Masukบทที่ 15 ข้อตกลงสามสิบวัน
-------------------------------------------
ฉันไม่ได้วางแผนจะตั้งเส้นตายให้ความรักของตัวเองหรอก
อย่างน้อยก็ไม่ใช่จนกระทั่งเช้าวันเสาร์ที่ฉันนั่งจ้องแชตของธามอยู่เกือบสิบนาที แล้วพบว่าตัวเองกำลังทำอะไรน่ารำคาญมาก
เมื่อคืนเขาไปรับฉันจากนัดดูตัวทั้งที่แม่ไม่ได้โทรหา
พอถามว่าหึงหรือเปล่า เขาก็เบรกแรงจนฉันแทบพุ่งชนคอนโซล
จากนั้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ข้อความสุดท้ายที่ส่งมาก่อนนอนคือ
ถึงบ้านแล้วก็นอน อย่าเล่นโทรศัพท์ดึก
จบ
ไม่มีคำอธิบายเรื่องหึง
ไม่มีคำตอบว่าเขาคิดยังไง
ไม่มีอะไรสักอย่าง
ฉันวางโทรศัพท์ลงแล้วถอนหายใจ
“มึงถอนหายใจรอบที่ห้าแล้ว”
มินพูดจากปลายสายวิดีโอคอล
ฉันหันหน้าจอไปทางมัน
“กูเริ่มเหนื่อยแล้ว”
“จีบผู้ชายมาไม่ถึงเดือน เหนื่อยแล้ว?”
“ไม่ได้เหนื่อยที่จีบ เหนื่อยที่ต้องเดา”
มินเงียบลงนิดหนึ่ง
“ก็จริง”
ฉันหมุนปากกาดิจิทัลเล่นบนโต๊ะ
“บางวันเขาทำเหมือนหึง บางวันทำเหมือนกูเป็นน้องจริง ๆ วันก่อนเกือบจูบ วันต่อมาก็เรียกน้องเฉย แล้วเมื่อคืนก็โกหกว่าแม่ให้ไปรับ”
“มึงก็ถามตรง ๆ สิ”
“ถามแล้ว”
“ถามว่า?”
“หึงไหม”
“แล้ว?”
“เบรกเกือบหัวกูหลุด”
มินหัวเราะจนกล้องสั่น
“อันนั้นก็ถือว่าตอบแล้วปะ”
“ไม่เอา กูไม่อยากตีความจากเบรก”
“เรื่องมาก”
“กูมีศักดิ์ศรีนะ”
ประโยคนี้หลุดออกไปเอง
ฉันนิ่ง
มินก็นิ่ง
แล้วมันค่อย ๆ พยักหน้า
“นั่นแหละประเด็น”
“อะไร”
“มึงจีบได้ กูสนับสนุน แต่มึงไม่ควรจีบไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดจบ ถ้าเขาชอบ เขาก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ถ้าไม่ชอบ มึงก็ต้องได้ใช้ชีวิตต่อ”
ฉันเงียบไปพักหนึ่ง
คำพูดมินไม่ได้รุนแรง แต่มันตรงจนเหมือนตบหน้า
และนี่คือสิ่งที่ฉันรู้อยู่แล้ว
ความกล้าจีบก่อน ไม่ได้แปลว่าต้องยอมวิ่งไล่ตามเขาไปเรื่อย ๆ
ฉันชอบธาม
ชอบมานาน
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องยอมอยู่ในสถานะกึ่งน้อง กึ่งคนที่เขาหวง โดยไม่มีสถานะไปตลอด
“สามสิบวันดีไหม”
ฉันพูดขึ้น
มินเลิกคิ้ว
“อะไรสามสิบวัน”
“กูจะจีบอีกสามสิบวัน”
“แล้ว?”
“ถ้าครบแล้วเขายังไม่ชัดเจน กูก็หยุด”
มินมองหน้าฉันอยู่สองวินาที
“มึงทำได้?”
คำถามนี้แทงใจมาก
“ต้องได้สิ”
“แน่?”
