LOGIN“มะ...ไม่มีค่ะ” ผมถือโอกาสมองหน้าพ่ออีกครั้ง พ่อดูแก่ไปเยอะพอสมควร
“คุณอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ เห็นสาว ๆ สวย ๆ เป็นไม่ได้ เธอรีบไปเลยก่อนที่ฉันจะให้คนมาลากตัวออกไป”
“ผมแค่สงสารแม่หนูนั่นต่างหาก เขาอุตส่าห์มาขายถึงหน้าบ้าน” เสียงพ่อทะเลาะกับแม่ในรถ
“ขอบคุณนะคะพี่สงสารหนู แต่ไม่เป็นไรก็ได้ค่ะหนูขอลานะคะ” ผมยกมือไหว้พ่อ ก่อนจะรีบเดินออกมาโบกรถออกไปทันที
ทำไมคนดี ๆ อย่างพ่อต้องมาใช้ชีวิตคู่กับคนเลวอย่างแม่ด้วย ก็อย่างว่ามันคงเป็นเวรกรรมที่สร้างไว้เมื่อชาติที่แล้ว ก็เหมือนผมที่ต้องมาเจอเรื่องร้าย ๆ จากการกระทำของคนบ้านนี้
ในเมื่อสิ้นไร้หนทางแล้ว ผมก็ตัดสินใจไปที่ตลาดอีกครั้ง ซื้อกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบเพื่อใส่สัมภาระ ก่อนจะเจียดเงินที่มีติดตัวอยู่ ซื้อเสื้อผ้าผู้ชายไว้ใส่สองสามชุด เข้าไปในห้องน้ำสาธารณะเปลี่ยนกลับมาเป็นผู้ชายอีกเหมือนเดิม สวมหมวกแก๊ปแว่นกันแดดสีดำเพื่ออำพรางตัว เดินถือกระเป๋าไปตามถนนเรื่อยเปื่อย ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนดี อาการเหม่อลอยผมเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว แสงแดดจ้าทำให้ร้อนจนเหงื่อกาฬไหลไม่หยุดหย่อน ก่อนภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันจะค่อย ๆ เลือนราง รู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุน และนั่นก็ทำให้สติผมดับวูบ พร้อมกับร่างที่ล้มลงข้างถนน
ไม่รู้ว่าผมหมดสติไปนานแค่ไหน แต่ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็อยู่บนเตียงในห้องที่ไม่คุ้นตา ภายในห้องถูกตกแต่งอย่างหรูหราราวกับอยู่ในราชวังจีนโบราณ ผมพยายามพยุงตัวลุกขึ้นแล้วมองไปรอบห้อง ก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลอย่างที่คิด แล้วใครกันที่ช่วยผมไว้ อยากไหว้ขอบคุณเขาเหลือเกิน เพราะถ้านำตัวผมไปส่งโรงพยาบาลรับรองว่าตำรวจได้ตามตัวผมเจอแน่นอน
“ฟื้นแล้วเหรอคะ” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยกับผม เธอเดินเข้ามาพร้อมกับแก้วน้ำดื่มเย็น ๆ ดูท่าทางน่าจะเป็นสาวใช้ของบ้านหลังนี้
“ครับ ว่าแต่ที่นี่ที่ไหนครับ”
“ที่นี่เป็นบ้านของคุณโจวค่ะ”
“คุณโจว? แล้วใครเป็นคนพาผมมาที่นี่ครับ”
“ก็คุณโจวนั่นละค่ะ”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน ผมอยากจะขอบคุณที่ช่วยผมเอาไว้” เขาคนนั้นจะเป็นใคร ไว้ใจได้หรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ที่รู้เขาคือคนดีที่ช่วยเหลือผมไว้
“รอสักครู่นะคะคุณโจวกำลังจะเข้ามา คุณรออยู่ในห้องนี้ก่อน” ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ผมนั่งครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง ว่าเขาคนนั้นจะรูปร่างหน้าตาและนิสัยเป็นอย่างไรบ้าง
ไม่นานหลังจากนั้น ชายสูงวัยสวมเสื้อเชิ๊ตสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กสีเทาอีกที เดินเข้ามาหาผมในห้อง คงไม่ต้องเดาว่าเขาคนนั้นคือใคร เพราะมั่นใจว่าจะต้องเป็นคุณโจวอย่างแน่นอน
“ขอบคุณนะครับที่ช่วยเหลือผมเอาไว้” ผมรีบยกมือไหว้เขาทันที ผู้ชายคนนี้อายุราวหกสิบกว่าแล้ว วัยใกล้เคียงกับพ่อของผม ดูจากหน้าตาแล้วเขาคงจะเป็นคนใจบุญน่าดู
“ไม่เป็นไรอั๊วเต็มใจช่วย ว่าแต่ลื้อชื่ออะไรล่ะจะได้เรียกชื่อถูก”
“ผมชื่อเอ่อ...” กำลังคิดอยู่ว่าจะบอกชื่อจริงไปดีไหม ผมยังไม่รู้จักเขาดีพอเลย กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย
“ไม่ต้องห่วงอั๊วไม่ทำร้ายลื้อหรอก ไว้ใจได้”
