LOGINพลินยังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ถาม “ฉลองอะไรหรือคะ”
ญาดากวาดสายตาสำรวจน้องสาวก่อนตอบเสียงราบเรียบ ลอบสังเกตอาการของคนเป็นน้องไปพลาง
“งานฉลองสละโสดของพี่กับคุณบารมีน่ะสิ”
“ฉลองสละโสด?”
พลินทวนคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปวูบ งานเลี้ยงฉลองสละโสดของพี่สาวของเธอกับบารมีอย่างนั้นหรือ แสดงว่าทั้งคู่จะแต่งงานกันในเร็ววันนี้อย่างนั้นสิ แล้วความรู้สึกผิดก็แวบผ่านเข้ามาในหัวของพลิน ตัดสินใจในตอนนั้นเองว่าจะไม่ตกลงทำเรื่องเลวร้ายให้พี่สาวต้องทุกข์ใจเป็นอันขาด ฝืนยิ้ม กำลังเอ่ยปากแสดงความยินดี ญาดาก็ว่าขัดก่อน
“แต่พี่ไม่กล้าบอกน้าพยอมแบบนั้นไง กลัวไม่ให้เรามาด้วย เลยบอกว่ามาฉลองให้เราที่สอบเข้ามหา’ลัยได้ พลินไม่ว่าอะไรพี่ใช่ไหม”
ส่ายหน้าเร็วๆบอกให้พี่สาวสบายใจ ว่าเธอและแม่ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยแบบนั้น “ไม่ว่าหรอกค่ะ ดีเสียอีก พลินจะได้อยู่ฉลองด้วย ดีใจด้วยนะคะพี่ดา แสดงว่าพี่ดาเปิดใจ แล้วก็ยอมรับคุณบารมีแล้วใช่ไหมคะแบบนี้”
“...อื้มม์ ถูกใจของหมั้นแล้วก็สินสอดด้วยแหละ พี่เลยเปลี่ยนใจ แต่งก็แต่ง” ญาดาตอบแล้วเสมองไปทางอื่นแทนคล้ายมีอะไรซุกซ่อนอยู่ในใจ
“ดีแล้วค่ะพี่ดา จะว่าไปพลินว่าพี่ดากับคุณบารมีก็เหมาะสมกันมากเลยนะคะ พี่ดาสวย คุณบารมีก็หล่อ สมกันมากๆเลยค่ะ พลินดีใจด้วยนะคะพี่ดา”
“ขอบใจมากพลิน”
สองสาวยิ้มให้กันแล้วขนของลงจากรถต่อจากนั้น
มีรถขับเข้ามาในบริเวณบ้านพักชายทะเลอีกเกือบสิบคัน เป็นเพื่อนชายหญิงของญาดาแทบทั้งสิ้น ที่เหลือเธอไม่คุ้นหน้าคงเป็นเพื่อนของฝ่ายชาย และที่ทำให้พลินใจสั่นก็เห็นจะเป็นรถคันที่ขับเข้ามาเป็นลำดับท้ายสุด ชายคนที่กำลังเลื่อนขั้นมาเป็นพี่เขยของเธอ
บารมีลงมาแล้วเดินอ้อมไปที่ตอนท้ายรถของเขา ญาดาที่มองดูอยู่ตลอดแตะแขน วานพลิน
“ไปช่วยพี่เขายกของหน่อยไป” ญาดาบอกจบแววตาดูกระวนกระวาย แต่พลินไม่ได้สังเกต เจ้าหล่อนเอาแต่มองโทรศัพท์ในมือของตนเองอยู่ตลอด คล้ายรอสายของใครบางคน
“ค่ะ” รับคำพี่สาวแล้วเลยเดินเก้ๆกังๆเข้าไปหาชายหนุ่มมาดสุขุมที่เคยพบหน้ากันมาหนหนึ่งแล้วในร้านอาหารเมื่อคราวก่อน พลันแววตาเด็กสาวปรากฏอารมณ์ชนิดหนึ่งขึ้นก่อนจางหายไป เจ้าตัวเดินไปหยุดยืนห่างๆบอกด้วยทีท่าเกร็งๆ
“ให้พลินช่วยยกอันไหนบ้างคะ”
บารมีหยุดมือที่แยกถุงตรงท้ายรถมองตอบมาบอกเสียงเรียบ
“ไม่เป็นไรครับ ของมีไม่เยอะ”
“ให้พลินช่วยถือเถอะค่ะ มีแต่ของหนักๆทั้งนั้นเลย”
บารมีที่หันไปหยิบของ มองกลับมาแวบหนึ่งแล้วส่งถุงที่เบาที่สุดให้ถือเพียงใบเดียวเท่านั้นเพราะขี้เกียจยืนยื้อกันไปมา ไม่ใช่วิสัยของเขาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พลินมองของที่เหลือแล้วก็ว่า
“พวกนั้นล่ะคะ ให้พลินช่วยถือไหม”
“พอแล้ว ตัวเล็กเท่าลูกหนูจะถืออะไรไหว”
