Masukบทที่ 5
“เอ่อ!! น้องนั้นแหละ” น่านน้ำชี้ไปที่เธออย่างไม่สบอารมณ์ เขารู้สึกว่าการจะขอความช่วยเหลือจากใครสักคนมันยากเย็นเสียจริง
“ไตคำ เรียกหนูหรอจ้ะ” น้องนางคนนั้นถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
ไตคำเหี้ยอะไรว่ะ... เออ ช่างมันก่อนเหอะ! น่านน้ำไม่เข้าใจคำเรียกประหลาดนั่น แต่ความเร่งด่วนของสถานการณ์ตรงหน้ามันสำคัญกว่าจะมาสงสัยเรื่องภาษาสื่อสาร
“เอ่อออ สิ! ตรงนี้มีใครอีกล่ะ!” น่านน้ำตอบกลับด้วยความหงุดหงิดที่แสดงออกอย่างชัดเจน
“.......ไตคำ มีอะไรจ้ะ” น้องนางคนนั้นวางงานในมือลงแล้วเดินเข้ามาหาเขาอย่างนอบน้อม
“มีทิชชูไหม??” น่านน้ำถามออกไปด้วยคำถามที่ง่ายที่สุดในโลก
“ทิชชู??” น้องนางทำหน้างงที่สุดในชีวิต ดวงตาคู่กลมนั้นกะพริบถี่ๆ แสดงความไม่เข้าใจคำศัพท์สมัยใหม่นั้นอย่างสิ้นเชิง
น่านน้ำรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับมนุษย์ต่างดาว เขาต้องการแค่ทิชชูแต่มันกลับกลายเป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิตไปได้ยังไง
“ใช่! ทิชชูอะ! มีไหม??” น่านน้ำพยายามเน้นคำพูดให้ชัดที่สุด
“ทิชชู? ทิชชูคืออะไรจ่ะ” น้องนางยังคงทำหน้างงอย่างสุดความสามารถ
น่านน้ำหมดความอดทน เขาทิ้งความรู้ทางอากาศพลศาสตร์และเปลี่ยนไปใช้ภาษาพื้นฐานทันที
“โว้ยยย! กระดาษอะน้อง! กระดาษ!”
“อ้ออ! กระดาษ!” น้องนางพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“แล้วจะเอาปากกากับดินสอด้วยไหมจ่ะ” น้องถามหน้าซื่อ
โอยยย น่านน้ำจะบ้าา! เขาเกือบจะกรีดร้องออกมาด้วยความบ้าคลั่ง
“ไม่ใช่! กระดาษแบบนั้น โอยย! กระดาษที่เอามาเช็ดมืออะ! เช็ดหน้าอะ!” น่านน้ำโวยวายเสียงแหบพร่า พลางใช้นิ้วชี้ไปที่มุมปากตัวเองที่มีคราบอาเจียนเปรอะติดอยู่
น้องนางเบิกตาโตขึ้นเล็กน้อย เธอพยักหน้าช้าๆเป็นเชิงว่าเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการในที่สุด แต่คำตอบที่หลุดออกมาจากปากสวยๆ นั่น กลับตอกย้ำความแตกต่างของโลกที่เขาอยู่กับโลกที่เธออยู่จนน่านน้ำอยากจะล้มตึงลงไปตรงนั้น
“อ้ออ ติชุไม่มีหรอกจ่ะมันแพง บนดอยเขาไม่ใช้กัน” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติราวกับพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ พลางจ้องมองไปที่มุมปากเปื้อนอ้วกของน่านน้ำด้วยสีหน้าเห็นใจในสภาพที่ดูไม่จืดของเขา
“ไตคำ จะเช็ดปากใช่ไหม” เธอถามอย่างอ่อนโยน ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ทำให้น่านน้ำถึงกับช็อกซ้ำสอง
มือเล็กๆนั่นคลายขอบผ้าซิ่นที่นุ่งอยู่เบาๆเพื่อหยิบอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างในออกมา
“เอานี่ไปใช้ก่อนนะจ่ะ”
หญิงสาวยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนบางสีขาวสะอาดตาที่เหน็บอยู่ตรงเอวส่งให้เขา ผ้าผืนนั้นดูสะอาดมีกลิ่นหอมอ่อนๆของแดดและกลิ่นสบู่จางๆลอยออกมา แต่มันคือผ้าที่เธอใช้มาแล้ว......
