Compartir

พ่ายรักกลางเหมันต์
พ่ายรักกลางเหมันต์
Autor: ชาดจันทร์

บทที่ 1

Autor: ชาดจันทร์
เฉิงเหยียนไม่สามารถมีลูกได้

หลังจากได้รับใบวินิจฉัยโรค เธอก็ส่งข้อความหาสวีเป่ยหลานว่า: หย่ากันเถอะ

เมื่อวางโทรศัพท์ลง เธอกลับรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยตัวเองเสียที

ใบวินิจฉัยโรคยังอยู่ในมือได้ไม่ทันไร แม่สามีก็โทรมาหาเธอ บอกให้กลับไปที่บ้านตระกูลสวี

เฉิงเหยียนตอบตกลงพลางทึ่งกับเส้นสายของตระกูลสวีในวงการแพทย์

ระหว่างทางที่ไป ท้องฟ้าหม่นมัว เธอนั่งเหม่อลอยมาตลอด ดวงตาทั้งแสบทั้งฝืดเคือง

เธอกับสวีเป่ยหลานรู้จักกันผ่านการนัดดูตัว

มีคนเคยบอกว่าเส้นทางที่ใกล้หัวใจผู้หญิงมากที่สุดคือช่องคลอด

ผู้หญิงทุกคนล้วนไม่อาจลืมผู้ชายคนแรกของตัวเองได้ ยิ่งเป็นผู้ชายที่ได้ครอบครองเธออย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วยแล้ว

เฉิงเหยียนเองก็เช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนั้นยังเป็นถึงสวีเป่ยหลาน อัจฉริยะทางการแพทย์และหัวหน้าแผนกศัลยกรรมประสาทที่อายุน้อยที่สุดในเมืองเจียงหมิง

เมื่อมาถึงบ้านตระกูลสวี คนแรกที่เธอพบคือน้องสาวของสวีเป่ยหลาน

สวีซีช่านมีสีหน้ารังเกียจอย่างยิ่ง

ในสายตาของเธอ การที่ผู้หญิงธรรมดาจากเมืองเล็ก ๆ อย่างเฉิงเหยียนได้แต่งงานกับพี่ชายของเธอ ถือเป็นการทำให้พี่ชายต้องแปดเปื้อน

แถมยังเป็นผู้หญิงที่ไม่มีแม้แต่ความสามารถในการมีลูกอีกด้วย

“เธอมีลูกไม่ได้ แล้วทำไมถึงมาแต่งงานกับพี่ชายฉัน แบบนี้มันก็เป็นการทำร้ายเขาน่ะสิ”

เฉิงเหยียนยกใบวินิจฉัยโรคในมือขึ้นเล็กน้อย “ฉันเองก็เพิ่งรู้เหมือนกัน”

เธอไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำกับน้องสาวสามีผู้หยิ่งยโสคนนี้ จึงเดินเข้าไปด้านใน

“หลินชีกำลังจะกลับมาแล้ว ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่ววงการแพทย์ในเมืองเจียงหมิงแล้วด้วย เธอควรรู้จักเจียมตัวบ้าง หย่ากันไปก็เป็นผลดีกับทุกฝ่าย”

ฝีเท้าเฉิงเหยียนชะงัก ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ทั้งที่ยังหันหลังให้อีกฝ่าย

นั่นสินะ ผู้ชายอย่างสวีเป่ยหลานน่ะเหรอจะยอมไม่มีลูก? แล้วเขาจะเต็มใจมีลูกกับเธอได้ยังไง?

