แชร์

บทที่ 13 คืนแห่งพิษ

ผู้เขียน: Ladyporn
last update วันที่เผยแพร่: 2026-09-16 11:24:55

สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวง

ค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืม

หญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า

"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลัง

หญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ

"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"

มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน

"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

ไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอม ไม่มีร่องรอยการปนเปื้อนแม้แต่น้อย ทุกอย่างปลอดภัย อย่างน้อย...ก็ปลอดภัยกว่าชาติแรกหลายเท่า

"ฝ่าบาท"

โม่เฟิงรีบเดินเข้ามาคุกเข่า

"ทุกจุดพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

"พระโอสถผ่านการตรวจสามครั้ง หมอหลวงหกคนลงนามรับรอง องครักษ์รอบตำหนักครบทุกตำแหน่ง"

มู่เฉินอวี้พยักหน้า

"เริ่มได้"

...

ครึ่งชั่วยามต่อมา

ภายในตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงหลายคนยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ขันทีอาวุโสรับถ้วยพระโอสถจากหัวหน้าสำนักโอสถ ก่อนถวายแด่ฮ่องเต้ ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่ถ้วยใบนั้น ไป๋หลิงเยว่กำชายแขนเสื้อแน่น

ภาพตรงหน้า...เหมือนกับชาติแรกทุกประการ ฮ่องเต้รับถ้วยขึ้นช้า ๆ ทอดพระเนตรพระโอสถอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกขึ้นเสวยจนหมด

เวลาผ่านไป หนึ่งอึดใจ...สองอึดใจ...สามอึดใจ...ไม่มีสิ่งผิดปกติ ฮ่องเต้ยังประทับนั่งเช่นเดิม ไม่ได้ไอ ไม่ได้สำลัก พระพักตร์ยังคงเป็นปกติ ไป๋หลิงเยว่ลอบถอนหายใจ สำเร็จแล้ว...ครั้งนี้พวกเขาเปลี่ยนชะตาได้แล้วจริง ๆ มู่เฉินอวี้เองก็คลายมือที่กำด้ามดาบไว้แน่น แต่แล้ว...

"อั่ก..." เสียงครางแผ่วเบาดังขึ้น

ทุกคนหันไปพร้อมกัน ฮ่องเต้ทรงยกพระหัตถ์กุมพระอุระ พระวรกายเริ่มสั่น

"ฝ่าบาท!" ขันทีหลายคนรีบประคอง

แต่เพียงพริบตาเดียว ฮ่องเต้ก็ไอออกมาเป็นโลหิตสีดำ

ฉึก!

โลหิตหยดใหญ่กระเซ็นลงบนพื้นหินอ่อน ภายในตำหนักแตกตื่นทันที

"หมอหลวง!"

"รีบช่วยฝ่าบาท!"

ไป๋หลิงเยว่รีบพุ่งเข้าไปจับพระชีพจร เพียงสัมผัสครั้งแรก...สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป

"ไม่ใช่..." นางพึมพำ

"เป็นไปไม่ได้"

มู่เฉินอวี้รีบถาม

"เกิดอะไรขึ้น"

หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง

"ไม่ใช่พิษเดิม...พระองค์ไม่ได้รับพิษหลิงเซียงเยี่ย"

"แต่เป็น..."

นางก้มลงตรวจโลหิตอีกครั้ง ใช้เข็มเงินแตะเพียงครู่เดียว ปลายเข็มกลับเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ไป๋หลิงเยว่เบิกตากว้าง

"พิษมังกรทมิฬ...เป็นพิษอีกชนิดหนึ่ง"

"ชาติแรก...ไม่เคยมีพิษนี้!"

มู่เฉินอวี้ชะงัก หมายความว่า...ศัตรูรู้แล้วว่าพวกเขาป้องกันแผนเดิมไว้หมด จึงเปลี่ยนแผนทั้งหมด เสียงร้องโกลาหลดังไปทั่วตำหนัก หมอหลวงแต่ละคนต่างสับสน ไม่มีผู้ใดรู้จักพิษชนิดนี้ บางคนรีบปรุงยา บางคนตรวจพระโอสถซ้ำ แต่ผลที่ได้กลับเหมือนเดิม พระโอสถ...ไม่มีพิษ ทุกคนเริ่มมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น หากพระโอสถไม่เป็นพิษ แล้วฮ่องเต้ได้รับพิษมาจากที่ใด

ทันใดนั้น เสียงฆ้องฉุกเฉินก็ดังสนั่นไปทั่วพระราชวัง

ก้อง...