น่านน้ำยืนแข็งทื่อจ้องมองผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กในมือของสาวน้อยหน้าหวานสลับกับใบหน้าใสซื่อของเธอ ความรักสะอาดและความถือตัวที่เขามีมันกำลังปะทะกับความต้องการที่จะกำจัดความโสโครกออกจากหน้าอย่างรุนแรง
ให้ตายเถอะ... เขาผู้เพียบพร้อม ต้องเอาผ้าเหน็บพุงเด็กดอยมาเช็ดอ้วกเหรอวะ! ร่างสูงมองผ้าผืนนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ใจหนึ่งก็หวั่นๆแต่อีกใจความขยะแขยงที่ผิวหน้ามันก็เตือนว่าเขาไม่ควรปล่อยให้คราบนี้อยู่นานไปกว่านี้
“เอออ…” น่านน้ำพึมพำในลำคออย่างยอมจำนน ชีวิตกูเลือกไม่ได้ขนาดนี้เลยหรอว่ะ? การจะใช้ผ้าที่ผู้หญิงคนนี้เหน็บไว้ที่เอวมาเช็ดปากตัวเองคือการทำลายหลักการเรื่องสุขอนามัยที่เขาเคยยึดถือมาตลอดชีวิต แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่น
เขาเอื้อมมือไปหาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาอย่างระมัดระวัง แม้จะตัดสินใจแล้วแต่ก็ยังพยายามจะรักษาฟอร์มเอาไว้
“ขอบใจ งั้นขอซื้อต่อเลยล่ะกัน” เขาพูดอย่างรวดเร็ว พลางทำท่าจะล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหาเงินมาจ่าย
น้องนางคนนั้นรีบโบกมือปฏิเสธรัวๆ ใบหน้าหวานยิ้มกว้างด้วยความจริงใจ
“อุ้ย! ไม่เป็นไรจ่ะ! แค่ผ้าผืนเดียว หนูทำเอาใหม่ได้” เธอรีบตอบกลับทันทีพลางโบกมือวุ่น ไม่ได้มีท่าทีเห็นแก่เงินที่เขากำลังจะควักออกมาแม้แต่นิดเดียว แถมสายตาที่มองมายังเต็มไปด้วยความซาบซึ้งในแบบที่คนเมืองอย่างน่านน้ำไม่ค่อยได้สัมผัส
“ไตคำขนของมาให้หมู่บ้านตั้งเยอะแยะ หนูตอบแทนแค่นี้ยังน้อยไปจ่ะ”
น้องคว้ามือหนาแล้ววางผ้าผืนนั้นใส่มือของน่านน้ำให้ พร้อมรอยยิ้มหวานที่ใสซื่อและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าน้ำในถังห้องน้ำที่เขาเจอเมื่อครู่ ก่อนจะเดินหันหลังหายไปที่มุมอาคารไม้เพื่อไปทำกิจกรรมของตัวเองต่อ
น่านน้ำยืนแข็งทื่ออยู่กลางลานอีกครั้ง มือถือผ้าเช็ดหน้าผืนบางที่เพิ่งได้รับจากหญิงสาวแปลกหน้า และความบริสุทธิ์ใจที่เธอมอบให้โดยไม่หวังอะไรจากเขาแม้แต่น้อย เขามองผ้าในมือแล้วแค่นยิ้มสมเพชตัวเองออกมาเบาๆ อ้อ....ลืมไป สภาพเขาตอนนี้มันดูสิ้นหวังและน่าอนาจใจเกินกว่าที่ใครจะมาหวังผลประโยชน์อะไรได้อยู่แล้ว แม้แต่ขอทานก็คงไม่อยากจะขอตังค์คนสภาพนี้!
เขาเหลือบมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครมองอยู่ น่านน้ำก็ใช้ผ้าผืนนั้นเช็ดคราบอาเจียนที่มุมปากและคราบสกปรกบนใบหน้าออกไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะขยำมันแน่นแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกงไปอย่างไม่สนใจใยดี
ร่างสูงก้าวออกจากอาคารห้องน้ำที่ชวนให้คลื่นใส้ เขามองไปรอบๆตัวอย่างสับสน พลางใช้หลังมือเช็ดปากซ้ำอีกครั้งด้วยความรังเกียจ วินาทีนี้เขาไม่สนใจทัศนียภาพหรืออากาศบริสุทธิ์อะไรทั้งนั้น เป้าหมายเดียวคือต้องลากคอไอ้ภัทรมาด่าให้หายแค้นที่ทิ้งเขาไว้!
ขณะที่เขากำลังก้าวยาวๆตัดลานกว้างไปด้วยใบหน้าบึ้งตึงประหนึ่งจะไปกินเลือดกินเนื้อใคร ก็มีเสียงเล็กๆที่ใสซื่อดังแว่วขึ้นข้างตัว
“น้าๆ! ทำไมตัวสูงจัง” เด็กผู้ชายตัวเล็กมอมแมมคนหนึ่งที่กำลังนั่งเขี่ยดินอยู่เงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย ราวกับเห็นยักษ์ปักหลั่นหลุดออกมาจากป่า น่านน้ำชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เขาไม่ได้สบอารมณ์เลยสักนิด จึงก้มลงมองเด็กคนนั้นด้วยสายตารำคาญใจประหนึ่งมองมดปลวก แต่ก็ยังไม่ได้พ่นคำร้ายๆ ออกไปเพราะมัวแต่สนใจตามหาเพื่อนเท่านั้น
ทันใดนั้น เด็กผู้หญิงตัวกะเปี๊ยกอีกคนก็วิ่งกรูเข้ามาใกล้ๆ เธอแหงนหน้าจนคอตั้งบ่า พลางจ้องมองใบหน้าคมคายของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์
“น้าๆ! น้าเป็นดาราหรอ! หล่อมาก!”
คำชมที่หลุดออกมาจากปากเด็กน้อยทำให้น่านน้ำที่กำลังจะเดินหนีถึงกับชะงักกึก ทิฐิและความโมโหเมื่อครู่เหมือนถูกสบู่ถูหน้าจนรู้สึกกลับมาหล่อเหมือนเดิมวูบหนึ่ง คนหลงตัวเองอย่างเขาพอได้ยินคำว่า 'หล่อ' หรือ 'ดารา' ประสาทสัมผัสมันก็ดันทำงานดีขึ้นมาเสียดื้อๆ
เขาขยับแว่นกันแดดทรงสปอร์ตที่เปื้อนฝุ่นให้เข้าที่เล็กน้อย พลางเชิดหน้าขึ้นนิดๆแม้สภาพตอนนี้จะเหมือนดาราตกอับที่โดนปล้นกลางป่าก็ตาม
“ดารงดาราอะไร... พ่อแม่ไม่สอนเหรอว่าอย่าทักคนแปลกหน้า” เขาตอบห้วนๆตามสไตล์คนปากเสีย แต่สายตากลับแอบสำรวจว่ามีเด็กคนไหนจะชมเขาอีกไหม
“แล้วไอ้พวกหมอที่มากับรถน่ะ หายหัวไปไหนกันหมด รู้ไหม!”
“ตรงโน้น ลานกลางหมู่บ้านโน้น!”