หลินชีต่างหากที่เป็นผู้หญิงที่เขาต้องการให้มาเป็นแม่ของลูกเขา

เพียงแต่เด็กสาวคนนี้ไม่รู้ว่า ก่อนมาที่นี่ เธอได้ส่งข้อความขอหย่าให้สวีเป่ยหลานไปแล้ว

ตระกูลสวีเป็นตระกูลแพทย์เก่าแก่ของเมืองเจียงหมิง มีชื่อเสียงและฐานะสูงส่ง เป็นตระกูลที่สง่างามและน่านับถือ

ส่วนเฉิงเหยียนเป็นเพียงคนธรรมดาที่มาจากเมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือ ทำงานอยู่ในสถาบันวิจัยชีวเภสัชภัณฑ์แห่งหนึ่ง

บังเอิญว่าหัวหน้างานซึ่งเป็น ‘ผู้ให้ทุนสนับสนุน’ ของเธอเป็นอาจารย์ของสวีเป่ยหลาน และยังเป็นเพื่อนเก่าของคุณปู่สวีอีกด้วย

ด้วยเหตุบังเอิญหลายอย่างมาบรรจบกัน เขาจึงแนะนำเธอให้สวีเป่ยหลานรู้จัก

ตอนนั้นไม่มีใครคิดจริงจังกับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงฐานะทางครอบครัว แค่เฉิงเหยียนเติบโตมาในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ตระกูลสวีก็ไม่พอใจแล้ว

เฉิงเหยียนเองก็เข้าใจดีว่า ผู้หญิงในแวดวงเดียวกันควรจับจองผู้ชายอย่างเขาไปตั้งนานแล้ว ต่อให้ยังไม่มีใครได้ตัวเขาไป ก็คงไม่ถึงคราวของเธออยู่ดี

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ สวีเป่ยหลานกลับตอบตกลง แถมหลังจากคบหากันได้เพียงเดือนเดียว เขาก็รีบจดทะเบียนสมรสสายฟ้าแลบกับเธอ

สถานการณ์ผลักดันให้เฉิงเหยียนเดินหน้าต่อไปราวกับกำลังอยู่ในความฝัน

ต่อมาเมื่อได้ยินเพื่อนร่วมงานของสวีเป่ยหลานพูดถึงเรื่องนี้ เธอถึงได้รู้ว่า ที่แท้ในวันที่นัดดูตัวกันนั้น สวีเป่ยหลานเพิ่งอกหักมา

หลินชี รักแรกของเขาตั้งปณิธานว่าจะเป็นศัลยแพทย์ประสาทระดับแนวหน้าของโลก จึงทิ้งเขาแล้วเดินทางไปต่างประเทศ

ในคืนวันแต่งงาน สวีเป่ยหลานดื่มจนเมามายไม่ได้สติ

บนเตียงแต่งงานของพวกเขา เขาเอาแต่พร่ำเรียกชื่อ ‘หลินชี’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกว่าเขาทำผิดต่อเธอ

เฉิงเหยียนเห็นเขาทรมานใจ จึงคิดจะช่วยปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตให้ แต่กลับถูกเขาปัดมือออกอย่างแรง

ชายหนุ่มที่ปกติสง่างาม สุภาพสุขุมและดูโดดเด่นเหนือใคร กลับมีดวงตาแดงก่ำ เขาเอ่ยกับเธอด้วยฤทธิ์ของสุราว่า

“เฉิงเหยียน ชาตินี้ฉันคงไม่มีความสุขได้อีกแล้ว”

เขาดูทุกข์ทรมานเสียจนเหมือนจะตายให้ได้

นั่นเป็นคืนเข้าหอแท้ ๆ เฉิงเหยียนย่อมรู้สึกขมขื่นใจ เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรผิด

เธอถอนหายใจเบา ๆ แล้วคิดจะปลอบเขาว่า:

ต่อให้ได้แต่งงานกับหลินชี ก็ใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไปนี่นา

แต่เธอยังไม่ทันได้พูดออกมา เพราะสวีเป่ยหลานร้องไห้เสียก่อน

เมื่อเฉิงเหยียนนึกย้อนถึงเรื่องราวในอดีต ก็รู้สึกถึงความเปียกชื้นอุ่น ๆ บนใบหน้า

เธอยกมือปาดน้ำตาออกอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะกวาดตามองไปรอบ ๆ

การตกแต่งสไตล์จีนที่หรูหราสง่างาม สะท้อนถึงรากฐานและความมั่งคั่งของตระกูลที่หยั่งลึกจนยากจะประเมินได้ ทำให้ผู้คนรู้สึกกดดัน

