาทั้งแท่นก็เลื่อนออกด้านข้างอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดลึกลงไปใต้ดิน ลมเย็นชื้นพัดขึ้นมาพร้อมกลิ่นหมึกเก่าและสมุนไพรแห้ง มู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่สบตากัน ทั้งสองต่างรู้ในทันที พวกเขา...กำลังเข้าใกล้ความจริงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสืบคดี
มู่เฉินอวี้ยกคบเพลิงขึ้น
"ลงไป"
ทุกคนค่อย ๆ ก้าวลงบันไดหินอย่างระมัดระวัง ยิ่งลงลึกอากาศก็ยิ่งเย็น จนกระทั่งบันไดสิ้นสุดลงที่ประตูไม้บานใหญ่ซึ่งถูกปิดผนึกมานาน มู่เฉินอวี้ผลักประตูออกช้า ๆ
แอ๊ด...
ฝุ่นจำนวนมากลอยฟุ้งขึ้นกลางอากาศ เมื่อแสงจากคบเพลิงส่องเข้าไป ทุกคนในห้องต่างหยุดหายใจ เบื้องหน้าไม่ใช่ห้องเก็บของธรรมดา แต่เป็นห้องลับขนาดใหญ่ ชั้นหนังสือเรียงรายเต็มกำแพงทั้งสี่ด้าน โต๊ะไม้กลางห้องวางม้วนเอกสารนับร้อย แผนที่ราชสำนักถูกปักหมุดสีแดงไว้ทั่วแผ่น และบนผนังด้านในสุด...แขวนภาพดอกเหมยสีแดงขนาดใหญ่ ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของผู้ครอบครองห้องแห่งนี้
ไป๋หลิงเยว่เดินเข้าไปหยิบม้วนเอกสารชุดแรกขึ้นมา เพียงคลี่ออกอ่านไม่กี่บรรทัด สีหน้าของนางก็ซีดเผือด เพราะด้านบนสุดของกระดาษเขียนไว้ชัดเจนว่า "บัญชีรายชื่อสมาชิกดอกเหมย" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องลับใต้ตำหนักฮองเฮา มีเพียงเสียงเปลวไฟจากคบเพลิงที่แตกดังเปรี๊ยะเป็นระยะ
ไป๋หลิงเยว่ยืนนิ่งอยู่กับที่ มือที่ถือม้วนเอกสารเริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว นางสูดลมหายใจลึก ก่อนค่อย ๆ คลี่เอกสารออกจนสุด แผ่นกระดาษหนาถูกเขียนด้วยลายมือที่เป็นระเบียบ ด้านบนสุดระบุชื่อบุคคล ตำแหน่ง และสัญลักษณ์ดอกเหมยกำกับไว้ทุกคน
"หมอหลวง..." หญิงสาวอ่านชื่อแรกออกมาเบา ๆ ถัดลงมาเป็นชื่อของขันที ขุนนางกรมพระคลัง องครักษ์ประจำวัง แม้กระทั่งนางกำนัลระดับล่าง
รายชื่อยาวหลายสิบคน บางชื่อถูกขีดฆ่าเป็นเส้นสีแดง บางชื่อมีเครื่องหมายวงกลมสีดำ
มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนข้างนาง เพียงกวาดสายตาอ่านไม่กี่บรรทัด สีหน้าของเขาก็เย็นเฉียบ
"ชื่อที่ถูกขีดฆ่า..." เขาพึมพำ
"ล้วนเป็นคนที่เสียชีวิตไปแล้ว"
โม่เฟิงรีบหยิบบัญชีอีกเล่มมาเทียบ
ผ่านไปเพียงครู่เดียว เขาก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตกตะลึง
"ตรงกันทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ...ไม่มีผิดแม้แต่คนเดียว"
นั่นหมายความว่า บัญชีเล่มนี้ได้รับการปรับปรุงอยู่ตลอด ผู้บันทึกย่อมรู้ความเคลื่อนไหวของสมาชิกทุกคนและมีอำนาจมากพอจะควบคุมเครือข่ายทั้งหมด
ไป๋หลิงเยว่วางบัญชีลง ก่อนหยิบม้วนเอกสารอีกชุดขึ้นมา เมื่อคลี่ออกกลับเป็นตำรับยาหลายสิบหน้าแต่ไม่ใช่ตำรับโอสถรักษาโรค หากเป็นตำรับพิษ นางไล่อ่านทีละสูตร
"พิษหลิงเซียงเยี่ย..."
