LOGINบทที่ 5
“เอ่อ!! น้องนั้นแหละ” น่านน้ำชี้ไปที่เธออย่างไม่สบอารมณ์ เขารู้สึกว่าการจะขอความช่วยเหลือจากใครสักคนมันยากเย็นเสียจริง
“ไตคำ เรียกหนูหรอจ้ะ” น้องนางคนนั้นถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
ไตคำเหี้ยอะไรว่ะ... เออ ช่างมันก่อนเหอะ! น่านน้ำไม่เข้าใจคำเรียกประหลาดนั่น แต่ความเร่งด่วนของสถานการณ์ตรงหน้ามันสำคัญกว่าจะมาสงสัยเรื่องภาษาสื่อสาร
“เอ่อออ สิ! ตรงนี้มีใครอีกล่ะ!” น่านน้ำตอบกลับด้วยความหงุดหงิดที่แสดงออกอย่างชัดเจน
“.......ไตคำ มีอะไรจ้ะ” น้องนางคนนั้นวางงานในมือลงแล้วเดินเข้ามาหาเขาอย่างนอบน้อม
“มีทิชชูไหม??” น่านน้ำถามออกไปด้วยคำถามที่ง่ายที่สุดในโลก
“ทิชชู??” น้องนางทำหน้างงที่สุดในชีวิต ดวงตาคู่กลมนั้นกะพริบถี่ๆ แสดงความไม่เข้าใจคำศัพท์สมัยใหม่นั้นอย่างสิ้นเชิง
น่านน้ำรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับมนุษย์ต่างดาว เขาต้องการแค่ทิชชูแต่มันกลับกลายเป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิตไปได้ยังไง
“ใช่! ทิชชูอะ! มีไหม??” น่านน้ำพยายามเน้นคำพูดให้ชัดที่สุด
“ทิชชู? ทิชชูคืออะไรจ่ะ” น้องนางยังคงทำหน้างงอย่างสุดความสามารถ
น่านน้ำหมดความอดทน เขาทิ้งความรู้ทางอากาศพลศาสตร์และเปลี่ยนไปใช้ภาษาพื้นฐานทันที
“โว้ยยย! กระดาษอะน้อง! กระดาษ!”
“อ้ออ! กระดาษ!” น้องนางพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“แล้วจะเอาปากกากับดินสอด้วยไหมจ่ะ” น้องถามหน้าซื่อ
โอยยย น่านน้ำจะบ้าา! เขาเกือบจะกรีดร้องออกมาด้วยความบ้าคลั่ง
“ไม่ใช่! กระดาษแบบนั้น โอยย! กระดาษที่เอามาเช็ดมืออะ! เช็ดหน้าอะ!” น่านน้ำโวยวายเสียงแหบพร่า พลางใช้นิ้วชี้ไปที่มุมปากตัวเองที่มีคราบอาเจียนเปรอะติดอยู่
น้องนางเบิกตาโตขึ้นเล็กน้อย เธอพยักหน้าช้าๆเป็นเชิงว่าเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการในที่สุด แต่คำตอบที่หลุดออกมาจากปากสวยๆ นั่น กลับตอกย้ำความแตกต่างของโลกที่เขาอยู่กับโลกที่เธออยู่จนน่านน้ำอยากจะล้มตึงลงไปตรงนั้น
“อ้ออ ติชุไม่มีหรอกจ่ะมันแพง บนดอยเขาไม่ใช้กัน” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติราวกับพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ พลางจ้องมองไปที่มุมปากเปื้อนอ้วกของน่านน้ำด้วยสีหน้าเห็นใจในสภาพที่ดูไม่จืดของเขา
“ไตคำ จะเช็ดปากใช่ไหม” เธอถามอย่างอ่อนโยน ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ทำให้น่านน้ำถึงกับช็อกซ้ำสอง
มือเล็กๆนั่นคลายขอบผ้าซิ่นที่นุ่งอยู่เบาๆเพื่อหยิบอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างในออกมา
“เอานี่ไปใช้ก่อนนะจ่ะ”
หญิงสาวยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนบางสีขาวสะอาดตาที่เหน็บอยู่ตรงเอวส่งให้เขา ผ้าผืนนั้นดูสะอาดมีกลิ่นหอมอ่อนๆของแดดและกลิ่นสบู่จางๆลอยออกมา แต่มันคือผ้าที่เธอใช้มาแล้ว......
