LOGINท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมห้องรับแขกอันโอ่อ่า รสริน กลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกกระชากให้หลุดลอยออกไปจากปัจจุบันกาล
แสงแดดที่ส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาดูจะสลัวรางลง แทนที่ด้วยภาพจำอันฉูดฉาดเร่าร้อนที่สลักลึกอยู่ในกมลสันดาน ภาพของ 'ป๋าไกร' ในชุดลำลอสบายๆ ที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ ซ้อนทับกับภาพของชายหนุ่มใหญ่ผู้น่าเกรงขามในห้องสวีทสลัวรางที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันบุหรี่นอกและไวน์แดงราคาแพง
เธอยังจำสัมผัสแรกในวัยนักศึกษาสาวผู้อ่อนต่อโลกได้ดี วันที่ป๋าไกรก้าวเข้ามาเป็นผู้ 'จารึก' รสชาติของความเป็นชายลงบนเรือนร่างที่ยังไม่เคยต้องมือชายใด
เขาช่างเป็นผู้ชายที่เลือดเย็นเหลือเกินในการปลุกปั่นสัญชาตญาณดิบของเธอ จากเด็กสาวใสซื่อ เขาสามารถเจียระไนให้เธอกลายเป็นนางแมวสาวผู้หิวกระหายสวาทได้อย่างแนบเนียนด้วยชั้นเชิงที่เหนือชั้น จนเธอเสพติดรสกามที่ดุดันและหนักหน่วงของเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น
"ป๋าขา... ชาตินี้รินจะไม่มีวันลืมผัวคนนี้ของรินได้เลยค่ะ"
เสียงออดอ้อนของตัวเองในวันวานแว่วเข้าหู รสรินเผลอเม้มริมฝีปากที่อวบอิ่มของเธอเบาๆ ภาพในอดีตฉายชัดถึงตอนที่เธอซบหน้าอยู่กับอกแกร่งที่มีไรขนอ่อนๆ ของเขา ออดอ้อนด้วยจริตมารยาที่ใสซื่อแต่ยั่วยวนในที ขณะที่ป๋าไกรของเธอก็ก้มลงจูบหน้าผากโหนกมนด้วยความอาลัยรัก
"ป๋าจะทำยังไงให้ลืมหนูได้... ป๋าคงต้องคิดถึงรินมากแน่ๆ เลย" เสียงทุ้มต่ำที่ข้างหูนั้นยังคงสั่นสะท้านอยู่ในใจ
รสรินนั่งนิ่ง ดวงตาเหม่อลอย แต่อารมณ์ภายในกลับพลุ่งพล่านจนยากจะระงับ เธอจำ 'คืนอำลา' นั้นได้ดีกว่าเรื่องไหนๆ คืนที่ทั้งสองต่างตระหนักว่าเส้นทางแห่งความฝันกำลังจะพรากพวกเขาจากกันเพื่ออนาคตของเธอ แต่มันกลับเป็นคืนที่ไฟสวาทโหมกระหน่ำรุนแรงที่สุด
พวกเขาเฝ้าเสพสมกันครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับจะฝากฝังกลิ่นอายและรสสัมผัสไว้ในทุกอณูขุมขนของกันและกันเป็นการสั่งลาที่ตราตรึงใจจนวันตาย
ในภวังค์อันรัญจวนนั้น สายตาของรสรินกลับทรยศต่อความตั้งใจ เธอเผลอหลุบตามองต่ำลงไปที่เป้ากางเกงลำลองขาสั้นเนื้อดีของเกรียงไกรอย่างลืมตัว
ความทรงจำเกี่ยวกับ 'แก่นกาย' อันน่าเกรงขามที่เธอเคยหลงใหลจนถึงขั้นหยิบสายวัดขึ้นมาวัดพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ
เธอจำได้แม่นยำ... ความยาวแปดนิ้วเต็มจากโคนจรดปลายที่เคยถาโถมเข้าใส่เธอจนแทบสำลักความเสียวซ่าน ลำตัวอวบอ้วนขนาดเกือบเจ็ดนิ้วที่คับแน่นจนเธอรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ในทุกจังหวะที่เขาขยับเขยื้อน โดยเฉพาะเส้นเอ็นที่ปูดโปนพาดระเกะระกะอยู่รอบลำหนานั้น มันช่างเป็นภาพที่เย้ายวนและรัญจวนใจเธอทุกครั้งที่ได้มองและสัมผัส
ภาพอดีตที่เธอเคยใช้ปลายลิ้นแตะแต้ม ดูดเล็มรอบส่วนหัวที่บานใหญ่และบวมเป่งราวกับผลไม้รสหวานฉ่ำอย่างลุ่มหลง
กลิ่นอายความเป็นชายที่เป็นเอกลักษณ์และความอุ่นซ่านที่เอ่อล้นออกมา มันคือ "อาหารชั้นเลิศ" ที่เธอโปรดปรานเหลือเกิน...
