Compartir

บทที่ 2

Autor: ชาดจันทร์
เธอเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตัวเอง “เขาไปรับเธอเหรอคะ?”

ซ่งฉงโจว: “ใช่ หลินชีกำลังจะกลับมารับตำแหน่งแพทย์อาวุโสประจำแผนกศัลยกรรมประสาทของเรา”

ชายคนนี้เป็นรุ่นพี่ร่วมอาจารย์ของสวีเป่ยหลานและหลินชี เขาเชียร์ให้ทั้งสองคนเป็นคู่รักกันมาหลายปีแล้ว

โดยเฉพาะหลินชีผู้เป็นรุ่นน้อง เขายิ่งปกป้องทะนุถนอมเธออย่างสุดหัวใจ

คืนก่อนที่สวีเป่ยหลานจะแต่งงานกับเฉิงเหยียน เขาโมโหจนต้องดื่มเหล้า ก่อนจะบุกไปถึงบ้านตระกูลสวี กระชากคอเสื้อสวีเป่ยหลานแล้วเค้นถามว่าทำไมถึงไม่รอให้หลินชีกลับมา

แต่เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ในที่สุดทุกอย่างก็กำลังจะกลับเข้าที่เข้าทางเสียที

เขาจงใจเอ่ยเสริมอีกประโยคว่า “เป่ยหลานเป็นฝ่ายเสนอจะไปรับหลินชีเอง เขาคงร้อนใจมาก เพราะถึงยังไงเขาก็รอหลินชีมาตลอดทั้งปี”

“อ๋อ” เฉิงเหยียนยิ้มบาง “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ขอโทษที่มารบกวนนะคะ”

ซ่งฉงโจวแค่นเสียงหึออกมา

ขณะที่เฉิงเหยียนเดินจากไป เธอได้ยินเสียงพูดคุยกันแว่ว ๆ จากด้านหลัง

“นายไม่กลัวว่าเธอจะไปโวยวายใส่เป่ยหลานเหรอ?”

ซ่งฉงโจวเอ่ยอย่างดูแคลน “เธอจะกล้าโวยวายใส่เป่ยหลานเหรอ? อาศัยแค่หน้าตาสวยหน่อยก็กล้าเข้ามาแทรกกลางความสัมพันธ์ของคนอื่น แบบนี้เขาเรียกว่ามือที่สาม”

เพื่อนร่วมงานหัวเราะเบา ๆ “นายเป็นแพทย์เจ้าของไข้ของแม่เธอไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงพูดถึงเธอแบบนั้นล่ะ?”

เพื่อนร่วมงานอีกคนกระซิบว่า “เธอก็น่าสงสารเหมือนกันนะ เพื่อนร่วมชั้นฉันทำงานอยู่แผนกสูตินรีเวช ได้ยินมาว่าเธอตรวจพบว่ามีลูกไม่ได้แล้ว”

“อะไรนะ? เป่ยหลานนี่โชคร้ายจริง ดีนะที่หลินชีกลับมาแล้ว”

เฉิงเหยียนเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟต์

เธอคิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องที่ตัวเองไม่สามารถมีลูกได้จะแพร่สะพัดออกไปแล้ว

เมื่อเดินออกจากอาคารโรงพยาบาล แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้าตา ทำให้เธอรู้สึกพร่าเลือนอยู่ชั่วขณะ

ที่แท้หลินชีไม่เพียงแต่กำลังจะกลับมาเท่านั้น แต่สวีเป่ยหลานยังเป็นฝ่ายเดินทางไกลนับหมื่นลี้ไปรับเธอด้วยตัวเองอีก

เฉิงเหยียนเดินลงบันไดพลางกระตุกยิ้มมุมปาก

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เธอไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะได้นั่งเบาะข้างคนขับในรถของสวีเป่ยหลานด้วยซ้ำ

ช่างเถอะ ถ้าอย่างนั้นก็รอให้เขาพาหลินชีกลับมาก่อนแล้วกัน

คืนนั้น เฉิงเหยียนขอลางานกับหัวหน้าเป็นเวลาครึ่งเดือน แล้วพาแม่ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่ลี่ชวน

