مشاركة

บทที่ 11 กับดัก

مؤلف: Ladyporn
last update تاريخ النشر: 2026-09-16 11:24:15

สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิง

มู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น

"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด"

"ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"

ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น

"ฝ่าบาทหมายถึง..."

มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที

"ข่าวปลอม"

มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ

"ใช่"

"หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"

ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนกล่าวขึ้น

"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป"

"คนร้ายอาจสงสัย"

"หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"

มู่เฉินอวี้พยักหน้า

"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"

เขาใช้นิ้วแตะรายชื่อบนกระดาษ เป็นชื่อของขุนนางกรมพระคลังผู้หนึ่ง

"คนผู้นี้...เป็นสายของดอกเหมย"

ไป๋หลิงเยว่เลิกคิ้วน้อย ๆ

"ทรงมั่นพระทัยหรือ"

มู่เฉินอวี้ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง

"เมื่อวาน...โม่เฟิงเห็นเขาแอบพบหลิ่วชิงหลังตำหนักหลวง"

เพียงเท่านั้น...ทุกอย่างก็ชัดเจน หากข่าวถูกปล่อยผ่านชายผู้นี้ อีกไม่นาน ดอกเหมยย่อมได้รับรู้ หญิงสาวยิ้มบาง ๆ

"เช่นนั้น...เราก็เตรียมต้อนรับแขก"

...

ตกบ่าย

ข่าวลือเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วราชสำนักอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดทราบต้นตอ แต่ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า องค์รัชทายาททรงค้นพบตำราพิษที่สามารถสาวถึงผู้บงการตัวจริงได้ ขุนนางหลายคนเริ่มกระวนกระวาย หมอหลวงจำนวนไม่น้อยต่างแอบสอบถามข่าว แม้แต่ขันทีในวังก็ยังนำเรื่องนี้ไปซุบซิบกันไม่หยุด ทุกอย่างดำเนินไป...ตรงตามที่มู่เฉินอวี้คาดไว้

...

ยามค่ำ

ภายในหอเก็บเอกสารหลวง โคมไฟเพียงสองดวงถูกจุดไว้ให้แสงสลัว บนโต๊ะกลางห้อง มีหีบไม้สีดำวางอยู่เพียงใบเดียวภายใน...บรรจุตำราเก่าเล่มหนึ่ง ไป๋หลิงเยว่มองมันพลางยิ้มบาง ๆ

"หากเปิดดู...พวกมันคงผิดหวัง"

มู่เฉินอวี้ยกมุมปาก

"ข้างในมีเพียงตำราสมุนไพรธรรมดา"

"แต่คืนนี้...พวกมันคงไม่มีเวลานั่งอ่าน"

หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่กลับผ่อนคลายลงเล็กน้อย ไม่นาน โม่เฟิงก็เดินเข้ามารายงาน

"องค์รัชทายาท ทุกตำแหน่งพร้อมแล้ว"

มู่เฉินอวี้พยักหน้า องครักษ์ลับกว่ายี่สิบคนกระจายกำลังอยู่รอบหอเอกสาร ทุกคนดับโคมไฟและซ่อนตัวในเงามืด เหลือเพียงห้องเก็บเอกสารที่ดูราวกับไม่มีผู้ใดเฝ้า

เงียบ...เงียบเสียจนได้ยินเสียงใบไม้ไหว

ไป๋หลิงเยว่ซ่อนตัวอยู่หลังชั้นหนังสือ นางสูดลมหายใจช้า ๆ หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ นี่เป็นครั้งแรก...ที่นางเป็นฝ่ายวางกับดักศัตรู มู่เฉินอวี้ยืนอยู่ด้านหลังเสาไม้ใหญ่ มือขวาจับด้ามดาบหลวม ๆ ดวงตาคมจับจ้องประตูห้องโดยไม่กะพริบ

เวลาค่อย ๆ ผ่านไป หนึ่งเค่อยาม...สองเค่อยาม...จนกระทั่ง...

แกร๊ก...