ก้อง...

ก้อง...

เสียงนั้นประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ฮ่องเต้ประชวรหนักและค่ำคืนนี้...ราชสำนักทั้งแผ่นดิน กำลังตกเข้าสู่ความโกลาหลอีกครั้ง

เสียงฆ้องฉุกเฉินดังก้องไปทั่วพระราชวัง

ก้อง...

ก้อง...

ก้อง...

บรรดาขันที นางกำนัล และองครักษ์ต่างวิ่งวุ่นไปทุกทิศทาง แสงคบเพลิงส่องสว่างทั่วทางเดินหินอ่อนที่เมื่อครู่ยังเงียบสงบ

ภายในตำหนักบรรทม บรรยากาศตึงเครียดจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง ฮ่องเต้บรรทมอยู่บนพระแท่น พระวรกายสั่นเป็นระยะ พระโอษฐ์ซีดคล้ำกว่าปกติ หมอหลวงผลัดกันตรวจพระชีพจร แต่สีหน้าของแต่ละคนกลับยิ่งซีดเผือด

"เป็นอย่างไร"

มู่เฉินอวี้ถามเสียงเข้ม หัวหน้าหมอหลวงคุกเข่าลงทันที

"กระหม่อม...ไม่เคยพบพิษชนิดนี้มาก่อนพ่ะย่ะค่ะ"

ไป๋หลิงเยว่รีบกล่าวแทรก

"ไม่ใช่ไม่เคยพบ"

"แต่ตำราทั่วไป...ไม่เคยบันทึกไว้"

นางจับพระชีพจรฮ่องเต้อีกครั้ง ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงชีพจรที่สับสน

เร็ว...ช้า...

แล้วกลับมาเร็วอีกครั้ง ไม่เป็นจังหวะเลย หญิงสาวหยิบเข็มเงินออกจากกล่องยาปักลงบนจุดลมปราณหลายตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ทุกคนในห้องต่างจ้องมองนาง ไม่มีผู้ใดกล้ารบกวน

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เข็มเงินที่เคยสว่างกลับค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม ไป๋หลิงเยว่ถอนหายใจช้า ๆ

"เป็นพิษที่ออกฤทธิ์ผ่านลมปราณ ไม่ใช่ผ่านพระโอสถ"

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนชะงัก มู่เฉินอวี้ขมวดพระขนง

"หมายความว่าอย่างไร"

หญิงสาวลุกขึ้นทันที

"ตรวจทุกอย่าง"

"ไม่ใช่เพียงพระโอสถ...น้ำชา...ธูป...เครื่องหอม...แม้แต่เทียนทุกเล่ม"

โม่เฟิงรีบออกคำสั่ง องครักษ์ลับกระจายกำลังตรวจค้นทั้งตำหนักอย่างละเอียด

ผ่านไปเพียงครึ่งเค่อ รายงานก็เริ่มทยอยส่งกลับมา พระโอสถ...ปกติ น้ำชา...ปกติ อาหารทุกจาน...ปกติ แม้แต่ธูปและเครื่องหอมก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ ทุกคนเริ่มสับสน

ไป๋หลิงเยว่กลับยิ่งนิ่ง นางเดินวนรอบพระแท่นบรรทมช้า ๆ สายตาสังเกตทุกสิ่งอย่างละเอียด ไม่มีอะไรผิดตำแหน่ง ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีการงัดแงะ แต่ฮ่องเต้กลับได้รับพิษจริง

"หลิงเยว่" มู่เฉินอวี้เรียกเบา ๆ

"เจ้ากำลังคิดสิ่งใด"

หญิงสาวไม่ตอบทันที นางเดินไปหยุดตรงเชิงพระแท่น ก่อนเงยหน้ามองม่านสีทองที่ห้อยลงมาทั้งสี่ด้าน สายลมยามค่ำคืนพัดเข้ามาเบา ๆ ทำให้ผ้าม่านพลิ้วไหวช้า ๆ

ทันใดนั้น...นางก็ได้กลิ่นบางอย่าง กลิ่นจางเสียจนแทบจับไม่ได้ หากเป็นคนทั่วไปย่อมไม่มีวันสังเกต แต่สำหรับผู้ศึกษาสมุนไพรมาตั้งแต่เด็ก กลิ่นนี้...ผิดปกติ ไป๋หลิงเยว่รีบเดินเข้าไปจับชายผ้าม่าน นางใช้เข็มเงินแตะเบา ๆ เพียงอึดใจเดียว ปลายเข็มก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงอีกครั้ง หญิงสาวเบิกตากว้าง

"เจอแล้ว!"