เมื่อสองปีก่อน แม่ของเธอป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง และผลการผ่าตัดก็ไม่ค่อยดีนัก

ความปรารถนาสูงสุดของแม่เธอคือการได้ไปเที่ยวชมเมืองลี่ชวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง

-

สวีเป่ยหลานกับหลินชีเดินทางถึงเมืองเจียงหมิงในอีกห้าวันต่อมา

แม้ว่าข้าวของส่วนใหญ่จะส่งมาทางไปรษณีย์แล้ว แต่สัมภาระที่หลินชีพกติดตัวมาก็ยังมีอีกมากมาย

สวีเป่ยหลานขนกระเป๋าเดินทางสามใบกับกระเป๋าใบเล็กใบใหญ่รวมอีกสี่ใบเข้ามาในห้อง

หลินชีนอนเหยียดแขนทั้งสองข้างอย่างสบายอารมณ์อยู่บนโซฟาตั้งนานแล้ว เรือนผมดัดลอนของเธอปล่อยสยายอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเสื้อผ้าท่อนบนก็ถอดออกจนเหลือเพียงเสื้อสายเดี่ยวคอลึกตัวหนึ่ง

สวีเป่ยหลานมองเสื้อคลุมและข้าวของในกระเป๋าของเธอที่กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ก่อนจะถอนหายใจ

หลินชีมีลักษณะนิสัยแบบ ‘เด็กเนิร์ด’ อย่างชัดเจน เธอเป็นตัวของตัวเองอย่างน่าแปลกประหลาด มีไอคิวสูงลิ่ว แต่กลับดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันแทบไม่เป็น

แต่ถึงอย่างไรเธอก็เป็นถึงคุณหนูสุดที่รักแห่งบริษัทหลินกรุ๊ป เป็นลูกรักของสวรรค์ที่เติบโตมาท่ามกลางการประคบประหงมและยกย่องชื่นชมของผู้คนตั้งแต่เด็ก

“สวีเป่ยหลาน ฉันปวดหัว” เธอหลับตาพลางครางออกมาเบา ๆ

สวีเป่ยหลานถามว่า “ให้เรียกหมอนวดมานวดที่บ้านไหม?”

“ไม่เอา”

สวีเป่ยหลานชงน้ำผึ้งให้เธอหนึ่งแก้วแล้ววางไว้บนโต๊ะกาแฟ จากนั้นก้มลงเก็บข้าวของที่ตกอยู่บนพื้นทีละชิ้น ก่อนจะเปิดหน้าต่างระบายอากาศ

หลังจากเข้าไปเปิดน้ำอุ่นใส่อ่างอาบน้ำให้เธออย่างคล่องแคล่วแล้ว เขาจึงเตรียมตัวจากไป

หญิงสาวบนโซฟามองเขาด้วยสายตาหวานเยิ้มชวนหลงใหล ก่อนจะเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “คืนนี้ไม่ไปได้ไหม?”

“...” มือของสวีเป่ยหลานชะงักค้างอยู่บนลูกบิดประตู

เขาเม้มริมฝีปากแล้วหยุดยืนอยู่ตรงประตู แผ่นหลังดูเย็นชาและห่างเหิน

เวลาราวกับหยุดนิ่งลงในชั่วขณะนั้น

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะหันกลับมา ดวงตาคู่งามของหลินชีก็ฉายแววเย้ายวน เธอหัวเราะคิกคักราวกับแกล้งคนได้สำเร็จ

“รีบไปสิ รีบไป อย่ามารบกวนเวลาพักผ่อนของฉัน นายมันคนมีเมียแล้วนะ”

เธอเน้นย้ำคำว่า ‘คนมีเมียแล้ว’ ราวกับมันเป็นเรื่องน่าอับอายที่ทำให้เธอรู้สึกดูถูกเหยียดหยาม

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดขัดแย้งบางอย่าง ทำให้หัวใจปวดร้าวหน่วง ๆ อย่างต่อเนื่องจนแทบหายใจไม่ออก

ความจริงที่ว่าสวีเป่ยหลานแต่งงานแล้วนั้น ต่อให้เป็นเทพเจ้าก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แล้วคำสาบานรักที่เคยให้ไว้ต่อกันในอดีตจะมีความหมายอะไรอีก?