น่านน้ำยืนแข็งทื่อจ้องมองผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กในมือของสาวน้อยหน้าหวานสลับกับใบหน้าใสซื่อของเธอ ความรักสะอาดและความถือตัวที่เขามีมันกำลังปะทะกับความต้องการที่จะกำจัดความโสโครกออกจากหน้าอย่างรุนแรง
ให้ตายเถอะ... เขาผู้เพียบพร้อม ต้องเอาผ้าเหน็บพุงเด็กดอยมาเช็ดอ้วกเหรอวะ! ร่างสูงมองผ้าผืนนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ใจหนึ่งก็หวั่นๆแต่อีกใจความขยะแขยงที่ผิวหน้ามันก็เตือนว่าเขาไม่ควรปล่อยให้คราบนี้อยู่นานไปกว่านี้
“เอออ…” น่านน้ำพึมพำในลำคออย่างยอมจำนน ชีวิตกูเลือกไม่ได้ขนาดนี้เลยหรอว่ะ? การจะใช้ผ้าที่ผู้หญิงคนนี้เหน็บไว้ที่เอวมาเช็ดปากตัวเองคือการทำลายหลักการเรื่องสุขอนามัยที่เขาเคยยึดถือมาตลอดชีวิต แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่น
เขาเอื้อมมือไปหาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาอย่างระมัดระวัง แม้จะตัดสินใจแล้วแต่ก็ยังพยายามจะรักษาฟอร์มเอาไว้
“ขอบใจ งั้นขอซื้อต่อเลยล่ะกัน” เขาพูดอย่างรวดเร็ว พลางทำท่าจะล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหาเงินมาจ่าย
น้องนางคนนั้นรีบโบกมือปฏิเสธรัวๆ ใบหน้าหวานยิ้มกว้างด้วยความจริงใจ
“อุ้ย! ไม่เป็นไรจ่ะ! แค่ผ้าผืนเดียว หนูทำเอาใหม่ได้” เธอรีบตอบกลับทันทีพลางโบกมือวุ่น ไม่ได้มีท่าทีเห็นแก่เงินที่เขากำลังจะควักออกมาแม้แต่นิดเดียว แถมสายตาที่มองมายังเต็มไปด้วยความซาบซึ้งในแบบที่คนเมืองอย่างน่านน้ำไม่ค่อยได้สัมผัส
“ไตคำขนของมาให้หมู่บ้านตั้งเยอะแยะ หนูตอบแทนแค่นี้ยังน้อยไปจ่ะ”
น้องคว้ามือหนาแล้ววางผ้าผืนนั้นใส่มือของน่านน้ำให้ พร้อมรอยยิ้มหวานที่ใสซื่อและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าน้ำในถังห้องน้ำที่เขาเจอเมื่อครู่ ก่อนจะเดินหันหลังหายไปที่มุมอาคารไม้เพื่อไปทำกิจกรรมของตัวเองต่อ
น่านน้ำยืนแข็งทื่ออยู่กลางลานอีกครั้ง มือถือผ้าเช็ดหน้าผืนบางที่เพิ่งได้รับจากหญิงสาวแปลกหน้า และความบริสุทธิ์ใจที่เธอมอบให้โดยไม่หวังอะไรจากเขาแม้แต่น้อย เขามองผ้าในมือแล้วแค่นยิ้มสมเพชตัวเองออกมาเบาๆ อ้อ....ลืมไป สภาพเขาตอนนี้มันดูสิ้นหวังและน่าอนาจใจเกินกว่าที่ใครจะมาหวังผลประโยชน์อะไรได้อยู่แล้ว แม้แต่ขอทานก็คงไม่อยากจะขอตังค์คนสภาพนี้!
เขาเหลือบมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครมองอยู่ น่านน้ำก็ใช้ผ้าผืนนั้นเช็ดคราบอาเจียนที่มุมปากและคราบสกปรกบนใบหน้าออกไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะขยำมันแน่นแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกงไปอย่างไม่สนใจใยดี
ร่างสูงก้าวออกจากอาคารห้องน้ำที่ชวนให้คลื่นใส้ เขามองไปรอบๆตัวอย่างสับสน พลางใช้หลังมือเช็ดปากซ้ำอีกครั้งด้วยความรังเกียจ วินาทีนี้เขาไม่สนใจทัศนียภาพหรืออากาศบริสุทธิ์อะไรทั้งนั้น เป้าหมายเดียวคือต้องลากคอไอ้ภัทรมาด่าให้หายแค้นที่ทิ้งเขาไว้!
ขณะที่เขากำลังก้าวยาวๆตัดลานกว้างไปด้วยใบหน้าบึ้งตึงประหนึ่งจะไปกินเลือดกินเนื้อใคร ก็มีเสียงเล็กๆที่ใสซื่อดังแว่วขึ้นข้างตัว
“น้าๆ! ทำไมตัวสูงจัง” เด็กผู้ชายตัวเล็กมอมแมมคนหนึ่งที่กำลังนั่งเขี่ยดินอยู่เงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย ราวกับเห็นยักษ์ปักหลั่นหลุดออกมาจากป่า น่านน้ำชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เขาไม่ได้สบอารมณ์เลยสักนิด จึงก้มลงมองเด็กคนนั้นด้วยสายตารำคาญใจประหนึ่งมองมดปลวก แต่ก็ยังไม่ได้พ่นคำร้ายๆ ออกไปเพราะมัวแต่สนใจตามหาเพื่อนเท่านั้น
ทันใดนั้น เด็กผู้หญิงตัวกะเปี๊ยกอีกคนก็วิ่งกรูเข้ามาใกล้ๆ เธอแหงนหน้าจนคอตั้งบ่า พลางจ้องมองใบหน้าคมคายของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์
“น้าๆ! น้าเป็นดาราหรอ! หล่อมาก!”
คำชมที่หลุดออกมาจากปากเด็กน้อยทำให้น่านน้ำที่กำลังจะเดินหนีถึงกับชะงักกึก ทิฐิและความโมโหเมื่อครู่เหมือนถูกสบู่ถูหน้าจนรู้สึกกลับมาหล่อเหมือนเดิมวูบหนึ่ง คนหลงตัวเองอย่างเขาพอได้ยินคำว่า 'หล่อ' หรือ 'ดารา' ประสาทสัมผัสมันก็ดันทำงานดีขึ้นมาเสียดื้อๆ
เขาขยับแว่นกันแดดทรงสปอร์ตที่เปื้อนฝุ่นให้เข้าที่เล็กน้อย พลางเชิดหน้าขึ้นนิดๆแม้สภาพตอนนี้จะเหมือนดาราตกอับที่โดนปล้นกลางป่าก็ตาม
“ดารงดาราอะไร... พ่อแม่ไม่สอนเหรอว่าอย่าทักคนแปลกหน้า” เขาตอบห้วนๆตามสไตล์คนปากเสีย แต่สายตากลับแอบสำรวจว่ามีเด็กคนไหนจะชมเขาอีกไหม
“แล้วไอ้พวกหมอที่มากับรถน่ะ หายหัวไปไหนกันหมด รู้ไหม!”
“ตรงโน้น ลานกลางหมู่บ้านโน้น!”
เด็กน้อยทั้งสองคนพร้อมใจกันชูนิ้วมอมแมมชี้ไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับอาคารไม้เก่าๆ น่านน้ำหรี่ตาแคบมองตามนิ้วเล็กๆ นั่นไป เห็นลานกว้างอีกแห่งที่มีคนพลุกพล่านและมีเสียงเครื่องยนต์แว่วมาไกลๆ
“เออ ขอบใจ... แล้วไม่ต้องมาเรียกน้า เรียกพี่เข้าใจไหม!”