“ให้พลินช่วยเถอะค่ะ พลินถือไหว”
“ว่าที่นิสิตมอ... “เอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยที่พลินสอบติดและกำลังจะเข้าไปศึกษาต่อ แล้วบ่นทิ้งท้าย “หัวดื้อแบบนี้ทุกคนหรือไงนะ” พลินไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องของตนเองได้อย่างไร บ่นอุบแก้อาการขวยเขิน
“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ พลินแค่อยากช่วย ไหนๆเราก็จะได้เกี่ยวดองกันแล้ว”
ได้ยินอีกฝ่ายพูด บารมีขมวดคิ้วจนแทบผูกกันเป็นปม ผุดรอยยิ้มขึ้นมุมปาก บอกตัดรำคาญ
“งั้นเอานี่ไปอีกถุง”
เขาส่งอีกใบหนึ่งให้เธอ จังหวะนั้นเองที่พลินยื่นมือออกไปรับจนสัมผัสโดนปลายนิ้วเรียวยาว ที่มีเล็บมนสวยดูแข็งแรงของเขาเข้าก็ให้ใจสั่น คล้ายถูกกระไฟฟ้าไหลเข้าสู่ร่างกายเลยกระตุกมือกลับมา ใบหน้าออกร้อนซู่ ยืนนิ่งตรงนั้น ได้ยินบารมีถาม
“หนักล่ะสิ”
“ไม่ค่ะ ไม่” พลินรีบตอบรับพร้อมยิ้มน้อยๆเก้อเขิน รุดหน้าไปก่อน ทิ้งให้บารมีมองตามด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
เสียงเพลง เสียงพูดคุยสรวลเสเฮฮาดังแว่วพร้อมเสียงคลื่นลมทะเล จวบจนพระอาทิตย์คล้อยต่ำลง เครื่องดื่มมึนเมาที่ตั้งวงเล็กๆขยายกว้างมากขึ้น
“น้องสาวแกหรือดา” เพื่อนคนหนึ่งคนญาดาถาม มองพลินก่อนยกเครื่องดื่มสีสวยในแก้วจิบ
“อือม์” ญาดาตอบออกมาง่ายๆคำเดียว
“ไปด้วยกันไหมคะหรือจะรอที่บ้าน” เสียงหวานถามอย่างห่วงใย มองชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าตูมอารมณ์ดูไม่ค่อยดีนัก พอถูกถามเหมือนบีบให้รอที่บ้านมากกว่าจะให้ไปด้วยก็ปรากฏว่าดวงตาคลอฉ่ำนิดๆคล้ายจะร้องไห้ “พี่อยากไป” “เดี๋ยวก็ร้องไห้อีก พลิน...” ไม่อยากบอกว่าเธออายพยาบาลจริงๆเลย เขาไปด้วยทีไร เจออะไรหน่อยก็อ่อนไหว บอบบางจนต้องร้องไห้ ได้ยินเสียงเธอว่ามาแบบนั้น คนที่อ่อนไหวง่ายมานานกว่าสามถึงสี่เดือนก็น้ำตาชักปริ่มๆจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ “จะไปก็ได้ ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ” “แล้วทำไมถามเหมือนไม่อยากให้พี่ไป อายหมอใช่ไหม มันหล่อนี่ ใช่สิ” “พี่บีคะ”“ไม่ต้องมาเรียกพี่บี” คนที่ขี้งอนขี้ใจน้อยบอกเสียงสะบัดแล้วเดินหนีเข้าห้องไป พลินมองตามแล้วก็ถอนใจเฮือกก่อนจะสาวเท้าตามไปง้อ “งอนอีกแล้ว” “ใช่พี่งอน พลินไม่ใส่ใจพี่เลย ก็รู้ว่าพี่คุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็ชอบทำให้พี่น้อยใจ” “พลินไม่ได้ตั้งใจค่ะ พลินขอโทษ” “ก็ได้ ให้อภัย”จู่ๆคนที่บอกว่าคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็ให
