로그인บทที่ 4 เลือดเปื้อนคมจอบและเงาของจอมทัพ
ท่ามกลางเสียงจอกแจกจอแจในตลาด ผักดองของชิงเหยาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่ใช่เพียงเพราะรสชาติที่แปลกใหม่และกลิ่นหอมของสมุนไพรสกัดเท่านั้น แต่เป็นเพราะพรีเซนเตอร์ ร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ข้างกายต่างหากที่ดึงดูดใจลูกค้าสาวน้อยสาวใหญ่จนเงินอีแปะแทบจะเต็มถุงผ้า
ทว่า ความรุ่งเรืองย่อมมาพร้อมกับก้างขวางคอ
"ใครหน้าไหนมันกล้ามาแย่งที่ทำมาหากินของข้า!" เสียงตะคอกดังกัมปนาทมาจากทางเข้าตลาด ชายฉกรรจ์ร่างอ้วนฉุในชุดไหมราคาแพงนามว่า เศรษฐีเกา เดินนำสมุนร่างล่ำบึ้กสี่ห้าคนตรงมาที่แผงของชิงเหยา
เศรษฐีเกาผู้นี้กว้านซื้อที่ดินและคุมตลาดหมู่บ้านมานาน เขาจ้องมองชิงเหยาด้วยสายตาหื่นกระหาย ก่อนจะปัดถังผักดองของนางจนเกือบคว่ำ
"นางเด็กตระกูลชิง! เจ้าแอบมาตั้งแผงขายของโดยไม่จ่ายค่าคุ้มครองให้ข้า หรืออยากจะให้ข้าสั่งคนไปรื้อกระท่อมของเจ้าทิ้งเสียวันนี้?"
ชิงเหยาหน้าตึงขึ้นมาทันที นางรีบดึงอาหยางและชิงอิงมาไว้ข้างหลัง
[พุทโธ ธัมโม สังโฆ! ไอ้หมูตอนนี่มันมาจากหลุมไหนเนี่ย? กลิ่นตัวแรงยิ่งกว่าปุ๋ยหมักฉันอีก มาถึงก็เบ่งเลยนะยะ คิดว่าใส่ชุดผ้าไหมแล้วจะเท่หรือไง? เห็นมั้ยเนี่ยว่าข้างหลังฉันน่ะ มี 'เครื่องจักรสังหาร' ยืนอยู่นะจ๊ะ!]
"ท่านเศรษฐีเกา ตลาดแห่งนี้เป็นที่สาธารณะ ข้าทำมาหากินสุจริต เหตุใดต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้ท่านด้วย?" ชิงเหยาตอบโต้อย่างไม่เกรงกลัว
"ปากดีนักนะ! พวกเจ้า... จัดการรื้อแผงมันทิ้ง แล้วลากนังนี่ไปที่จวนข้าคืนนี้ ข้าจะสั่งสอนให้รู้ว่าใครคือเจ้าชีวิตที่นี่!" เศรษฐีเกาสั่งการด้วยความโมโห
สมุนสองคนพุ่งเข้าใส่ชิงเหยา ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วหยาบกร้านจะถึงตัวนาง เงาร่างหนึ่งก็เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ!
กร๊อบ!
เสียงกระดูกข้อมือหักดังสนั่นพร้อมเสียงร้องโหยหวน จ้าวเทียนหลงคว้ามือของสมุนคนหนึ่งไว้แล้วบิดเพียงนิดเดียวจนมันล้มลงไปกองกับพื้น ส่วนอีกคนถูกเขาถีบเข้าที่ยอดอกจนกระเด็นไปชนแผงขายปลาข้างๆ
จ้าวเทียนหลงก้าวมายืนบังชิงเหยาไว้แผ่นหลังกว้างขวางราวกับกำแพงเหล็ก นัยน์ตาสีเหล็กกล้าฉายแววอำมหิตจนอากาศรอบตัวคล้ายจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"ใครกล้าแตะต้องนาง... มันต้องตาย" เสียงของเขานิ่งเรียบแต่แฝงด้วยกลิ่นคาวเลือด
[ว้ายตายวายวอด! พ่อมหาจำเริญ! ท่าเตะตะกี้มันคือท่ามวยผสมวิชายุทธจีนชัดๆ เท่ระเบิดระเบ้อไปเลยพี่จ๋า! ดูสายตาเขาสิ... นี่มันไม่ใช่สายตาชาวนาที่โกรธแค้น แต่มันคือสายตาของพยัคฆ์ที่กำลังจะฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆ!]
