تسجيل الدخولสายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิง
มู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น
"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด"
"ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"
ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น
"ฝ่าบาทหมายถึง..."
มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที
"ข่าวปลอม"
มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ
"ใช่"
"หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"
ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวขึ้น
"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป"
"คนร้ายอาจสงสัย"
"หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"
มู่เฉินอวี้พยักหน้า
"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"
เขาใช้นิ้วแตะรายชื่อบนกระดาษ เป็นชื่อของขุนนางกรมพระคลังผู้หนึ่ง
"คนผู้นี้...เป็นสายของดอกเหมย"
ไป๋หลิงเยว่เลิกคิ้วน้อย ๆ
"ทรงมั่นพระทัยหรือ"
มู่เฉินอวี้ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง
"เมื่อวาน...โม่เฟิงเห็นเขาแอบพบหลิ่วชิงหลังตำหนักหลวง"
เพียงเท่านั้น...ทุกอย่างก็ชัดเจน หากข่าวถูกปล่อยผ่านชายผู้นี้ อีกไม่นาน ดอกเหมยย่อมได้รับรู้ หญิงสาวยิ้มบาง ๆ
"เช่นนั้น...เราก็เตรียมต้อนรับแขก"
...
ตกบ่าย
ข่าวลือเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วราชสำนักอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดทราบต้นตอ แต่ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า องค์รัชทายาททรงค้นพบตำราพิษที่สามารถสาวถึงผู้บงการตัวจริงได้ ขุนนางหลายคนเริ่มกระวนกระวาย หมอหลวงจำนวนไม่น้อยต่างแอบสอบถามข่าว แม้แต่ขันทีในวังก็ยังนำเรื่องนี้ไปซุบซิบกันไม่หยุด ทุกอย่างดำเนินไป...ตรงตามที่มู่เฉินอวี้คาดไว้
...
ยามค่ำ
ภายในหอเก็บเอกสารหลวง โคมไฟเพียงสองดวงถูกจุดไว้ให้แสงสลัว บนโต๊ะกลางห้อง มีหีบไม้สีดำวางอยู่เพียงใบเดียวภายใน...บรรจุตำราเก่าเล่มหนึ่ง ไป๋หลิงเยว่มองมันพลางยิ้มบาง ๆ
"หากเปิดดู...พวกมันคงผิดหวัง"
มู่เฉินอวี้ยกมุมปาก
"ข้างในมีเพียงตำราสมุนไพรธรรมดา"
"แต่คืนนี้...พวกมันคงไม่มีเวลานั่งอ่าน"
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่กลับผ่อนคลายลงเล็กน้อย ไม่นาน โม่เฟิงก็เดินเข้ามารายงาน
"องค์รัชทายาท ทุกตำแหน่งพร้อมแล้ว"
มู่เฉินอวี้พยักหน้า องครักษ์ลับกว่ายี่สิบคนกระจายกำลังอยู่รอบหอเอกสาร ทุกคนดับโคมไฟและซ่อนตัวในเงามืด เหลือเพียงห้องเก็บเอกสารที่ดูราวกับไม่มีผู้ใดเฝ้า
เงียบ...เงียบเสียจนได้ยินเสียงใบไม้ไหว
ไป๋หลิงเยว่ซ่อนตัวอยู่หลังชั้นหนังสือ นางสูดลมหายใจช้า ๆ หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ นี่เป็นครั้งแรก...ที่นางเป็นฝ่ายวางกับดักศัตรู มู่เฉินอวี้ยืนอยู่ด้านหลังเสาไม้ใหญ่ มือขวาจับด้ามดาบหลวม ๆ ดวงตาคมจับจ้องประตูห้องโดยไม่กะพริบ
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป หนึ่งเค่อยาม...สองเค่อยาม...จนกระทั่ง...
แกร๊ก...