“ใคร” บารมีตวาดถามมือควานหาไฟในห้อง แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ แล้วเลยสำรวจคนที่นอนอยู่บนเตียง“ผู้หญิงนี่หว่า”หัวใจกระหน่ำสูบฉีดเลือดทันที แล้วก็ให้วุ่นวายไปหมด ด้วยพยายามลุกขึ้นเดินไปที่กระเป๋าเสื้อผ้า เพราะความมึนเมาผสมกับยาปลุกเซ็กซ์ทำให้ความสามารถในการคิดหาเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจดิ่งลงเหว ไม่อยากรู้แล้วว่าหญิงสาวที่นอนอยู่นี่เป็นใคร ในเมื่อห้องของเขาถูกจัดเอาไว้สำหรับเขาคนเดียว คนที่เข้ามานอนรอย่อมหมายความว่าเต็มใจที่จะร่วมรักกับเขาเปิดออกพบคอนดอมในนั้นอันเดียว“รอดแล้ว”บ่นงึมงำ ก่อนปลดตะขอกางเกงแล้วฉีกซองสีเงินออก สวมใส่เครื่องป้องกันเข้าไปจนสนิทแนบ ทาบลงหาอีกร่างที่นอนนิ่งบนเตียงทันทีปากร้อนผ่าวนาบตามซอกหู กลิ่นหอมแบบที่ไม่เคยคุ้น คล้ายกลิ่นแป้งมากกว่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมราคาแพง พลันภาพในหัวปรากฏเป็นร่างของเด็กสาวกะโปโลคนนั้นวาบขึ้นมา“ระยำ”เสียงสบถของบารมีดังงึมงำขึ้นมาอีก“ยังไม่สิบแปดเลยมั้งนั่น”แล้วจัดแจงเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกจนเปลือยเปล่าพร้อมพรั่งดีแล้ว ดันข้อพับขาของคนใต้ร่างขึ้นง้างงอก่อนดันตัวตนที่แข็งและร้อนจัดเข้าไปภายในช้าๆเนิบนาบ“เวรแล้ว” บารมีอยากสาวตัว
ถึงวันนัดหมาย ญาดาขับรถมาด้วยตัวเองจุดหมายคือบ้านพักชายทะเลที่พลินเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก“เราจะอยู่กันกี่วันคะพี่ดา” พลินถามทันทีที่ลงรถ แววตาเป็นประกาย ดีใจที่ได้มาเที่ยวทะเล และดีใจมากกว่าคือคนที่พาเธอมาเป็นพี่สาวของตัวเอง ตอกย้ำความคิดที่ว่าญาดาช่างงามทั้งกายและใจ อย่างหาใครมาเปรียบเทียบมิได้“อยากอยู่กี่วันล่ะ” ญาดาถามยิ้มๆแทนที่จะตอบคำของน้อง“ฮืม...บรรยากาศดีแบบนี้นะ” พลินที่มาเที่ยวทะเลได้ไม่ถึงสามครั้งดีบอกพร้อมสูดอากาศเข้าปอด ยิ้มแต้ ตอบด้วยสีหน้าทะเล้นนิดๆ “พลินอยากอยู่ตลอดไปเลย ได้ไหมคะ”“งั้นมาช่วยกันยกของลงก่อน แล้วจะให้อยู่ไปเลยตลอดชีวิต เออ...นี่ พี่มีเรื่องจะสารภาพแหละ” ญาดาบอกเสียงอ่อยในตอนท้าย พลินหยุดยิ้ม ถามกลับ“เรื่องอะไรคะพี่ดา” “คือ จริงๆแล้ว ที่พี่ชวนมาเนี่ย คือ มันเป็นงานเลี้ยงฉลองของพี่กับคุณบารมีน่ะ”พลินยังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ถาม “ฉลองอะไรหรือคะ”ญาดากวาดสายตาสำรวจน้องสาวก่อนตอบเสียงราบเรียบ ลอบสังเกตอาการของคนเป็นน้องไปพลาง“งานฉลองสละโสดของพี่กับคุณบารมีน่ะสิ”“ฉลองสละโสด?”พลินทวนคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปวูบ งานเลี้ยงฉลองสละโสดขอ
“รักตอนไหนคะ บอกพลินหน่อย” บารมีนิ่งคิดอยู่ครู่ก่อนจะรวบรวมคำพูดออกมาได้ “ตอนแรกพี่ไม่ได้นึกรักเราหรอก ตอนนั้นพี่สงสารพลินมากกว่า ตอนนั้นพี่ได้แต่สงสาร สงสารเด็กคนนี้จังเลย ทำไมถึงมาเกิดเป็นลูกนายสมวะ ทำไมนายสมไม่รักลูกคนนี้เลยวะ” บารมีสารภาพความจริงเป็นครั้งแรกกับเธอ ก่อนเล่าต่อ “ยิ่งมาเห็นตอนนั้นว่าพี่ปล้ำพลินไปนะ พี่ใจหายเลย ได้แต่ด่าตัวเองว่าไม่น่าทำลายอนาคตเด็กคนนี้เลย