รสรินเผลอแลบลิ้นเล็กๆ ออกมาเลียริมฝีปากที่แห้งผากของเธออย่างเผลอใจ ความรู้สึกซ่านสยิวแล่นปลาบไปทั่วหน้าท้องน้อยจนเธอต้องเผลอขยับขาหนีบเข้าหากันเบาๆ เพื่อระงับความรุ่มร้อนที่จู่โจมขึ้นมาอย่างกะทันหัน
สีหน้าของรสรินในยามนี้ไม่ใช่ใบหน้าของว่าที่ลูกสะใภ้ที่แสนเรียบร้อยอีกต่อไป แต่มันคือใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังติดอยู่ในห้วงกามารมณ์ที่โหยหา เธอเผลอหายใจแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทรวงอกอิ่มภายใต้ชุดลูกไม้สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะอารมณ์ที่พุ่งสูง แววตาที่เคยใสซื่อบัดนี้กลับฉ่ำเยิ้มและเต็มไปด้วยความกระหายหิวในรสสัมผัสที่เธอเพิ่งรู้ตัวว่า... เธอไม่เคยลืมมันเลยแม้แต่วินาทีเดียว
โลกภายนอกอาจจะเห็นเพียงหญิงสาวที่นั่งสงบเสงี่ยมข้างว่าที่สามี แต่โลกภายในของรสรินกำลังลุกเป็นไฟด้วยความลับและความต้องการที่พลุ่งพล่าน
เธอแอบลอบมองใบหน้าที่ดูนิ่งขรึมของเกรียงไกร แล้วจินตนาการไปถึงวินาทีที่ชายคนนี้จะกระชากหน้ากากผู้ใหญ่ออก แล้วกลับไปเป็น 'ป๋าไกร' ผู้เผด็จการบนเตียงของเธออีกครั้ง ความสับสนและโหยหาตีกันนัวเนียในอกจนเธอรู้สึกเหมือนจะขาดใจเสียตรงนั้น
"ริน... รินครับ เป็นอะไรไปหรือเปล่า?"
เสียงของกวินที่เรียกเบาๆ พร้อมสัมผัสที่มือ ทำให้รสรินสะดุ้งตื่นราวกับถูกปลุกจากฝันร้ายที่แสนรัญจวน เธอรีบก้มหน้าลงต่ำ หลบสายตาคมกริบของเกรียงไกรที่เธอก็รู้ดีว่า... เขากำลังจ้องมองและรับรู้ถึงความปั่นป่วนในใจเธอไม่ต่างกัน
เสียงกระแอมเบาๆ ของเกรียงไกรดังขึ้นทำลายความเงียบที่ชวนอึดอัด มันเป็นเสียงที่ทรงอำนาจและเรียกสติของทุกคนให้กลับคืนสู่บทบาทที่ควรจะเป็นในคฤหาสน์หลังนี้
"เอ่อ... ไหนๆ วันนี้หนูรินก็มาแล้ว อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันเลยสิ ป๊าบอกให้ป้าเล็กเตรียมของทำกับข้าวสำหรับเย็นนี้ไว้แล้ว"
น้ำเสียงของชายผู้เป็นเจ้าของบ้านทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยบารมี ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของรสรินอย่างไม่วางตา มันเป็นสายตาที่มีอานุภาพทำลายล้างกำแพงน้ำแข็งที่เธอพยายามสร้างขึ้นจนพังยับเยิน เพียงแค่สบตา... รสรินก็รู้สึกถึงมวลความร้อนที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช็อตไปถึงขั้วหัวใจ
"ดีเลยริน จะได้คุ้นเคยกันเอาไว้" กวินรีบหันมาสนับสนุนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าภายใต้ความใจดีของบิดา มีคลื่นใต้น้ำที่กำลังซัดสาดอย่างบ้าคลั่ง
"เอ่อ... ก็... ก็ได้ค่ะ" รสรินตอบรับด้วยเสียงที่สั่นพร่าสั้นๆ เพียงแค่นั้นก็นพองโตจนหน้าบาน กวินมองว่าที่ภรรยาด้วยความรักสุดหัวใจ โดยไม่ทันสังเกตเห็นแววตาที่สั่นระริกและอาการชำเลืองมองบิดาของเขาด้วยความหวาดหวั่นปนพรั่นพรึงลึกๆ
"รินขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะคะ" รสรินรีบเอ่ยขอก่อนที่ลมหายใจจะขาดช่วง เธอต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพื่อจัดระเบียบหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะ
"เดี๋ยวพี่พาไป" กวินลุกขึ้นดึงมือน้อยๆ ของเธอให้ลุกตาม กวินเดินนำเธอผ่านโถงทางเดินที่ตกแต่งอย่างประณีต แนะนำซอกมุมต่างๆ ของบ้านด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะส่งเธอที่หน้าประตูห้องน้ำ กวินเดินย้อนกลับมาหาบิดาที่โซฟาตัวเดิมพร้อมรอยยิ้มแป้น "เป็นไงป๊า... ว่าที่ลูกสะใภ้ของป๊า น่ารักถูกใจป๊ามั้ย?"
"ตาถึงนี่เรา..." เกรียงไกรตอบสั้นๆ ทว่าในใจกลับมีภาพความหลังพุ่งพล่าน
"ว่าแล้วว่าป๊าต้องชอบ ยิ่งถ้าอยู่ด้วยนะ ป๊ายิ่งจะรู้สึกว่ารินเขาน่ารักมากเลยแหละ" กวินยังคงเชียร์แฟนสาวอย่างออกนอกหน้า
"เอ้อ... ป๊ามีอะไรเตรียมไว้ให้ว่าที่ลูกสะใภ้ด้วย" เกรียงไกรผุดลุกขึ้น แววตาเด็ดขาดเยือกเย็นเขาก้าวเดินมุ่งหน้าไปทางห้องทำงาน ซึ่งทางเดินนั้นต้องผ่านหน้าห้องน้ำที่รสรินเพิ่งเข้าไป
แกร๊ก!
เสียงลูกบิดประตูห้องน้ำเปิดออกในจังหวะที่ร่างสูงใหญ่ของเกรียงไกรก้าวมาถึงพอดี รสรินเดินก้มหน้าออกมาด้วยใจที่ยังไม่สงบนิ่ง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นหวังจะเดินกลับไปหาคนรัก เธอก็ต้องชะงักงันจนเท้าแทบตายสนิท เพราะร่างกำยำของ 'ป๋าไกร' ยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้าในระยะที่สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกายเขา
"ป๋า!" เธออุทานแผ่วเบาอย่างลืมตัว
ทว่าวินัยข้าราชการและความฉลาดหลักแหลมทำให้เกรียงไกรขยับตัวไวกว่าที่เธอจะตั้งตัวติด เขาเอื้อมมือแกร่งคว้าข้อมือเล็กของเธอแล้วกระชากเบาๆ ให้หลบเข้าไปในมุมเหลี่ยมของผนังที่ลับตาคน มือทั้งสองข้างรวบตัวเธอไว้กับผนังเย็นเหยียบ ร่างกายที่โหยหาในอดีตเบียดเสียดกันจนแทบไม่มีอากาศคั่นกลาง
"เธอกำลังทำอะไร?" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากชายใจดีเมื่อครู่ กลายเป็นชายที่ขึงขัง จริงจัง และดูน่าเกรงขามจนน่ากลัว ดวงตาของเขาหรี่ลงจ้องเขม็งราวกับจะคาดคั้นความตาย
"ปล่อยก่อนค่ะ... หนูเปล่านะ หนูไม่ได้ทำอะไร!" รสรินพยายามดิ้นรน แต่แรงมหาศาลจากวงแขนที่เธอเคยซบอิงกลับพันธนาการเธอไว้แน่น ใบหน้าสวยหวานอาบไปด้วยความตื่นตระหนก
"เธอกำลังจะแบล็กเมล์ฉันใช่ไหม?" เขาแค่นเสียงลอดไรฟันอย่างแผ่วเบาแต่ดุดัน
"เปล่านะคะป๋า! หนูไม่เคยรู้ว่าพี่กวินเป็นลูกชายป๋า หนูไม่รู้จริงๆ... หนูสาบานได้!" รสรินอธิบายพัลวัน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความอัดอั้น
เกรียงไกรนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาหยุดนิ่งมองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่ฉายแววใสซื่อและว่างเปล่าจากเล่ห์เหลี่ยม แววตาคู่นั้นที่เขาเคยหลงหัวปักหัวปำในห้องสวีทลับ...
มันยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน และอนิจจา... เพียงแค่เขาจ้องมองเธอนานๆ รสรินกลับรู้สึกว่าเรี่ยวแรงที่มีมันหดหายไปเสียดื้อๆ ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนระทวยด้วยแรงดึงดูดกามารมณ์ที่รุนแรงกว่าสิ่งอื่นใด
ยิ่งลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดหน้าผาก ยิ่งดวงตาคมปลาบนั้นตรึงเธอไว้ รสรินก็เผลอเผยอปากอวบอิ่มขึ้นอย่างลืมตัว ดวงตาที่เคยตื่นกลัวเริ่มพร่าเลือนและเคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นน้ำหอมบุรุษที่เธอถวิลหา สัญชาตญาณความ 'ร่านสวาท' ที่เขาเคยปลุกปั่นในอดีตกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
รสรินรู้ตัวอีกที... เมื่อริมฝีปากที่โหยหาถูกประกบด้วยริมฝีปากหนาอันทรงพลังของเขา!
สัมผัสนั้นรุนแรงและคุ้นเคยจนใจสั่น ลิ้นร้อนที่ซุกซนของเกรียงไกรแทรกซอนเข้าไปในโพรงปากของเธออย่างช่ำชอง มอบรสชาติที่ตราตรึงใจจนรสรินเผลอดูดดื่มตอบรับอย่างลืมสิ้นทุกความผิดชอบชั่วดี เธอตอบโต้อย่างดูดดื่มราวกับนางแมวสาวที่โหยหาเจ้าของ
ร่างกายของเธอเบียดเข้าหาเขาอย่างโหยหา รสจูบที่ร้อนแรงราวกับจะแผดเผาทุกอย่างรอบข้างให้มอดไหม้
"ไม่ได้ค่ะ..." เสียงร้องห้ามดังก้องอยู่ในใจแต่มันกลับส่งไปไม่ถึงมือน้อยๆ ที่ยันอกเขาไว้ มือคู่นั้นไร้แรงโดยสิ้นเชิง มันกลับเปลี่ยนเป็นการขยำเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นแทน
ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา!
ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับนัดหมาย เกรียงไกรปรับท่าทางให้นิ่งขรึมเหมือนเดิมภายในเสี้ยววินาที ขณะที่รสรินยืนหน้าแดงระเรื่อพยายามจัดระเบียบลมหายใจที่กระหืดกระหอบ
"ริน... ทำไมไปนานจัง?" เสียงของกวินดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเลี้ยวโค้งมาถึงมุมที่ทั้งสองยืนอยู่
กวินหยุดกะทันหัน แววตาฉายความประหลาดใจที่เห็นบิดายืนอยู่ตรงนั้นกับแฟนสาวของเขา
"อ้าวป๊า... ไหนว่าจะไปเอาของ?"