เสียงกลอนประตูดังขึ้นเบา ๆ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสนิท ก่อนเงาร่างชุดดำสายหนึ่ง จะค่อย ๆ ลื่นเข้ามาในห้องอย่างไร้สุ้มเสียง

คนร้ายมาแล้ว...เงาร่างชุดดำหยุดอยู่หน้าหีบไม้กลางห้อง คนผู้นั้นไม่รีบร้อนเปิดหีบในทันที กลับยืนนิ่งราวกับกำลังฟังเสียงบางอย่าง ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้า กวาดมองไปรอบห้องอย่างระมัดระวัง

ซ้าย...ขวา...เพดาน...แม้แต่ใต้โต๊ะก็ไม่เว้น

ไป๋หลิงเยว่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังชั้นหนังสือถึงกับลอบชื่นชมในใจ สมกับเป็นคนของดอกเหมย ความระมัดระวังเช่นนี้ไม่ใช่มือสังหารธรรมดาจะมีได้

ผ่านไปอึดใจหนึ่ง เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ ชายชุดดำจึงหยิบแท่งเหล็กเล็ก ๆ ออกมาจากแขนเสื้อ เพียงหมุนไม่กี่ครั้ง เสียงกลไกของกุญแจก็ดังขึ้น

แกร๊ก...

ฝาหีบค่อย ๆ เปิดออก มือสังหารหยิบตำราเก่าภายในขึ้นมา พลิกตรวจดูอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันได้อ่าน เสียงทุ้มเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากความมืด

"ในที่สุด...เจ้าก็มา"

ชายชุดดำสะดุ้งสุดตัว

วาบ!

มู่เฉินอวี้ก้าวออกมาจากหลังเสาไม้ พร้อมดาบในมือที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกาย แทบจะพร้อมกันนั้น โคมไฟทุกดวงในห้องก็ถูกจุดขึ้น ห้องที่เคยมืดสนิทสว่างไสวในพริบตา องครักษ์ลับกว่ายี่สิบคนทะยานออกมาจากทุกทิศทาง

เสียงชักดาบดังพร้อมกัน

เคร้ง!

ชายชุดดำเพียงชะงักไปเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะขว้างตำราทิ้ง จากนั้นสะบัดแขนเสื้อ เข็มพิษนับสิบเล่มพุ่งกระจายออกมารอบตัว

"ระวัง!" ไป๋หลิงเยว่ร้องเตือน

องครักษ์หลายคนยกดาบขึ้นปัดเข็ม เกิดเสียงโลหะกระทบกันระงม ชายชุดดำอาศัยจังหวะนั้นพุ่งเข้าชนหน้าต่างหวังหลบหนี แต่เงาร่างหนึ่งกลับเร็วกว่า มู่เฉินอวี้ก้าวเดียวก็เข้าประชิด

คมดาบสีดำฟาดลงอย่างแม่นยำ

เคร้ง!

มือสังหารยกดาบรับไว้ได้ แรงปะทะมหาศาลทำให้พื้นไม้ใต้เท้าทั้งสองแตกร้าว ชายชุดดำรีบถอยสามก้าว ดวงตาฉายแววตกใจ เขาคงไม่คิดว่าองค์รัชทายาทจะลงมือด้วยพระองค์เอง โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งหลัก

มู่เฉินอวี้หมุนดาบกลับเข้าหาตัว แล้วพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง คมดาบทั้งสองปะทะกันอย่างต่อเนื่อง

เคร้ง!

เคร้ง!

เคร้ง!

ประกายไฟแลบวาบทุกครั้งที่เหล็กกระทบเหล็ก

องครักษ์คนอื่น ๆ ไม่อาจเข้าช่วยได้ เพราะการต่อสู้รวดเร็วเกินกว่าจะแทรกตัว

ไป๋หลิงเยว่จ้องมองไม่กะพริบ ฝีมือของมือสังหารผู้นี้ เหนือกว่าทุกคนที่นางเคยพบ แต่ถึงอย่างนั้น...ก็ยังด้อยกว่ามู่เฉินอวี้อยู่ก้าวหนึ่ง เพียงไม่กี่สิบกระบวนท่า ดาบในมือชายชุดดำก็ถูกฟันจนหลุดกระเด็น ก่อนปลายดาบของมู่เฉินอวี้จะหยุดอยู่ตรงลำคอ

"ยอมแพ้"

น้ำเสียงขององค์รัชทายาทสงบนิ่ง มือสังหารหัวเราะในลำคอ แทนที่จะยอมจำนน เขากลับสะบัดมือซ้าย ผงสีดำจำนวนมากฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง

"หมอบ!"