เขาทิ้งท้ายด้วยประโยคแก้ภาพลักษณ์ที่ไม่ได้ดูดีขึ้นเลย ร่างสูงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นโดยไม่มีคำขอบคุณหรือรอยยิ้มกลับไปให้เด็กๆเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เด็กๆวิ่งตามเขามาได้ไม่นานก็เริ่มรั้งท้ายแล้วหยุดไป เพราะก้าวขาเล็กๆตามช่วงขาที่ยาวกว่าของคนตัวสูงไม่ทัน เลยได้แต่นั่งยองๆมองส่ง 'น้าที่สั่งให้เรียกพี่' เดินตุปัดตุเป๋ไปมาอย่างทุลักทุเล
น่านน้ำกวาดสายตาไปทั่วบริเวณอย่างหงุดหงิดระคนสับสน จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับกลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่ไกลๆ บริเวณข้างอาคารหลังเก่ากลางลานหมู่บ้าน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมในตอนนี้
ที่นั่น... ภัทรในชุดเสื้อยืดสีขาวที่บัดนี้เริ่มมีรอยเปื้อนฝุ่นจางๆ กำลังยืนคุมงานจัดการกองของบริจาคของคณะหมอหมาที่ถูกแยกประเภทไว้อย่างเป็นระเบียบ และสิ่งที่ตั้งตระหง่านเด่นหราอยู่ข้างกองเวชภัณฑ์เหล่านั้นก็คือ... กระเป๋าเดินทางใบยักษ์ทั้งห้าใบของเขานั่นเอง!
ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเริ่มยืนรุมล้อมกองสิ่งของเหล่านั้นด้วยความสนใจใคร่รู้ โดยเฉพาะกระเป๋าแบรนด์เนมหรูหราของน่านน้ำที่ดูแปลกแยกและหลุดโลกที่สุดในบรรดาข้าวของทั้งหมดบนดอยแห่งนี้ ราวกับมันเป็นวัตถุโบราณจากยานอวกาศที่ตกลงมากลางหมู่บ้าน
น่านน้ำไม่รอช้า เขาเดินตรงดิ่งเข้าไปหาภัทรด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงถึงขีดสุด ฝุ่นแดงที่เกาะหนาบนหน้าและคราบอาเจียนที่เพิ่งเช็ดออกไปหมาดๆ ยิ่งขับให้แววตาของเขาดูขุ่นมัวและดุดันยิ่งกว่าเดิม
เขาก้าวเข้าไปยืนตระหง่านอยู่ข้างกองสมบัติของตัวเองโดยไม่สนใจสายตาชาวบ้านที่มองมาอย่างสงสัยหรือซุบซิบกันแม้แต่นิดเดียว
“ไอ้หมอ! มีน้ำไหม! น้ำในขวดดีๆอ่ะ!” น่านน้ำถามคำแรกทันทีที่ถึงตัวเพื่อน เขาอยากป้วนปากเพราะรู้สึกว่าปากของเขาสกปรกชิบหายจากการอาเจียนเมื่อครู่
ภัทรที่กำลังอธิบายบางอย่างให้ผู้ใหญ่บ้านฟังต้องหันมามองน่านน้ำอย่างเต็มตา เขาเห็นสภาพเพื่อนที่ดูไม่จืด ผิวขาวสะอาดตามปกติของน่านน้ำถูกเคลือบด้วยฝุ่นสีแดงจนดูเหมือนกำลังเล่นโคลน ปากเปรอะมอมแมมเพราะถูกเช็ดถูคราบอาเจียน
“ห่า! มึงหายไปไหนมา ทำไมสภาพมึงเละขนาดนี้วะ?” ภัทรตำหนิแต่ก็ไม่ได้ใจจืดใจดำจนเกินไป
“อย่าถามมาก! น้ำน่ะมีไหม? สกปรกชิบหายในปากกูเนี้ย!” น่านน้ำพูดเสียงห้วนไม่สนใจว่าจะมีใครฟังอยู่หรือไม่
ภัทรส่ายหน้าเอือมระอา ก่อนจะล้วงเข้าไปในเป้สะพายหลังใบเดียวของเขา แล้วหยิบขวดน้ำดื่มบรรจุขวดที่ยังไม่ได้เปิดยื่นให้
“เอ้า! น้ำในขวดดีๆ มึงนี่มันเรื่องเยอะจริง” ภัทรบ่นอุบแต่ก็ยอมยื่นขวดน้ำเย็นที่เพิ่งเปิดใหม่ให้เพื่อนรัก