"พิษมังกรทมิฬ..."
"พิษบุปผาโลหิต..."
ทุกชื่อที่นางอ่าน ล้วนเป็นพิษที่สูญหายไปจากตำราแพทย์หลวงนานแล้ว บางชนิด...แม้แต่บิดาของนางก็ไม่เคยกล่าวถึง ไป๋หลิงเยว่เปิดไปยังหน้าสุดท้าย ตรงมุมกระดาษมีหมายเหตุเขียนไว้สั้น ๆ ปรับปรุงสูตรครั้งที่สาม ใช้ได้ผลดี
หัวใจของหญิงสาวเย็นวาบ คำว่า "ใช้ได้ผลดี" หมายถึงเคยถูกทดลองมาแล้ว และผลของการทดลอง...อาจหมายถึงชีวิตของผู้คนมากมาย
"ฝ่าบาท"
นางส่งตำราให้มู่เฉินอวี้
"พิษมังกรทมิฬที่ฮ่องเต้ได้รับ...สูตรอยู่ในนี้"
บุรุษหนุ่มพลิกอ่านเพียงครู่เดียว ก็พบข้อความสำคัญ ออกฤทธิ์ผ่านการสูดดม ใช้กับผ้า เครื่องเรือน หรือม่านได้ ทุกคนในห้องต่างนิ่งเงียบ เพราะข้อความนี้ยืนยันอย่างชัดเจน การลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้เมื่อคืน ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้านานแล้ว ไม่ใช่การตัดสินใจเฉพาะหน้า
โม่เฟิงเดินสำรวจต่อจนพบหีบเหล็กขนาดใหญ่ ภายในบรรจุพระราชลัญจกรหลายองค์ เมื่อหยิบขึ้นมาตรวจ เขาถึงกับสูดลมหายใจแรง
"องค์รัชทายาท...นี่ไม่ใช่ของจริง"
มู่เฉินอวี้รับมาตรวจสอบ ตราประทับทุกองค์ถูกทำขึ้นอย่างประณีต แทบแยกไม่ออกจากของจริง แต่เมื่อพลิกดูด้านใต้ กลับมีรอยสลักตัวอักษรเล็กจิ๋ว "เหมย"
ไป๋หลิงเยว่มองตราประทับเหล่านั้นอย่างตกตะลึง
"พระราชโองการปลอม..." นางพึมพำ
"ที่ผ่านมา...อาจมีคำสั่งจำนวนมากที่ไม่เคยมาจากฮ่องเต้จริง"
มู่เฉินอวี้กำตราประทับแน่น
ทันใดนั้นเอง เขาก็นึกถึงหลายคดีในอดีต การโยกย้ายขุนนาง การปลดแม่ทัพ การแต่งตั้งหมอหลวง หลายครั้งที่ฮ่องเต้ทรงปฏิเสธว่าไม่เคยมีรับสั่งเช่นนั้น แต่พระราชโองการกลับมีตราประทับครบถ้วน ตอนนั้น...ไม่มีผู้ใดหาคำตอบได้ บัดนี้คำตอบทั้งหมดกลับอยู่ตรงหน้า
"ยังมีอีกขอรับ"
โม่เฟิงร้องเรียกจากมุมห้อง เขาเปิดลิ้นชักลับใต้โต๊ะไม้แล้วนำแฟ้มเอกสารปกสีดำออกมาวาง ด้านหน้าระบุเพียงคำเดียว "กำจัด"
ไป๋หลิงเยว่เปิดดูหน้าแรก ภายในเป็นรายชื่อบุคคล แต่ละชื่อมีวันเดือนปีและคำสั่งสั้น ๆ ปิดปาก ทำให้หายสาบสูญ จัดฉากเป็นอุบัติเหตุ นางเปิดไปอีกหน้า แล้วหัวใจแทบหยุดเต้น เพราะมีชื่อที่คุ้นเคยปรากฏอยู่ อวี้หลาน ข้างชื่อมีข้อความว่า
รู้มากเกินไป...ดำเนินการทันที
หญิงสาวรีบเปิดหน้าถัดไป
ขันทีหลี่...เฝ้าคลังโอสถคืนเกิดเหตุ...ห้ามมีชีวิต
หน้าต่อไป หมอหลวงผู้หนึ่ง เจ้ากรมพระคลัง องครักษ์เวรกลางคืน รวมถึงพยานทุกคนที่พระนางพบระหว่างสืบคดี ล้วนอยู่ในแฟ้มเล่มนี้ทั้งหมด