ทุกคนรีบหันมามอง

"พิษอยู่ที่ผ้าม่าน"

สิ้นคำ ทั้งห้องเงียบกริบ หัวหน้าหมอหลวงรีบเดินเข้ามาตรวจสอบ

"เป็นไปได้อย่างไร"

ไป๋หลิงเยว่ใช้นิ้วลูบผืนผ้าเบา ๆ

"มีคนชุบพิษไว้บนเส้นใย"

"เมื่อเปิดหน้าต่าง...ลมจะพัดผงพิษออกมา"

"ผู้ที่อยู่ใกล้ที่สุด..."

นางหันมองฮ่องเต้

"...จึงสูดเข้าไปโดยไม่รู้ตัว"

มู่เฉินอวี้กำหมัดแน่น ช่างเป็นวิธีที่เหนือความคาดหมาย ต่อให้ตรวจพระโอสถกี่ครั้ง ก็ไม่มีวันพบพิษ เพราะพิษไม่ได้อยู่ในอาหาร แต่อยู่ในอากาศ

ทันใดนั้นเอง องครักษ์นายหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา

"องค์รัชทายาท!...พบศพขันทีผู้ดูแลตำหนัก!"

ทุกคนรีบตามออกไปยังห้องเก็บเครื่องใช้ด้านหลัง

ภายในห้องเล็ก ๆ ขันทีวัยกลางคนนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นไม่มีบาดแผล แต่ริมฝีปากเป็นสีม่วงดำ ไป๋หลิงเยว่เพียงตรวจชีพจร ก็ส่ายหน้าช้า ๆ

"เสียชีวิตมาแล้วประมาณหนึ่งชั่วยาม"

โม่เฟิงขมวดคิ้ว

"ก่อนฮ่องเต้ประชวร...แสดงว่าคนร้ายฆ่าเขาเพื่อปิดปาก"

หญิงสาวกลับไม่เห็นด้วย นางก้มลงตรวจฝ่ามือของผู้ตาย ก่อนสังเกตเห็นรอยสีเหลืองติดอยู่ตามซอกเล็บ นางใช้ผ้าขาวเช็ดออกเบา ๆ แล้วดมกลิ่น

"ไม่ใช่...เขาไม่ได้ถูกฆ่าเพื่อปิดปาก"

"แต่เป็นคน..." นางหยุดพูดไปครู่หนึ่ง สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

มู่เฉินอวี้ก้าวเข้ามาใกล้

"พูดมา"

ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น น้ำเสียงของนางหนักแน่นกว่าทุกครั้ง

"ขันทีผู้นี้...เป็นคนชุบพิษบนม่านด้วยตัวเอง"

คำตอบนั้นทำให้ทุกคนในห้องถึงกับนิ่งอึ้ง แต่ยังไม่ทันมีผู้ใดกล่าวสิ่งใด

โม่เฟิงก็รีบวิ่งกลับเข้ามาอีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ

"องค์รัชทายาท!...เกิดเรื่องใหญ่อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

มู่เฉินอวี้หันไปทันที

"เกิดอะไรขึ้น"

โม่เฟิงสูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้บรรยากาศทั้งตำหนักเย็นเฉียบ

"หลันกุ้ยเฟย...ถูกพบเป็นศพที่สวนดอกเหมยแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

คำว่า "หลันกุ้ยเฟยถูกพบเป็นศพ" ดังก้องอยู่ในตำหนักบรรทม ทุกคนชะงักงัน มู่เฉินอวี้เปลี่ยนสีหน้าทันที ก่อนหมุนกายออกจากห้องโดยไม่ลังเล

"โม่เฟิง...ตามข้ามา"

"หมอหลวงทุกคนอยู่ดูแลเสด็จพ่อ ห้ามผู้ใดเข้าออกตำหนักจนกว่าจะมีคำสั่ง"

"พ่ะย่ะค่ะ!"

ไป๋หลิงเยว่รีบคว้าหีบยาของตน ก่อนเร่งฝีเท้าตามทั้งสองคนไป

...