ไป๋หลิงเยว่จำกลิ่นได้ทันที

"เป็นผงพิษ!"

ทุกคนรีบปิดจมูก

ชายชุดดำอาศัยจังหวะนั้นวิ่งหนีอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันถึงประตู ลูกศรสายหนึ่งก็พุ่งมาจากด้านนอก

ฉึก!

ลูกศรปักทะลุต้นขาของเขาเต็มแรง ชายชุดดำเสียหลักล้มลงกับพื้น โม่เฟิงลดคันธนูลงก่อนรีบวิ่งเข้ามา องครักษ์อีกสี่นายเข้ากดตัวมือสังหารไว้แน่น เชือกหนังถูกมัดรอบข้อมือและข้อเท้าอย่างรวดเร็ว

ครั้งนี้...เขาหนีไม่ได้อีกแล้ว

ไป๋หลิงเยว่รีบหยิบยาถอนพิษออกมาส่งให้องครักษ์ที่สูดผงพิษเข้าไป โชคดีที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้า ไม่นานทุกคนก็ปลอดภัย

มู่เฉินอวี้ย่อตัวลงตรงหน้ามือสังหาร เขาดึงผ้าปิดหน้าออก เผยใบหน้าของชายวัยประมาณสามสิบปี หน้าตาธรรมดา ไม่มีตำหนิพิเศษ ราวกับเป็นเพียงคนเดินถนนทั่วไป

"ชื่อ" มู่เฉินอวี้ถาม

ชายผู้นั้นกลับยิ้ม ไม่ตอบ

"สังกัดผู้ใด"

ยังคงเงียบ

มู่เฉินอวี้สบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเรียบ ๆ

"เจ้าเป็นคนของดอกเหมย"

ครั้งนี้ชายชุดดำหัวเราะเบา ๆ แต่ยังไม่ตอบเช่นเดิม

ไป๋หลิงเยว่เดินเข้ามาหยุดข้างมู่เฉินอวี้ นางมองชายตรงหน้าอย่างละเอียด ก่อนสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ

"ฝ่าบาท...ฟันของเขา"

มู่เฉินอวี้มองตาม ตรงกรามด้านในสุด มีฟันซี่หนึ่งสีดำสนิท หญิงสาวสีหน้าเปลี่ยนทันที

"หยุดเขา!"

แต่น่าเสียดาย...สายเกินไป

ชายชุดดำกัดฟันซี่นั้นอย่างแรง

เป๊าะ!

เสียงบางอย่างแตกดังขึ้นในปากของเขา ไป๋หลิงเยว่รีบพุ่งเข้าไปหมายจะง้างปาก แต่พิษได้ไหลลงคอไปแล้ว เลือดสีดำค่อย ๆ ไหลออกจากมุมปาก ชายชุดดำหัวเราะทั้งที่กำลังกระอักเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง เขาจ้องมองมู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่สลับกัน ก่อนเปล่งเสียงแหบพร่าออกมา

"พวกเจ้า...ไม่มีวันชนะ..."

เขาไอออกมาเป็นเลือดอีกคำ ริมฝีปากยกยิ้มทั้งที่ลมหายใจใกล้หมด

"นายหญิง...จะไม่มีวันแพ้..."

คำพูดสุดท้ายของมือสังหารยังคงดังก้องอยู่ภายในห้องเก็บเอกสาร "...นายหญิง...จะไม่มีวันแพ้..."