“ไม่รู้’แต่ก็ต้องทำ”
ฉันพูดแล้วหยิบปฏิทินบนโต๊ะมาดู
สามสิบวันไม่ได้สั้น และก็ไม่ยาวจนฉันต้องเสียเวลาไปเปล่า ๆ
อย่างน้อยเกมนี้ก็มีจุดจบ
มินยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้วผ่านหน้าจอ
“งั้นตั้งกฎด้วย”
“นี่กูจะจีบคนหรือสมัครแพ็กเกจโทรศัพท์”
“ถ้าไม่ตั้ง เดี๋ยวใกล้ครบมึงแถเอง”
ฉันทำหน้าไม่พอใจ แต่ก็รู้ว่ามันพูดถูก
“หนึ่ง ห้ามต่อเวลาเอง”
“เออ”
“สอง ถ้าเขาพูดชัดว่าไม่เอา ก็หยุดทันที ไม่ต้องรอครบสามสิบ”
ฉันพยักหน้า
“อันนี้แน่อยู่แล้ว”
“สาม ห้ามเอาคนอื่นมาทำให้เขาหึงเล่น”
“กูไม่ทำอยู่แล้ว นนท์กูก็ไม่ใช้”
“ดี คนอื่นไม่ใช่อุปกรณ์ทดลองความหึงของพี่ธาม”
“จริงจังมากนะมึง”
“กูกำลังรักษาศักดิ์ศรีเพื่อน”
ฉันหัวเราะ
“ขอบคุณค่ะคุณทนาย”
มินยกแก้วกาแฟขึ้นเหมือนชนแก้ว
“เหลือข้อเดียว”
“อะไรอีก”
“ถ้าครบสามสิบแล้วเขายังพูดว่า ‘พริมเป็นน้อง’ มึงต้องหยุดจริง”
รอยยิ้มฉันหายไปนิดหนึ่ง
ข้อนี้ต่างหากที่ยากที่สุด
ฉันสูดหายใจ
“เออ”
“พูดดัง ๆ”
“อีมิน”
“พูด”
“เออ! กูจะหยุดจริง ๆ”
มันยิ้มอย่างพอใจ
ฉันกดวางสายแล้วนั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดงานค้างอยู่
ง่ายมากตอนพูดกับเพื่อน
แต่พอคิดว่าหลังสามสิบวันอาจต้องเลิกส่งกาแฟ เลิกเดินเข้าไปกวนเขาที่บริษัท เลิกตีความทุกครั้งที่ถามว่ากลับกี่โมง หรือเลิกหวังเวลาที่เขามองนานกว่าปกติ มันก็ไม่ง่ายเท่าไร
แต่ยิ่งรู้สึกแบบนั้น ฉันยิ่งคิดว่าต้องมีเส้นตาย
ไม่งั้นฉันอาจยอมอยู่ตรงนี้ไปอีกเจ็ดปี
ตอนเย็น ฉันเดินไปบ้านธามพร้อมกล่องขนมที่แม่ให้เอาไปคืนป้านวล
ขนมเป็นข้ออ้าง
เรื่องหลักอยู่ในหัวฉันทั้งวัน
ธามเป็นคนเปิดประตู
“แม่ไม่อยู่”
“รู้ค่ะ”
เขามองกล่องในมือ
“แล้วมา?”
“เอาของมาคืน”
ฉันยื่นให้
เขารับไปแล้วกำลังจะปิดประตู
“แล้วก็มาคุยเรื่องหนึ่ง”
ประตูหยุด
ธามมองหน้า
“เรื่องอะไร”
“เรื่องพริมจีบพี่”
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปนิดเดียว
“เข้ามาก่อน”
ฉันเดินตามเข้าไปในห้องนั่งเล่น
บ้านเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ
ธามวางกล่องขนมบนโต๊ะแล้วนั่งฝั่งตรงข้าม
“มีอะไร”
ฉันสูดหายใจ
“พริมจะจีบพี่ต่ออีกสามสิบวันค่ะ”
เขาขมวดคิ้วทันที
“อะไรนะ”
“สามสิบวัน”
“ทำไมต้องสามสิบ”
คำถามมาเร็วจนแทบจะสวนคำ
ฉันเกือบยิ้ม
ถ้าไม่สนใจเลย คำตอบปกติน่าจะเป็น ไม่ต้องจีบ
แต่เขากลับถามว่าทำไมต้องสามสิบ
ฉันพิงพนักโซฟา
“เพราะพริมก็มีศักดิ์ศรีค่ะ”
ธามเงียบ
ฉันพูดต่อ
“พริมเป็นคนเริ่มเอง พริมยอมรับ พริมชอบพี่ แล้วก็อยากลองจีบดู แต่พริมไม่อยากทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าพี่คิดอะไร”
เขามองฉันนิ่ง
“พริมรีบไปไหน”
“ไม่ได้รีบ”
“แล้วทำไมต้องกำหนดเวลา”
“เพราะถ้าไม่กำหนด พริมอาจหลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ ว่าพี่แค่ยังไม่พร้อม ทั้งที่จริง ๆ พี่อาจไม่ได้ชอบพริมเลย”
คำสุดท้ายทำให้บรรยากาศเงียบลง
ธามขยับตัวนิดหนึ่ง
“พี่ไม่ได้พูดว่าไม่ชอบ”
ฉันชะงัก
หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที
“งั้นชอบ?”
