Masukบทที่4 วิบากกรรมของน่านน้ำ
การเดินทางด้วยรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อบนเส้นทางวิบากที่ตัดผ่านขุนเขาดำเนินไปอย่างทารุณ ทิ้งร่องรอยของฝุ่นสีแดงหนาตลบอบอวลไว้เบื้องหลัง สำหรับน่านน้ำแล้ว... นี่มันไม่ใช่งานบุญแต่มันคือนรกที่ชัดเจนที่สุดในชีวิตของเขา! หนุ่มหล่อเจ้าสำอางที่เคยชินกับการนั่งไขว่ห้างในเลาจ์วีไอพี หรือไม่ก็ยืนจิบไวน์ทอดอารมณ์อยู่บนรูฟท็อปหรูใจกลางกรุง บัดนี้กลับต้องมานั่งฝ่าฟันดินแดง ขึ้นเขาลงห้วยบนเส้นทางที่คดเคี้ยวราวกับลำไส้ไก่ แถมยังเต็มไปด้วยหลุมบ่อขนาดมหึมาที่พร้อมจะดีดเขากระเด็นออกนอกรถได้ทุกเมื่อ เกือบสามชั่วโมงที่น่านน้ำถูกแรงเหวี่ยงของรถกระบะซัดซ้ายป่ายขวาจนร่างแทบหลุดเป็นชิ้นๆ เขาต้องกัดฟันกอดกระเป๋าเดินทางRimowaคู่ใจไว้แน่นเพื่อใช้เป็นหลักยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียว เส้นผมที่บัดนี้กลายเป็นสีแดงคล้ำและแข็งกระด้างจากฝุ่นดินที่เกาะหนาเตอะ เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินแดงจนเสียราคาอย่างไม่น่าให้อภัย ความทุกข์ทรมานทางกายที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้เขาลืมเลือนความเจ็บปวดเรื่องพิมไปเสียสนิท ใจเขามันถูกแทนด้วยความโกรธแค้นต่อสถานการณ์ตรงหน้าที่ตัวเองเผชิญอยู่ เขาอยากจะตะโกนด่าไอ้ภัทร ด่าถนนบนดอย หรือแม้แต่ด่าหมาทุกตัวที่พวกมันกำลังจะไปทำหมันให้! ไอ้เหี้ยทำไมกูไม่แค่ทิ้งของในถังขยะหน้าบ้านว่ะ! เขาสบถสาบานในใจ ถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทิฐิบ้าบออะไรที่ทำให้เขาต้องแบกกระเป๋าห้าใบข้ามน้ำข้ามฟ้าข้ามเขามาลำบากถึงขนาดนี้ “ไส้กูเลื่อนหมดแล้วไหมเนี่ย!” แรงกระแทกจากล้อรถที่ตกหลุมยักษ์แต่ละครั้งทำเอาช่องท้องของเขาปั่นป่วนจนรู้สึกคลื่นไส้ ลำไส้แทบจะมากองรวมกันอยู่ที่คอหอย เขาพยายามใช้หลังมือปัดปอยผมที่เริ่มสากกระด้างและตกลงมาปรกหน้าออกอย่างหงุดหงิด ทุกสัมผัสที่โดนผิวหน้ามันเต็มไปด้วยเม็ดทรายและฝุ่นละเอียดที่สากระคายผิว คนหลงรูปลักษณ์และรักความเพอร์เฟกต์อย่างน่านน้ำรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกลายเป็นมนุษย์ดินเผาที่ดูไม่ได้ที่สุดในโลก ความภาคภูมิใจในความหล่อระดับหนุ่มฮอตถูกทำลายด้วยฝุ่นสีแดงและหยาดเหงื่อที่ไหลไคลชุ่มโชกไปทั่วใบหน้า และในที่สุด... ความทรมานอันยาวนานก็สิ้นสุดลง หลังจากทนทรหดอยู่ท้ายกระบะมาเกือบสามชั่วโมง รถกระบะทั้งสองคันก็เริ่มลดความเร็วลงอย่างกะทันหัน แรงสั่นสะเทือนที่เคยรุนแรงเปลี่ยนเป็นเสียงเครื่องยนต์ที่ต้องเร่งรอบช้าๆ เพื่อไต่เนินดินที่ขรุขระเข้าไปในตัวหมู่บ้าน น่านน้ำรู้ทันทีว่านี่คือจุดหมาย กลิ่นดินกลิ่นควันจากการหุงหาอาหารและกลิ่นหอมเย็นๆ ของพืชไร่ปะปนกันเข้ามาแทนที่กลิ่นน้ำมันเครื่อง บรรยากาศของหมู่บ้านบนดอยที่ปรากฏสู่สายตา ห่างไกลจากคำว่าความศิวิไลซ์ที่น่านน้ำคุ้นเคยราวฟ้ากับเหว บ้านเรือนสร้างจากไม้และสังกะสีตั้งอยู่แบบเรียบง่าย ไร้ซึ่งป้ายโฆษณาแอลอีดี ไร้ซึ่งสัญญาณไวไฟที่เขาขาดไม่เคยได้ และไร้ซึ่งความเจริญในทุกแง่มุมที่คนอย่างเขาเคยให้ค่า... สำหรับเขาที่นี่มันคือสถานที่ตกสำรวจของแผนที่โลกไปแล้วชัดๆ ทันทีที่รถเคลื่อนตัวเข้าสู่ใจกลางหมู่บ้าน เสียงหัวเราะสดใสและเสียงกรีดร้องอย่างร่าเริงก็ดังสะท้อนมาจากด้านหลังรถกระบะ น่านน้ำที่กำลังกอดกระเป๋าต้องขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นกลุ่มเด็กน้อยวิ่งกรูเข้ามารายล้อมรถ เด็กตัวเล็กตัวน้อยที่บางคนก็วิ่งแก้ผ้าท้าลมหนาว บางคนก็สวมเสื้อผ้าเก่าขาดสีตุ่นมอมแมม ใบหน้าเหล่านั้นเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นดินจนแทบมองไม่เห็นผิวจริง แต่ดวงตาที่จ้องมองมายังคนเมืองกลับเป็นประกายใสซื่อและเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด น่านน้ำมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานกันอย่างประหลาด ความไร้เดียงสาที่เขาลืมไปแล้วว่ามันยังมีหลงเหลืออยู่จริงบนโลกใบนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ... ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา สัญชาตญาณความเป็นคุณชายรักสะอาดก็ตีกลับขึ้นมาจนเขานิ่วหน้า เขาแอบขยับตัวหนีเมื่อมีเด็กคนหนึ่งพยายามจะเอื้อมมือมอมๆ มาแตะขอบกระบะใกล้กับขาของเขา น่านน้ำรู้สึกขนลุกกับมือเปื้อนๆ นั้นจนแทบจะทนไม่ได้ สกปรกชิบหาย! พ่อแม่ไม่จับอาบน้ำกันหรือไงวะ เขาคิดในใจอย่างพาลๆ พลางกระชับเสื้อ Balenciaga ที่ตอนนี้สภาพไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วราคาแพงให้เข้าที่ น่านน้ำเม้มปากแน่นพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ระเบิดอารมณ์ใส่เด็กเหล่านั้น เพียงเพราะเขากำลังหงุดหงิดที่ตัวเองต้องมาอยู่ในที่ที่รสนิยมของเขาไม่มีค่าอะไรเลยแบบนี้ เขามองใบหน้ามอมแมมของเด็กเหล่านั้นพลางคิดเปรียบเทียบในใจอย่างอดไม่ไหว.... โลกของเขามันสกปรกด้วยเงินและการแก่งแย่งชิงดี ส่วนโลกของเด็กๆ พวกนี้สกปรกด้วยดินโคลนที่ล้างออกได้ง่ายๆ .....