สิ้นเสียงนั้น ดวงตาของชายชุดดำก็เบิกค้าง ก่อนศีรษะจะหงายไปด้านหลัง ร่างทั้งร่างหมดเรี่ยวแรงในพริบตา ไป๋หลิงเยว่รีบคุกเข่าลงข้างกายเขา ใช้สองนิ้วแตะชีพจรที่ลำคอ เพียงชั่วครู่ นางก็หลับตาลงช้า ๆ

"ไม่ทันแล้ว"

น้ำเสียงของนางแผ่วเบา

"พิษแตกในปาก ออกฤทธิ์ถึงหัวใจภายในไม่กี่ลมหายใจ"

โม่เฟิงกัดฟันแน่น

"พวกมันถึงกับฝังยาพิษไว้ในฟันของคนตัวเอง..."

ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า

"คนของดอกเหมยทุกคนคงถูกเตรียมไว้เช่นนี้"

"หากถูกจับ...จะไม่มีวันเปิดเผยความลับ"

มู่เฉินอวี้ยังคงยืนมองศพของมือสังหารโดยไม่กล่าวคำใด แต่ภายในใจของเขา...กลับกำลังคิดถึงประโยคสุดท้ายที่อีกฝ่ายเอ่ย นายหญิง ไม่ใช่ "นายเหนือหัว" ไม่ใช่ "ท่าน" แต่เป็น..."นายหญิง" นั่นหมายความว่า ผู้ที่ออกคำสั่งดอกเหมย...เป็นสตรี ความเงียบปกคลุมห้องอยู่พักใหญ่ ก่อนมู่เฉินอวี้จะเอ่ยขึ้น

"ตรวจร่าง"

โม่เฟิงรับคำทันที องครักษ์หลายคนช่วยกันค้นตัวมือสังหารอย่างละเอียด แขนเสื้อ...รองเท้า...ปลอกแขน...แม้แต่พื้นรองเท้าก็ถูกถอดออกตรวจ แต่ไม่พบเอกสารหรือจดหมายแม้แต่แผ่นเดียว เหมือนกับมือสังหารทุกคนที่ผ่านมา พวกเขาไม่ทิ้งหลักฐานใดไว้เลย

"องค์รัชทายาท"

โม่เฟิงยื่นของชิ้นหนึ่งออกมา

"พบเพียงสิ่งนี้"

เป็นแหวนเงินวงเล็ก ด้านในสลักรูปดอกเหมยห้ากลีบ แต่สิ่งที่สะดุดตากว่าคือ มีอักษรโบราณเพียงตัวเดียว

"เก้า"

ไป๋หลิงเยว่รับแหวนมาเพ่งดู นางนึกถึงเหรียญทองแดงที่ได้จากหลิ่วชิงทันที ด้านหลังเหรียญ...มีเลขเจ็ด ส่วนแหวนวงนี้...เป็นเลขเก้า

"ไม่ใช่ชื่อ" นางพึมพำ "แต่เป็นลำดับ"

มู่เฉินอวี้พยักหน้า

"ดอกเหมยอาจแบ่งสมาชิกเป็นระดับ"

หญิงสาวครุ่นคิด

"หรือแบ่งเป็นหน่วย"

"หากหลิ่วชิงเป็นหมายเลขเจ็ด...ชายผู้นี้เป็นหมายเลขเก้า...ย่อมต้องยังมีหนึ่งถึงหก...รวมถึงหมายเลขที่สูงกว่านี้"

โม่เฟิงกล่าวเสริม

"หากเป็นเช่นนั้น องค์กรนี้คงมีสมาชิกมากกว่าที่เราคิด"

มู่เฉินอวี้เก็บแหวนไว้ในแขนเสื้อ ก่อนหันไปมองหีบไม้กลางห้อง ตำราปลอมยังคงวางอยู่ที่เดิม ไม่มีผู้ใดแตะต้องอีก

"กับดักครั้งนี้..."