เส้นเลือดบนหลังมือที่กำลูกบิดประตูของเขาปูดโปนขึ้นมาทีละเส้น

สวีเป่ยหลานสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเอ่ยว่า “ฉันไปก่อนนะ เธอพักผ่อนให้ดีล่ะ”

หลินชีนอนอยู่บนโซฟา จ้องมองเพดานพร้อมกับแสยะยิ้มเย็นชา

สวีเป่ยหลานออกจากอพาร์ตเมนต์ของหลินชีแล้วกลับไปยังเรือนหอของเขากับเฉิงเหยียน

หลังจากเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทาง เมื่อผลักประตูบ้านเข้าไป กลิ่นฝุ่นภายในบ้านกลับรุนแรงยิ่งกว่ากลิ่นฝุ่นที่เขาพาติดตัวกลับมาจากการเดินทางไกลหลายหมื่นกิโลเมตรเสียอีก

เขาเป็นคนรักความสะอาดจนเข้าขั้นย้ำคิดย้ำทำ สีหน้าจึงกลายเป็นบึ้งตึงทันที พร้อมกับความไม่พอใจที่ผุดขึ้นมาในใจ

หลังจากโทรเรียกแม่บ้านรายชั่วโมงให้มาทำความสะอาดแล้ว เขาจึงกลับเข้าไปในห้องนอนใหญ่

นิ้วมือเรียวยาวขาวผ่องราวกับหยกค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทีละเม็ด ขณะที่สายตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย

เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียง ลำคอเรียวยาวเผยให้เห็นลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลง

ทั้งการเดินทางไปมาอย่างเหน็ดเหนื่อยติดต่อกันหลายวัน รวมถึงอารมณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ทำให้เขารู้สึกอ่อนล้า

เขาไม่ได้ปลดปล่อยความต้องการมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว เมื่อได้กลิ่นหอมจาง ๆ ที่แทบจับไม่ได้จากหมอน เขาก็นึกถึงครั้งก่อนที่ตัวเองควบคุมอารมณ์ไม่อยู่จนดึงเฉิงเหยียนขึ้นมาบนเตียงของเขา

เรือนผมงามของเธอปล่อยสยายคลุมไหล่ เหงื่อหอม ๆ ชุ่มโชกไปทั่วร่าง มือกำผ้าปูที่นอนแน่น ขณะที่ฟันขบริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ พยายามอดกลั้นอารมณ์ปรารถนาที่พลุ่งพล่านจนแทบทนไม่ไหว

เมื่อนึกถึงท่าทางอ่อนหวานเย้ายวนของเธอ เขาก็รู้สึกกระสับกระส่ายจนลำคอแห้งผาก

เขามองดูเวลา คาดว่าอีกประมาณสองชั่วโมงกว่าเธอจะกลับถึงบ้าน

สวีเป่ยหลานจึงนอนหลับพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรง เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว

แต่เมื่อเขาพลิกตัวลุกจากเตียง กลับพบว่าห้องนั่งเล่นมืดสนิท

เฉิงเหยียนยังไม่กลับมา

เขาขมวดคิ้ว

หลังจากแต่งงานกัน เธอไม่เคยออกไปค้างคืนข้างนอกโดยไม่กลับบ้านเลย

ดังนั้นเมื่อไปทำงานวันรุ่งขึ้น สวีเป่ยหลานจึงไปตรวจดูประวัติการรักษาก่อนเป็นอันดับแรก

อาการป่วยของเฉินเฟินอวี้ แม่ยายของเขาไม่ได้ทรุดหนักลงไปกว่าเดิม แต่กลับขาดนัดตรวจติดตามอาการไปหนึ่งครั้ง

จากนั้นเมื่อได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดถึงเรื่องนี้ เขาถึงได้รู้ว่าเฉิงเหยียนเคยมาหาเขา

ซ่งฉงโจวเอ่ยด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องเล็กน้อย “ฉันบอกเธอไปแล้วว่านายไปรับหลินชีที่ประเทศ M ”

สวีเป่ยหลานยกมือกดบริเวณหัวคิ้ว “พี่ไปบอกเรื่องนี้กับเธอทำไม?”