เด็กน้อยทั้งสองคนพร้อมใจกันชูนิ้วมอมแมมชี้ไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับอาคารไม้เก่าๆ น่านน้ำหรี่ตาแคบมองตามนิ้วเล็กๆ นั่นไป เห็นลานกว้างอีกแห่งที่มีคนพลุกพล่านและมีเสียงเครื่องยนต์แว่วมาไกลๆ
“เออ ขอบใจ... แล้วไม่ต้องมาเรียกน้า เรียกพี่เข้าใจไหม!”
เขาทิ้งท้ายด้วยประโยคแก้ภาพลักษณ์ที่ไม่ได้ดูดีขึ้นเลย ร่างสูงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นโดยไม่มีคำขอบคุณหรือรอยยิ้มกลับไปให้เด็กๆเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เด็กๆวิ่งตามเขามาได้ไม่นานก็เริ่มรั้งท้ายแล้วหยุดไป เพราะก้าวขาเล็กๆตามช่วงขาที่ยาวกว่าของคนตัวสูงไม่ทัน เลยได้แต่นั่งยองๆมองส่ง 'น้าที่สั่งให้เรียกพี่' เดินตุปัดตุเป๋ไปมาอย่างทุลักทุเล
น่านน้ำกวาดสายตาไปทั่วบริเวณอย่างหงุดหงิดระคนสับสน จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับกลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่ไกลๆ บริเวณข้างอาคารหลังเก่ากลางลานหมู่บ้าน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมในตอนนี้
ที่นั่น... ภัทรในชุดเสื้อยืดสีขาวที่บัดนี้เริ่มมีรอยเปื้อนฝุ่นจางๆ กำลังยืนคุมงานจัดการกองของบริจาคของคณะหมอหมาที่ถูกแยกประเภทไว้อย่างเป็นระเบียบ และสิ่งที่ตั้งตระหง่านเด่นหราอยู่ข้างกองเวชภัณฑ์เหล่านั้นก็คือ... กระเป๋าเดินทางใบยักษ์ทั้งห้าใบของเขานั่นเอง!
ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเริ่มยืนรุมล้อมกองสิ่งของเหล่านั้นด้วยความสนใจใคร่รู้ โดยเฉพาะกระเป๋าแบรนด์เนมหรูหราของน่านน้ำที่ดูแปลกแยกและหลุดโลกที่สุดในบรรดาข้าวของทั้งหมดบนดอยแห่งนี้ ราวกับมันเป็นวัตถุโบราณจากยานอวกาศที่ตกลงมากลางหมู่บ้าน
น่านน้ำไม่รอช้า เขาเดินตรงดิ่งเข้าไปหาภัทรด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงถึงขีดสุด ฝุ่นแดงที่เกาะหนาบนหน้าและคราบอาเจียนที่เพิ่งเช็ดออกไปหมาดๆ ยิ่งขับให้แววตาของเขาดูขุ่นมัวและดุดันยิ่งกว่าเดิม
เขาก้าวเข้าไปยืนตระหง่านอยู่ข้างกองสมบัติของตัวเองโดยไม่สนใจสายตาชาวบ้านที่มองมาอย่างสงสัยหรือซุบซิบกันแม้แต่นิดเดียว
“ไอ้หมอ! มีน้ำไหม! น้ำในขวดดีๆอ่ะ!” น่านน้ำถามคำแรกทันทีที่ถึงตัวเพื่อน เขาอยากป้วนปากเพราะรู้สึกว่าปากของเขาสกปรกชิบหายจากการอาเจียนเมื่อครู่
ภัทรที่กำลังอธิบายบางอย่างให้ผู้ใหญ่บ้านฟังต้องหันมามองน่านน้ำอย่างเต็มตา เขาเห็นสภาพเพื่อนที่ดูไม่จืด ผิวขาวสะอาดตามปกติของน่านน้ำถูกเคลือบด้วยฝุ่นสีแดงจนดูเหมือนกำลังเล่นโคลน ปากเปรอะมอมแมมเพราะถูกเช็ดถูคราบอาเจียน