เสียงกลอนประตูดังขึ้นเบา ๆ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสนิท ก่อนเงาร่างชุดดำสายหนึ่ง จะค่อย ๆ ลื่นเข้ามาในห้องอย่างไร้สุ้มเสียง
คนร้ายมาแล้ว...เงาร่างชุดดำหยุดอยู่หน้าหีบไม้กลางห้อง คนผู้นั้นไม่รีบร้อนเปิดหีบในทันที กลับยืนนิ่งราวกับกำลังฟังเสียงบางอย่าง ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้า กวาดมองไปรอบห้องอย่างระมัดระวัง
ซ้าย...ขวา...เพดาน...แม้แต่ใต้โต๊ะก็ไม่เว้น
ไป๋หลิงเยว่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังชั้นหนังสือถึงกับลอบชื่นชมในใจ สมกับเป็นคนของดอกเหมย ความระมัดระวังเช่นนี้ไม่ใช่มือสังหารธรรมดาจะมีได้
ผ่านไปอึดใจหนึ่ง เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ ชายชุดดำจึงหยิบแท่งเหล็กเล็ก ๆ ออกมาจากแขนเสื้อ เพียงหมุนไม่กี่ครั้ง เสียงกลไกของกุญแจก็ดังขึ้น
แกร๊ก...
ฝาหีบค่อย ๆ เปิดออก มือสังหารหยิบตำราเก่าภายในขึ้นมา พลิกตรวจดูอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันได้อ่าน เสียงทุ้มเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากความมืด
"ในที่สุด...เจ้าก็มา"
ชายชุดดำสะดุ้งสุดตัว
วาบ!
มู่เฉินอวี้ก้าวออกมาจากหลังเสาไม้ พร้อมดาบในมือที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกาย แทบจะพร้อมกันนั้น โคมไฟทุกดวงในห้องก็ถูกจุดขึ้น ห้องที่เคยมืดสนิทสว่างไสวในพริบตา องครักษ์ลับกว่ายี่สิบคนทะยานออกมาจากทุกทิศทาง
เสียงชักดาบดังพร้อมกัน
เคร้ง!
ชายชุดดำเพียงชะงักไปเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะขว้างตำราทิ้ง จากนั้นสะบัดแขนเสื้อ เข็มพิษนับสิบเล่มพุ่งกระจายออกมารอบตัว
"ระวัง!" ไป๋หลิงเยว่ร้องเตือน
องครักษ์หลายคนยกดาบขึ้นปัดเข็ม เกิดเสียงโลหะกระทบกันระงม ชายชุดดำอาศัยจังหวะนั้นพุ่งเข้าชนหน้าต่างหวังหลบหนี แต่เงาร่างหนึ่งกลับเร็วกว่า มู่เฉินอวี้ก้าวเดียวก็เข้าประชิด
คมดาบสีดำฟาดลงอย่างแม่นยำ
เคร้ง!
มือสังหารยกดาบรับไว้ได้ แรงปะทะมหาศาลทำให้พื้นไม้ใต้เท้าทั้งสองแตกร้าว ชายชุดดำรีบถอยสามก้าว ดวงตาฉายแววตกใจ เขาคงไม่คิดว่าองค์รัชทายาทจะลงมือด้วยพระองค์เอง โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งหลัก
มู่เฉินอวี้หมุนดาบกลับเข้าหาตัว แล้วพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง คมดาบทั้งสองปะทะกันอย่างต่อเนื่อง
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
ประกายไฟแลบวาบทุกครั้งที่เหล็กกระทบเหล็ก
องครักษ์คนอื่น ๆ ไม่อาจเข้าช่วยได้ เพราะการต่อสู้รวดเร็วเกินกว่าจะแทรกตัว
ไป๋หลิงเยว่จ้องมองไม่กะพริบ ฝีมือของมือสังหารผู้นี้ เหนือกว่าทุกคนที่นางเคยพบ แต่ถึงอย่างนั้น...ก็ยังด้อยกว่ามู่เฉินอวี้อยู่ก้าวหนึ่ง เพียงไม่กี่สิบกระบวนท่า ดาบในมือชายชุดดำก็ถูกฟันจนหลุดกระเด็น ก่อนปลายดาบของมู่เฉินอวี้จะหยุดอยู่ตรงลำคอ
"ยอมแพ้"
น้ำเสียงขององค์รัชทายาทสงบนิ่ง มือสังหารหัวเราะในลำคอ แทนที่จะยอมจำนน เขากลับสะบัดมือซ้าย ผงสีดำจำนวนมากฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง
"หมอบ!"
