ログインแสงแดดยามเย็นเริ่มทอแสงสีส้มทองฉาบไล้ไปทั่วบริเวณอาณาจักรเตชะเกรียงไกร กลิ่นหอมของพริกแกงที่ถูกผัดจนแตกมันโชยมาตามลมจากเรือนครัวหลังใหญ่ที่แยกตัวออกมาจากเรือนหลักอย่างเป็นสัดส่วน ภายในห้องครัวที่กว้างขวางและสะอาดสะอ้านจนพื้นกระเบื้องส่งเงาวับนั้น บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะที่ทำให้หัวใจที่เคยหนักอึ้งของ รสริน ค่อยๆ เบาบางลง
ร่างระหงในชุดเดรสลูกไม้สีครีมยืนพิงขอบประตูห้องครัวอยู่อย่างเงียบๆ ดวงตากลมโตเฝ้ามองภาพความชุลมุนที่แสนจะรื่นรมย์ตรงหน้า แม่บ้านสาวแรกรุ่นสองคนในชุดฟอร์มเรียบง่ายกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบเลิศรสเพื่อมื้อพิเศษของ 'คุณหนูกวิน' และว่าที่สะใภ้คนสวย ภายใต้การกะเกณฑ์ที่ดูขมีขมันราวกับแม่ทัพคุมศึกของ ป้าเล็ก
"ป้าเล็กคะ... ให้หนูช่วยอะไรบ้างไหมคะ?" รสรินเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรงใจ เธอรู้สึกประหม่าที่จะต้องนั่งว่างๆ ในขณะที่คนอื่นกำลังทำงานกันอย่างแข็งขัน
ทว่าป้าเล็กไม่ได้หันมาตอบในทันที แกกำลังยืนจ้องเขม็งไปยังอ่างล้างผักสเตนเลสขนาดใหญ่ที่เด็กสาวรุ่นลูกกำลังใช้มือเรียวเล็กล้างยอดคะน้าอย่างเบามือ
"นี่... อีแดง! มึงใส่ผงโซดาลงไปรึยัง? ล้างให้มันสะอาดๆ หน่อย เดี๋ยวคุณท่านท้องร่วงขึ้นมามึงจะหัวขาด!"
"โอ๊ยป้า! ใส่ไปตั้งแต่น้ำแรกแล้วจ้า นี่ก็น้ำที่สองแล้วนะเนี่ย ป้าจะขี้บ่นไปถึงไหนจ๊ะ ผักจะช้ำตายคามือหนูหมดแล้ว" เด็กสาวที่ชื่อแดงย้อนกลับอย่างไม่เกรงกลัว พร้อมกับทำปากขมุบขมิบแซะหญิงสูงวัยอย่างเป็นกันเอง ทำเอาป้าเล็กค้อนขวับจนตาคว่ำ
"ปากดีนะมึง! ถ้าคุณท่านบ่นมาว่าผักเหี่ยวรึไม่สะอาดล่ะก็ กูจะให้มึงไปยืนตากแดดล้างอ่างปลาหน้าบ้านให้เข็ด" ป้าเล็กแหวใส่พลางยกมือทำท่าจะเขกหัว แต่อีกฝ่ายกลับเบี่ยงตัวหลบพลางหัวเราะคิกคักกับเพื่อนสาวอีกคนที่กำลังปอกกระเทียมอยู่ข้างๆ
รสรินที่ยืนมองอยู่ถึงกับหลุดยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ บรรยากาศการหยอกเย้าที่ถึงลูกถึงคนแต่ไม่มีความถือสาหาความกันจริงๆ แบบนี้ มันช่างดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความสัมพันธ์แบบคนในครอบครัวที่หาได้ยากในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ดูเคร่งครัดภายนอก
"ให้หนูช่วยอะไรได้บ้างคะป้า..." รสรินย้ำถามเป็นครั้งที่สองพลางขยับกายเข้าไปใกล้
ป้าเล็กที่กำลังจะหันไปดุเด็กอีกคนหยุดชะงักลง แกหันมายิ้มกว้างให้รสรินด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนทันตาเห็น
"อู๊ย... ไม่ต้องหรอกค่ะคุณหนูริน ปล่อยให้ป้ากับอีเด็กพวกนี้มันจัดการเหอะค่ะ งานครัวมันเลอะเทอะ เดี๋ยวเสื้อผ้าสวยๆ จะเปื้อนเอาเปล่าๆ คุณหนูเข้าไปพักรอในบ้านดีกว่าค่ะ แถวนี้ยุงมันชุม ยิ่งตอนโพล้เพล้แบบนี้... เดี๋ยวจะโดนยุงกัดเอาได้นะคะ"