จริงๆ แล้วก็ไม่รู้ใครที่สกปรกมากกว่ากัน รถกระบะแล่นไปช้าๆ จนจอดสนิทอยู่หน้าลานกว้างที่เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน เด็กๆ หยุดวิ่งแล้วมองมาที่กองกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ห้าใบด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นราวกับเห็นของแปลก น่านน้ำปีนลงจากท้ายกระบะด้วยท่าทางที่ห่างไกลจากคำว่าสง่างามอย่างสิ้นเชิง ร่างสูงใหญ่โซซัดโซเซลงมาเหยียบพื้นดินแดงด้วยความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง ผมของเขาบัดนี้เสียทรงยุ่งเหยิงเหมือนคนจรจัด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเนียนกริบมีร่องรอยคราบเหงื่อที่แห้งกรังผสมกับดินสีแดงจนดูมอมแมมไปหมด และวินาทีนี้ศักดิ์ศรีหรือมาดเข้มก็รั้งเขาไว้ไม่ไม่อยู่ ลำไส้ของเขาปั่นป่วนจนแทบจะสำรอกอาหารเช้าออกมาเพราะอาการเมาถนนขั้นรุนแรง “ไอ้หมอ กูต้องเข้าห้องน้ำ!” น่านน้ำโพล่งออกมาเสียงดัง ไม่มีการรักษามารยาทใดๆ ทั้งสิ้น ภัทรที่กำลังยิ้มทักทายผู้ใหญ่บ้านที่เดินเข้ามาต้อนรับ ต้องหันมามองเพื่อนด้วยสายตาดุๆ ปนระอา “ห่ะ! ตอนนี้เลยหรอ ไปเจอผู้ใหญ่บ้านก่อน มารยาทหน่อยดิไอ้ห่า!” ภัทรกระซิบเสียงลอดไรฟัน น่านน้ำที่บัดนี้หน้าเขียวหน้าเหลืองสลับกันไปมาเพราะอาการเมารถตีตื้นขึ้นมาถึงลำคอ ทนกับอาการคลื่นใส้ไม่ไหวจึงสวนกลับเพื่อนทันที “ห่า! กูไม่ไหว จะให้กูอ้วกแล้วมึงเก็บไหม! เอาไง!” ภัทรเห็นใบหน้าซีดเผือดสลับเขียวของเพื่อนรักก็รู้ซึ้งทันทีว่าขีดจำกัดของนักบินหนุ่มได้ขาดผึงลงแล้ว เขาจึงรีบหันไปโค้งขอโทษผู้ใหญ่บ้านปะหลับปะเหลือก่อนจะชี้มือไปทางด้านหลังอาคารไม้อเนกประสงค์เก่าๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก “โอเคๆ ตรงนั้น ห้องน้ำอยู่หลังอาคารเก่า เดินไปหน่อยก็เห็น” น่านน้ำไม่รอให้พูดจบและไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น ร่างสูงกึ่งเดินกึ่งวิ่งถลาออกไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันไปโค้งคำนับผู้ใหญ่บ้านตามมารยาทที่ควรจะมี สายตาคมกริบกวาดหาเป้าหมายอย่างบ้าคลั่งจนไปสะดุดเข้ากับสิ่งปลูกสร้างเล็กๆ ที่ดูดิบเถื่อนเกินกว่าจะเรียกว่าสุขา ชิบหายแล้วมั้ง... เขาอุทานในใจเมื่อเห็นสภาพอาคารที่มุงด้วยสังกะสีและผนังปูนเปลือยที่ดูห่างไกลจากสุขภัณฑ์ระบบอัตโนมัติหรือห้องน้ำสะอาดเอี่ยมที่มีน้ำหอมปรับอากาศอย่างที่เขาคุ้นเคยราวกับอยู่คนละโลก แต่วินาทีนี้ความคลื่นเหียนที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอทำให้เขาไม่มีทางเลือก น่านน้ำพุ่งตัวเข้าไปในอาคารห้องน้ำนั้นอย่างไม่คิดชีวิต เขาไม่เหลือเวลามานั่งรังเกียจคราบสกปรกหรือความทรุดโทรมใดๆ อีกต่อไป เขาขอแค่ระบายสิ่งที่จุกอยู่ที่คอออกไปให้เร็วที่สุด