ไป๋หลิงเยว่จำกลิ่นได้ทันที
"เป็นผงพิษ!"
ทุกคนรีบปิดจมูก
ชายชุดดำอาศัยจังหวะนั้นวิ่งหนีอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันถึงประตู ลูกศรสายหนึ่งก็พุ่งมาจากด้านนอก
ฉึก!
ลูกศรปักทะลุต้นขาของเขาเต็มแรง ชายชุดดำเสียหลักล้มลงกับพื้น โม่เฟิงลดคันธนูลงก่อนรีบวิ่งเข้ามา องครักษ์อีกสี่นายเข้ากดตัวมือสังหารไว้แน่น เชือกหนังถูกมัดรอบข้อมือและข้อเท้าอย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้...เขาหนีไม่ได้อีกแล้ว
ไป๋หลิงเยว่รีบหยิบยาถอนพิษออกมาส่งให้องครักษ์ที่สูดผงพิษเข้าไป โชคดีที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้า ไม่นานทุกคนก็ปลอดภัย
มู่เฉินอวี้ย่อตัวลงตรงหน้ามือสังหาร เขาดึงผ้าปิดหน้าออก เผยใบหน้าของชายวัยประมาณสามสิบปี หน้าตาธรรมดา ไม่มีตำหนิพิเศษ ราวกับเป็นเพียงคนเดินถนนทั่วไป
"ชื่อ" มู่เฉินอวี้ถาม
ชายผู้นั้นกลับยิ้ม ไม่ตอบ
"สังกัดผู้ใด"
ยังคงเงียบ
มู่เฉินอวี้สบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
"เจ้าเป็นคนของดอกเหมย"
ครั้งนี้ชายชุดดำหัวเราะเบา ๆ แต่ยังไม่ตอบเช่นเดิม
ไป๋หลิงเยว่เดินเข้ามาหยุดข้างมู่เฉินอวี้ นางมองชายตรงหน้าอย่างละเอียด ก่อนสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ
"ฝ่าบาท...ฟันของเขา"
มู่เฉินอวี้มองตาม ตรงกรามด้านในสุด มีฟันซี่หนึ่งสีดำสนิท หญิงสาวสีหน้าเปลี่ยนทันที
"หยุดเขา!"
แต่น่าเสียดาย...สายเกินไป
ชายชุดดำกัดฟันซี่นั้นอย่างแรง
เป๊าะ!
เสียงบางอย่างแตกดังขึ้นในปากของเขา ไป๋หลิงเยว่รีบพุ่งเข้าไปหมายจะง้างปาก แต่พิษได้ไหลลงคอไปแล้ว เลือดสีดำค่อย ๆ ไหลออกจากมุมปาก ชายชุดดำหัวเราะทั้งที่กำลังกระอักเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง เขาจ้องมองมู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่สลับกัน ก่อนเปล่งเสียงแหบพร่าออกมา
"พวกเจ้า...ไม่มีวันชนะ..."
เขาไอออกมาเป็นเลือดอีกคำ ริมฝีปากยกยิ้มทั้งที่ลมหายใจใกล้หมด
"นายหญิง...จะไม่มีวันแพ้..."
คำพูดสุดท้ายของมือสังหารยังคงดังก้องอยู่ภายในห้องเก็บเอกสาร "...นายหญิง...จะไม่มีวันแพ้..."