"ยุงไม่น่ากลัวเท่าป้าแกหรอกค่ะคุณริน ระวังนะคะ... อยู่ใกล้แกมากๆ เดี๋ยวแกจะกัดเอาเสียเอง" เสียงเซี้ยวๆ ของเด็กสาวที่ล้างผักดังขึ้นแทรกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะร่วนของเพื่อนสาวอีกคน
"อีแดง! ปากมึงนี่นะ... เดี๋ยวถ้ากูกัดจริงๆ มึงจะพูดไม่ได้กันทั้งวัน!" ป้าเล็กหันไปตวาดสำทับแต่แฝงไปด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันกลับมาหาพยุงแขนรสรินอย่างทะนุถนอม
"มาค่ะหนูริน อย่าไปสนใจอีพวกเด็กปากเสียพวกนี้เลย ไปนั่งรอข้างในดีกว่าค่ะ"
ป้าเล็กกึ่งดึงกึ่งลากรสรินออกจากครัวที่แสนวุ่นวาย ท่ามกลางเสียงหัวเราะส่งท้ายของสองสาวแม่บ้านที่ยังคงขยันแหย่คนแก่ไม่เลิก รสรินเดินตามแรงดึงของหญิงสูงวัยผ่านสวนสวยที่เริ่มมีแสงสลัวเข้าสู่ตัวเรือนใหญ่ พาเธอไปจนถึงห้องนั่งเล่นที่แสนโอ่อ่าซึ่งเธอเพิ่งนั่งประหม่าอยู่เมื่อครู่
"นั่งรอตรงนี้ดีกว่าค่ะ ไม่ต้องไปเหนื่อยตากยุงข้างนอกเลย เดี๋ยวผิวสวยๆ จะเสียหมด" ป้าเล็กพูดพร้อมกับกดตัวรสรินให้นั่งลงบนโซฟานุ่ม แม้คำพูดคำจาจะดูเจ้ากี้เจ้าการไปบ้าง แต่รสรินสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีที่ใสสะอาดจากหัวใจของหญิงคนนี้
"แต่ครัวก็มีมุ้งลวดนี่คะป้า ยุงไม่น่าจะเข้าได้เยอะขนาดนั้นนะคะ" รสรินแย้งยิ้มๆ
"โอ๊ย! มันกันได้ไม่หมดหรอกค่ะคุณหนู อีพวกนั้นมันเดินเปิดเข้าเปิดออกกันจนมุ้งลวดจะพังอยู่แล้ว ยุงมันฉลาดกว่าคนอีกค่ะ เชื่อป้าเถอะ... นั่งรอตรงนี้นะคะ เดี๋ยวป้าไปเอาผลไม้เย็นๆ มาให้ทานเล่นรองท้องก่อน" ป้าเล็กสั่งกำชับราวกับรสรินเป็นเด็กในโอวาทที่แกต้องคอยประคบประหงม
"ค่าาา... คุณป้าเล็กขาาา" รสรินแกล้งลากเสียงยาวหยอกล้อกลับไปบ้างเพื่อลดกำแพงความประหม่าที่สะสมมาทั้งวัน
"เห็นมั้ย! ไปอยู่ใกล้อีพวกนั้นหน่อยเดียว ติดเชื้อปากดีมาซะแล้ว" ป้าเล็กบ่นพึมพำพลางค้อนวงใหญ่ให้รสริน แต่ใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลานั้นกลับประดับด้วยรอยยิ้มอิ่มเอิบ แกขยับผ้ากันเปื้อนให้เข้าที่ก่อนจะเดินหันหลังกลับไปยังเรือนครัว ทิ้งให้รสรินนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบที่เริ่มกลับมาครอบงำอีกครั้ง
ทว่าความอบอุ่นใจที่ได้รับจากป้าเล็กและเด็กสาวในครัวเมื่อครู่ กลับไม่ได้ช่วยดับเปลวไฟแห่งความกังวลที่คุกรุ่นอยู่ในอกได้นานนัก เมื่อเธอนั่งนิ่งอยู่ลำพังในห้องนั่งเล่น ความเงียบสงัดของบ้านเริ่มทำให้หูของเธอแว่วได้ยินเสียงฝีเท้าจากชั้นบน…
เสียงที่เธอรู้ดีว่าเป็นของใคร รสรินกำมือเข้าหากันแน่น ความร่าเริงในครัวหายวับไปราวกับภาพฝัน เหลือเพียงความจริงอันแสนหวาดหวั่นที่เธอกำลังรอคอยเวลาที่จะเผชิญหน้ากับ 'ป๋า' ของเธออีกครั้งบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำนี้