“ห่า! มึงหายไปไหนมา ทำไมสภาพมึงเละขนาดนี้วะ?” ภัทรตำหนิแต่ก็ไม่ได้ใจจืดใจดำจนเกินไป
“อย่าถามมาก! น้ำน่ะมีไหม? สกปรกชิบหายในปากกูเนี้ย!” น่านน้ำพูดเสียงห้วนไม่สนใจว่าจะมีใครฟังอยู่หรือไม่
ภัทรส่ายหน้าเอือมระอา ก่อนจะล้วงเข้าไปในเป้สะพายหลังใบเดียวของเขา แล้วหยิบขวดน้ำดื่มบรรจุขวดที่ยังไม่ได้เปิดยื่นให้
“เอ้า! น้ำในขวดดีๆ มึงนี่มันเรื่องเยอะจริง” ภัทรบ่นอุบแต่ก็ยอมยื่นขวดน้ำเย็นที่เพิ่งเปิดใหม่ให้เพื่อนรัก
น่านน้ำคว้าหมับ รับขวดน้ำมาเปิดรินใส่ปากทันที เขาจัดการกลั้วคอแรงๆอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์ก่อนจะบ้วนน้ำทิ้งลงดินแดงจนฝุ่นคลุ้ง ทำซ้ำอยู่แบบนั้นสองสามครั้งจนมั่นใจว่าคราบรสชาติเน่าหนอนในปากจะเลือนหายไป และรู้สึกว่าตัวเองสะอาดพอที่จะกลับมาเป็นน่านน้ำคนเดิม
เมื่อความหงุดหงิดเรื่องสุขอนามัยเริ่มทุเลาลง น่านน้ำก็หันไปเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ที่วางกองอยู่ตรงหน้า สายตาคมกริบมองไปยังชาวบ้านและเด็กๆ ที่ยังคงรุมล้อมพินิจพิจารณากระเป๋าเดินทางห้าใบของเขาอย่างกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่เพิ่งขุดพบ
“แล้วพวกมึงทำอะไรกันอยู่เนี่ย?”
“ของมึงอะ จะแจกจ่ายยังไง จัดการดิ้” ภัทรบอกอย่างเหนื่อยใจ พลางหันไปหยิบอุปกรณ์ทำหมันสุนัขจากรถคันที่สอง
“เอามาให้ยังต้องคิดอีกเหรอวะว่าแจกยังไง! ใครอยากได้ก็เอาไป แค่นี้ก็จบแล้วปะ!”
น่านน้ำตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ พลางสาวเท้าตรงดิ่งไปยังกองกระเป๋าเดินทางห้าใบของตัวเองท่ามกลางสายตาฉงนสนเท่ห์ของชาวบ้าน ร่างสูงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาคุกเข่าลงแล้วจัดการรูดซิปเปิดกระเป๋าออกกางทีละใบอย่างรวดเร็วจนล้อกระเป๋าหมุนติ้ว
กระเป๋าเดินทางใบแรกถูกเปิดออก เผยให้เห็นกองของใช้ที่บรรจุอยู่ภายในอย่างแน่นหนา
สายตาคมกริบไล่ไปตามข้าวของเหล่านั้น จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ หมอน และ ผ้าห่ม ผืนโปรดที่เขาเคยใช้ร่วมกับพิม ภาพความทรงจำในวันที่เคยนอนกอดกันแน่น กลิ่นหอมจางๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยปลอบประโลมหัวใจไหลทะลักเข้ามาจู่โจมเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
น่านน้ำชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบสะบัดหน้าไล่ความอ่อนแอออกไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและไร้ความรู้สึก เขาพยายามทำตัวเป็นกลางให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้ใครเห็นรอยร้าวในใจ
ภัทรเบิกตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในกระเป๋า หมอน! ผ้าห่ม! ของใช้ส่วนตัวที่เต็มไปด้วยความทรงจำและไม่เหมาะสมกับการบริจาค! เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอับอายแทนเพื่อนที่ทำตัวราวกับเด็กที่ถูกบังคับมาทำบุญ
“ไอ้เหี้ย! นี่มึงขนของใช้ในห้องนอนเมียเก่ามาจริงๆเหรอวะ!” ภัทรบ่นพึมพำกับตัวเอง
ผู้ใหญ่บ้านยืนมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความฉงน ของบริจาคส่วนใหญ่ที่เคยได้รับมักจะเป็นเสื้อผ้าที่ยังใช้ได้หรือเครื่องอุปโภคบริโภค แต่สิ่งเหล่านี้... มันเป็นข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ไม่รู้จะเอาไปแจกจ่ายให้ใครได้เหมาะสมได้อย่างไร
เด็กๆและผู้หญิงหลายคนยื่นหน้าเข้ามามองด้วยความสนใจ ตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งที่อยู่ในกระเป๋าดูน่ารัก แต่ของอื่นๆเช่น ไดร์เป่าผมหรือหวีกลับทำให้พวกเขามองอย่างไม่แน่ใจนัก ไม่มีใครกล้าหยิบไปก่อนเพราะไม่รู้ว่าควรใช้มันอย่างไร และมันดูเป็นของที่มีเจ้าของอยู่แล้ว
น่านน้ำจัดการกระชากซิปรูดเปิดกระเป๋าที่เหลือจนครบทั้งห้าใบ! เสื้อผ้าแบรนด์เนม หมอนอิง หรือแม้แต่พรมเช็ดเท้าลายสวยที่เขาเคยตั้งใจเลือกซื้อมาประดับบ้านหรูกับแฟนเก่า ถูกเขวี้ยงออกมาจากกระเป๋าใบสุดท้ายอย่างไม่ใยดี
เขาสะบัดสิ่งของเหล่านั้นทิ้งราวกับมันเป็นขยะขวางหูขวางตา ก่อนจะลุกขึ้นยืนกอดอก วางท่าทางเย็นชามองกองขยะแห่งความรักที่ตัวเองขนข้ามฟ้าข้ามภูเขามาทิ้งถึงบนดอยด้วยท่าทีไม่แยแส
“เอ้า! ใครอยากได้อะไรก็เอาไปเลย!” น่านน้ำประกาศก้องด้วยน้ำเสียงดังลั่นและไม่ใส่ใจ “ถือว่าทิ้งแล้ว!”
บทที่ 41ถ้าจะใส่ใจขนาดนั้น.....มะลิที่เดินออกมาพร้อมกองหนังสือในอ้อมแขน ได้ยินคำพูดนั้นพอดีจนแอบยิ้มในใจ เธอดีใจ... ดีใจมากกว่าตอนที่ได้มือถือแพงๆเสียอีก กุนอาจจะไม่ได้พูดคำสวยหรูแต่ใจความก็บอกชัดว่าเขาต้องการให้เธออยู่ แค่ให้เธออยู่ทำอาหารให้กินก็ยังดี อะไรก็ได้ขอแค่มีประโยชน์สำหรับเขาแค่นั้นก็พอแล้วรถคันใหญ่เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านของน่านฟ้า มะลิวางกองหนังสือเรียนและข้าวของไว้ที่เบาะหลังอย่างเรียบร้อย