สิ้นเสียงนั้น ดวงตาของชายชุดดำก็เบิกค้าง ก่อนศีรษะจะหงายไปด้านหลัง ร่างทั้งร่างหมดเรี่ยวแรงในพริบตา ไป๋หลิงเยว่รีบคุกเข่าลงข้างกายเขา ใช้สองนิ้วแตะชีพจรที่ลำคอ เพียงชั่วครู่ นางก็หลับตาลงช้า ๆ
"ไม่ทันแล้ว"
น้ำเสียงของนางแผ่วเบา
"พิษแตกในปาก ออกฤทธิ์ถึงหัวใจภายในไม่กี่ลมหายใจ"
โม่เฟิงกัดฟันแน่น
"พวกมันถึงกับฝังยาพิษไว้ในฟันของคนตัวเอง..."
ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า
"คนของดอกเหมยทุกคนคงถูกเตรียมไว้เช่นนี้"
"หากถูกจับ...จะไม่มีวันเปิดเผยความลับ"
มู่เฉินอวี้ยังคงยืนมองศพของมือสังหารโดยไม่กล่าวคำใด แต่ภายในใจของเขา...กลับกำลังคิดถึงประโยคสุดท้ายที่อีกฝ่ายเอ่ย นายหญิง ไม่ใช่ "นายเหนือหัว" ไม่ใช่ "ท่าน" แต่เป็น..."นายหญิง" นั่นหมายความว่า ผู้ที่ออกคำสั่งดอกเหมย...เป็นสตรี ความเงียบปกคลุมห้องอยู่พักใหญ่ ก่อนมู่เฉินอวี้จะเอ่ยขึ้น
"ตรวจร่าง"
โม่เฟิงรับคำทันที องครักษ์หลายคนช่วยกันค้นตัวมือสังหารอย่างละเอียด แขนเสื้อ...รองเท้า...ปลอกแขน...แม้แต่พื้นรองเท้าก็ถูกถอดออกตรวจ แต่ไม่พบเอกสารหรือจดหมายแม้แต่แผ่นเดียว เหมือนกับมือสังหารทุกคนที่ผ่านมา พวกเขาไม่ทิ้งหลักฐานใดไว้เลย
"องค์รัชทายาท"
โม่เฟิงยื่นของชิ้นหนึ่งออกมา
"พบเพียงสิ่งนี้"
เป็นแหวนเงินวงเล็ก ด้านในสลักรูปดอกเหมยห้ากลีบ แต่สิ่งที่สะดุดตากว่าคือ มีอักษรโบราณเพียงตัวเดียว
"เก้า"
ไป๋หลิงเยว่รับแหวนมาเพ่งดู นางนึกถึงเหรียญทองแดงที่ได้จากหลิ่วชิงทันที ด้านหลังเหรียญ...มีเลขเจ็ด ส่วนแหวนวงนี้...เป็นเลขเก้า
"ไม่ใช่ชื่อ" นางพึมพำ "แต่เป็นลำดับ"
มู่เฉินอวี้พยักหน้า
"ดอกเหมยอาจแบ่งสมาชิกเป็นระดับ"
หญิงสาวครุ่นคิด
"หรือแบ่งเป็นหน่วย"
"หากหลิ่วชิงเป็นหมายเลขเจ็ด...ชายผู้นี้เป็นหมายเลขเก้า...ย่อมต้องยังมีหนึ่งถึงหก...รวมถึงหมายเลขที่สูงกว่านี้"
โม่เฟิงกล่าวเสริม
"หากเป็นเช่นนั้น องค์กรนี้คงมีสมาชิกมากกว่าที่เราคิด"
มู่เฉินอวี้เก็บแหวนไว้ในแขนเสื้อ ก่อนหันไปมองหีบไม้กลางห้อง ตำราปลอมยังคงวางอยู่ที่เดิม ไม่มีผู้ใดแตะต้องอีก
"กับดักครั้งนี้..."