คนในตระกูลสวีนั่งตัวตรงอยู่บนโซฟาไม้จันทน์แดง สีหน้าของแต่ละคนดูย่ำแย่ไม่แพ้กัน

เหอหมิ่นเจิน ผู้เป็นแม่สามีเปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมา

“เหยียนเหยียน เป่ยหลานเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลสวี จะปล่อยให้สายเลือดของตระกูลขาดตอนไม่ได้ ถือเสียว่าตระกูลสวีเป็นฝ่ายผิดต่อเธอก็แล้วกัน เธออยากเสนอเงื่อนไขการหย่าอะไรก็ว่ามาได้เลย”

แม้ปากจะบอกว่าเธอสามารถเสนอเงื่อนไขอะไรก็ได้ แต่เรื่องหย่านั้นไม่มีทางต่อรองได้

เฉิงเหยียนถือใบวินิจฉัยโรคเอาไว้อย่างสงบนิ่ง เพราะเธอได้จินตนาการถึงช่วงเวลานี้ในใจมานับสามร้อยหกสิบห้าครั้งแล้ว

นับตั้งแต่วินาทีที่สวีเป่ยหลานเอ่ยว่า ‘ชาตินี้เขาคงไม่มีความสุขได้อีกแล้ว’

“สาเหตุหลักของการหย่าอยู่ที่หนูเอง ตอนที่แต่งงานกัน หนูไม่ได้เอาสินเดิมติดตัวมาเลยแม้แต่สตางค์เดียว ทั้งรถและบ้านของหนูกับเป่ยหลานล้วนเป็นสิ่งที่ตระกูลสวีมอบให้”

“ส่วนสินสอดสองล้านห้าแสนนั่น ตอนนี้หนูยังไม่มีเงินคืนให้ หนูเขียนหนังสือรับสภาพหนี้เอาไว้ก่อนได้ไหมคะ…”

ด้านหลังมีเสียงเยาะเย้ยถากถางของสวีซีช่านดังขึ้น

“หนังสือรับสภาพหนี้เหรอ? คำนี้ฟังดูแปลกใหม่ดีจริง ถ้ามีไว้แล้วเธอจะมีปัญญาใช้คืนหรือไง? วางใจเถอะ สินสอดที่ตระกูลสวีเตรียมไว้ให้พี่ชายฉัน เดิมทีมีตั้งยี่สิบห้าล้าน แต่เพราะเป็นเธอก็เลย...”

เหอหมิ่นเจินเอ่ยขัดสวีซีช่าน “ช่านช่าน!”

จากนั้นเธอก็หันมาเอ่ยกับเฉิงเหยียน “ไม่ต้องหรอก สินสอดนั่นเป็นสิ่งที่เธอสมควรได้รับอยู่แล้ว ส่วนเรื่องอาการป่วยของแม่เธอ ตระกูลสวีก็จะรับผิดชอบดูแลจนถึงที่สุด”

เฉิงเหยียนไม่ได้ปฏิเสธ ในยุคที่ผู้คนดูถูกคนจนแต่ไม่ดูถูกคนขายตัวเช่นนี้ เธอกับแม่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป และอาการป่วยของแม่ก็ยังต้องได้รับการรักษา

ต่อไปสวีเป่ยหลานจะได้แต่งงานใหม่และมีลูกโดยไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น

แต่เธอไม่มีต้นทุนชีวิตมากมายเช่นนั้น อย่างน้อยการแต่งงานครั้งนี้ก็ถือว่าเธอได้อะไรกลับมาบ้าง

เหอหมิ่นเจินหยิบเอกสารฉบับหนึ่งที่มีความหนาหลายหน้าออกมา

“เหยียนเหยียน เซ็นชื่อเลย”

เฉิงเหยียนพยักหน้า ก่อนจะบรรจงเซ็นชื่อตัวเองลงบน ‘หนังสือข้อตกลงหย่า’ ให้เรียบร้อย

ทุกอย่างใช้เวลารวมกันไม่ถึงยี่สิบนาที

ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีการกล่าวโทษ และไม่มีการด่าทอฉีกหน้ากัน