สวนดอกเหมยทางทิศเหนือของพระราชวัง แสงคบเพลิงหลายสิบดวงส่องสว่างไปทั่วบริเวณ องครักษ์ล้อมพื้นที่เอาไว้ทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้

เมื่อมู่เฉินอวี้มาถึง ทุกคนต่างแยกทางให้ทันที ร่างของหลันกุ้ยเฟยนอนอยู่ใต้ต้นเหมยต้นใหญ่ เสื้อผ้ายังคงเรียบร้อย เครื่องประดับอยู่ครบ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ราวกับนางเพียงหลับใหลอยู่ใต้สายลมยามค่ำคืน แต่สีพระพักตร์ที่ซีดคล้ำกลับบอกชัดว่า...นางสิ้นใจแล้ว

ไป๋หลิงเยว่รีบคุกเข่าลงตรวจร่าง นางจับชีพจร เปิดเปลือกตา ตรวจปลายนิ้ว ก่อนพลิกดูด้านหลังลำคอ ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็ถอนหายใจ

"เสียชีวิตประมาณครึ่งชั่วยาม...ก่อนเรามาถึงไม่นาน"

มู่เฉินอวี้ทอดสายตามองพระศพ

"สาเหตุ"

ไป๋หลิงเยว่เงียบไปชั่วครู่ จากนั้นจึงชี้ไปที่รอยเล็ก ๆ ตรงท้ายทอย

"เข็มพิษ เพียงเล่มเดียวออกฤทธิ์ทันที"

โม่เฟิงกัดฟัน

"คนร้ายปิดปากนางจริง ๆ"

แต่ไป๋หลิงเยว่กลับส่ายหน้า

"ไม่..."

นางค่อย ๆ เปิดพระหัตถ์ของหลันกุ้ยเฟยออก ภายในกำแน่นราวกับพยายามรักษาบางสิ่งไว้จนวินาทีสุดท้าย หญิงสาวใช้แรงเพียงเล็กน้อยคลายนิ้วทีละนิ้ว ก่อนจะพบเศษผ้าไหมสีแดงชิ้นเล็ก ๆ บนผืนผ้าปักลายดอกเหมยเพียงครึ่งดอก เหมือนถูกฉีกออกจากเสื้อของใครบางคน

มู่เฉินอวี้รับเศษผ้ามาพิจารณา

"นางต่อสู้"

ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า

"และพยายามดึงหลักฐานจากคนร้าย"

หญิงสาวเพ่งมองรอยปักอย่างละเอียด ด้ายสีแดงเข้มสลับด้ายทองคำเส้นบาง ไม่ใช่งานฝีมือของนางกำนัลทั่วไป แต่เป็นการปักที่ใช้กับฉลองพระองค์ของชนชั้นสูงหรือเครื่องแต่งกายของผู้มีตำแหน่งสำคัญ

ทันใดนั้น...ไป๋หลิงเยว่ก็ขมวดคิ้ว นางก้มลงดมกลิ่นบนเศษผ้าแม้จะจางมาก แต่ยังคงหลงเหลือกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลิ่นนี้...นางเคยได้กลิ่นมาก่อน แต่ยังนึกไม่ออกว่าที่ใด

"หลิงเยว่" มู่เฉินอวี้เรียก

"มีอะไร"

หญิงสาวหลับตา พยายามค้นหาความทรงจำ พระราชวัง...ตำหนัก...งานเลี้ยง... แล้วจู่ ๆ ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง

"น้ำมันหอม!"

นางหันไปหามู่เฉินอวี้ทันที

"กลิ่นนี้ไม่ใช่น้ำหอมทั่วไป เป็นน้ำมันหอมที่ปรุงจากดอกเหมยหิมะกับไม้จันทน์ม่วง"

"ตำรับนี้...สำนักโอสถเลิกผลิตไปเมื่อสิบสองปีก่อน"

โม่เฟิงถามอย่างรวดเร็ว

"ผู้ใดใช้"

ไป๋หลิงเยว่ส่ายหน้า

"ไม่ใช่ผู้ใดก็ใช้ได้ เพราะส่วนผสมหลักหายากมาก"

"ในราชสำนัก...มีเพียงไม่กี่ตำหนักที่เคยได้รับพระราชทาน"

มู่เฉินอวี้กำเศษผ้าไว้แน่น

"ตรวจรายชื่อทั้งหมด ผู้ใดเคยได้รับน้ำมันหอมตำรับนี้ ตรวจให้หมด"

"พ่ะย่ะค่ะ!"