แต่... ทันทีที่เขาผลักประตูไม้ผุๆ ของห้องแรกเข้าไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตามันคือความสยดสยองระดับสิบ! มันคือ ขี้!! ที่เจ้าของเดิมทิ้งเอาไว้โดยไม่ยอมราดน้ำ สิ่งปฏิกูลนั้นกองตระหง่านอยู่ในโถส้วมซึมอย่างไม่น่าให้อภัย! กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงมหาศาลพุ่งเข้าปะทะจมูกโด่งโด่งอย่างจัง จนความคลื่นไส้ที่จุกอยู่ที่คอหอยทะลักพรวดขึ้นมาอีกเท่าตัว “อุ้ก!” น่านน้ำรีบตะครุบปากตัวเองไว้แน่นจนหน้าเขียว รีบปิดประตูห้องนั้นกระแทกดังปัง! แล้ววิ่งถลาไปยังห้องที่สองอย่างรวดเร็วเหมือนหนีตาย เขากลั้นหายใจจนตัวสั่นมือหนาเอื้อมไปเปิดประตูห้องที่สองด้วยความหวัง... แต่สิ่งที่ต้อนรับเขาคราวนี้ไม่ใช่ขี้ แต่มันคือ 'เงาดำ' ขนาดใหญ่ที่เกาะสงบนิ่งอยู่บนผนังปูนเย็นชื้น ไอ้เหี้ย! ตุ๊กแกตัวเท่าแขน! ดวงตากลมนูนสีกระดำกระด่างของมันจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างไม่กะพริบ “เฮ้ย!” น่านน้ำร้องออกมาในลำคอด้วยความขยะแขยงจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว ร่างกำยำดีดตัวถอยกรูดออกมาอย่างเสียหลัก มือรีบกระชากประตูห้องที่สองปิดตามหลังอย่างรวดเร็ว จนเสียงดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ ก่อนที่เขาจะแทบทรุดตัวลงพิงผนังอาคารด้านนอกด้วยอาการสั่นเทา ใบหน้าหล่อเหลาที่มอมแมมอยู่แล้วบัดนี้ซีดเผือดจนไร้สีเลือด แว่นกันแดดทรงสปอร์ตเลื่อนลงมาอยู่ที่ปลายจมูกเผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความขวัญเสีย พระเจ้า! น่านน้ำทำอะไรผิดนักหนาถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้! เขาพยายามดึงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เขาข่มความสยดสยองเอาไว้พลางหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจใช้มือที่สั่นเทาเอื้อมไปเปิดประตูห้องสุดท้าย... ห้องที่สาม ห้องนี้ไม่มีกองอารยธรรมทิ้งทวนเหมือนห้องแรก และไร้เงาสิ่งมีชีวิตหน้าตาน่าเกลียดเหมือนห้องที่สอง แต่มันก็ห่างไกลจากคำว่าสะอาดอยู่มากโข ผนังปูนมีคราบตะไคร่น้ำเขียวครึ้มเกาะเป็นหย่อมๆ พื้นเปียกแฉะไปด้วยหยดน้ำที่ซึมออกมาจากถังปูนเก่าๆ แต่สำหรับน่านน้ำในวินาทีนี้... ไม่มีทางเลือกแล้ว! ความคลื่นเหียนและอาการเมาถนนมันตีกันจนจุกมาถึงลำคอพ้นขีดจำกัดจะเยียวยา เขาพุ่งตัวเข้าไปเกาะขอบอ่างปูนที่มีน้ำขังนิ่งสนิทแล้วปลดปล่อยทุกอย่างออกมาทันที! “โอ้กกกกก~~~!!!” น่านน้ำโก่งคออาเจียนออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน ความสะอิดสะเอียนต่อสภาพแวดล้อมที่โสโครกยิ่งเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่บิ้วให้เขาสะลัดทุกอย่างออกมาจนหมดไส้หมดพุง น้ำตาคลอเบ้าไหลซึมออกมาจากดวงตาคมกริบด้วยความทรมานแสนสาหัส พอทุกอย่างพรั่งพรูออกมาจนหมด ร่างกายที่เคยกำยำแข็งแรงก็อ่อนปวกเปียกจนต้องยืนพิงผนังปูนเย็นชื้นเอาไว้ เขาหอบหายใจรวยริน รู้สึกแย่ยิ่งกว่าตอนโดนหมัดฮุกเข้าที่หน้าเสียอีก! ใบหน้าคมคายที่ซีดเผือดค่อยๆ เหลือบไปมองถังน้ำพลาสติกสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่มุมห้องด้วยความหวังจะล้างหน้าล้างตา แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักกึก... น้ำในถังนั้นมีสีขุ่นคลัก มีตะไคร่น้ำสีเขียวอี๋เกาะอยู่รอบขอบถัง แถมยังมีคราบดำๆ ลอยละล่องอยู่บนผิวน้ำอย่างชัดเจน! น่านน้ำถึงกับส่ายหน้าด้วยความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เขาไม่มีวันเอาน้ำเน่าๆ ในถังนั้นเข้าปากหรือให้มันสัมผัสผิวหนังเด็ดขาด! น่านน้ำพยายามดึงสติอันน้อยนิดกลับมา มือสั่นๆ รีบจัดเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่อย่างลนลานที่สุด ก่อนจะถลาเดินออกมาจากห้องน้ำนรกนั่นด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก เขารีบผลักประตูออกมาหวังจะเรียกหาเพื่อนรักให้ช่วยพาไปจากตรงนี้ทันที “ไอ้ภัทร! ไอ้หมอ!” เขาพยายามจะตะโกนเรียก แต่พอก้าวพ้นประตูออกมากลับพบเพียงความว่างเปล่า กลุ่มเพื่อนหมอและขบวนรถที่เคยครึกครื้นหายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้ ทิ้งให้เขาต้องยืนโดดเดี่ยวอยู่หน้าอาคารเก่าๆ อย่างเคว้งคว้าง... ลานกว้างหน้าอาคารว่างเปล่า มีเพียงใบไม้ปลิวว่อนและเด็กๆ มอมแมมบางส่วนที่กำลังมองมาที่เขาอย่างอยากรู้อยากเห็น น่านน้ำยืนตัวแข็งอยู่กลางลาน... ผมเสียทรง หน้าเปื้อนฝุ่นและเลอะคราบอาเจียนบางส่วนตรงมุมปากและคาง เขากำลังหลงทางอยู่บนดอยในวันวาเลนไทน์ โดยที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีน้ำสะอาดและไม่มีเพื่อนคอยช่วยเหลือ ตอนนี้น่านน้ำอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตและกำลังถูกปล่อยทิ้งให้อยู่คนเดียวกลางหมู่บ้านบนดอยอย่างน่าอนาจใจ ร่างสูงยืนตัวแข็งอยู่กลางลานที่มีเพียงฝุ่นที่คลุ้งและเสียงจั๊กจั่นที่ดังระงม เขาพยายามใช้หลังมือปาดคราบอาเจียนที่มุมปากอย่างทุลักทุเล แต่ยิ่งปาดคราบเหล่านั้นก็ยิ่งเปื้อนไปกับฝุ่นดินบนใบหน้าจนดูไม่จืด ร่างสูงใหญ่พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่หันมองซ้ายมองขวาอย่างรวดเร็วเพื่อหาตัวช่วย