เขาเอ่ยช้า ๆ

"แม้จะจับผู้บงการไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าไม่ได้อะไรเลย"

ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า

คืนนี้พวกเขาได้รู้ถึงสามเรื่อง

หนึ่ง...ดอกเหมยยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแย่งตำรา แสดงว่าคนร้ายเชื่อข่าวที่พวกเขาปล่อยออกไปจริง

สอง...สมาชิกขององค์กรยอมฆ่าตัวตายเพื่อรักษาความลับ

และสาม...ผู้ที่อยู่เหนือทุกคน ไม่ใช่บุรุษแต่เป็นสตรีผู้หนึ่ง

หญิงสาวหลับตาลงครู่หนึ่ง ภายในสมองเริ่มไล่เรียงรายชื่อสตรีทุกคนในราชสำนักที่มีอำนาจมากพอ ฮองเฮา...พระสนม...พระชายา...องค์หญิง...แม้แต่สตรีในตระกูลขุนนางใหญ่ ล้วนตกอยู่ในข่ายต้องสงสัยทั้งสิ้น แต่ยิ่งคิด...นางกลับยิ่งรู้สึกขัดแย้ง หากนายหญิงมีอำนาจถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงต้องซ่อนตัวมาตลอดหลายสิบปี และเหตุใด...จึงต้องเลือกวางยาพิษฮ่องเต้

ทันใดนั้นเอง มู่เฉินอวี้ก็เอ่ยขึ้นราวกับอ่านความคิดของนางออก

"เจ้าเองก็กำลังสงสัยเหมือนข้าใช่หรือไม่"

ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น

"เจ้าค่ะ"

"ทุกอย่างดูเหมือนกำลังชี้ไปหาสตรีผู้หนึ่ง"

"แต่...กลับเหมือนมีใครกำลังตั้งใจให้เราเชื่อเช่นนั้น"

มู่เฉินอวี้เผยรอยยิ้มจาง ๆ

"ดี...เจ้าก็ยังไม่หลงกล"

หญิงสาวเลิกคิ้วน้อย ๆ เขาจึงกล่าวต่อ

"คดีของหลันกุ้ยเฟยสอนเราแล้ว"

"หลักฐานที่ชัดเจนเกินไป...มักเป็นหลักฐานปลอม"

คำพูดนั้นทำให้ไป๋หลิงเยว่ชะงัก

ใช่...หากคืนนี้มือสังหารพูดถึง "นายหญิง" คนทั่วไปย่อมพุ่งเป้าไปยังสตรีผู้มีอำนาจทันที แต่คนของดอกเหมยรอบคอบถึงเพียงนั้น จะยอมหลุดคำสำคัญออกมาก่อนตายจริงหรือ หรือว่า...ประโยคนั้นเอง ก็เป็นอีกหนึ่งกับดักเพื่อชี้นำการสืบสวนของพวกเขา

หญิงสาวสบตามู่เฉินอวี้ ทั้งสองต่างเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องอธิบาย เกมที่แท้จริง...เพิ่งเริ่มต้น ศัตรูเริ่มรู้ว่าพวกเขากำลังไล่ตามความจริง และขณะเดียวกันพวกเขาเองก็เริ่มเข้าใกล้ศัตรูมากขึ้นทุกที ห่างออกไปไม่ไกล

ภายในตำหนักแห่งหนึ่งซึ่งไร้แสงไฟ เงาร่างผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่หลังม่านโปร่ง มือเรียวค่อย ๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ เสียงสตรีลึกลับดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

"หมายเลขเก้า...ทำหน้าที่ของตนได้ดี"

นางทอดสายตามองเปลวเทียนที่กำลังลุกไหว ก่อนยกยิ้มบาง ๆ

"องค์รัชทายาท"

"หวังว่าของขวัญชิ้นนี้...จะทำให้ท่านเสียเวลาไปได้อีกสักพัก"

สิ้นคำ เปลวเทียนก็ดับวูบทิ้งไว้เพียงความมืดและเสียงหัวเราะแผ่วเบา...ของสตรีที่ไม่มีผู้ใดมองเห็นใบหน้า

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 16 ชาตินี้...ข้าทันแล้ว Nc

    หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 15 ศึกสุดท้าย

    เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 14 ผู้บงการ

    รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 13 คืนแห่งพิษ

    สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 12 คำมั่นขององค์รัชทายาท Nc

    ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 11 กับดัก

    สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status