เขาเงียบ
นั่นไง
ฉันหลุดหัวเราะเบา ๆ
“เห็นไหมคะ”
“อะไร”
“พอถามตรง ๆ พี่ก็เงียบอีกแล้ว”
ธามถอนหายใจ
“เรื่องบางอย่างมันไม่ได้ตอบง่ายขนาดนั้น”
“สำหรับพริมง่ายค่ะ ชอบก็คือชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ”
“ชีวิตจริงไม่ได้มีแค่นั้น”
“งั้นก็ใช้สามสิบวันคิด”
เขามองหน้าฉัน
“แล้วครบสามสิบวันจะทำยังไง”
“ถ้าพี่ยังไม่รู้สึกอะไร พริมจะหยุด”
“หยุดอะไร”
“หยุดจีบ”
“แล้ว?”
คำถามนี้ทำให้ฉันนิ่งไปนิดหนึ่ง
“ก็กลับไปเป็นเพื่อนบ้านเหมือนเดิม”
“น้องข้างบ้าน?”
ฉันย่นจมูก
“ถ้าพี่ยังอยากเรียกแบบนั้นก็เรื่องของพี่”
เขามองฉันนานขึ้น
“แล้วถ้าระหว่างสามสิบวันพริมไปเจอคนอื่นล่ะ”
คราวนี้ฉันยิ้ม
“อ้าว ห่วงเหรอคะ”
“ถามเฉย ๆ”
“คำนี้อีกแล้ว”
ฉันหัวเราะ
“พริมไม่เล่นกับคนอื่นหรอกค่ะ ในเมื่อบอกว่าจะจีบพี่ ก็จีบพี่คนเดียว”
“นนท์ล่ะ”
ฉันเลิกคิ้ว
จำชื่อแม่นอีกแล้ว
“นนท์เป็นเพื่อน”
“ภาคิน?”
“นัดดูตัวจบแล้วค่ะ เขาก็ไม่ได้คิดอะไรกับพริม”
เห็นชัดเลยว่าไหล่ธามผ่อนลงนิดหนึ่ง
ฉันมองแล้วอดไม่ได้
“โล่งเลยสิ”
“อะไร”
“ไม่มีคู่แข่ง”
“พริม”
“ค่ะ ๆ ไม่แซวแล้ว”
ฉันยกมือยอมแพ้
“สรุปนะคะ สามสิบวัน พริมจีบเต็มที่ พี่ไม่ต้องตอบตอนนี้ แต่ครบแล้วถ้ายังเหมือนเดิม พริมจะหยุดเอง”
ธามไม่ตอบทันที
เขามองโต๊ะ
มองฉัน
แล้วมองออกไปทางหน้าต่าง
ฉันรอ
แปลกดี ทั้งที่เป็นคนเสนอเอง แต่พอถึงตอนนี้กลับลุ้นจนปลายนิ้วเย็น
ถ้าเขาปฏิเสธข้อตกลง ฉันก็คงต้องหยุดตั้งแต่วันนี้
ผ่านไปพักหนึ่ง เขาถึงถาม
“เริ่มนับวันไหน”
ฉันกะพริบตา
“พรุ่งนี้”
“ทำไมไม่วันนี้”
“วันนี้เสียเวลาเจรจาไปแล้ว”
มุมปากเขาขยับ
“เรื่องเยอะ”
“ก็พริมจะจีบคนฟอร์มเยอะ ต้องวางแผนดี ๆ”
ธามส่ายหน้า
ก่อนตอบสั้น ๆ
“ตกลง”
ฉันนิ่งไปแวบหนึ่ง
“จริงนะ”
“อือ”
“ห้ามกลับคำ”
“ใครกันแน่ที่ชอบกลับคำ”
“พี่ไง”
“พี่ไปกลับคำตอนไหน”
“ไม่รู้ค่ะ เถียงไว้ก่อน”
เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ
ฉันลุกจากโซฟา แต่ก่อนเดินออกไปก็หยุด
“มีอีกข้อค่ะ”
ธามเงยหน้า
“อะไรอีก”
“ถ้าระหว่างสามสิบวัน พี่ไม่ชอบอะไรที่พริมทำ บอกตรง ๆ นะ อย่าฝืนรับเพราะเกรงใจ”
“พี่เคยเกรงใจพริม?”