"พวกเจ้ามัวยืนบื้ออยู่ทำไม! ฆ่ามัน! ฆ่ามันสิ!" เศรษฐีเการ้องสั่งด้วยความขวัญเสีย
สมุนที่เหลือควักมีดสั้นออกมาพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน จ้าวเทียนหลงไม่ได้ถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขากวาดขาเตะจนคนหนึ่งเสียหลัก แล้วใช้สันมือสับเข้าที่ต้นคออีกคนจนสลบคาที่ ทุกท่วงท่าสั้น กระชับ และมุ่งเป้าที่จุดตายอย่างแม่นยำ
เพียงไม่ถึงอึดใจ สมุนนับห้าคนก็นอนระเนระนาดอยู่บนพื้นตลาดโดยที่จ้าวเทียนหลงไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เขาเดินตรงเข้าไปหาเศรษฐีเกาที่ขาสั่นพั่บๆ
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?" เศรษฐีเกาถามเสียงสั่น
จ้าวเทียนหลงหยุดนิ่ง แววตาสับสนวูบขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม "ข้าคือสามีของนาง... และถ้าข้าเห็นหน้าเจ้ามารังควานครอบครัวข้าอีก ข้าจะขุดหลุมฝังเจ้าด้วยจอบของข้าเอง"
เศรษฐีเการีบพยุงร่างหนีไปอย่างทุลักทุเลท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านที่ถูกข่มเหงมานาน
เมื่อความวุ่นวายสงบลง ชิงเหยารีบเก็บของและพาน้องๆ กลับบ้าน โดยมีจ้าวเทียนหลงเดินตามหลังเงียบๆ บรรยากาศระหว่างเขากับนางเริ่มตึงเครียดขึ้นมาอย่างประหลาด
เมื่อถึงกระท่อมดิน ชิงเหยาพยายามจะชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบ
"ท่านพี่... ขอบคุณมากนะเจ้าคะที่ช่วยข้าตะกี้ ท่านเก่งกาจถึงเพียงนี้ ข้าช่างโชคดีนักที่มีท่านเป็นสามี"
จ้าวเทียนหลงหยุดเดิน เขาหันมาจ้องหน้านางตรงๆ นัยน์ตาคู่นั้นคาดคั้นจนชิงเหยาเริ่มเหงื่อซึม
"ชิงเหยา... ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า" เขาพูดเสียงต่ำ "ท่วงท่าที่ข้าใช้เมื่อครู่... มันมิใช่สิ่งที่ชาวนาธรรมดาจะทำได้ แม้แต่ทหารปลายแถวก็มิอาจว่องไวปานนั้น"
เขาเดินเข้าหาคุกคามจนนางต้องถอยหลังไปพิงต้นไม้ "เจ้าบอกว่าข้าคือสามีเจ้า... เจ้าบอกว่าข้าไปรบกลับมา แต่เหตุใดในหัวข้าถึงมีแต่ภาพการเข่นฆ่าที่แสนโหดเหี้ยม ภาพธงรบสีดำ และกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงกว่าสงครามชายแดนทั่วไป?"
เขาใช้มือหนาเชยคางนางขึ้น แรงบีบนั้นหนักแน่นแต่ไม่เจ็บ "เจ้าหลอกลวงอะไรข้าอยู่กันแน่? เจ้าเป็นใคร... และข้าเป็นใครกันแน่?!"
[กริ๊ด! ความแตกไวไปไหมเนี่ย! สายตาคาดคั้นแบบนี้เหมือนกำลังโดนสอบสวนในกรมตำรวจเลย หลินเซียนเอ๊ย... หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ต้องงัดวิชามารออกมาใช้แล้ว!]