“ยังไงสักวันเธอก็ต้องรู้อยู่ดีไม่ใช่เหรอ?”

คำพูดของซ่งฉงโจวแฝงความหมายบางอย่าง ในเมื่อหลินชีกลับมาแล้ว เฉิงเหยียนที่มีลูกไม่ได้ก็ย่อมต้องหลีกทางให้อยู่แล้ว

สวีเป่ยหลานไม่ได้พูดอะไร เขายกแฟ้มประวัติการรักษาขึ้นแล้วถามว่า “ทำไมแม่ยายผมถึงไม่มาตรวจติดตามอาการ?”

“นายไม่อยู่ วันนั้นคนไข้เยอะเกินไป ฉันเลยให้เธอพาแม่กลับไปก่อน สุดท้ายก็ลืมนัดวันตรวจใหม่”

“รุ่นพี่ ผมจำเป็นต้องเตือนพี่หน่อยว่า เนื่องจากความผิดพลาดของแผนกเรา หลังจากแม่ยายผมเข้ารับการผ่าตัดเปิดกะโหลก นอกจากเธอจะมีความบกพร่องทางสติปัญญาแล้ว อาการป่วยก็ยังไม่คงที่อีกด้วย ตามระเบียบแล้วเธอควรได้รับสิทธิ์เข้าตรวจก่อน ครั้งหน้าช่วยตรวจร่างกายให้เธออย่างละเอียดและรอบคอบด้วย แบบนี้จะเป็นผลดีกับตัวพี่เองเหมือนกัน”

เอ่ยจบ เขาก็ถือแฟ้มประวัติการรักษาเดินจากไปอย่างเย็นชา

ทิ้งให้ซ่งฉงโจวยืนงุนงงอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

……

ทันทีที่สวีซีช่านซึ่งยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแพทย์ได้ยินว่าสวีเป่ยหลานพาหลินชีกลับประเทศมาแล้ว เธอก็ตื่นเต้นจนรีบโดดเรียนวิ่งมาหาพวกเขาทันที

“พี่!”

ตอนนั้นสวีเป่ยหลานเพิ่งตรวจเยี่ยมคนไข้เสร็จและเดินกลับมา โดยมีคนกลุ่มใหญ่เดินตามอยู่ด้านหลัง

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เธอมาทำไม?”

“พี่หลินชีล่ะ? หนูอยากเจอพี่เขา!”

หลินชีคือเทพธิดาในสายตาของนักศึกษาแพทย์ทุกคน

เมื่อสวีเป่ยหลานได้ยินชื่อหลินชี ดวงตาเย็นชาของเขาก็ฉายประกายบางอย่าง

“ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเรียกเธอไปคุย อย่าไปรบกวนเธอล่ะ”

สวีซีช่านแลบลิ้นออกมา “วางใจเถอะน่า หนูไม่ไปสร้างความวุ่นวายให้หลินชีสุดที่รักของพี่หรอก”

สวีเป่ยหลานดึงสวีซีช่านไปด้านข้าง เขาอยากถามเธอว่าช่วงสองสามวันที่ผ่านมามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่บ้านหรือเปล่า แล้วเฉิงเหยียนมาหาเขาที่โรงพยาบาลทำไม?