แล้วตอนที่เรากับแม่มาบอกว่าท้องนี่พี่จิตตกไปใหญ่ สงสารหนักกว่าเก่าอีกนะเชื่อไหม” บารมีรวบมือเธอมากุมก่อนบอกต่อ “พอแม่พี่บอกว่าจ้างเรามา พี่โกรธมาก โกรธจนเกลียดไปเลยด้วย ว่าทำไมวะ เด็กอายุเท่านี้เองทำไมคิดอะไรตื้นแบบนั้นวะ” “พลินไม่ได้...” “พี่รู้แล้ว พี่รู้ว่าแม่โกหกพี่ พอมารู้ทีหลังนี่พี่รู้สึกเหมือนดิ่งลงเหวเลย ไอ้ความสงสารที่เคยมีให้พลินก่อนหน้านี่แทบจะทับพี่ตาย พอหลังจากนั้นความสงสารมันก็มี...ความรักแทรกเข้ามาด้วย ที่ไม่รู้ว่ารักตอนไหน รู้แต่ว่ารักพลินเพราะพลินพยายามจะเข้าใจพี่ที่สุดพลินรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พลินรู้กาลเทศะ และที
“อย่าเข้ามานะ” “เห็นอยากมีนักไม่ใช่หรือไงวะผัวน่ะ กูนี่ก็เป็นผัวให้มึงได้นะอีคนสวย” “อย่านะ ผัวฉันรู้พวกแกได้ตายไม่มีเหลือแน่ ไอ้โจร ไอ้พวกสวะ” “ผัวคนไหนล่ะจ๊ะ” หนึ่งในคนพวกนั้นถามยิ้มๆ ชี้มือหาตนเองแล้วก็ถามต่อ “ใช่คนนี้ไหม หรือคนนั้น หรือคนโน้น” ก่อนจะชี้มือไปทางพรรคพวกที่ยืนเรียงหน้ารอคิวอยู่ทีละคน เสียงกรีดร้องดังระงมในโกดังร้างแห่งนั้นเอง เจริญขวัญถูกชายฉกรรจ์ร่วมสิบคนรุมทึ้ง เนื่องจากคนที่เธอว่าจ้างให้ยิงพลิน มาขอเงินงวดสุดท้าย แต่เพราะพลินไม่ตายอย่างที่ตกลงกันเอาไว้ เธอเลยคิดจะเบี้ยวไม่จ่าย พวกมันใช่คนดีที่ไหน รับเงินว่าจ้างให้ฆ่าคนก็ไม่ใช่คนดีเท่าไรนักหรอก เจริญขวัญคร่ำครวญขู่ไม่เลิกว่าเธอจะตามสามีของเธอมาฆ่าพวกมันให้หมดทุกคน แต่สามีคนไหนล่ะที่หมายถึง ไม่นานก็มีศพหญิงสาวลอยอืดอยู่ในคลองใกล้โกดังร้างแห่งนั้น “มีกิจกรรมสองอย่างที่มนุษย์ทำได้ครั้งแรก แล้วครั้งต่อไปก็จะทำได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มต้นฝึกใหม่” พลินที่เพิ่งวางถาดขนมและเครื่องดื่มของบุตรสาวลงบนโต๊ะ ละสาย
“หายโกรธพี่แล้วใช่ไหม”บารมีทำตัวได้มึนมาก เขาถามคำถามเดิมทุกๆวันที่มา พูดแบบเดิมว่าไม่หย่า ขอร้องแบบเดิมๆจนพลินได้แต่ทอดถอนใจในความเป็นบารมี บอกเนือยๆ “พลินไม่ได้โกรธใครค่ะ” “ถ้าไม่ได้โกรธ ก็ต้องไม่หย่านะ” มองนิ่งๆไปที่เขาก่อนพูดเสียงเรียบ “พลินไม่ชอบคนเผด็จการ” “พี่เผด็จการหรือ” พอเห็นสายตาของพลิน คนเผด็จการก็ยกมือขึ้นยอมจำนน บอกเสียงอ่อย “ก็ได้ ก็ได้ พี่จะไม่เผด็จการ” เขาน่ะหรือไม่เผด็จการ ถ้าไม่เผด็จการจริงๆจะมัดมือเธอชกด้วยการเร่งเร้าให้จดทะเบียนสมรสกันโดยที่เธอไม่ได้มีเวลาคิดทบทวนเลยได้อย่างไร แล้วพอตอนขอหย่า ก็ยังเสียงแข็งใส่เธออีกว่ายังไงก็ไม่ยอมหย่า “พลินไม่ชอบให้ใครมาบังคับ” ยังนึกถึงที่เขาขืนใจเธอคราวนั้นได้ก็ไม่อยากยกขึ้นมาพูดอีก บารมียอมถอย “โอเค พี่ไม่บังคับ” “ถ้าอย่างนั้น หย่าให้พลินเถอะค่ะ” “พลิน...พี่ขอโอกาสอีกครั้งได้ไหม พี่สัญญาว่าพี่จะไม่เผด็จการ ไม่บังคับพลิน” นิ่งคิดอยู่นานก็ถูกคนเผด็จการที่ชอบบังคับสวมกอดเสียแน่น