ชิงเหยาไม่หลบสายตา นางแสร้งทำเป็นตัวสั่นเทา น้ำตาเม็ดโตเริ่มไหลอาบแก้ม (ซึ่งนางแอบหยิกขาตัวเองจนเจ็บเพื่อเรียกน้ำตา)
"ท่านพี่... ท่านจำไม่ได้จริงๆ หรือเจ้าคะว่าท่านต้องเจอความโหดร้ายเพียงใดในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ? ท่านเป็นรองหมู่ที่ต้องสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับความตายทุกวัน... ที่ท่านจำได้แต่เลือดและการฆ่าฟัน เพราะนั่นคือฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ!"
นางโผเข้ากอดเอวหนาของเขาแน่น ซุกหน้าลงกับแผ่นอกที่ยังคงอุ่นซ่าน "ข้าขอโทษที่มิได้บอกความจริงทั้งหมด เพราะข้ากลัว... กลัวว่าถ้าท่านจำได้ ท่านจะกลับไปสู่สนามรบอันโหดร้ายนั่นอีก ข้าแค่อยากให้ท่านเป็นเพียงจ้าวเทียนหลงของข้า... เป็นชาวนาธรรมดาที่อยู่กับข้าและน้องๆ ที่นี่"
จ้าวเทียนหลงชะงักไป ความโกรธเกรี้ยวในใจคลายลงเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากร่างเล็กๆ ในอ้อมกอด ความอ่อนโยนที่นางมอบให้ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาทำให้เขาอยากจะเชื่อคำพูดของนาง
"กองทัพพยัคฆ์ทมิฬงั้นรึ..." เขาพึมพำ ชื่อนี้คุ้นหูเขาอย่างประหลาดแต่มันกลับว่างเปล่า
เขาลูบหัวนางเบาๆ อย่างลืมตัว "ข้าขอโทษ... ข้ามิควรข่มขู่เจ้า ชิงเหยา"
ชิงเหยาแอบยิ้มกริ่มใต้แผงอกเขา
[รอดตายฉิวเฉียด! สกิลการแสดงระดับออสการ์ของฉันยังใช้งานได้ผลแฮะ แต่กองทัพพยัคฆ์ทมิฬนี่ฉันก็มั่วมาจากนิทานที่อาหยางเล่าให้ฟังนะเนี่ย หวังว่าชื่อนี้คงไม่มีจริงหรอกนะ...]
ทว่า ในคืนนั้นเอง... ที่เมืองหลวง มู่หรง รองแม่ทัพแห่งกองทัพพยัคฆ์ทมิฬตัวจริง กำลังก้มมองแผนที่หมู่บ้านตงซานด้วยสายตาคมปลาบ
"พบร่องรอยของท่านแม่ทัพใหญ่จ้าวเทียนหลงแล้ว... เขาอยู่ที่หมู่บ้านตงซาน!"