"อ้อ... เดินมาเจอหนูรินพอดี เลยหยุดถามอะไรนิดหน่อย เดี๋ยวป๊าไปแล้ว" เกรียงไกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ก่อนจะผละตัวเดินตรงไปยังห้องทำงาน ทิ้งให้รสรินยืนอยู่กับความรุ่มร้อนในช่องปากและหัวใจที่แทบจะระเบิดออกมา
ความอึมครึมที่แฝงไปด้วยความรัญจวนยังคงอบอวลอยู่ในบรรยากาศ รสรินมองตามแผ่นหลังของเกรียงไกรไปพร้อมกับคำถามในใจที่ไร้คำตอบ... นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้นใช่ไหม?
เสียง "ปึก" จากการปิดประตูท้ายรถอัลพาร์ตสีขาวดังก้องสะท้อนไปในอากาศที่นิ่งสนิท กลิ่นยางรถยนต์ใหม่และกลิ่นอายแดดจาง ๆ ยามสายลอยอบอวลอยู่รอบตัว กวินลดมือลงข้างลำตัว ฝ่ามือของเขายังคงรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ จากตัวรถ แต่หัวใจกลับเบาโหวงอย่างประหลาด เขาค่อย ๆ หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับคฤหาสน์หลังงามที่โอ่อ่าท้าทายแสงตะวันภาพตรงหน้าคือบ้านที่เขาเคยวิ่งเล่นจนเข่าถลอก กลิ่นหอมของดอกแก้วที่ปลูกริมรั้วยังคงโชยมาแตะจมูกเหมือนวันวาน ภาพความทรงจำสีจาง ๆ ในห้องโถงกว้างที่เขาเคยนั่งล้อมวงกินข้าวกับแม่ผุดพรายขึ้นมาประหนึ่งฟองอากาศที่ลอยเด่นก่อนจะแตกสลาย เขาพยายามจะแย้มยิ้มให้กับอดีตเหล่านั้น ทว่ามันกลับเป็นเพียงเงาแห่งความเศร้าที่พาดผ่านริมฝีปาก เพราะในวินาทีถัดมา กลิ่นคาวเลือดที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทและภาพร่างไร้วิญญาณบนเตียงสีขาวกลับแทรกซึมเข้ามาบดบังทุกสิ่งจนมืดมิด“ขอโทษนะครับหม่ามี้...” เขาพึมพำกับสายลมที่พัดผ่านใบหน้า เสียงแหบพร่าประหนึ่งเศษใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำ เขาหลับตาลงนึกถึงใบหน้าของแม่ผู้ล่วงลับที่เคยฝากฝังให้เขาดูแลบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด “ผมอยู่ที่นี่ไม่ได้จริงๆ ทุกอย่างของที
แรงสั่นสะเทือนจากสมาร์ทโฟนในกระเป๋ากางเกงดังกะพริบถี่รัวจนกวินรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมา เขาละสายตาจากใบหน้าพ่ายแพ้ของพ่อ แววตาคมกริบกวาดมองหน้าจอที่เต็มไปด้วยข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานประหนึ่งเลือด ทันใดนั้น ความเย็นเยียบแล่นปราดเข้าจับขั้วหัวใจประหนึ่งถูกแช่แข็ง"ริน!"ชื่อของหญิงสาวหลุดจากปากอย่างแผ่วเบาแต่สั่นเครือ กวินเงยหน้ามองขึ้นไปยังเพดานห้อง ตำแหน่งที่เป็นห้องนอนอันมืดมิดของเมียรัก สมองของเขาฉายภาพขวดยาที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะหัวเตียง—ทางออกเดียวที่เธอใช้ดับความทรมานในใจมาตลอดหลายอาทิตย์ เขาไม่รอช้า รวบร่างหนูกาเหว่าเข้าแนบอกแล้วโผทะยานขึ้นบันไดไม้ไปทีละสองขั้น เสียงฝีเท้ากระแทกขั้นบันไดดังหนักแน่นสลับกับลมหายใจที่หอบพร่าเขากระชากบานประตูห้องนอนออกอย่างแรงจนมันกระแทกผนังเสียงดัง ปัง! ทว่าความเงียบงัดที่สวนกลับมานั้นน่าสะพรึงยิ่งกว่ากวินรู้สึกเหมือนร่างกายถูกถอดวิญญาณออกไปในวินาทีที่เห็นร่างของรสรินพาดอยู่บนขอบฟูกหนา กระปุกยานอนหลับสีขาวนอนนิ่งสนิทโดยไร้ฝาปิดและไร้สิ่งใดหลงเหลืออยู่ข้างใน ใกล้กันนั้นคือขวดน้ำยาล้างห้องน้ำสีฟ้าสดที่ล้มตะแคง น้ำยาสีขุ่นข้นไหลนองอาบพื้นไม้จนเ