โม่เฟิงรีบรับคำสั่งแล้วจากไปทันที

บรรยากาศกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไป๋หลิงเยว่ทอดสายตามองหลันกุ้ยเฟย นางถอนหายใจเบา ๆ

"หม่อมฉันคิดผิด"

มู่เฉินอวี้หันมามอง

"ผิดอย่างไร"

"หม่อมฉันคิดว่านางเป็นเพียงแพะรับบาป"

"แต่ก่อนตาย...นางกำลังพยายามทิ้งเบาะแสไว้ให้เรา"

หญิงสาวค่อย ๆ ปิดเปลือกตาของหลันกุ้ยเฟยอย่างอ่อนโยน ไม่ว่าสตรีผู้นี้จะเคยทำสิ่งใด อย่างน้อยในวาระสุดท้าย นางเลือกที่จะไม่พาความลับทั้งหมดลงหลุมศพไปด้วย

มู่เฉินอวี้เงยหน้ามองท้องฟ้า เมฆสีดำค่อย ๆ เคลื่อนปกคลุมดวงจันทร์จนมิด เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ดอกเหมยกำลังลบร่องรอยของตนเอง ยิ่งเราเข้าใกล้ความจริง พวกมันยิ่งฆ่าคนของตัวเอง"

ไป๋หลิงเยว่พยักหน้า

นั่นหมายความว่า...พวกเขาเดินมาถูกทางแล้ว และอีกฝ่ายกำลังหวาดกลัว

ขณะเดียวกัน...ภายในตำหนักลึกลับแห่งหนึ่ง สตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังม่านแพรสีดำ เบื้องหน้าคือน้ำชาที่ยังอุ่นอยู่ นางรับฟังรายงานจากหญิงรับใช้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างอย่างเงียบงัน

"เรียน...ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว"

"หลันกุ้ยเฟยไม่อาจพูดสิ่งใดได้อีก"

สตรีผู้นั้นยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบาง

"แล้วองค์รัชทายาทเล่า"

"กำลังตามรอยจากเศษผ้าเจ้าค่ะ"

เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นหลังม่าน

"ดี...ให้เขาตามต่อไป"

นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล

"บางครั้ง...การมอบเบาะแสที่ 'จริงครึ่งเดียว'"

"ก็อันตรายกว่าการโกหกทั้งเรื่อง"

เปลวเทียนสั่นไหว เงาของสตรีลึกลับทอดยาวบนฉากกั้น แต่ใบหน้าของนาง...ยังคงถูกซ่อนไว้ในความมืด รอคอยวันที่ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผย

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 16 ชาตินี้...ข้าทันแล้ว Nc

    หนึ่งเดือนหลังศึกกบฏสิ้นสุดลง พระราชวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง มู่เฉินอวี้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยพระนามว่า “เฉินอวี้ฮ่องเต้” การขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ ขุนนางทั้งหลายต่างยอมรับพระองค์ด้วยความศรัทธา หลักฐานจากห้องลับที่ถูกเปิดเผยทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืนในพิธีแต่งตั้งฮองเฮา ไป๋หลิงเยว่สวมชุดมังกรสีแดงทองอันงดงาม เดินเคียงข้างพระองค์ไปบนพรมแดงยาว ผมดำยาวถูกมุ่นสูงประดับปิ่นมังกรหยก เมื่อฮ่องเต้ทรงสวมตำแหน่งฮองเฮาให้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วท้องพระโรง“ข้าขอประกาศต่อแผ่นดิน” มู่เฉินอวี้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ไป๋หลิงเยว่ คือฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ผู้ที่ข้ารักและไว้ใจที่สุด”ไป๋หลิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟโคมแดง นางยิ้มบางๆ น้ำตาคลอเบาๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขค่ำคืนหลังพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังหลวงอย่างเงียบๆ พร้อมองครักษ์ลับเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งนอกเมืองหลวง ลานประหารเก่าแก่ที่เคยเป็นจุดจบของชาติที่แล้วลานประหารยังคงเงียบสงบเหมือนเด