ฉันนิ่ง
“ก็จริง”
“อย่างกาแฟ ถ้าไม่อยากได้?”
“พี่ก็คืนเงินแล้ว”
“ข้าวกลางวัน?”
“พี่ก็กินหมด”
ธามเงียบ
ฉันยิ้มทันที
“เห็นไหมคะ ปากบอกไม่เอา แต่การกระทำให้ความร่วมมือมาก”
“เพราะเสียดายของ”
“ค่ะ พริมจะถือว่าพี่รักษ์โลก”
เขาส่ายหน้าอย่างเหนื่อยจะเถียง
“แล้วพี่มีเงื่อนไขไหม”
“อะไร”
“พริมตั้งเยอะแล้ว พี่จะกำหนดบ้างหรือเปล่า”
ธามมองหน้าฉันครู่หนึ่ง
“อย่าฝืนตัวเอง”
ฉันเลิกคิ้ว
“แค่นี้?”
“อือ”
“ไม่ห้ามส่งกาแฟ ไม่ห้ามไปหา ไม่ห้ามชวนกินข้าว?”
“พูดไปพริมจะฟัง?”
“ไม่ค่ะ”
“งั้นถามทำไม”
ฉันหัวเราะ
อย่างน้อยตั้งแต่วันที่ฉันประกาศว่าจะจีบ จนถึงตอนนี้ เขาไม่เคยพูดคำว่า หยุด ตรง ๆ เลยสักครั้ง
“งั้นพริมกลับแล้ว”
“ไม่อยู่กินข้าว?”
ฉันหัน
“ชวนเหรอคะ”
ธามเหมือนรู้ตัวช้าไปหนึ่งก้าว
“แม่ทำไว้เยอะ”
“อ๋อ แม่ทำ”
ฉันยิ้ม
“งั้นไม่ค่ะ วันนี้ยังไม่เริ่มนับ”
“เกี่ยวอะไร”
“ของฟรีต้องเก็บไว้ใช้ช่วงจีบ”
ฉันหัวเราะแล้วเดินออกจากบ้าน
พอกลับถึงห้องตัวเอง ฉันหยิบปฏิทินตั้งโต๊ะมาเปิด
นับไปสามสิบวันทีละช่อง
หนึ่ง
สอง
สาม...
จนถึงวันสุดท้าย
ฉันหยิบปากกาสีแดงขึ้นมา วงวันที่นั้นไว้ใหญ่พอให้เห็นชัดจากอีกฝั่งโต๊ะ
ข้างวงเขียนสั้น ๆ
วันสุดท้าย
แล้วนั่งมองมันอยู่พักหนึ่ง
สามสิบวัน
คราวนี้ฉันจะจีบให้เต็มที่
แต่ถ้าครบแล้วเขายังอยากเป็นแค่พี่ชาย
ฉันก็จะหยุดจริง ๆ แล้วละ
วันที่สิบสอง อย่าทำให้พริมคิดไปเอง---------------------------------------------------หลังจากเมื่อคืนที่ฉันร้องไห้แล้วพี่ธามดึงไปกอด ฉันคิดว่าบางอย่างระหว่างเราน่าจะเปลี่ยนไปไม่ได้หมายความว่าตื่นเช้ามาแล้วเขาต้องถือช่อดอกไม้มาขอเป็นแฟนฉันยังมีสติอยู่แต่บางอย่างก็น่าจะเปลี่ยนบ้างอย่างน้อยเวลามองหน้ากันก็ควรมีความรู้สึกว่า เราสองคนรู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ทำเหมือนเขาแค่มาช่วยฉันจับแมลงสาบหลังบ้านแต่ธามเก่งกว่าที่คิดเช้าวันต่อมา ฉันเจอเขาตรงรั้ว“ไปทำงานแล้วเหรอคะ”“อือ”“เมื่อคืนหลับดีไหม”“ดี”“พริมล่ะ”“ก็ดีค่ะ”จบเขาขึ้นรถแล้วไปทำงานไม่มีอาการแปลก ๆไม่มีรอยยิ้มไม่มีแม้แต่แซวว่าฉันร้องจนเสื้อเขาเปียกฉันบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรวันที่หกของข้อตกลง เขาคงรีบทำงานวันที่เจ็ด ฉันส่งกาแฟไปให้เขาตอบแค่ได้รับแล้ว ขอบใจคำว่า ขอบใจ สุภาพจนฉันเกือบอยากถามว่าเลขาฯ เป็นคนพิมพ์หรือเปล่าวันที่แปด ฉันชวนกินข้าววันนี้ไม่ว่างวันที่เก้ามีประชุมวันที่สิบกลับดึก ไม่ต้องรอทั้งที่ฉันยังไม่ได้บอกว่าจะรอด้วยซ้ำพอถึงวันที่สิบเอ็ด ฉันเริ่มจับทางได้เขากำลังถอยไม่ได้หายไปไม่ได้ใจร้าย
บทที่ 17 วันที่ห้า พี่หลุดกอด“ขอแก้อีกนิดนะคะพริม”ฉันมองหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วมองข้อความของลูกค้าจากนั้นก็หันไปมองนาฬิกาตรงมุมจอสี่โมงสี่สิบเจ็ดคำว่า อีกนิด ของลูกค้ารายนี้พูดมาเจ็ดรอบแล้วรอบแรกเปลี่ยนสีรอบสองเปลี่ยนฟอนต์รอบสามอยากได้ภาพให้ดูสนุกขึ้นอีกนิดรอบสี่บอกว่าสนุกเกินไปรอบห้าอยากกลับไปใกล้ให้เป็นแบบแรกรอบหกส่งตัวอย่างจากแบรนด์อื่นมาแล้วบอกว่า ประมาณนี้ แต่ไม่อยากให้เหมือนนะคะส่วนรอบเจ็ดบอกว่าผู้บริหารรู้สึกว่ายังไม่ว้าวค่ะฉันอ่านประโยคนั้นซ้ำมือข้างหนึ่งกำเมาส์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ว้าวของพี่หน้าตายังไงคะ”ฉันพึมพำกับหน้าจอไม่มีใครตอบดีแล้วถ้าลูกค้าได้ยิน ฉันอาจว่างงานภายในห้านาทีโทรศัพท์ดังขึ้นทันทีชื่อผู้ประสานงานโครงการขึ้นบนหน้าจอฉันสูดหายใจลึกหนึ่งครั้งก่อนรับ“สวัสดีค่ะ”น้ำเสียงฉันหวานมากหวานจนตัวเองยังขนลุก“พริมเห็นคอมเมนต์แล้วใช่ไหมคะ”“เห็นแล้วค่ะ”“ทางผู้บริหารอยากให้ลองอีกทางหนึ่ง แต่ยังชอบองค์ประกอบของแบบสามอยู่นะคะ แล้วสีของแบบห้าก็โอเค”ฉันหยิบกระดาษขึ้นมาจด“ค่ะ”“แต่อยากได้อารมณ์สดกว่านั้นนิดหนึ่ง”“ประมาณไหนคะ ถ้ามีคำอธิบายหรือมี refere