เกรียงไกรพุ่งตัวออกจากห้องทำงาน เสียงฝีเท้าที่กระแทกลงบนพื้นไม้สักดังสนั่นรัวเร็วประหนึ่งเสียงกลองรบที่บ้าคลั่ง สายตาของเขาตวัดส่ายไปมาดั่งเสือที่กำลังคลั่งเลือด มองหากวิน... ไอ้ลูกในไส้ที่เขาตราหน้าว่าเป็นต้นตอของหายนะที่กำลังแผดเผาเกียรติยศของเขาอยู่ในขณะนี้ความร้อนรนทำให้เขาเกือบจะถลำผ่านโถงทางเดินไป ทว่าหางตากลับสะดุดเข้ากับภาพภายในห้องนั่งเล่น เกรียงไกรชะงักเท้าจนร่างโยน ก่อนจะถอยกลับมาเผชิญหน้ากับภาพที่ทำให้เขายิ่งเดือดดาล กวินกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนประคองร่างป้อมของหนูกาเหว่าไว้ในอ้อมแขน นิ้วหนาชี้ไปตามภาพในหนังสือนิทานอย่างใจเย็น“แกทำใช่ไหมไอ้วิน!”เสียงตวาดลั่นปานฟ้าผ่าฉีกกระชากความเงียบสงบในบ้านจนพังพินาศ หนูกาเหว่าสะดุ้งสุดตัวจนหนังสือนิทานร่วงหลุดจากมือ กวินเงยหน้าขึ้นทันควัน คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปม แววตาของเขามีเพียงความฉงนและสับสน“ป๊าพูดเรื่องอะไร? ผมทำอะไร?” เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทว่าแฝงความมึนงงอย่างที่สุด“อย่ามาทำเป็นไขสือ! ข่าวในเน็ต... เรื่องของป๊ากับหนูริน มันจะหลุดออกไปได้ยังไงถ้าไม่ใช่ฝีมือแก แกโกรธป๊า แกอยากเห็นฉันฉิบหายมากนักใช่มั้ย!”เกรียงไกรถลา
รัตติกาลอันเงียบสงัดถูกปกคลุมด้วยความหรูหราฟู่ฟ่าของคฤหาสน์หลังมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่หลังรั้วเหล็กดัดลวดลายวิจิตร แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลดวงเขื่องสะท้อนวาบวับบนตัวถังรถยนต์ยุโรปป้ายแดงที่จอดเรียงรายจนเต็มลานหินอ่อน กลิ่นควันท่อไอเสียจางๆ ผสมปนเปกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นดอกไม้เมืองหนาวที่ถูกจัดแต่งไว้อย่างประณีตทั่วทั้งงานชายวัยกลางคนในชุดสูทตัดเย็บเนี้ยบกริบหลายสิบชีวิต ต่างประคองกระเช้าผลไม้นอกและรังนกสีทองเกรดพรีเมียม เดินสลับข้ามไปมาเพื่อแย่งชิงโอกาสเพียงเสี้ยวนาทีในการเข้าถึงตัว "เจ้าภาพ" ผู้กุมชะตาในบอร์ดแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง“ท่านเกี๊ยง... ไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านในงานนี้”กรณ์ คู่แข่งคนสำคัญที่มีบารมีสูสีกัน ขยับตัวเข้ามาใกล้จนเกรียงไกรสัมผัสได้ถึงกลิ่นบุหรี่ซิการ์จางๆ ที่ติดมากับปกเสื้อสูท กรณ์เอียงคอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยกระแสกดดันบางอย่าง“งานสำคัญของท่านรัฐมนตรีแบบนี้ ผมจะพลาดได้ยังไงล่ะท่านกรณ์”เกรียงไกรตอบกลับด้วยน้ำเสียงกังวานราบเรียบ มือหนายกขึ้นจัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่ด้วยท่าทีเนือยๆ ทว่าแววตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นกลับฉายประกายแห่งความถื
ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศครางหึ่งแผ่วเบา ไหล่หนากว้างของกวินยังคงสั่นไหวกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เขาโน้มตัวลงจนหน้าผากแทบจรดซอกเข่า ฝ่ามือทั้งสองที่ยกขึ้นปิดใบหน้าตัวเองไว้สั่นเทาประหนึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวในอกกำลังจะระเบิด ทว่าเสียงสะอื้นที่เขาเพียรสะกดกั้นไว้กลับหลุดรอดออกมาเป็นจังหวะที่ขาดห้วง ราวกับไม่สามารถจะอดกลั้นมันไว้ได้อีกต่อไปในนาทีที่น้ำตาอุ่นจัดไหลนองง่ามนิ้ว กวินเพิ่งตระหนักได้ด้วยหัวใจที่แหลกสลายว่า นรกที่เขาเพียรสร้างขึ้นเพื่อแผดเผาคนบาปทั้งสอง กลับกลายเป็นกองเพลิงที่โหมกระหน่ำใส่ตัวเขาเองอย่างไม่ปรานี และที่ร้ายไปกว่านั้น ประกายไฟแห่งความแค้นที่เขาจุดขึ้น มันได้ลุกลามไปรั้งดึงเอาดวงใจบริสุทธิ์อย่าง 'หนูกาเหว่า' ให้เข้ามาจมอยู่ในกองเพลิงนี้ไปพวกเขาด้วยความสะใจที่เขาเคยถวิลหา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความสมเพชตัวเองที่มันตีกลับเข้าหาอย่างรุนแรง เขารู้สึกเหมือนเป็นพ่อที่ล้มเหลว ไม่ต่างไปจาก เกรียงไกร ชายที่ยังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา เขากำลังจะเป็นคนที่ขุดหลุมฝังอนาคตของลูกสาวด้วยมือของตัวเองเพียงเพื่อดับไฟแค้นส่วนตัว ภาพดวงตาที่
"หนูริน... เป็นยังไงบ้าง?"เสียงของเกรียงไกรสั่นพร่า ร่างสูงใหญ่ที่เคยผึ่งผายในชุดสูทเนื้อดีขยับเข้าใกล้ขอบเตียงคนไข้อย่างลืมตัว กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศหรูหราที่ติดตัวเขามาปะทะเข้ากับกลิ่นยาฆ่าเชื้อในห้องโถมเข้าใส่รสรินจนเธอรู้สึกอึดอัด แผ่นหลังของเธอลีบติดกับพนักเตียงพยายามถดหนีสัมผัสที่ไม่ได้ร้องขอ ชายชราเหมือนจะเพิ่งรู้สึกถึงกำแพงล่องหนที่กั้นขวางอยู่ เขาค่อยๆ ขยับถอยห่างออกมาทีละก้าว ทว่าดวงตายังคงจ้องมองสะใภ้ด้วยความห่วงใยจนออกนอกหน้า"รินเขาไม่เป็นไรแล้วครับป๊า... โชคดีที่หมอล้างท้องทัน"คำว่า 'ล้างท้อง' จากปากกวินกรีดผ่านความเงียบราวกับคมมีด บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้งและตึงเครียดขึ้นมาทันที ป้าเล็กที่ยืนสังเกตการณ์อยู่มุมห้องรู้สึกเหมือนออกซิเจนกำลังจะหมดไปจากห้องนี้ เธอขยับผ้ากันเปื้อนในมือไปมาอย่างกระสับกระส่าย"เดี๋ยวป้าออกไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะ... เห็นหนูรินปลอดภัย ป้าก็โล่งใจแล้ว"ป้าเล็กเอ่ยด้วยน้ำเสียงแห้งผาก แววตาที่ผ่านโลกมามากกวาดมองคนทั้งสามด้วยความรู้สึกประหลาด แฝงไปด้วยความเวทนาที่ปิดไม่มิด หญิงชราขยับตัวเข้าไปใกล้กวินอย่างรู้งาน ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนโยนที่ดูฝืนธรรมชาต