“ผมชื่อธาวินครับ หรือเรียกสั้น ๆ ว่าวินก็ได้”
เขานั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงแล้วเอ่ยถามผมต่อทันที “ลื้อกำลังจะไปไหน ทำไมถึงได้นอนเป็นหมดสติอยู่ข้างถนนอย่างนั้น”
“คือผม...เป็นคนเร่ร่อนครับ เดินไปเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมายปลายทาง ตอนนี้ผมก็อาการดีขึ้นแล้ว ผมขอตัวนะครับ ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยเหลือผม” ผมยกมือไหว้เขาอีกครั้ง แล้วจะลุกขึ้นจากเตียง
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น รีบเก็บของ ฉันจะพากลับไปหาพี่ชายนาย”ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็ชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจปุบปับเช่นนี้ หรือเป็นเพราะกลัวว่าตนกับลูกจะหนีไปจากชีวิตงั้นสินะ“ใจคนเรามันไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ หรอก กลัวว่าฉันจะพาลูกหนีไปสินะ”“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ฉันรู้แล้วว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ไม่ว่าอดีตจะทำร้ายเราแค่ไหนแต่มันก็เป็นได้แค่อดีต นายกับลูกคือปัจจุบันของฉัน เป็นความสุขที่ฉันไม่อยากให้หายไปจากชีวิต เพราะงั้นนับจากนี้ฉันจะลืมเรื่องราวบาดหมางระหว่างพี่ชายนาย ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเสี่ยวซ่งก็แล้วกัน”“ฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าวันใดวันหนึ่งคิดจะทำร้ายฉันกับลูกหรอกนะ”“ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอกนะ เสี่ยวซือ...ได้โปรดเชื่อใจฉันเถอะนะ ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับนายและลูกอย่างมีความสุข เราจะเป็นครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยกันเลี้ยงดูหลานหลานให้โตขึ้นเป็นคนดี ฉันเชื่อว่านายก็คิดแบบเดียวกัน”อาจูคว้ามือเรียวของร่างเล็กมาถือไว้ ส่งแววตาอันลึกซึ้งและจริงใจให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพร้อมจะดูแลและใช้ชีวิตร่วมกันไ
“สำนึกผิดเรื่องอะไรครับ”“ทุกเรื่องที่ทำให้นายไม่ชอบ ทุกเรื่องที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดและทรมานใจ ทุกเรื่องที่ฉันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพลาดเลยนั่นคือการพานายเข้าบ้านตั้งแต่ครั้งนั้น”“ไม่จริง คุณพาผมมาเพราะหน้าผมเหมือนใครบางคนที่อยู่ในใจคุณ”“ก็ใช่ ในตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรักนาย รักนายมาโดยตลอด รักมากกว่าคุณอี้เฟยซะอีก เชื่อฉันเถอะนะ รู้ไหมวันที่ไปวัดกันตอนนั้นฉันไปถอนคำสาบานที่เคยบอกว่าจะรักคุณอี้เฟยคนเดียวตลอดไป เพราะตอนนั้นฉันรักนายเข้าให้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะฮอน”“ผมเชื่อคุณก็ได้ แต่ถึงยังไงผมก็จะพาลูกกลับเมืองไทย เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กันตั้งแต่แรก”กล่าวจบแล้วก็แกะมือเขาออก เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่แม้จะหันไปมอง นั่นเพราะตอนนี้แก้มทั้งสองแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มันรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกินที่ได้ยินคำนี้ คำที่อยากได้ยินปากจากเขาอย่างจริงใจ หากทว่าตอนนี้มันสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปหรืออยู่จุดนี้ดีคนที่ยืนมองตามหลังรู้ดีว่ามันยากกับการได้ใจฮอนกลับคืนมา แต่ตนก็ยังจะรั้นสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้