เขาเอ่ยช้า ๆ
"แม้จะจับผู้บงการไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าไม่ได้อะไรเลย"
ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า
คืนนี้พวกเขาได้รู้ถึงสามเรื่อง
หนึ่ง...ดอกเหมยยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแย่งตำรา แสดงว่าคนร้ายเชื่อข่าวที่พวกเขาปล่อยออกไปจริง
สอง...สมาชิกขององค์กรยอมฆ่าตัวตายเพื่อรักษาความลับ
และสาม...ผู้ที่อยู่เหนือทุกคน ไม่ใช่บุรุษแต่เป็นสตรีผู้หนึ่ง
หญิงสาวหลับตาลงครู่หนึ่ง ภายในสมองเริ่มไล่เรียงรายชื่อสตรีทุกคนในราชสำนักที่มีอำนาจมากพอ ฮองเฮา...พระสนม...พระชายา...องค์หญิง...แม้แต่สตรีในตระกูลขุนนางใหญ่ ล้วนตกอยู่ในข่ายต้องสงสัยทั้งสิ้น แต่ยิ่งคิด...นางกลับยิ่งรู้สึกขัดแย้ง หากนายหญิงมีอำนาจถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงต้องซ่อนตัวมาตลอดหลายสิบปี และเหตุใด...จึงต้องเลือกวางยาพิษฮ่องเต้
ทันใดนั้นเอง มู่เฉินอวี้ก็เอ่ยขึ้นราวกับอ่านความคิดของนางออก
"เจ้าเองก็กำลังสงสัยเหมือนข้าใช่หรือไม่"
ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น
"เจ้าค่ะ"
"ทุกอย่างดูเหมือนกำลังชี้ไปหาสตรีผู้หนึ่ง"
"แต่...กลับเหมือนมีใครกำลังตั้งใจให้เราเชื่อเช่นนั้น"
มู่เฉินอวี้เผยรอยยิ้มจาง ๆ
"ดี...เจ้าก็ยังไม่หลงกล"
หญิงสาวเลิกคิ้วน้อย ๆ เขาจึงกล่าวต่อ
"คดีของหลันกุ้ยเฟยสอนเราแล้ว"
"หลักฐานที่ชัดเจนเกินไป...มักเป็นหลักฐานปลอม"
คำพูดนั้นทำให้ไป๋หลิงเยว่ชะงัก
ใช่...หากคืนนี้มือสังหารพูดถึง "นายหญิง" คนทั่วไปย่อมพุ่งเป้าไปยังสตรีผู้มีอำนาจทันที แต่คนของดอกเหมยรอบคอบถึงเพียงนั้น จะยอมหลุดคำสำคัญออกมาก่อนตายจริงหรือ หรือว่า...ประโยคนั้นเอง ก็เป็นอีกหนึ่งกับดักเพื่อชี้นำการสืบสวนของพวกเขา
หญิงสาวสบตามู่เฉินอวี้ ทั้งสองต่างเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องอธิบาย เกมที่แท้จริง...เพิ่งเริ่มต้น ศัตรูเริ่มรู้ว่าพวกเขากำลังไล่ตามความจริง และขณะเดียวกันพวกเขาเองก็เริ่มเข้าใกล้ศัตรูมากขึ้นทุกที ห่างออกไปไม่ไกล
ภายในตำหนักแห่งหนึ่งซึ่งไร้แสงไฟ เงาร่างผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่หลังม่านโปร่ง มือเรียวค่อย ๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ เสียงสตรีลึกลับดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
"หมายเลขเก้า...ทำหน้าที่ของตนได้ดี"
นางทอดสายตามองเปลวเทียนที่กำลังลุกไหว ก่อนยกยิ้มบาง ๆ
"องค์รัชทายาท"
"หวังว่าของขวัญชิ้นนี้...จะทำให้ท่านเสียเวลาไปได้อีกสักพัก"
สิ้นคำ เปลวเทียนก็ดับวูบทิ้งไว้เพียงความมืดและเสียงหัวเราะแผ่วเบา...ของสตรีที่ไม่มีผู้ใดมองเห็นใบหน้า
หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด
เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส
รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ
สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ
ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง
สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช