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นยอดต้นไม้สั่นไหวตามแรงลม ยิ่งมืดลงเท่าไหร่ เงาอดีตในใจของเธอก็ดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นเท่านั้น
รสรินเผลอเลียริมฝีปากที่แห้งผากอีกครั้ง รสชาติจูบอันดุดันที่มุมผนังยังคงติดตรึงซ่านหยดอยู่ในปาก ราวกับเป็นพันธนาการที่บอกให้เธอรู้ว่า... ไม่ว่าเธอจะพยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่แสนดีเพียงใด แต่ในสายตาของเจ้าของบ้านหลังนี้ เธอคือ 'นางแมวสาว' ที่เขาเคยครอบครองและพร้อมจะขย้ำเธออีกครั้งทุกเมื่อที่โอกาสเอื้ออำนวย
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่โรยตัวลงปกคลุมโถงทางเดินไม้แกะสลัก รสรินประคองจานผลไม้แกะสลักที่ป้าเล็กนำมาเสิร์ฟไว้บนตักด้วยมือที่ยังสั่นเทา เธอจ้องมองรอยหยักของปรางมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ถูกฝานเป็นกลีบจำปีอ่อนช้อย และลูกไม้ลายฉลุบนผิวมะปรางริ้วอย่างอัศจรรย์ใจ ความประณีตระดับงานศิลป์ที่หาได้ยากในร้านอาหารทั่วไปนี้ กลับตั้งวางอยู่ตรงหน้าเธออย่างเรียบง่าย ทว่าทรงพลังด้วยรสนิยมชั้นสูง
"ป๊าเขาชอบอะไรที่เป็นไทยๆ ยังโบราณอยู่เยอะเลยครับ"
เสียงทุ้มอันอบอุ่นของกวินดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างสูงที่ทรุดตัวลงนั่งข้างกาย เขาแย้มยิ้มมองดูแฟนสาวที่กำลังพินิจผลไม้ในจาน รสรินเงยหน้าขึ้นสบตาเขาพลางคลี่ยิ้มตอบ แต่อัญมณีในดวงตาเธอกลับวูบไหวด้วยพายุอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน... ใช่แล้ว เธอจำได้แม่นยำกว่าใคร 'ป๋าไกร' ของเธอหลงใหลความละเมียดละไมเช่นนี้เสมอ ความประณีตที่ภายนอกดูสงบนิ่ง แต่ภายในกลับแฝงไว้ด้วยความดิบเถื่อนและแรงปรารถนาที่ไม่เคยปิดบัง
ในหัวของเธอฉายภาพสะท้อนจากอดีต... ภาพของหญิงสาวที่ร่ายระบำกามอย่างเร่าร้อนอยู่บนร่างกำยำของป๋าไกรหน้ากระจกบานใหญ่ เสียงครางกระเส่าที่หลุดรอดออกมาตามแรงอารมณ์ร่านร้อนอย่างไม่ปิดบังความต้องการ ยิ่งเธอแสดงออกถึงความกระหายในตัวเขามากเท่าไหร่ ป๋าไกรก็ยิ่งพึงพอใจและโหมไฟสวาทให้ลุกโชนมากขึ้นเท่านั้น กลิ่นเหงื่อและไอรักในวันวานดูเหมือนจะลอยมาเตะจมูกจนเธอเผลอสูดลมหายใจเข้าลึก
"ริน... รินครับ"
เสียงเรียกของกวินดึงเธอออกจากกรงขังแห่งความทรงจำ รสรินสะดุ้งน้อยๆ ดวงตากลมโตเบิกตื่นหันมองเขาอย่างเลิ่กลั่ก
"คะ? มีอะไรเหรอคะพี่วิน"
"วันนี้รินของพี่เป็นอะไรไปครับ เห็นใจลอยๆ หน้าซีดเชียว... ไม่สบายหรือเปล่า?" กวินขมวดคิ้วด้วยความกังวล เขาใช้หลังมืออังเข้าที่หน้าผากมนของแฟนสาวอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่แสนดีและบริสุทธิ์ของกวินทำให้รสรินยิ่งรู้สึกผิดบาปจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