บทที่ 16 วันที่หนึ่ง เขาแพ้ของกิน---------------------------------------------------วันที่หนึ่งของข้อตกลงสามสิบวัน ฉันตัดสินใจว่าจะไม่ทำอะไรใหญ่โตไม่ส่งดอกไม้ไม่ถือกาแฟไปยืนหน้าบริษัทไม่เขียนโน้ตว่า รักนะคะ รับเป็นแฟนสักทีถึงจะอยากเขียนก็เถอะฉันนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตอนแปดโมงเช้า มองปฏิทินที่วงวันสุดท้ายเอาไว้ด้วยปากกาสีแดง แล้วเตือนตัวเองว่า สามสิบวันนี้ไม่ได้มีไว้ให้ฉันสร้างความรำคาญจนธามยอมแพ้ฉันอยากให้เขารู้ว่าฉันชอบเขาจริง ๆไม่ใช่แค่สนุกเพราะผู้ชายข้างบ้านกลับมาแล้วหล่อขึ้นโทรศัพท์สั่นข้อความจากป้านวลพริม วันนี้ธามน่าจะประชุมยาวทั้งวัน ฝากเตือนมันกินข้าวหน่อยได้ไหมลูก ป้าพูดแล้วไม่ค่อยฟังฉันอ่านแล้วหัวเราะนี่ถือเป็นการเปิดทางจากแม่ฝ่ายชายหรือเปล่านะฉันตอบตกลง ก่อนนึกถึงร้านข้าวแกงร้านหนึ่งขึ้นมาได้ร้านนั้นอยู่แถวโรงเรียนเก่าของเราเมื่อก่อนทุกวันพุธฉันเลิกเรียนช้ากว่าปกติ ธามจะเป็นคนมารับ แล้วมักพาแวะกินข้าวร้านนี้ก่อนกลับบ้านเขากินเมนูเดิมแทบทุกครั้งข้าวหมูทอดกระเทียม ไข่ดาวไม่สุกมาก และไม่เอาแตงกวาจำง่ายจะตายหรือจริง ๆ คนที่เราชอบ อะไรที่เกี่ยวกับเขาก็จำง่ายห
บทที่ 15 ข้อตกลงสามสิบวัน-------------------------------------------ฉันไม่ได้วางแผนจะตั้งเส้นตายให้ความรักของตัวเองหรอกอย่างน้อยก็ไม่ใช่จนกระทั่งเช้าวันเสาร์ที่ฉันนั่งจ้องแชตของธามอยู่เกือบสิบนาที แล้วพบว่าตัวเองกำลังทำอะไรน่ารำคาญมากเมื่อคืนเขาไปรับฉันจากนัดดูตัวทั้งที่แม่ไม่ได้โทรหาพอถามว่าหึงหรือเปล่า เขาก็เบรกแรงจนฉันแทบพุ่งชนคอนโซลจากนั้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นข้อความสุดท้ายที่ส่งมาก่อนนอนคือถึงบ้านแล้วก็นอน อย่าเล่นโทรศัพท์ดึกจบไม่มีคำอธิบายเรื่องหึงไม่มีคำตอบว่าเขาคิดยังไงไม่มีอะไรสักอย่างฉันวางโทรศัพท์ลงแล้วถอนหายใจ“มึงถอนหายใจรอบที่ห้าแล้ว”มินพูดจากปลายสายวิดีโอคอลฉันหันหน้าจอไปทางมัน“กูเริ่มเหนื่อยแล้ว”“จีบผู้ชายมาไม่ถึงเดือน เหนื่อยแล้ว?”“ไม่ได้เหนื่อยที่จีบ เหนื่อยที่ต้องเดา”มินเงียบลงนิดหนึ่ง“ก็จริง”ฉันหมุนปากกาดิจิทัลเล่นบนโต๊ะ“บางวันเขาทำเหมือนหึง บางวันทำเหมือนกูเป็นน้องจริง ๆ วันก่อนเกือบจูบ วันต่อมาก็เรียกน้องเฉย แล้วเมื่อคืนก็โกหกว่าแม่ให้ไปรับ”“มึงก็ถามตรง ๆ สิ”“ถามแล้ว”“ถามว่า?”“หึงไหม”“แล้ว?”“เบรกเกือบหัวกูหลุด”มินหัวเราะจนกล้องส