เฉิงเหยียนยุติชีวิตแต่งงานอันแสนสั้นของตัวเองลง ส่วนคนในตระกูลสวีก็พอใจมากที่เธอรู้จักวางตัว

เมื่อออกจากบ้านตระกูลสวี ท้องฟ้าก็แจ่มใส แสงแดดสาดส่องลงมาเป็นลำ ๆ

เธอถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะถือ ‘หนังสือข้อตกลงหย่า’ กลับไปยังบ้านของเธอกับสวีเป่ยหลานเพื่อเก็บข้าวของ

ที่นี่เป็น ‘เรือนหอ’ สมชื่อจริง ๆ เป็นคอนโดชั้นเดียวขนาดใหญ่พื้นที่สองร้อยตารางเมตร ทั้งเงียบเหงาและตกแต่งอย่างประณีตงดงามราวกับห้องตัวอย่าง

ห้องชุดมีผังแบบมังกรคู่โอบไข่มุก เธอกับสวีเป่ยหลานต่างคนต่างอยู่กันคนละมุม

แม้กระทั่งหลังจากมีความสัมพันธ์ทางกายกันสัปดาห์ละครั้ง ต่อให้สวีเป่ยหลานเหนื่อยแค่ไหน เขาก็ยังสวมเสื้อผ้ากลับห้องของตัวเองไปอาบน้ำเข้านอน

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เฉิงเหยียนก็ลากกระเป๋าเดินทางสองใบออกไป

หากมองเผิน ๆ เรือนหอแห่งนี้แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย

เช่นเดียวกับการจากไปของเธอที่จะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อตระกูลสวีและสวีเป่ยหลานเลย

-

สองวันต่อมา สวีเป่ยหลานก็ยังไม่ตอบข้อความ

เขาไม่ตอบข้อความของเธอจนชินไปแล้ว

แต่เรื่องหย่าเป็นสิ่งที่ตระกูลสวีเร่งรัดอย่างหนัก และเธอเองก็ไม่อยากยืดเยื้ออีกต่อไป

ดังนั้นเฉิงเหยียนจึงไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษากับสวีเป่ยหลานเรื่องวันเวลาที่จะไปดำเนินการหย่า

เมื่อมาถึงแผนกศัลยกรรมประสาท เธอก็เคาะประตู

“เป่ยหลานอยู่ไหมคะ?”

พวกเพื่อนร่วมงานของสวีเป่ยหลานพอเห็นว่าเป็นเธอ สีหน้าของแต่ละคนก็แฝงความรู้สึกบางอย่างที่ชวนให้คิด

ตอนที่ข่าวสวีเป่ยหลานแต่งงานแพร่สะพัดออกไป ทุกคนต่างแตกตื่นกันไปหมด ผู้หญิงมากมายที่หลงรักเขาต่างอกหักกันเป็นแถว ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และคนไข้หญิงหลายคนถึงกับร้องไห้ออกมา

ถ้าต้องพ่ายแพ้ให้หลินชี เทพธิดาแห่งแผนกศัลยกรรมประสาทก็ยังพอทำใจได้ แต่ในเมื่อผู้หญิงอย่างเฉิงเหยียนยังแต่งงานกับเขาได้ แล้วทำไมพวกเธอถึงทำไม่ได้ล่ะ?

เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งตอบว่า “เธอไม่รู้เหรอว่าเป่ยหลานไปทำธุระต่างจังหวัด?”

เฉิงเหยียนถามด้วยความสงสัย “ไปทำธุระต่างจังหวัดเหรอคะ?”

ซ่งฉงโจวเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างหงุดหงิด “ใช่ เขาไปรับหลินชีที่ประเทศ M เขาไม่ได้บอกเธอเหรอ?”