บทที่ 40ความปากแซ่บนี้....ที่แก้ไม่หายน่านน้ำพามะลิเดินเข้าร้านข้าวหน้าเนื้อที่ต้นตำรับมาจากประเทศญี่ปุ่น ร้านดูหรูหราและได้รับการตกแต่งอย่างประณีต แสงไฟที่สลัวทำให้มะลิรู้สึกเกร็งมากกว่าตอนเข้าร้านอาหารในสนามบินแม่ฟ้าหลวงอีกหลายเท่าตัว น่านน้ำเดินนำเข้าไปในร้าน ด้วยความโดดเด่นของใบหน้าคมหล่อเหลา ผิวขาวสะอาดจนผู้หญิงบางคนยังต้องอาย ชุกลำลองแบรนด์หรูที่ไม่ตั้งใจใส่ให้หรูแต่ก็ดูแพงในทุกก้าว เขาคือคนประเภทที่ไม่ต้องพยายามก็โดดเด่น ผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้หญิง มักจะเงยหน้าขึ้นมองเขาเสมอจนเป็นภาพชินตาที่เขาแทบไม่ใส่ใจ
บทที่ 39ของขวัญสำหรับคนเก่งเช้าวันถัดมา หลังจากนอนหลับเต็มอิ่มน่านน้ำลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเสร็จในเวลาไม่นาน ก่อนจะเดินลงมาข้างล่างพร้อมความคิดแรกในหัวมะลิอยู่ไหน?สายตาเขากวาดมองไปรอบห้องรับแขกแต่ไม่เจอใคร ในครัวก็ว่างเปล่า ห้องอาหารเงียบสนิท ไม่มีเสียงจานช้อน ไม่มีเงาใคร และยังไม่ทันคิดหาคำตอบปากก็ไวกว่าใจ
บทที่ 38ความใสที่เคลือบยาพิษ“หนูไม่มีชุดเปลี่ยนหรอกค่ะ เสื้อผ้าเพิ่งซักไป” มะลิตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เหมือนไม่เห็นอะไรผิดปกติแม้แต่น้อย และไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกุนถึงได้มีท่าทางแปลกๆไป“แต่ไม่เป็นไรนะคะ หนูเคยตากฝน เปียกกว่านี้อีก” เธอยืนยันเพื่อไม่ให้เขาต้องเป็นกังวลกับเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ “และนี่น้ำสะอาดขนาดนี้ หนูอยู่ได้ กุนไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” เธอพูดพร้อมยิ้มบางๆเหมือนมันเป็นเรื่องเล็กมากเหมือนความเปียกปอนของเธอตอนนี้ไม่ใช่เรื่องน่าลำบากใจเลยสักนิดน่านน้ำกลืนน้ำลายเงียบๆ ร่างทั้งร่างเหมือนกำลังสั่นอยู่ภายใน ความพยายามที่จะไม่มองยังได้ผลแต่ความพยายามที่จะไม่รู้สึกอะไร มันแม่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิงโถ่ มะลิ... เขาหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง มือยกขึ้นขยี้ท้
บทที่ 37สัมผัสที่ยากจะถอนตัว...สัมผัสนั้นโคตรดีเลย… ดีจนเขาเผลอกัดฟัน ดีจนเขาอยากกจะฝั่งจูบอยู่ตรงนั้นไม่เงยหน้ากลับขึ้นมาอีก.....“อือ...” คนตัวเล็กที่ถูกขโมยจูบครางร้องประท้วงเบาๆ ทำเอาน่านน้ำสะดุ้งลืมตาโพล่งขึ้นเหมือนโดนน้ำเย็นราดหัวเหี้ย!!! เสียงในหัวตะโกนดังสนั่น หน้าเขาร้อนวาบหัวใจเต้นแรง
บทที่ 36สัตว์ประหลาดในเงามึดสองทางเลือกที่เขาเตรียมไว้ให้วินมอไซเดนนรกนั้น.......ทางที่หนึ่งปล่อยให้มันเข้าไปนอนคุกยาวๆ เขามีเบอร์ของรอง ผบ.ตร.อยู่ในเครื่อง เรื่องเท่านี้แค่ยกหูโทรก็มีหมายจับตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นด้วยซ้ำส่วนอีกทาง… น่านน้ำลืมตาขึ้นช้าๆดวงตาคมนิ่งกว่าตอนดุมะลิสะอีก มันดูสงบเกินไปจนบรรยากาศในห้องเหมือนจะหนักตาม