น่านน้ำคว้าหมับ รับขวดน้ำมาเปิดรินใส่ปากทันที เขาจัดการกลั้วคอแรงๆอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์ก่อนจะบ้วนน้ำทิ้งลงดินแดงจนฝุ่นคลุ้ง ทำซ้ำอยู่แบบนั้นสองสามครั้งจนมั่นใจว่าคราบรสชาติเน่าหนอนในปากจะเลือนหายไป และรู้สึกว่าตัวเองสะอาดพอที่จะกลับมาเป็นน่านน้ำคนเดิม
เมื่อความหงุดหงิดเรื่องสุขอนามัยเริ่มทุเลาลง น่านน้ำก็หันไปเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ที่วางกองอยู่ตรงหน้า สายตาคมกริบมองไปยังชาวบ้านและเด็กๆ ที่ยังคงรุมล้อมพินิจพิจารณากระเป๋าเดินทางห้าใบของเขาอย่างกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่เพิ่งขุดพบ
“แล้วพวกมึงทำอะไรกันอยู่เนี่ย?”
“ของมึงอะ จะแจกจ่ายยังไง จัดการดิ้” ภัทรบอกอย่างเหนื่อยใจ พลางหันไปหยิบอุปกรณ์ทำหมันสุนัขจากรถคันที่สอง
“เอามาให้ยังต้องคิดอีกเหรอวะว่าแจกยังไง! ใครอยากได้ก็เอาไป แค่นี้ก็จบแล้วปะ!”
น่านน้ำตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ พลางสาวเท้าตรงดิ่งไปยังกองกระเป๋าเดินทางห้าใบของตัวเองท่ามกลางสายตาฉงนสนเท่ห์ของชาวบ้าน ร่างสูงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาคุกเข่าลงแล้วจัดการรูดซิปเปิดกระเป๋าออกกางทีละใบอย่างรวดเร็วจนล้อกระเป๋าหมุนติ้ว
กระเป๋าเดินทางใบแรกถูกเปิดออก เผยให้เห็นกองของใช้ที่บรรจุอยู่ภายในอย่างแน่นหนา
สายตาคมกริบไล่ไปตามข้าวของเหล่านั้น จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ หมอน และ ผ้าห่ม ผืนโปรดที่เขาเคยใช้ร่วมกับพิม ภาพความทรงจำในวันที่เคยนอนกอดกันแน่น กลิ่นหอมจางๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยปลอบประโลมหัวใจไหลทะลักเข้ามาจู่โจมเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
น่านน้ำชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบสะบัดหน้าไล่ความอ่อนแอออกไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและไร้ความรู้สึก เขาพยายามทำตัวเป็นกลางให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้ใครเห็นรอยร้าวในใจ
ภัทรเบิกตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในกระเป๋า หมอน! ผ้าห่ม! ของใช้ส่วนตัวที่เต็มไปด้วยความทรงจำและไม่เหมาะสมกับการบริจาค! เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอับอายแทนเพื่อนที่ทำตัวราวกับเด็กที่ถูกบังคับมาทำบุญ
“ไอ้เหี้ย! นี่มึงขนของใช้ในห้องนอนเมียเก่ามาจริงๆเหรอวะ!” ภัทรบ่นพึมพำกับตัวเอง