"รินไม่เป็นไรค่ะ... แค่เหนื่อยนิดหน่อย สงสัยคงประหม่าที่ได้เจอคุณพ่อพี่วินน่ะค่ะ" เธอมุสาคำโตพลางก้มหน้าลงต่ำ
"งั้นขึ้นไปพักที่ห้องพี่ก่อนมั้ย? ถึงเวลามื้อเย็นค่อยลงมา พี่อยากให้รินสดชื่นกว่านี้" กวินเสนอทางออกด้วยความหวังดี
"อุ๊ย! ไม่ได้หรอกค่ะพี่วิน น่าเกลียดตายเลย รินเป็นแค่แขกจะขึ้นไปใช้ห้องนอนเจ้าของบ้านตั้งแต่วันแรกได้ยังไงคะ" รสรินร้องห้ามด้วยกิริยาที่ดูเป็นกุลสตรีที่รู้กาลเทศะ ทว่าความจริงในใจเธอกลับร่ำร้องอยากจะหนีไปให้พ้นจากคฤหาสน์หลังนี้ให้เร็วที่สุด เธอทนไม่ได้ที่จะต้องนั่งปั้นหน้ามองตากับชายที่เคยเป็นเจ้าของชีวิตเธอ และเพิ่งจะฝากรอยจูบอันร้อนแรงไว้เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
ความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก พื้นที่โถงรับแขกที่ดูโอ่อ่ากลับกลายเป็นกรงทองที่บีบคั้นอารมณ์ของเธอจนถึงขีดสุด "รินขอตัวไปห้องน้ำอีกสักพักนะคะพี่วิน รู้สึกหน้ามืดนิดหน่อยค่ะ"
"ให้พี่พาไปมั้ย?" กวินทำท่าจะลุกตาม
"ไม่เป็นไรค่ะ รินจำทางได้แล้ว พี่วินนั่งรอตรงนี้เถอะค่ะ" เธอรีบหยัดกายขึ้นแล้วเดินกึ่งวิ่งหายลับไปที่มุมผนัง ทิ้งให้กวินมองตามด้วยสายตาที่เป็นห่วง
ภายในห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาด รสรินวักน้ำลูบหน้าพยายามดับความฟุ้งซ่าน เธอจ้องมองตัวเองในกระจก เห็นริมฝีปากที่แดงช้ำน้อยๆ จากรสจูบของพ่อผัว เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ รวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง ก่อนจะบิดลูกบิดประตูออกไปเผชิญหน้ากับความจริงอีกครั้ง
แกร๊ก!
ทันทีที่บานประตูเปิดออก รสรินก็ต้องผงะถอยหลังจนแทบเสียหลัก เมื่อร่างสูงใหญ่กำยำของเกรียงไกรยืนเด่นตระหง่านขวางทางอยู่เบื้องหน้า ดวงตาสีเหล็กคมปลาบคู่นั้นจ้องมองเธอเขม็งราวกับพยัคฆ์ที่ซุ่มรอดูจังหวะขย้ำเหยื่อมานานแสนนาน
"ป๋า!"
เธออุทานออกมาแผ่วเบาด้วยความตกใจสุดขีด คำเรียกขานที่แสนคุ้นเคยหลุดออกมาจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ และเพียงเสี้ยววินาที แขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของป๋าไกรก็รวบเอาร่างบางของเธอหลบเข้ามุมผนังที่ลับตาคนอีกครั้ง แรงบีบที่ต้นแขนทำให้รสรินรับรู้ถึงอารมณ์ที่คุกรุ่นของเขา
"เรายังคุยกันไม่จบ..." เขาแค่นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและร่องรอยของการถูกหักหลัง "เธอต้องการอะไรกันแน่รสริน? เข้าหากวินเพื่อจะแบล็กเมล์ฉันใช่ไหม? หรืออยากจะกลับมาปอกลอกฉันผ่านทางลูกชาย?"
"หนูสาบานได้! หนูไม่เคยรู้จริงๆ ว่าพี่วินเป็นลูกชายป๋า หนูไม่เคยรู้ชื่อจริงหรือนามสกุลของป๋าด้วยซ้ำ!"