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 30

    “สวีเป่ยหลาน...”“ฉันนึกว่าเธอเป็นใบ้ไปแล้วเสียอีก”คำพูดร้ายกาจของเขากระทบกระเทือนจิตใจจนเฉิงเหยียนชะงักไปครึ่งวินาที เธอรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมากผู้ชายคนนี้ก็เหมือนมีดที่ควบคุมไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหันมาทำร้ายเธออีกเธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่เติบโตมาในครอบครัวผู้มีการศึกษาสูงอย่างเขาถึงได้มอบความร้ายกาจทั้งหมดให้เธอเพียงคนเดียวพวกเขาก็ใกล้จะหย่ากันอยู่แล้ว จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยเหรอ?ชีวิตแต่งงานที่กำลังจะสิ้นสุดลง ไม่สามารถจากกันด้วยดีได้เลยหรือไง?สวีเป่ยหลานผลักเธอขึ้นรถปัง!เสียงปิดประตูรถดังสนั่นจนเฉิงเหยียนรู้สึกเจ็บหู แม้แต่หัวใจก็ยังเต้นระรัวอย่างไร้จังหวะสวีเป่ยหลานขึ้นรถแล้วเปิดเครื่องทำความร้อนเมื่อร่างกายเผชิญกับอากาศหนาวเย็นสลับกับความร้อนอย่างกะทันหัน เฉิงเหยียนก็เริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ผิวหนังทั่วร่างร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่ารถขับออกห่างจากโรงพยาบาลไปเรื่อย ๆ เธอก็รีบถามเขาว่า“คุณจะพาฉันไปไหน? ฉันจะกลับโรงพยาบาล”สวีเป่ยหลานจับพวงมาลัยแน่น ใบหน้าเคร่งเครียด โครงหน้าด้านข้างคมชัดราวกับรูปปั้นเขาเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“กล

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 29

    “เห็นท่าทางที่รุ่นพี่โจวปกป้องเธอแล้ว ฉันนึกว่าเป็นแฟนสาวหรือไม่ก็คนรักคนโปรดของเขาเสียอีก”คนหนึ่งเสนอขึ้นว่า “เรื่องนี้ควรบอกเป่ยหลานสักหน่อยไหม?”เฉิงเหยียนหิวจนแทบทนไม่ไหว เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารร้อน ๆ เธอก็เริ่มกินคำโตต่อหน้าโจวซีเหยาอย่างไม่เกรงใจโจวซีเหยาแทบไม่ได้ขยับตะเกียบ เขามองเธออย่างสนอกสนใจท่าทางกินอย่างตะกละตะกลามที่ยังแฝงความไร้เดียงสา ดูน่ารักราวกับกระต่ายน้อยที่กำลังกินอาหารเฉิงเหยียนรู้ตัวว่าตัวเองเสียกิริยาแล้ว จึงยิ้มอย่างเขินอาย“พี่ซีเหยา ฉันทำตัวไม่ค่อยสำรวมเกินไปหน่อยหรือเปล่าคะ?”โจวซีเหยาตักซุปไข่ใส่ถ้วยแล้ววางไว้ข้างมือเธอ“เห็นเธอกินอย่างเอร็ดอร่อยดี ระวังติดคอนะ”เฉิงเหยียนแก้มป่อง ดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว“พี่ซีเหยา อาหารจีนทางเหนือของร้านนี้รสชาติเหมือนที่บ้านเกิดฉันทำเลยค่ะ เป็นรสชาติต้นตำรับจริง ๆ”“อย่างนั้นเหรอ? สงสัยพ่อครัวก็คงเป็นคนทางเหนือเหมือนกัน”พอพูดถึงบ้านเกิด เฉิงเหยียนก็เริ่มพูดคุยอย่างออกรส เธอนึกถึงเรื่องสนุก ๆ ขึ้นมาได้มากมายโจวซีเหยาบอกเธอว่า “พี่เคยไปแถวบ้านเธอด้วยนะ เป็นเมืองชายแดนที่หนาวมาก ฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำ

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 28

    สวีเป่ยหลานรู้ว่าเธอเห็นแล้วแต่เขาไม่ได้อธิบายอะไร“ตอนเฝ้าติดตามคลื่นไฟฟ้าสมอง ญาติผู้ป่วยไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนได้ เธอกลับโรงแรมไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้พวกเราค่อยมารับแม่”เฉิงเหยียนส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ฉันจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนแม่”สวีเป่ยหลานไม่ได้คิดจะอยู่ที่นี่นานนัก“ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนล่ะ”“ไปเถอะ”เฉิงเหยียนมองแผ่นหลังของเขาที่รีบร้อนรับโทรศัพท์พร้อมกับเรียกชื่อ “หลินชี” ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะกระตุกมุมปากเล็กน้อยเธอนั่งลงบนเก้าอี้ยาวในทางเดิน สีหน้าดูสงบนิ่ง แต่กลับสัมผัสได้ถึงรสขมปร่าในปากเขาสามารถพูดจาอ่อนโยนกับหลินชี กับคนไข้ หรือแม้แต่คนแปลกหน้าที่เดินผ่านกัน เขาก็ยังสุภาพมีมารยาทมีเพียงกับเธอเท่านั้นที่เขาพูดจาเย็นชา ทำให้เธอรับรู้ถึงความรังเกียจที่เขามีต่อเธอใครจะชอบให้คนอื่นปฏิบัติกับตัวเองแบบนี้กัน? เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นที่รองรับอารมณ์ของใครเสียหน่อย สู้ไม่ต้องพบหน้ากันอีกจะดีกว่าประตูห้องตรวจไม่ได้ปิดสนิท เธอจึงได้ยินเสียงแพทย์ที่อยู่ข้างในเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า“นายบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยาของสวีเป่ยหลานเหรอ? แล้วคนไข้ที่อยู่ในห้องเฝ้าติ

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 27

    “ได้สิ พรุ่งนี้ตอนเย็นพี่จะมารับเธอไปด้วยกัน”เฉิงเหยียนพยักหน้า “แล้วเจอกันนะคะ”ทั้งสองนัดหมายกันเรียบร้อย โดยลืมสวีเป่ยหลานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไปเสียสนิทขณะที่กำลังปิดประตู โจวซีเหยาหันไปมองสวีเป่ยหลานในสายตาของสวีเป่ยหลาน ดูเหมือนแววตาของอีกฝ่ายจะแฝงการยั่วยุท้าทายหลังจากได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วอย่างเลือนรางระหว่างทางไปโรงพยาบาล สวีเป่ยหลานเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงมีเพียงตอนที่เฉินเฟินอวี้พูดกับเขาเท่านั้น เขาถึงจะตอบกลับมาสักสองสามคำ แต่เฉินเฟินอวี้กลับชอบพูดคุยแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับลูกเขยของเธอเป็นพิเศษเฉิงเหยียนนั่งอยู่ข้างสวีเป่ยหลานโดยเว้นระยะห่างระหว่างกันเอาไว้มากทีเดียวเธออยากบอกแม่เหลือเกินว่า แม่คะ เขาไม่อยากคุยกับแม่ด้วยซ้ำ แม่เลิกชวนเขาคุยสักทีได้ไหม?หลังลงจากรถ เฉินเฟินอวี้ก็กางร่มสำหรับคนเดียวให้ตัวเอง แล้วส่งร่มขนาดใหญ่สำหรับสองคนให้เฉิงเหยียน เพื่อให้เธอใช้ร่วมกับสวีเป่ยหลานเฉิงเหยียนพยายามคว้าตัวแม่เอาไว้ แต่กลับคว้าไม่ทัน“แม่คะ แม่เอาร่มของแม่ให้เป่ยหลานเถอะ หนูกับแม่ใช้ร่มคันเดียวกัน”เสียงฝนดังซู่ซ่าไม่หยุด เฉินเฟินอวี้ทำราวกับไม่ได้ยิน ก่อนจะเดิน