หัวใจของเฉิงเหยียนกระตุกวูบ

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 30

    “สวีเป่ยหลาน...”“ฉันนึกว่าเธอเป็นใบ้ไปแล้วเสียอีก”คำพูดร้ายกาจของเขากระทบกระเทือนจิตใจจนเฉิงเหยียนชะงักไปครึ่งวินาที เธอรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมากผู้ชายคนนี้ก็เหมือนมีดที่ควบคุมไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหันมาทำร้ายเธออีกเธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่เติบโตมาในครอบครัวผู้มีการศึกษาสูงอย่างเขาถึงได้มอบความร้ายกาจทั้งหมดให้เธอเพียงคนเดียวพวกเขาก็ใกล้จะหย่ากันอยู่แล้ว จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยเหรอ?ชีวิตแต่งงานที่กำลังจะสิ้นสุดลง ไม่สามารถจากกันด้วยดีได้เลยหรือไง?สวีเป่ยหลานผลักเธอขึ้นรถปัง!เสียงปิดประตูรถดังสนั่นจนเฉิงเหยียนรู้สึกเจ็บหู แม้แต่หัวใจก็ยังเต้นระรัวอย่างไร้จังหวะสวีเป่ยหลานขึ้นรถแล้วเปิดเครื่องทำความร้อนเมื่อร่างกายเผชิญกับอากาศหนาวเย็นสลับกับความร้อนอย่างกะทันหัน เฉิงเหยียนก็เริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ผิวหนังทั่วร่างร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่ารถขับออกห่างจากโรงพยาบาลไปเรื่อย ๆ เธอก็รีบถามเขาว่า“คุณจะพาฉันไปไหน? ฉันจะกลับโรงพยาบาล”สวีเป่ยหลานจับพวงมาลัยแน่น ใบหน้าเคร่งเครียด โครงหน้าด้านข้างคมชัดราวกับรูปปั้นเขาเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“กล

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 29

    “เห็นท่าทางที่รุ่นพี่โจวปกป้องเธอแล้ว ฉันนึกว่าเป็นแฟนสาวหรือไม่ก็คนรักคนโปรดของเขาเสียอีก”คนหนึ่งเสนอขึ้นว่า “เรื่องนี้ควรบอกเป่ยหลานสักหน่อยไหม?”เฉิงเหยียนหิวจนแทบทนไม่ไหว เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารร้อน ๆ เธอก็เริ่มกินคำโตต่อหน้าโจวซีเหยาอย่างไม่เกรงใจโจวซีเหยาแทบไม่ได้ขยับตะเกียบ เขามองเธออย่างสนอกสนใจท่าทางกินอย่างตะกละตะกลามที่ยังแฝงความไร้เดียงสา ดูน่ารักราวกับกระต่ายน้อยที่กำลังกินอาหารเฉิงเหยียนรู้ตัวว่าตัวเองเสียกิริยาแล้ว จึงยิ้มอย่างเขินอาย“พี่ซีเหยา ฉันทำตัวไม่ค่อยสำรวมเกินไปหน่อยหรือเปล่าคะ?”โจวซีเหยาตักซุปไข่ใส่ถ้วยแล้ววางไว้ข้างมือเธอ“เห็นเธอกินอย่างเอร็ดอร่อยดี ระวังติดคอนะ”เฉิงเหยียนแก้มป่อง ดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว“พี่ซีเหยา อาหารจีนทางเหนือของร้านนี้รสชาติเหมือนที่บ้านเกิดฉันทำเลยค่ะ เป็นรสชาติต้นตำรับจริง ๆ”“อย่างนั้นเหรอ? สงสัยพ่อครัวก็คงเป็นคนทางเหนือเหมือนกัน”พอพูดถึงบ้านเกิด เฉิงเหยียนก็เริ่มพูดคุยอย่างออกรส เธอนึกถึงเรื่องสนุก ๆ ขึ้นมาได้มากมายโจวซีเหยาบอกเธอว่า “พี่เคยไปแถวบ้านเธอด้วยนะ เป็นเมืองชายแดนที่หนาวมาก ฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำ

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 28

    สวีเป่ยหลานรู้ว่าเธอเห็นแล้วแต่เขาไม่ได้อธิบายอะไร“ตอนเฝ้าติดตามคลื่นไฟฟ้าสมอง ญาติผู้ป่วยไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนได้ เธอกลับโรงแรมไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้พวกเราค่อยมารับแม่”เฉิงเหยียนส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ฉันจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนแม่”สวีเป่ยหลานไม่ได้คิดจะอยู่ที่นี่นานนัก“ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนล่ะ”“ไปเถอะ”เฉิงเหยียนมองแผ่นหลังของเขาที่รีบร้อนรับโทรศัพท์พร้อมกับเรียกชื่อ “หลินชี” ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะกระตุกมุมปากเล็กน้อยเธอนั่งลงบนเก้าอี้ยาวในทางเดิน สีหน้าดูสงบนิ่ง แต่กลับสัมผัสได้ถึงรสขมปร่าในปากเขาสามารถพูดจาอ่อนโยนกับหลินชี กับคนไข้ หรือแม้แต่คนแปลกหน้าที่เดินผ่านกัน เขาก็ยังสุภาพมีมารยาทมีเพียงกับเธอเท่านั้นที่เขาพูดจาเย็นชา ทำให้เธอรับรู้ถึงความรังเกียจที่เขามีต่อเธอใครจะชอบให้คนอื่นปฏิบัติกับตัวเองแบบนี้กัน? เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นที่รองรับอารมณ์ของใครเสียหน่อย สู้ไม่ต้องพบหน้ากันอีกจะดีกว่าประตูห้องตรวจไม่ได้ปิดสนิท เธอจึงได้ยินเสียงแพทย์ที่อยู่ข้างในเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า“นายบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยาของสวีเป่ยหลานเหรอ? แล้วคนไข้ที่อยู่ในห้องเฝ้าติ

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 27

    “ได้สิ พรุ่งนี้ตอนเย็นพี่จะมารับเธอไปด้วยกัน”เฉิงเหยียนพยักหน้า “แล้วเจอกันนะคะ”ทั้งสองนัดหมายกันเรียบร้อย โดยลืมสวีเป่ยหลานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไปเสียสนิทขณะที่กำลังปิดประตู โจวซีเหยาหันไปมองสวีเป่ยหลานในสายตาของสวีเป่ยหลาน ดูเหมือนแววตาของอีกฝ่ายจะแฝงการยั่วยุท้าทายหลังจากได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วอย่างเลือนรางระหว่างทางไปโรงพยาบาล สวีเป่ยหลานเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงมีเพียงตอนที่เฉินเฟินอวี้พูดกับเขาเท่านั้น เขาถึงจะตอบกลับมาสักสองสามคำ แต่เฉินเฟินอวี้กลับชอบพูดคุยแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับลูกเขยของเธอเป็นพิเศษเฉิงเหยียนนั่งอยู่ข้างสวีเป่ยหลานโดยเว้นระยะห่างระหว่างกันเอาไว้มากทีเดียวเธออยากบอกแม่เหลือเกินว่า แม่คะ เขาไม่อยากคุยกับแม่ด้วยซ้ำ แม่เลิกชวนเขาคุยสักทีได้ไหม?หลังลงจากรถ เฉินเฟินอวี้ก็กางร่มสำหรับคนเดียวให้ตัวเอง แล้วส่งร่มขนาดใหญ่สำหรับสองคนให้เฉิงเหยียน เพื่อให้เธอใช้ร่วมกับสวีเป่ยหลานเฉิงเหยียนพยายามคว้าตัวแม่เอาไว้ แต่กลับคว้าไม่ทัน“แม่คะ แม่เอาร่มของแม่ให้เป่ยหลานเถอะ หนูกับแม่ใช้ร่มคันเดียวกัน”เสียงฝนดังซู่ซ่าไม่หยุด เฉินเฟินอวี้ทำราวกับไม่ได้ยิน ก่อนจะเดิน