จริงอย่างที่เธอเอ่ยอ้าง... เธอไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเขามากไปกว่าฐานะข้าราชการผู้มีหน้ามีตาในสังคม ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเธอเองก็ระมัดระวังที่จะไม่ทำให้เกียรติยศของเขาต้องมัวหมอง พันธสัญญาของเราเรียบง่ายแต่หนักแน่น... เขาหยิบยื่นอนาคตให้เธอผ่านค่าเทอมและค่ากินอยู่ ส่วนเธอหยิบยื่นความภักดีและร่างกายให้เขาเชยชม
สิ่งเดียวที่รสรินถวิลหาจากชายผู้นี้ ไม่ใช่ตำแหน่งแห่งที่ในสังคม แต่เป็นรสสวาทอันดุดันและฉกาจฉกรรจ์ที่เขามักจะสลักลงบนกายเธออย่างเชี่ยวชาญทุกค่ำคืน แค่ได้ครอบครองแสะปลดปล่อยความเร่าร้อนนั้นในยามที่ใจเรียกร้อง เธอก็ไม่ต้องการสิ่งอื่นใดอีกแล้ว
รสรินพยายามฝืนตัวดิ้นรนให้หลุดจากวงแขนที่แข็งปานเหล็กกล้า น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความอัดอั้น
"แล้วทำไมต้องเป็นเจ้าวิน? โลกนี้มีผู้ชายตั้งกี่ล้านคน ทำไมต้องเป็นลูกชายฉัน!" เขาถามย้ำอย่างคนที่ไม่เชื่อในความบังเอิญ
รสรินหยุดนิ่ง แววตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนแสงลง เปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อยที่น่าสงสารจนคนมองใจหาย เธอกวาดสายตามองทางเดินอย่างหวาดระแวงก่อนจะลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบอ้อนวอน
"ป๋าขา... ป๋าก็รู้ ตลอดเวลาที่อยู่กับป๋า หนูไม่เคยโกหกป๋าเลยสักครั้ง... หนูกับพี่วินเรารักกันจริงๆ เขาเป็นคนเดียวที่หนูอยากฝากชีวิตและอนาคตไว้ด้วย ตามที่หนูเคยขออนุญาตป๋าไว้ในคืนนั้นไงคะ..."
เกรียงไกรชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาสีเหล็กที่เคยดุดันเริ่มสั่นไหวและอ่อนแสงลงเมื่อเห็นน้ำตาที่คลอรื้นในดวงตากลมโตคู่นั้น
"หนูไม่รู้จริงๆ ค่ะป๋า... หนูไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นพี่วิน รู้เพียงแต่ว่า... ใบหน้าของเขา แววตาของเขา มันช่างคล้ายกับป๋ามาก คล้ายจนทำให้หนูอดที่จะคิดถึงป๋าไม่ได้ยามที่อยู่ใกล้เขา"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากใจจริงของรสริน ทำเอาหัวใจของหนุ่มใหญ่ผู้ครองโสดมาอย่างยาวนานถึงกับกระตุกวูบ ความโกรธเกรี้ยวที่สุมทรวงมาตลอดทั้งวันมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความรู้สึกผิดที่หลงเข้าใจผิดเด็กสาวที่เขาเคยทะนุถนอม
"ปล่อยหนูเถอะค่ะ... เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า" เธอพยายามดันอกเขาออกเบาๆ
ทว่าแทนที่จะปล่อย แขนแกร่งกลับกระชับร่างบางให้แนบชิดยิ่งขึ้น กลิ่นหอมจางๆ จากผิวกายของรสรินที่เขาเคยลุ่มหลงในอดีตกำลังปลุกปั่นอารมณ์ที่เขาพยายามสะกดกลั้นไว้
"รู้มั้ย... ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ป๋าคิดถึงหนูใจจะขาด เฝ้าภาวนาให้หนูเจอคนที่ดี... แต่ไม่คิดเลยว่าคนๆ นั้นจะเป็นลูกชายของป๋าเอง"
เสียงของเขาอ่อนลงจนสั่นพร่า และก่อนที่รสรินจะทันได้ตั้งตัว ริมฝีปากหนาอันทรงพลังก็ประกบลงบนริมฝีปากอวบอิ่มของเธออีกครั้ง!
คราวนี้มันไม่ใช่จูบที่คาดคั้นหรือรุนแรงเหมือนครั้งแรก แต่มันเป็นจูบที่เต็มไปด้วยความโหยหา นุ่มนวลทว่าหนักแน่นในอารมณ์ ลิ้นร้อนที่แสนเชี่ยวชาญของเกรียงไกรสอดแทรกเข้าไปเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กของเธออย่างคุ้นเคย
รสรินเผลอคราง "อือออ... อาาา" ออกมาในลำคออย่างเสียวสยิว ร่างกายของเธอจดจำรสสัมผัสนี้ได้ดีกว่าสิ่งอื่นใด แขนเรียวเล็กที่เคยพยายามผลักไส กลับเผลอโอบโน้มลำคอแกร่งของเขาลงมาอย่างอัตโนมัติเหมือนที่เคยทำในวันวาน
เธอหมดแรงที่จะร้องห้าม ปล่อยให้ป๋าไกรตักตวงความหวานจากโพรงปากของเธออย่างดูดดื่มเนิ่นนาน จูบนั้นรัญจวนใจจนเธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง รสชาติของกามารมณ์ที่เคยแห้งเหือดกลับมาหล่อเลี้ยงหัวใจที่โหยหาของคนทั้งคู่ จนกระทั่งเกรียงไกรเป็นฝ่ายผละออกอย่างอ้อยอิ่ง
รสรินปรือตาขึ้นมองเขาอย่างหวานซึ้ง ใบหน้าของเธอแดงซ่าน ลมหายใจหอบถี่ ความสัมพันธ์ในอดีตที่พยายามฝังกลบกลับฟื้นคืนชีพและก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนเธอตั้งตัวไม่ติด
ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าที่ก้าวใกล้เข้ามาทำลายมนต์ขลังในทันที!
ทั้งคู่ผละออกจากกันราวกับแรงผลักจากขั้วแม่เหล็ก รสรินถลากลับเข้าไปในห้องน้ำแล้วงับประตูลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เกรียงไกรปรับท่าทางให้นิ่งขรึม กวาดสายตามองผนังทำทีเป็นคนเดินผ่านมาธรรมดา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายความลับที่อวลอยู่ในอากาศ... พร้อมกับความจริงที่ว่า ต่อจากนี้ไป ความเป็น 'พ่อผัว' และ 'ลูกสะใภ้' จะเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้บังหน้าพายุสวาทที่กำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง
เสียง "ปึก" จากการปิดประตูท้ายรถอัลพาร์ตสีขาวดังก้องสะท้อนไปในอากาศที่นิ่งสนิท กลิ่นยางรถยนต์ใหม่และกลิ่นอายแดดจาง ๆ ยามสายลอยอบอวลอยู่รอบตัว กวินลดมือลงข้างลำตัว ฝ่ามือของเขายังคงรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ จากตัวรถ แต่หัวใจกลับเบาโหวงอย่างประหลาด เขาค่อย ๆ หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับคฤหาสน์หลังงามที่โอ่อ่าท้าทายแสงตะวันภาพตรงหน้าคือบ้านที่เขาเคยวิ่งเล่นจนเข่าถลอก กลิ่นหอมของดอกแก้วที่ปลูกริมรั้วยังคงโชยมาแตะจมูกเหมือนวันวาน ภาพความทรงจำสีจาง ๆ ในห้องโถงกว้างที่เขาเคยนั่งล้อมวงกินข้าวกับแม่ผุดพรายขึ้นมาประหนึ่งฟองอากาศที่ลอยเด่นก่อนจะแตกสลาย เขาพยายามจะแย้มยิ้มให้กับอดีตเหล่านั้น ทว่ามันกลับเป็นเพียงเงาแห่งความเศร้าที่พาดผ่านริมฝีปาก เพราะในวินาทีถัดมา กลิ่นคาวเลือดที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทและภาพร่างไร้วิญญาณบนเตียงสีขาวกลับแทรกซึมเข้ามาบดบังทุกสิ่งจนมืดมิด“ขอโทษนะครับหม่ามี้...” เขาพึมพำกับสายลมที่พัดผ่านใบหน้า เสียงแหบพร่าประหนึ่งเศษใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำ เขาหลับตาลงนึกถึงใบหน้าของแม่ผู้ล่วงลับที่เคยฝากฝังให้เขาดูแลบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด “ผมอยู่ที่นี่ไม่ได้จริงๆ ทุกอย่างของที
แรงสั่นสะเทือนจากสมาร์ทโฟนในกระเป๋ากางเกงดังกะพริบถี่รัวจนกวินรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมา เขาละสายตาจากใบหน้าพ่ายแพ้ของพ่อ แววตาคมกริบกวาดมองหน้าจอที่เต็มไปด้วยข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานประหนึ่งเลือด ทันใดนั้น ความเย็นเยียบแล่นปราดเข้าจับขั้วหัวใจประหนึ่งถูกแช่แข็ง"ริน!"ชื่อของหญิงสาวหลุดจากปากอย่างแผ่วเบาแต่สั่นเครือ กวินเงยหน้ามองขึ้นไปยังเพดานห้อง ตำแหน่งที่เป็นห้องนอนอันมืดมิดของเมียรัก สมองของเขาฉายภาพขวดยาที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะหัวเตียง—ทางออกเดียวที่เธอใช้ดับความทรมานในใจมาตลอดหลายอาทิตย์ เขาไม่รอช้า รวบร่างหนูกาเหว่าเข้าแนบอกแล้วโผทะยานขึ้นบันไดไม้ไปทีละสองขั้น เสียงฝีเท้ากระแทกขั้นบันไดดังหนักแน่นสลับกับลมหายใจที่หอบพร่าเขากระชากบานประตูห้องนอนออกอย่างแรงจนมันกระแทกผนังเสียงดัง ปัง! ทว่าความเงียบงัดที่สวนกลับมานั้นน่าสะพรึงยิ่งกว่ากวินรู้สึกเหมือนร่างกายถูกถอดวิญญาณออกไปในวินาทีที่เห็นร่างของรสรินพาดอยู่บนขอบฟูกหนา กระปุกยานอนหลับสีขาวนอนนิ่งสนิทโดยไร้ฝาปิดและไร้สิ่งใดหลงเหลืออยู่ข้างใน ใกล้กันนั้นคือขวดน้ำยาล้างห้องน้ำสีฟ้าสดที่ล้มตะแคง น้ำยาสีขุ่นข้นไหลนองอาบพื้นไม้จนเ