ผู้ใหญ่บ้านยืนมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความฉงน ของบริจาคส่วนใหญ่ที่เคยได้รับมักจะเป็นเสื้อผ้าที่ยังใช้ได้หรือเครื่องอุปโภคบริโภค แต่สิ่งเหล่านี้... มันเป็นข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ไม่รู้จะเอาไปแจกจ่ายให้ใครได้เหมาะสมได้อย่างไร
เด็กๆและผู้หญิงหลายคนยื่นหน้าเข้ามามองด้วยความสนใจ ตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งที่อยู่ในกระเป๋าดูน่ารัก แต่ของอื่นๆเช่น ไดร์เป่าผมหรือหวีกลับทำให้พวกเขามองอย่างไม่แน่ใจนัก ไม่มีใครกล้าหยิบไปก่อนเพราะไม่รู้ว่าควรใช้มันอย่างไร และมันดูเป็นของที่มีเจ้าของอยู่แล้ว
น่านน้ำจัดการกระชากซิปรูดเปิดกระเป๋าที่เหลือจนครบทั้งห้าใบ! เสื้อผ้าแบรนด์เนม หมอนอิง หรือแม้แต่พรมเช็ดเท้าลายสวยที่เขาเคยตั้งใจเลือกซื้อมาประดับบ้านหรูกับแฟนเก่า ถูกเขวี้ยงออกมาจากกระเป๋าใบสุดท้ายอย่างไม่ใยดี
เขาสะบัดสิ่งของเหล่านั้นทิ้งราวกับมันเป็นขยะขวางหูขวางตา ก่อนจะลุกขึ้นยืนกอดอก วางท่าทางเย็นชามองกองขยะแห่งความรักที่ตัวเองขนข้ามฟ้าข้ามภูเขามาทิ้งถึงบนดอยด้วยท่าทีไม่แยแส
“เอ้า! ใครอยากได้อะไรก็เอาไปเลย!” น่านน้ำประกาศก้องด้วยน้ำเสียงดังลั่นและไม่ใส่ใจ “ถือว่าทิ้งแล้ว!”
บทที่ 109 ไม่ให้ห่างตาคืนนั้นหลังจากที่บทรักอันเร่าร้อนจบลงไปถึงสองรอบจนร่างบางสิ้นเรี่ยวแรง น่านน้ำนอนตะแคงซ้อนหลังโอบกอดมะลิไว้ในอ้อมแขนกว้าง มือหนายังคงลูบคลึงเต้าอวบเนียนมืออย่างแสนคุ้นเคย ลมหายใจของเขาที่รดอยู่ข้างใบหูดูผ่อนคลายและสมำเสมอคล้ายคนกำลังจะจมลงสู่ห้วงนิทราที่แสนสุข“กุนคะ...” เสียงหวานสั่นเรียกขึ้นเบาๆท่ามกลางความเงียบ“หือม?”“ตอนเปิดเทอม หนูขอไปอยู่หอแถวรังสิตได้ไหมคะ เวลาทำกิจกรรมจะได้ไม่ต้องเดินทางไกล”“ไม่ได้!” น่านน้ำตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นจนความผ่อนคลายเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เขาพลิกตัวขยับมาจ้องมองแผ่นหลังนวลด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวงแหน“หนูแก่แล้ว จะไปทำกิจกรรมอะไรกับพวกเด็กอายุ18ไม่อายเด็กๆหรือไง?”มะลิถึงกับสตั้นไปกับคำว่าแก่ เธอขมวดคิ้วมุ่นพลางนึกในใจ... เธอแก่ตรงไหน? เธอเพิ่งจะอายุ21ปีเองนะ ถึงจะเข้าเรียนช้ากว่าคนอื่นไปบ้างแต่ก็นับว่ายังเป็นวัยรุ่นอยู่แท้ๆ แต่พอหันไปมองคนพูดที่จ้องเขม็งมาเธอก็ไม
บทที่ 108 ครอบครัว วรจักรวาลบรรยากาศในคฤหาสน์วันนี้ดูขรึมขลังและโอ่อ่าตามสไตล์เจ้าของบ้าน น่านน้ำจอดรถแล้วก้าวลงมาด้วยท่าทางมาดมั่น เขาจัดปกเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ พลางสูดลมหายใจเรียกความใจแข็งกลับมา เพราะรู้ดีว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องอาหารวันนี้นอกจากรสชาติอาหารเลิศรสแล้ว เขาต้องเตรียมรับมือกับแผนการคลุมถุงชนที่ป๊ากับแม่เตรียมไว้เสิร์ฟเขาเป็นแน่ร่างสูงเดินผ่านห้องโถงกว้างมุ่งหน้าไปยังห้องรับประทานอาหารที่เห็นคนในครอบครัวเริ่มพร้อมหน้า