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 26

    เขาขยับตัวมาบังเฉิงเหยียนเอาไว้ครึ่งหนึ่ง “พี่เหยา มาแต่เช้าขนาดนี้มีธุระอะไรเหรอครับ?”โจวซีเหยายื่นถุงกระดาษใบหนึ่งมาให้“ของใหม่ ฉันยังไม่เคยใส่”ช่างรอบคอบและเข้าใจอีกฝ่ายดีเหลือเกินหางตาของสวีเป่ยหลานราวกับมีชั้นน้ำค้างแข็งเกาะอยู่ เขาไม่ได้ยื่นมือไปรับเฉิงเหยียนคิดว่าเขาคงถือตัวไม่อยากเสียหน้า จึงยื่นมือไปรับแทน“ขอบคุณค่ะพี่ซีเหยา”“เรื่องเล็กน้อย”เฉิงเหยียนแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก คราวนี้สวีเป่ยหลานก็มีเสื้อผ้าสะอาดแห้งสนิทใส่แล้ว คงไม่ทำหน้าบึ้งตึงอีกแล้วใช่ไหม?เธอรู้สึกขอบคุณโจวซีเหยาอยู่ในใจต่างจากโจวซีเหยาที่คอยคำนึงถึงความรู้สึกของเธอกับแม่ในทุกเรื่อง สวีเป่ยหลานเป็นคนที่ค่อนข้างยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ทุกคนกลับชอบประคบประหงมบุรุษผู้สูงส่งเย็นชาราวกับดอกไม้บนยอดเขาคนนี้เฉิงเหยียนใช้ชีวิตร่วมกับเขามาหนึ่งปี จึงได้รับผลกระทบจากนิสัยนี้อย่างเต็มที่โชคดีที่อีกไม่นานเธอก็จะหลุดพ้นแล้วเธอไม่ได้สังเกตเลยว่าลมหายใจของสวีเป่ยหลานเริ่มติดขัดมากขึ้นเรื่อย ๆโจวซีเหยาตอบรับ ทว่าสายตากลับเลื่อนไปหยุดอยู่บนมือของเฉิงเหยียน รอยยิ้มของเขาชะงักไปทันทีเฉิงเหยียนก้มลง

  • พ่ายรักกลางเหมันต์   บทที่ 25

    เธอหยิบเสื้อขึ้นมา ก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้องน้ำเบา ๆประตูเปิดออกพร้อมกับไอร้อนชื้นที่ลอยออกมาเป็นระลอกเฉิงเหยียนยื่นมือไปตรงประตูแต่กลับไม่มีใครรับไป“เอาไปสิ”“เธอเข้ามาข้างใน”เฉิงเหยียนแสดงท่าทีรักษาระยะห่างอย่างชัดเจน “สวีเป่ยหลาน ถ้าคุณไม่ใส่ ฉันจะเก็บแล้วนะ”ฝ่ามือใหญ่ขาวผ่องที่เห็นข้อนิ้วชัดเจนของชายหนุ่มยื่นออกมา เธอโยนเสื้อยืดใส่มือเขาทันทีโดยไม่แตะโดนตัวเขาเลยแม้แต่น้อยประตูห้องน้ำไม่ได้ปิดลง มีเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันเบา ๆ จากด้านในขณะเขากำลังแต่งตัวเฉิงเหยียนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมาก จึงรีบเดินออกจากห้องแล้วกลับไปนอน......ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ขณะที่เธอกำลังหลับ ๆ ตื่น ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่แต่เธอง่วงมากจริง ๆ จึงนึกว่าตัวเองกำลังฝันไปผ่านไปอีกพักหนึ่ง เธอก็ได้ยินเสียงนุ่มนวลแผ่วเบาของเฉินเฟินอวี้ถามขึ้นมาอย่างเลือนราง“เป่ยหลาน ลูกกับเหยียนเหยียนทะเลาะกันเหรอ?”ชายหนุ่มตอบว่า “เปล่าครับแม่ แม่อย่าคิดมากเลย”“เหยียนเหยียนพาแม่ออกมาเที่ยว ไม่ได้อยู่บ้านมาตั้งเดือนกว่าแล้ว ลูกคงโกรธสินะ? ถ้าจะโทษก็โทษแม่เถอะ อย่าโทษเหยียนเหยียน

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status