เกรียงไกรพุ่งตัวออกจากห้องทำงาน เสียงฝีเท้าที่กระแทกลงบนพื้นไม้สักดังสนั่นรัวเร็วประหนึ่งเสียงกลองรบที่บ้าคลั่ง สายตาของเขาตวัดส่ายไปมาดั่งเสือที่กำลังคลั่งเลือด มองหากวิน... ไอ้ลูกในไส้ที่เขาตราหน้าว่าเป็นต้นตอของหายนะที่กำลังแผดเผาเกียรติยศของเขาอยู่ในขณะนี้ความร้อนรนทำให้เขาเกือบจะถลำผ่านโถงทางเดินไป ทว่าหางตากลับสะดุดเข้ากับภาพภายในห้องนั่งเล่น เกรียงไกรชะงักเท้าจนร่างโยน ก่อนจะถอยกลับมาเผชิญหน้ากับภาพที่ทำให้เขายิ่งเดือดดาล กวินกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนประคองร่างป้อมของหนูกาเหว่าไว้ในอ้อมแขน นิ้วหนาชี้ไปตามภาพในหนังสือนิทานอย่างใจเย็น“แกทำใช่ไหมไอ้วิน!”เสียงตวาดลั่นปานฟ้าผ่าฉีกกระชากความเงียบสงบในบ้านจนพังพินาศ หนูกาเหว่าสะดุ้งสุดตัวจนหนังสือนิทานร่วงหลุดจากมือ กวินเงยหน้าขึ้นทันควัน คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปม แววตาของเขามีเพียงความฉงนและสับสน“ป๊าพูดเรื่องอะไร? ผมทำอะไร?” เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทว่าแฝงความมึนงงอย่างที่สุด“อย่ามาทำเป็นไขสือ! ข่าวในเน็ต... เรื่องของป๊ากับหนูริน มันจะหลุดออกไปได้ยังไงถ้าไม่ใช่ฝีมือแก แกโกรธป๊า แกอยากเห็นฉันฉิบหายมากนักใช่มั้ย!”เกรียงไกรถลา
รัตติกาลอันเงียบสงัดถูกปกคลุมด้วยความหรูหราฟู่ฟ่าของคฤหาสน์หลังมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่หลังรั้วเหล็กดัดลวดลายวิจิตร แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลดวงเขื่องสะท้อนวาบวับบนตัวถังรถยนต์ยุโรปป้ายแดงที่จอดเรียงรายจนเต็มลานหินอ่อน กลิ่นควันท่อไอเสียจางๆ ผสมปนเปกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นดอกไม้เมืองหนาวที่ถูกจัดแต่งไว้อย่างประณีตทั่วทั้งงานชายวัยกลางคนในชุดสูทตัดเย็บเนี้ยบกริบหลายสิบชีวิต ต่างประคองกระเช้าผลไม้นอกและรังนกสีทองเกรดพรีเมียม เดินสลับข้ามไปมาเพื่อแย่งชิงโอกาสเพียงเสี้ยวนาทีในการเข้าถึงตัว "เจ้าภาพ" ผู้กุมชะตาในบอร์ดแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง“ท่านเกี๊ยง... ไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านในงานนี้”กรณ์ คู่แข่งคนสำคัญที่มีบารมีสูสีกัน ขยับตัวเข้ามาใกล้จนเกรียงไกรสัมผัสได้ถึงกลิ่นบุหรี่ซิการ์จางๆ ที่ติดมากับปกเสื้อสูท กรณ์เอียงคอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยกระแสกดดันบางอย่าง“งานสำคัญของท่านรัฐมนตรีแบบนี้ ผมจะพลาดได้ยังไงล่ะท่านกรณ์”เกรียงไกรตอบกลับด้วยน้ำเสียงกังวานราบเรียบ มือหนายกขึ้นจัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่ด้วยท่าทีเนือยๆ ทว่าแววตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นกลับฉายประกายแห่งความถื
ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศครางหึ่งแผ่วเบา ไหล่หนากว้างของกวินยังคงสั่นไหวกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เขาโน้มตัวลงจนหน้าผากแทบจรดซอกเข่า ฝ่ามือทั้งสองที่ยกขึ้นปิดใบหน้าตัวเองไว้สั่นเทาประหนึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวในอกกำลังจะระเบิด ทว่าเสียงสะอื้นที่เขาเพียรสะกดกั้นไว้กลับหลุดรอดออกมาเป็นจังหวะที่ขาดห้วง ราวกับไม่สามารถจะอดกลั้นมันไว้ได้อีกต่อไปในนาทีที่น้ำตาอุ่นจัดไหลนองง่ามนิ้ว กวินเพิ่งตระหนักได้ด้วยหัวใจที่แหลกสลายว่า นรกที่เขาเพียรสร้างขึ้นเพื่อแผดเผาคนบาปทั้งสอง กลับกลายเป็นกองเพลิงที่โหมกระหน่ำใส่ตัวเขาเองอย่างไม่ปรานี และที่ร้ายไปกว่านั้น ประกายไฟแห่งความแค้นที่เขาจุดขึ้น มันได้ลุกลามไปรั้งดึงเอาดวงใจบริสุทธิ์อย่าง 'หนูกาเหว่า' ให้เข้ามาจมอยู่ในกองเพลิงนี้ไปพวกเขาด้วยความสะใจที่เขาเคยถวิลหา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความสมเพชตัวเองที่มันตีกลับเข้าหาอย่างรุนแรง เขารู้สึกเหมือนเป็นพ่อที่ล้มเหลว ไม่ต่างไปจาก เกรียงไกร ชายที่ยังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา เขากำลังจะเป็นคนที่ขุดหลุมฝังอนาคตของลูกสาวด้วยมือของตัวเองเพียงเพื่อดับไฟแค้นส่วนตัว ภาพดวงตาที่
"หนูริน... เป็นยังไงบ้าง?"เสียงของเกรียงไกรสั่นพร่า ร่างสูงใหญ่ที่เคยผึ่งผายในชุดสูทเนื้อดีขยับเข้าใกล้ขอบเตียงคนไข้อย่างลืมตัว กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศหรูหราที่ติดตัวเขามาปะทะเข้ากับกลิ่นยาฆ่าเชื้อในห้องโถมเข้าใส่รสรินจนเธอรู้สึกอึดอัด แผ่นหลังของเธอลีบติดกับพนักเตียงพยายามถดหนีสัมผัสที่ไม่ได้ร้องขอ ชายชราเหมือนจะเพิ่งรู้สึกถึงกำแพงล่องหนที่กั้นขวางอยู่ เขาค่อยๆ ขยับถอยห่างออกมาทีละก้าว ทว่าดวงตายังคงจ้องมองสะใภ้ด้วยความห่วงใยจนออกนอกหน้า"รินเขาไม่เป็นไรแล้วครับป๊า... โชคดีที่หมอล้างท้องทัน"คำว่า 'ล้างท้อง' จากปากกวินกรีดผ่านความเงียบราวกับคมมีด บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้งและตึงเครียดขึ้นมาทันที ป้าเล็กที่ยืนสังเกตการณ์อยู่มุมห้องรู้สึกเหมือนออกซิเจนกำลังจะหมดไปจากห้องนี้ เธอขยับผ้ากันเปื้อนในมือไปมาอย่างกระสับกระส่าย"เดี๋ยวป้าออกไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะ... เห็นหนูรินปลอดภัย ป้าก็โล่งใจแล้ว"ป้าเล็กเอ่ยด้วยน้ำเสียงแห้งผาก แววตาที่ผ่านโลกมามากกวาดมองคนทั้งสามด้วยความรู้สึกประหลาด แฝงไปด้วยความเวทนาที่ปิดไม่มิด หญิงชราขยับตัวเข้าไปใกล้กวินอย่างรู้งาน ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนโยนที่ดูฝืนธรรมชาต