โดยมีสายตาแหลมคมของน่านฟ้าที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วมองมาอย่างมีเลศนัย“นึกว่าจะเบี้ยวนัดซะแล้ว” พี่สาวเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่แฝงด้วยคำถาม“บอกว่าจะมาก็คือมา... น้ำไม่ชอบผิดคำพูด” น่านน้ำตอบพลางดึงเก้าอี้นั่งลงในตำแหน่งประจำตัว พร้อมเผชิญหน้ากับบิดาที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอย่างไม่เกรงกลัว“สวัสดีครับป๊า” น่านน้ำยกมือไหว้บิดาด้วยท่าทางกวนประสาทน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้“เออ กลับบ้านกับเขาก็ได้นิ นึกว่ากรุงเทพมันกว้างจนหาทางกลับบ้านใ
บทที่ 107 สายจากทางบ้านเวลาผ่านไปร่วมเดือน ชีวิตของทั้งคู่เต็มไปด้วยความรัดตัว น่านน้ำต้องทุ่มเทให้กับการบิน Evaluate อย่างต่อเนื่องเพื่อเก็บจำนวนเที่ยวและพิสูจน์ฝีมือในตำแหน่งที่สูงขึ้น ส่วนมะลิเองก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยวันนี้น่านน้ำหาเวลาว่างที่พอจะมี พามะลิมาเลือกซื้อชุดนักศึกษาและของใช้จำเป็นสำหรับการเปิดเทอมที่กำลังจะมาถึง“ถ้าไม่ติดว่าช่วงนี้กุนบินไฟรท Evaluateนะ กุนจะพาหนูไปเที่ยวด้วย ไหนๆก็ว่างแล้ว” น่านน้ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียดายขณะเดินเคียงข้างคนสวยในห้างสรรพสินค้าหรู“ไม่เป็นไรเลยค่ะกุน เอาไว้กุนขึ้นกัปตันแล้วค่อยไปก็ได้” น้องหันมาส่งยิ้มหวานให้อย่างเข้าใจ“อือ...” น่านน้ำขานรับในลำคอ ก่อนจะมองสำรวจถุงในมือตัวเอง “แล้วหนูต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกไหม พวกของใช้จำเป็นน่ะ?”“ไม่มีแล้วค่ะ เท่านี้ก็ครบแล้ว”“งั้นไปดูกระเป๋ากันดีกว่า” เขาชวนดื้อๆ“กระเป๋า? ไม่เอาแล้วค่ะกุน ที่กุนซื้อให้ก็เยอะมากแล้ว” มะลิรีบปฏิเสธเป
บทที่ 106 คนที่รออยู่เสมอมะลิก้าวเท้าออกจากห้องสัมภาษณ์ด้วยความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เธอเดินลงบันไดจากอาคารสูงมาด้วยจังหวะที่เร็วขึ้นกว่าตอนขามา ดวงตากลมโตสอดส่ายมองหาชายหนุ่มที่บอกไว้ว่าจะยืนรอรับเธออยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนและแล้วเธอก็เห็นเขา…คนตัวสูงที่ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางผู้คน เขาในชุดเสื้อยึดสีขาวสะอาดตากำลังยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ที่เดิมราวกับเวลาไม่เคยเคลื่อนผ่านไปไหน ทันทีที่เขาสัมผัสได้ถึงการมาถึงของเธอ รอยยิ้มกว้างที่ดูภูมิใจสุดขีดก็ปรากฏบนใบหน้าคมคาย มือหนาที่เคยกอดอกอยู่คลายออกช้าๆแล้วกางวงแขนกว้างรอรับร่างบางเข้าสู่อ้อมอกมะลิที่เห็นแบบนั้นก็ระบายยิ้มออกมาเต็มแก้ม ความเหนื่อยและความกดดันทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่านจากการทำสิ่งที่ตั้งใจได้สำเร็จ เธอไม่รอช้าที่จะรีบเดินตรงเข้าไป แล้วโผซุกตัวเข้าสู่อ้อมแขนนั้นทันที“ทุกคนรักหนูใช่ไหม?”นั่นคือคำถามแรกที่หลุดออกมาจากปากของน่านน้ำขณะที่เขารวบกอดเธอไว้แน่นจนจมอก เขาถามด้วยความมั่นใจล้นปรี่ราวกับรู