บทที่ 14 พี่ชายบริการรับส่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง-----------------------------------------------------ถึงไหนแล้วฉันอ่านประโยคสั้น ๆ บนหน้าจอซ้ำอีกครั้งหนึ่งทุ่มยี่สิบเจ็ดนาทีถ้าธามตั้งใจจะตรวจว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ไหม เขาก็ตรวจเร็วเกินไปหน่อย เพราะอาหารจานแรกยังไม่มาเลยด้วยซ้ำ“มีอะไรหรือเปล่าครับ”ภาคินถามจากฝั่งตรงข้ามฉันรีบคว่ำโทรศัพท์“ไม่มีค่ะ คนที่บ้านถามเฉย ๆ”“คุณแม่?”“ไม่ใช่ค่ะ”ตอบเร็วไปนิดภาคินยิ้มแต่ไม่ถามต่อ ดีแล้ว เพราะถ้าให้ฉันอธิบายว่าเป็นพี่ชายข้างบ้านที่ฉันกำลังจีบอยู่ แต่นัดคืนนี้ดันเป็นนัดดูตัวกับผู้ชายอีกคน เรื่องคงยาวกว่าเมนูอาหารฉันพยายามกลับมาสนใจคนตรงหน้าภาคินสุภาพ คุยง่าย และไม่ได้มีอะไรให้หักคะแนนเลยเขาไม่พูดข่มเรื่องงานไม่อวดเงินไม่ถามว่าผู้หญิงอายุยี่สิบสี่ทำไมยังไม่มีแฟนเวลาฉันพูดก็ฟังจริง ไม่ได้เอาแต่รอจังหวะพูดเรื่องตัวเองถ้าจะให้ประเมินแบบที่สองแม่ชอบทำผ่านแทบทุกข้อปัญหามีอย่างเดียวไม่รู้สึกอะไรเลย“คุณพริมทำงานฟรีแลนซ์มาตลอดเลยเหรอครับ”“ค่ะ แต่กำลังคิดว่าจะทำเป็นสตูดิโอจริงจัง ถ้างานเริ่มนิ่งกว่านี้”“ดีนะครับ อย่างน้อยก็เป็นของตัวเอง”
บทที่ 13 นัดดูตัวของพริม---------------------------------แม่เอาจริงกว่าที่ฉันคิดหลังมื้อเย็นวันนั้นไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง รูปผู้ชายในโทรศัพท์ก็กลายเป็นนัดจริงเรียบร้อย“วันศุกร์หนึ่งทุ่ม ร้านอิตาเลียนตรงโรงแรมริเวอร์ไซด์”แม่พูดเหมือนกำลังแจ้งตารางประชุมฉันเงยหน้าจากแท็บเล็ต“เร็วไปไหมแม่”“เร็วตรงไหน แค่กินข้าว”“เมื่อวันก่อนยังเพิ่งดูรูป”“วันนี้รู้จักชื่อแล้ว พรุ่งนี้ก็เจอกันได้”ตรรกะคุณแม่แข็งแรงมากฉันวางปากกาดิจิทัลลง“พริมไม่ได้อยากดูตัวจริงจริงนะ”“แม่ก็ไม่ได้บังคับให้แต่ง ไปเจอสักครั้ง ถ้าไม่ถูกใจก็จบ จะได้ไม่เสียมารยาทกับป้าจิ๊บด้วย”นี่แหละจุดที่เถียงยากผู้ชายในรูปไม่ได้ทำอะไรผิด แม่เขาก็เป็นเพื่อนแม่ฉัน จะให้ฉันปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้ากันจริง ๆ ก็ดูเรื่องมากเกินไป“ก็ได้ค่ะ”ฉันตอบในที่สุดแม่ยิ้มทันที“ดี เดี๋ยวแม่ส่งเบอร์ให้”“ไม่ต้องค่ะ!”“ทำไม”“เจอกันก่อน ถ้าคุยกันได้ค่อยแลกเอง”แม่มองหน้าเหมือนกำลังชั่งใจว่าฉันเรื่องมากไปหรือเปล่า ก่อนยอมพยักหน้า“ก็ได้ ตามใจ”ฉันคิดว่าจบแล้วแต่ชีวิตฉันไม่เคยง่ายขนาดนั้นตอนบ่ายวันถัดมา ป้านวลเดินมาบ้านพร้อมกล้วยเชื่อมหนึ่ง