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 15 ศึกสุดท้าย

    เสียงระเบิดจากเหนือห้องลับยังคงดังก้องไม่หยุด เศษหินและฝุ่นทรายโปรยร่วงลงมาจากเพดานจนคบเพลิงหลายดวงสั่นไหว โม่เฟิงรีบก้าวมาขวางหน้ามู่เฉินอวี้กับไป๋หลิงเยว่"องค์รัชทายาท เสด็จออกจากที่นี่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"มู่เฉินอวี้ส่ายพระพักตร์"ไม่ได้"พระองค์ก้มลงรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดลงในหีบไม้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว บัญชีสมาชิกดอกเหมย ตำราพิษ พระราชลัญจกรปลอม รวมถึงจดหมายลายมือของฮองเฮา ทุกชิ้นคือหลักฐานที่จะตัดสินชะตาของราชวงศ์"ต่อให้ต้องเสียชีวิต..." พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"หลักฐานเหล่านี้ต้องออกไปจากห้องนี้"ไป๋หลิงเยว่รีบช่วยมัดหีบด้วยเชือกหนัง ก่อนยื่นให้โม่เฟิง"เจ้าพาเอกสารออกไป""ส่วนหม่อมฉันกับฝ่าบาทจะตามไป"โม่เฟิงกำลังจะคัดค้าน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังมาจากบันไดหินตึง!ตึง!ตึง!แสงคบเพลิงสาดลงมาตามทางเดินใต้ดิน เงาร่างชุดดำทยอยปรากฏขึ้นทีละคน ไม่ใช่เพียงสิบหรือยี่สิบ แต่เกือบห้าสิบคน ทุกคนสวมหน้ากากดอกเหมยสีดำเหมือนกัน"คนของดอกเหมย..."โม่เฟิงกัดฟัน"พวกมันรู้ตำแหน่งห้องลับแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาชักดาบออกจากฝักช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเย็น"ส

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 14 ผู้บงการ

    รุ่งเช้าหลังคืนแห่งความโกลาหล พระราชวังหลวงทั้งแห่งตกอยู่ภายใต้บรรยากาศอึมครึม ฮ่องเต้ยังคงประชวรหนักหลันกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนาประตูพระราชวังถูกสั่งปิดทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกหรือเข้าโดยปราศจากพระบัญชาขององค์รัชทายาท ขุนนางทุกฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แม้แต่คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ถูกจับตาภายในตำหนักองค์รัชทายาทไป๋หลิงเยว่ยังคงนั่งตรวจสอบเศษผ้าไหมสีแดงที่หลันกุ้ยเฟยกำไว้ก่อนสิ้นใจ นางใช้แว่นขยายทองเหลืองส่องดูรอยปักทีละเส้น ด้ายสีทอง...ด้ายสีชาด...และลายปักรูปดอกเหมยเพียงครึ่งดอก ยิ่งตรวจละเอียดเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย"ฝ่าบาท"นางเงยหน้าขึ้น"หม่อมฉันนึกออกแล้ว"มู่เฉินอวี้ที่กำลังอ่านฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที"พูดมา"หญิงสาวรีบหยิบสมุดบันทึกของสำนักโอสถออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกเครื่องหอมและผ้าไหมพระราชทานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่ตรงรายชื่อหนึ่ง"ผ้าไหมลายเหมยทอง...ผลิตขึ้นเพียงสิบพับ""ถวายเฉพาะตำหนักฝ่ายในระดับสูง"มู่เฉินอวี้รับสมุดไปอ่าน พระขนงค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน"ตำหนักฮองเฮา...ตำหนักหลันกุ้ยเฟย...ตำหนักซ

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 13 คืนแห่งพิษ

    สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้ภายในพระราชวังหลวงค่ำคืนนี้...เป็นคืนเดียวกันกับชาติแรก คืนที่ไป๋หลิงเยว่ไม่มีวันลืมหญิงสาวยืนอยู่บนระเบียงตำหนักสำนักโอสถ พลางทอดสายตามองแสงตะเกียงนับร้อยดวงที่ส่องสว่างทั่วพระราชวัง ทุกอย่าง...เหมือนเดิมแทบทุกประการ เสียงฆ้องยามต้นดังขึ้นตรงเวลา ขันทีเดินส่งพระโอสถไปยังตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ หมอหลวงผลัดเวรเข้าเฝ้าตามกำหนด แม้แต่สายลมยามค่ำคืน...ก็เย็นไม่ต่างจากความทรงจำในชาติแรก แต่มือของไป๋หลิงเยว่กลับเย็นเฉียบยิ่งกว่า"ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่หรือ" เสียงของมู่เฉินอวี้ดังขึ้นจากด้านหลังหญิงสาวหันกลับมา ก่อนพยักหน้าเบา ๆ"คืนนี้...คือคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้น"มู่เฉินอวี้เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สายตาของเขาทอดมองไปยังตำหนักฮ่องเต้เช่นกัน"แต่ชาตินี้...จะไม่เหมือนเดิม" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงตลอดหลายวันที่ผ่านมา พระองค์ทรงเปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนหมอหลวงเวร เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงพระโอสถ เพิ่มองครักษ์รอบตำหนักเป็นสามเท่า แม้แต่ภาชนะทุกใบที่ใช้ปรุงพระโอสถ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไป๋หลิงเยว่เป็นผู้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง ไม่มีหลิงเซียงเยี่ย ไม่มีพิษแปลกปลอ