จนกระทั่งสายตาคมกวาดไปสะดุดเข้ากับร่างเล็กของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอสวมผ้าซิ่นลายพื้นเมืองยาวคลุมเข่ากับเสื้อผ้าฝ้ายแขนสามส่วนดูเรียบง่าย กำลังยืนก้มๆ เงยๆ ทำอะไรบางอย่างอยู่ข้างอาคารไม้เก่าๆ หลังนั้น “น้อง! น้องง!!” น่านน้ำตะโกนเรียกสุดเสียงเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับแหบพร่าและติดขัดเพราะลำคอเพิ่งผ่านการขย้อนอย่างรุนแรงมาหยกๆ มันฟังดูน่าสมเพชเสียจนเขาเองยังขัดใจ ทว่าหญิงสาวคนนั้นกลับยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานของเธอต่อไปอย่างขะมักเขม้น ราวกับว่าเสียงตะโกนเรียกของเขาเป็นเพียงเสียงลมพัดหรือเสียงหมูป่าร้องหลงฝูงอย่างไรอย่างนั้น เธอไม่มีท่าทีว่าจะหันมามองนักบินสุดหล่อที่กำลังยืนหมดสภาพอยู่กลางลานดินเลยแม้แต่นิดเดียว “นี่น้อง! ได้ยินที่เรียกไหมเนี่ย!” น่านน้ำกัดฟันเพิ่มระดับความดังของเสียงอีกครั้งด้วยท่าทางเอาเรื่อง ความหงุดหงิดเริ่มตีตื้นขึ้นมาแทนที่ความอ่อนแรง เขาไม่ชินกับการถูกเมินโดยเฉพาะจากผู้หญิงที่ดูเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ แบบนี้! จังหวะนั้นเองหญิงสาวคนดังกล่าวก็เงยหน้าขึ้นมาทันที... ดวงตากลมโตใสซื่อคู่นั้นจ้องมองเขาด้วยความฉงนสงสัย ใบหน้าหวานจิ้มลิ้มสะอาดตาขัดกับบรรยากาศมอมแมมรอบด้าน ผิวขาวผุดผ่องแม้จะมีรอยฝุ่นแดงเปื้อนแก้มจากการทำงานกลางแจ้งอยู่บ้าง สาวน้อยกระพริบตาปริบๆ มองซ้ายมองขวาอย่างงงๆ ว่าไอ้มนุษย์ดินเผาในชุดแปลกตาที่ยืนอยู่กลางลานนั้นกำลังสื่อสารกับใครบทที่ 40ความปากแซ่บนี้....ที่แก้ไม่หายน่านน้ำพามะลิเดินเข้าร้านข้าวหน้าเนื้อที่ต้นตำรับมาจากประเทศญี่ปุ่น ร้านดูหรูหราและได้รับการตกแต่งอย่างประณีต แสงไฟที่สลัวทำให้มะลิรู้สึกเกร็งมากกว่าตอนเข้าร้านอาหารในสนามบินแม่ฟ้าหลวงอีกหลายเท่าตัว น่านน้ำเดินนำเข้าไปในร้าน ด้วยความโดดเด่นของใบหน้าคมหล่อเหลา ผิวขาวสะอาดจนผู้หญิงบางคนยังต้องอาย ชุกลำลองแบรนด์หรูที่ไม่ตั้งใจใส่ให้หรูแต่ก็ดูแพงในทุกก้าว เขาคือคนประเภทที่ไม่ต้องพยายามก็โดดเด่น ผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้หญิง มักจะเงยหน้าขึ้นมองเขาเสมอจนเป็นภาพชินตาที่เขาแทบไม่ใส่ใจ
บทที่ 39ของขวัญสำหรับคนเก่งเช้าวันถัดมา หลังจากนอนหลับเต็มอิ่มน่านน้ำลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเสร็จในเวลาไม่นาน ก่อนจะเดินลงมาข้างล่างพร้อมความคิดแรกในหัวมะลิอยู่ไหน?สายตาเขากวาดมองไปรอบห้องรับแขกแต่ไม่เจอใคร ในครัวก็ว่างเปล่า ห้องอาหารเงียบสนิท ไม่มีเสียงจานช้อน ไม่มีเงาใคร และยังไม่ทันคิดหาคำตอบปากก็ไวกว่าใจ