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 26

    เขาขยับตัวมาบังเฉิงเหยียนเอาไว้ครึ่งหนึ่ง “พี่เหยา มาแต่เช้าขนาดนี้มีธุระอะไรเหรอครับ?”โจวซีเหยายื่นถุงกระดาษใบหนึ่งมาให้“ของใหม่ ฉันยังไม่เคยใส่”ช่างรอบคอบและเข้าใจอีกฝ่ายดีเหลือเกินหางตาของสวีเป่ยหลานราวกับมีชั้นน้ำค้างแข็งเกาะอยู่ เขาไม่ได้ยื่นมือไปรับเฉิงเหยียนคิดว่าเขาคงถือตัวไม่อยากเสียหน้า จึงยื่นมือไปรับแทน“ขอบคุณค่ะพี่ซีเหยา”“เรื่องเล็กน้อย”เฉิงเหยียนแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก คราวนี้สวีเป่ยหลานก็มีเสื้อผ้าสะอาดแห้งสนิทใส่แล้ว คงไม่ทำหน้าบึ้งตึงอีกแล้วใช่ไหม?เธอรู้สึกขอบคุณโจวซีเหยาอยู่ในใจต่างจากโจวซีเหยาที่คอยคำนึงถึงความรู้สึกของเธอกับแม่ในทุกเรื่อง สวีเป่ยหลานเป็นคนที่ค่อนข้างยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ทุกคนกลับชอบประคบประหงมบุรุษผู้สูงส่งเย็นชาราวกับดอกไม้บนยอดเขาคนนี้เฉิงเหยียนใช้ชีวิตร่วมกับเขามาหนึ่งปี จึงได้รับผลกระทบจากนิสัยนี้อย่างเต็มที่โชคดีที่อีกไม่นานเธอก็จะหลุดพ้นแล้วเธอไม่ได้สังเกตเลยว่าลมหายใจของสวีเป่ยหลานเริ่มติดขัดมากขึ้นเรื่อย ๆโจวซีเหยาตอบรับ ทว่าสายตากลับเลื่อนไปหยุดอยู่บนมือของเฉิงเหยียน รอยยิ้มของเขาชะงักไปทันทีเฉิงเหยียนก้มลง

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 25

    เธอหยิบเสื้อขึ้นมา ก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้องน้ำเบา ๆประตูเปิดออกพร้อมกับไอร้อนชื้นที่ลอยออกมาเป็นระลอกเฉิงเหยียนยื่นมือไปตรงประตูแต่กลับไม่มีใครรับไป“เอาไปสิ”“เธอเข้ามาข้างใน”เฉิงเหยียนแสดงท่าทีรักษาระยะห่างอย่างชัดเจน “สวีเป่ยหลาน ถ้าคุณไม่ใส่ ฉันจะเก็บแล้วนะ”ฝ่ามือใหญ่ขาวผ่องที่เห็นข้อนิ้วชัดเจนของชายหนุ่มยื่นออกมา เธอโยนเสื้อยืดใส่มือเขาทันทีโดยไม่แตะโดนตัวเขาเลยแม้แต่น้อยประตูห้องน้ำไม่ได้ปิดลง มีเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันเบา ๆ จากด้านในขณะเขากำลังแต่งตัวเฉิงเหยียนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมาก จึงรีบเดินออกจากห้องแล้วกลับไปนอน......ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ขณะที่เธอกำลังหลับ ๆ ตื่น ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่แต่เธอง่วงมากจริง ๆ จึงนึกว่าตัวเองกำลังฝันไปผ่านไปอีกพักหนึ่ง เธอก็ได้ยินเสียงนุ่มนวลแผ่วเบาของเฉินเฟินอวี้ถามขึ้นมาอย่างเลือนราง“เป่ยหลาน ลูกกับเหยียนเหยียนทะเลาะกันเหรอ?”ชายหนุ่มตอบว่า “เปล่าครับแม่ แม่อย่าคิดมากเลย”“เหยียนเหยียนพาแม่ออกมาเที่ยว ไม่ได้อยู่บ้านมาตั้งเดือนกว่าแล้ว ลูกคงโกรธสินะ? ถ้าจะโทษก็โทษแม่เถอะ อย่าโทษเหยียนเหยียน

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status