ไป๋หลิงเยว่ปิดแฟ้มลงช้า ๆ แววตาเต็มไปด้วยความสั่นสะเทือน ทุกชีวิต...ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการสั่งฆ่าอย่างเป็นระบบ และผู้ที่เขียนคำสั่งเหล่านี้...ต้องเป็นคนคนเดียวกับผู้สร้าง "ดอกเหมย" หญิงสาวกับมู่เฉินอวี้สบตากัน โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ทั้งสองต่างรู้ว่า...ความจริงที่ตามหามาสองชาติ กำลังอยู่ห่างจากพวกเขาเพียงก้าวเดียว
ห้องลับใต้ตำหนักฮองเฮาเงียบงัน มีเพียงเสียงเปลวไฟจากคบเพลิงที่ลุกไหวตามกระแสลมเย็นจากทางเดินใต้ดิน ไป๋หลิงเยว่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้กลางห้อง สายตาของนางกวาดผ่านแฟ้มคำสั่งลอบสังหาร บัญชีสมาชิกดอกเหมย และตำราพิษที่วางเรียงอยู่เบื้องหน้า
หลักฐานทุกชิ้น...เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า มีคนผู้หนึ่งชักใยราชสำนักมานานนับสิบปี แต่ยังขาดสิ่งสำคัญที่สุด ตัวผู้สั่งการ
"ค้นต่อ" มู่เฉินอวี้เอ่ยเสียงหนักแน่น
"ห้องแห่งนี้ต้องมีสิ่งที่ระบุตัวเจ้าของ"
องครักษ์ลับรีบแยกย้ายค้นทุกมุมของห้อง โม่เฟิงตรวจสอบชั้นหนังสือ ส่วนไป๋หลิงเยว่เดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือที่ตั้งอยู่ด้านในสุด โต๊ะตัวนั้นสะอาดผิดปกติ ไม่มีฝุ่นเกาะแม้แต่น้อย ราวกับมีผู้ใช้งานอยู่เป็นประจำ นางใช้นิ้วลูบขอบโต๊ะเบา ๆ ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงรอยต่อเล็ก ๆ ใต้แผ่นไม้ หญิงสาวกดลงไปโดยไม่ลังเล
ครืด...
ลิ้นชักลับค่อย ๆ เลื่อนออกมา ภายในมีเพียงกล่องไม้จันทน์ขนาดเล็กใบหนึ่ง ไป๋หลิงเยว่ค่อย ๆ เปิดฝากล่อง ด้านในวางตราประทับหยกขาวอย่างประณีต มู่เฉินอวี้รับขึ้นมาตรวจดู เมื่อเห็นลวดลายบนฐาน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
"ตราประจำตำหนัก..." เขาพูดช้า ๆ
"...ของฮองเฮา"
โม่เฟิงเบิกตากว้าง
"เป็นไปไม่ได้ ตรานี้ควรอยู่กับฮองเฮาตลอดเวลา"
มู่เฉินอวี้ส่ายหน้า
"ไม่ใช่ตราที่ใช้ประจำ...แต่เป็นตราส่วนพระองค์"
เขาพลิกดูด้านใต้ มีอักษรสลักไว้เพียงคำเดียว 'เฟิ่ง' เป็นอักษรที่ใช้แทนพระอิสริยยศของฮองเฮา
ไป๋หลิงเยว่ยังไม่รีบด่วนสรุป นางหยิบกระดาษอีกปึกหนึ่งออกจากกล่อง เป็นจดหมายจำนวนมาก ทุกฉบับไม่มีชื่อผู้ส่ง แต่ลงท้ายด้วยตราดอกเหมยสีแดง หญิงสาวเปิดอ่านทีละฉบับ
"องค์ชายรองทรงเจริญวัยแล้ว"
"เตรียมโยกย้ายแม่ทัพฝ่ายเหนือ"
"จัดการเจ้ากรมโอสถตามแผน"
ยิ่งอ่าน...สีหน้าของนางยิ่งเคร่งเครียด จนกระทั่งถึงฉบับสุดท้าย กระดาษแผ่นนั้นบางกว่าฉบับอื่น แต่ลายมือ...กลับแตกต่างอย่างชัดเจน ไป๋หลิงเยว่ชะงักนางจำลายมือนี้ได้ เมื่อครั้งเข้าวัง ฮองเฮาเคยพระราชทานตำราสมุนไพรแก่สำนักโอสถ นางเป็นผู้รับและจัดเก็บด้วยตนเอง ลายมือบนตำรา...เหมือนกับลายมือบนจดหมายฉบับนี้ทุกประการ
หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกเก่าที่พกติดตัวออกมา เปิดไปยังหน้าที่คัดลอกพระราชดำรัสของฮองเฮา นำมาวางเทียบกับจดหมาย ตัวอักษร "ชุน" ตัวอักษร "เหมย" รวมถึงลักษณะการสะบัดปลายพู่กันตรงกันทุกจุด นางสูดลมหายใจลึก ก่อนหันไปหามู่เฉินอวี้
"ฝ่าบาท"
"หม่อมฉันมั่นใจ"
"ลายมือนี้...เป็นของฮองเฮา"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดออกมา มู่เฉินอวี้รับจดหมายมาอ่านด้วยตนเอง เมื่ออ่านถึงบรรทัดสุดท้าย ดวงตาคมกริบก็แข็งกร้าวขึ้น
"เมื่อฮ่องเต้สิ้นพระชนม์"
"องค์ชายรองจะขึ้นครองราชย์"
"ผู้ใดขัดขวาง...กำจัด"
บุรุษหนุ่มค่อย ๆ พับจดหมายเก็บ แม้สีหน้าจะยังสงบนิ่ง แต่ทุกคนสัมผัสได้ถึงความโกรธที่กดเอาไว้อย่างยากลำบาก โม่เฟิงคุกเข่าลงทันที
"องค์รัชทายาท....จะทรงมีรับสั่งอย่างไร"
มู่เฉินอวี้ทอดสายตามองหลักฐานทั้งหมดบนโต๊ะ บัญชีสายลับ ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม คำสั่งลอบสังหาร และจดหมายที่มีลายมือของฮองเฮา ปมที่ค้างคามาสองชาติ...ในที่สุดก็เชื่อมต่อกันครบถ้วน เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ความจริงปรากฏแล้ว"
"ผู้สร้างองค์กรดอกเหมย...คือฮองเฮา"
"นางใช้เครือข่ายนี้แทรกซึมทุกหน่วยงานของราชสำนัก"
"ปลอมพระราชโองการ"
"กำจัดผู้ที่ล่วงรู้ความลับ และวางแผนปลงพระชนม์เสด็จพ่อ..."
เขาหยุดเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายที่ทำให้ทุกคนในห้องเย็นวาบไปทั้งร่าง
"...เพื่อเปิดทางให้องค์ชายรองขึ้นครองราชบัลลังก์"
ไป๋หลิงเยว่หลับตาลงช้า ๆ ความจริงที่นางตามหามาสองชาติ ในที่สุดก็อยู่ตรงหน้า แต่ความโล่งใจกลับอยู่ได้เพียงชั่วครู่
ทันใดนั้นเอง...เสียงระเบิดดังสนั่นก็มาจากด้านบน
ตูม!
เศษฝุ่นร่วงลงมาจากเพดานหิน โม่เฟิงรีบชักดาบออกจากฝัก
"องค์รัชทายาท!"
"มีคนบุกเข้าตำหนัก!"
มู่เฉินอวี้คว้าพระแสงดาบขึ้นทันที แววตาคมกริบมองไปยังบันไดที่ทอดขึ้นสู่ด้านบน
เขารู้ดี...ฮองเฮาคงไม่ปล่อยให้หลักฐานเหล่านี้ถูกนำออกจากห้องลับเป็นแน่ และศึกตัดสินครั้งสุดท้าย...กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด
เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส
รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ
ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง
สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช

![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