บทที่ 38ความใสที่เคลือบยาพิษ“หนูไม่มีชุดเปลี่ยนหรอกค่ะ เสื้อผ้าเพิ่งซักไป” มะลิตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เหมือนไม่เห็นอะไรผิดปกติแม้แต่น้อย และไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกุนถึงได้มีท่าทางแปลกๆไป“แต่ไม่เป็นไรนะคะ หนูเคยตากฝน เปียกกว่านี้อีก” เธอยืนยันเพื่อไม่ให้เขาต้องเป็นกังวลกับเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ “และนี่น้ำสะอาดขนาดนี้ หนูอยู่ได้ กุนไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” เธอพูดพร้อมยิ้มบางๆเหมือนมันเป็นเรื่องเล็กมากเหมือนความเปียกปอนของเธอตอนนี้ไม่ใช่เรื่องน่าลำบากใจเลยสักนิดน่านน้ำกลืนน้ำลายเงียบๆ ร่างทั้งร่างเหมือนกำลังสั่นอยู่ภายใน ความพยายามที่จะไม่มองยังได้ผลแต่ความพยายามที่จะไม่รู้สึกอะไร มันแม่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิงโถ่ มะลิ... เขาหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง มือยกขึ้นขยี้ท้
บทที่ 37สัมผัสที่ยากจะถอนตัว...สัมผัสนั้นโคตรดีเลย… ดีจนเขาเผลอกัดฟัน ดีจนเขาอยากกจะฝั่งจูบอยู่ตรงนั้นไม่เงยหน้ากลับขึ้นมาอีก.....“อือ...” คนตัวเล็กที่ถูกขโมยจูบครางร้องประท้วงเบาๆ ทำเอาน่านน้ำสะดุ้งลืมตาโพล่งขึ้นเหมือนโดนน้ำเย็นราดหัวเหี้ย!!! เสียงในหัวตะโกนดังสนั่น หน้าเขาร้อนวาบหัวใจเต้นแรง
บทที่ 36สัตว์ประหลาดในเงามึดสองทางเลือกที่เขาเตรียมไว้ให้วินมอไซเดนนรกนั้น.......ทางที่หนึ่งปล่อยให้มันเข้าไปนอนคุกยาวๆ เขามีเบอร์ของรอง ผบ.ตร.อยู่ในเครื่อง เรื่องเท่านี้แค่ยกหูโทรก็มีหมายจับตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นด้วยซ้ำส่วนอีกทาง… น่านน้ำลืมตาขึ้นช้าๆดวงตาคมนิ่งกว่าตอนดุมะลิสะอีก มันดูสงบเกินไปจนบรรยากาศในห้องเหมือนจะหนักตาม
บทที่ 35เด็กโง่ของน่านน้ำหัวใจของชายหนุ่มกระแทกเข้าซี่โครงเหมือนระเบิดลูกเล็กๆสะเทือนออกเป็นระลอกในอก สมองเขาเปิดเสียงเตือนบอกให้หยุด บอกว่าเด็กคนนี้ไม่ควรถูกเขาแตะต้อง บอกว่าเขานี่แหละตัวอันตรายที่สุดสำหรับเธอ แต่เขากลับนั่งนิ่งมองเธอเหมือนโดนสะกด และรู้สึกว่าร่างกายตัวเองทั้งหมดอยู่นอกเหนือการควบคุมของสมอง...มือที่จับสำลียังค้างอยู่ในอากาศ…น่านน้ำไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกลืนน้ำลายลงคอไปเฮือกหนึ่ง เขาควรจะดุเธอ ควรจะบ่นที่เธอไม่ระวังตัว สอนเธอว่าออกจากบ้านมาค่ำมึดแบบนี้ไม่ได้ ตำหนิว่าการขึ้นวินคนเดียวแบบนี้ไม่ถูกต้อง แต่คำทั้งหมดที่มีในหัวกลับอันตธานหายไป และกลับได้ยินเสียงตัวเองพูดขึ้นเบามากเหมือนคนใจล