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 12 คำมั่นขององค์รัชทายาท Nc

    ราตรีคลี่ม่านปกคลุมพระราชวังอย่างเงียบงันหลังเหตุการณ์ในหอเก็บเอกสารผ่านพ้นไปได้เพียงหนึ่งวัน ราชสำนักกลับดูสงบเสียจนน่าประหลาด ราวกับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมือสังหารที่บุกเข้ามาชิงตำราพิษ และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่า "...นายหญิงจะไม่มีวันแพ้..." แต่ทั้งมู่เฉินอวี้และไป๋หลิงเยว่ต่างรู้ดีความเงียบในครั้งนี้...คือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง คืนนี้ องค์รัชทายาทไม่ได้เรียกประชุมโม่เฟิงหรือองครักษ์ลับ ไม่มีการกางแผนผัง ไม่มีการวิเคราะห์หลักฐาน เขาเพียงส่งคนไปเชิญไป๋หลิงเยว่มายังตำหนักส่วนพระองค์หญิงสาวก้าวผ่านประตูไม้แกะสลักช้า ๆ ภายในตำหนักเงียบสงบ มีเพียงตะเกียงไม่กี่ดวงให้แสงสีทองอ่อน มู่เฉินอวี้กำลังยืนอยู่ริมระเบียง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนสระบัว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา"มาแล้วหรือ"ไป๋หลิงเยว่ย่อกายคำนับ "ฝ่าบาท"มู่เฉินอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ "คืนนี้...ไม่มีองค์รัชทายาท"หญิงสาวชะงัก"ไม่มีราชกิจ...ไม่มีขุนนาง...ไม่มีคนของดอกเหมย"เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง"คืนนี้...ข้าเพียงอยากคุยกับเจ้า"น้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ทำให้หัวใจของไป๋หลิงเยว่เต้นผิดจัง

  • พิษรักใต้บัลลังก์มังกร   บทที่ 11 กับดัก

    สายฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภายในห้องหนังสือของตำหนักองค์รัชทายาท บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง แผนผังขนาดใหญ่บนโต๊ะถูกเติมรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด รายชื่อสมาชิกดอกเหมย เส้นทางลำเลียงสมุนไพร ตำแหน่งของขุนนางที่เกี่ยวข้องรวมถึงเหรียญตราหมายเลขเจ็ดที่ไป๋หลิงเยว่ได้มาจากห้องของหลิ่วชิงมู่เฉินอวี้ยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะ สายตาคมทอดมองแผนผังอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น"เราไล่ตามพวกมันมาตลอด""ถึงเวลา...ให้พวกมันเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเราเสียบ้าง"ไป๋หลิงเยว่เงยหน้าขึ้น"ฝ่าบาทหมายถึง..."มู่เฉินอวี้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง ด้านบนเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด พบตำราพิษโบราณของผู้บงการคดีวางยาพิษฮ่องเต้ เตรียมส่งมอบต่อศาลหลวงในอีกสามวัน หญิงสาวเพียงอ่านจบ ก็เข้าใจแผนการทั้งหมดทันที"ข่าวปลอม"มู่เฉินอวี้ยิ้มบาง ๆ"ใช่""หากอีกฝ่ายเชื่อ...พวกมันต้องลงมือ"ไป๋หลิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวขึ้น"แต่หากข่าวแพร่เร็วเกินไป""คนร้ายอาจสงสัย""หากช้าเกินไป...พวกมันก็ไม่มีเวลาวางแผน"มู่เฉินอวี้พยักหน้า"ดังนั้น...ข่าวนี้จะหลุดจากปากของคนเพียงคนเดียว"เขาใช

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status