บทที่ 105 เส้นทางของมะลิในขณะที่น่านน้ำกำลังมุ่งหน้าสู่เส้นทางกัปตัน มะลิเองก็มีภารกิจใหญ่ไม่แพ้กัน นั้นคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบTCASที่กำลังใกล้เข้ามา แต่เธอตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทุ่มสุดตัวเพื่อยื่นPortfolioเข้าคณะการแพทย์แผนไทยประยุกต์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านรังสิตให้ได้ก่อน หากผ่านรอบนี้ได้เธอก็จะไม่ต้องไปนั่งปวดหัวกับสนามสอบรวมอีกต่อไปทุกวันมะลิจะนั่งขะมักเขม้นปรับแก้ไฟล์ผลงานของตัวเองจนดึกดื่น โดยมีพี่เลี้ยงจำเป็นอย่างน่านน้ำคอยนั่งเฝ้า เขาไม่เพียงแต่ช่วยขัดเกลาไวยากรณ์ภาษาอังกฤษในเล่มให้ดูเป็นมืออาชีพ แต่ทุกครั้งที่ต้องบินไปต่างประเทศ เขามักจะเสาะหาตำราการแพทย์ดีๆมาฝากเธอด้วยเสมอ“กุนได้หนังสือกายวิภาคเล่มนี้มา เห็นในอินเตอร์เน็ตบอกว่าคนเขียนได้รางวัลโนเบิล หนูลองเอาไว้อ่านนะ”เขาวางหนังสือปกแข็งเล่มหนาเตอะที่เพิ่งหิ้วข้ามประเทศลงบนโต๊ะหนังสือของน้อง มะลิชะงักมือจากการจัดวางรูปภาพในจอแลปทอป แล้วค่อยๆหยิบหนังสือเล่มนั้นมาดูชื่อผู้เขียนชัดๆก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความ
บทที่ 104 น้องโกรธแล้ว“ตะ... ตะ... แต่หนู กะ...... ก็บอก ละ... ละ... แล้ว วะ... วะ... ว่า นะ..... หนูจะฉี่ กะ...... กุน กะ... ก็ยังไม่หยุด...”มะลิพยายามเค้นคำพูดออกมาอย่างลำบากท่ามกลางก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอ เสียงหวานเอ่ยตัดพ้อปนสะอื้นไห้จนตัวโยน ฟังแล้วน่าสงสารจับใจ“มะ... มันน่าอาย” น้องบอกเสียงเบาหวิว ความกระดากอายตีรวนไปหมดจนทำใจยอมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น“ไม่น่าอายเลยค่ะ กุนเห็นแล้วมีอารมณ์มากเลยนะ หนูยังสวยยังเซ็กซี่มากๆเลยรู้ไหม” น่านน้ำรีบเอ่ยเอาใจหวังจะกู้ความมั่นใจให้น้องกลับมา แต่อาจเพราะเขายังไม่เข้าใจถึงความละเอียดอ่อนของหัวใจสาวน้อยขี้อายอย่างมะลิ คำชมของเขาเลยดูเหมือนยิ่งไปตอกย้ำพฤติกรรมน่าอายที่เธอพึ่งปลดปล่อยออกไป“ไม่เอา!”มะลิเริ่มออกแรงผลักหน้าอกแกร่งให้ถอยห่างอย่างจริงจัง แม้ลึกๆจะยอมรับว่าสัมผัสเมื่อครู่มันช่างสุขสมและวาบหวิวเพียงใด แต่มันก็น่าอายเกินกว่าจะรับได้ที่ปล่อยให้ปัสสาวะไหลรดลงบนที่นอนแบบนี้ แค่คิดเธอก็ทำใจยอมรับไม่ไหวจ