บทที่ 36 อาณาจักรทองคำเหนือขุนเขา และทาสรักนิรันดร์แห่งตระกูลชิงสามปีต่อมา... ณ หมู่บ้านตงซานที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่จนกลายเป็นเมืองแห่งสมุนไพรและแหล่งการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน คฤหาสน์หินอ่อนหลังมหึมาตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ทุ่งสมุนไพรสีเขียวขจีทอดยาวสุดลูกหูลูกตา สลับกับโรงงานยาสกัดที่ทันสมัยที่สุดซึ่งใช้กลไกที่ ชิงเหยา ออกแบบเอง ความรวยของตระกูลชิงบัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงตำนาน แต่เป็นอำนาจที่แม้แต่ราชสำนักยังต้องเกรงใจ เพราะเสบียงและยารักษาโรคกว่าครึ่งแคว้นล้วนถูกส่งออกจากที่นี่ภายในห้องโถงกว้างที่ประดับประดาด้วยเครื่องแก้วและอัญมณีล้ำค่า ชิงเหยานั่งเอนกายอย่างสง่างามบนตั่งไม้กฤษณา นัยน์ตาคมกริบของนางจดจ้องอยู่กับสมุดบัญชีเล่มหนาที่ระบุยอดกำไรมหาศาลจากปีที่ผ่านมา นางกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ [ในที่สุด... ความรวยที่ฉันแลกมาด้วยเลือดและหยาดเหงื่อก็มั่นคงเสียที ไม่มีใครหน้าไหนจะมาเผาทำลายหรือพรากมันไปจากฉันได้อีก และดูเหมือนว่า 'ทรัพย์สิน' ที่มีค่าที่สุดของฉันในตอนนี้ จะไม่ใช่แค่ทองคำพวกนี้หรอกนะ]"นวดให้แรงกว่านี้หน่อย... ท่านอยากกินข้าวเย็นที่คลุกฝุ่นหรืออย่างไร?" เสียงหวานแ
บทที่ 35 ปลดเปลื้องอาภรณ์แห่งอำนาจท่ามกลางสายลมเย็นเยือกที่พัดพาเอากลิ่นอายสงครามให้จางหายไป ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงหลวงแห่งแคว้นที่เคยสั่นสะเทือนด้วยอำนาจของแม่ทัพใหญ่ จ้าวเทียนหลง ยืนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางขุนนางนับร้อยที่จ้องมองมาด้วยความคาดหวัง ในมือของเขาไม่มีดาบที่ชุ่มเลือดข้าศึกอีกต่อไป แต่เขากลับแบกรับน้ำหนักของเกียรติยศที่แลกมาด้วยความผิดพลาดในอดีต"จ้าวเทียนหลง... ข้าขอมอบตำแหน่งจ้าวอ๋องเพื่อตอบแทนที่เจ้าปกป้องบัลลังก์และเส้นทางเสบียงจากพวกกบฏ!" ฮ่องเต้เอ่ยด้วยสุรเสียงกึกก้องจ้าวเทียนหลงมองดูตราตั้งอ๋องสีทองอร่ามที่วางอยู่บนพานพุ่ม นัยน์ตาคมกริบของเขาไม่ได้มีรอยยิ้มอย่างที่ใครๆ คิด ทว่าเขากลับหวนนึกถึงภาพของ ชิงเหยา ที่ยืนอยู่ท่ามกลางควันไฟในสมรภูมิคราวนั้น... สตรีที่เขาเคยทอดทิ้งเพื่อสิ่งไร้ค่าที่เรียกว่ายศถาบรรดาศักดิ์เหล่านี้"กระหม่อมขอบังอาจทูลฝ่าบาท..." จ้าวเทียนหลงเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่นดุจขุนเขา เขาเริ่มปลดสายรัดเกราะไหล่ที่ประดับด้วยตราพยัคฆ์ทมิฬทิ้งลงบนพื้นหินอ่อนเสียงดัง เคร้ง! "อาภรณ์แห่งยศถาเหล่านี้มันหนักเกินไปสำหรับชายที่หัวใจเต็มไปด้วยความผิดบาป ก
บทที่ 34 เพลิงแค้นเหนือสมรภูมิภายใต้ท้องฟ้าสีขี้เถ้าที่ปกคลุมด้วยกลุ่มควันหนาทึบ ค่ายใหญ่ของกองกำลังกบฏที่ร่วมมือกับขุนนางกังฉินตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขาปิดตาย พวกมันย่ามใจว่ามีทั้งกำลังทหารและแผนผังธุรกิจลับที่ขโมยมาจะสามารถบีบให้ ชิงเหยา ยอมสยบ แต่พวกมันหารู้ไม่ว่า บัดนี้เงิน ของชิงเหยาได้ซื้อใจนายกองกบฏไปกว่าครึ่ง และดาบ ของจ้าวเทียนหลงกำลังจ่ออยู่ที่คอหอยของพวกมันแล้ว"พวกโง่เขลาที่โลภในสมบัติของข้า... วันนี้ข้าจะทำให้พวกแกเห็นว่า ทองคำของตระกูลชิงไม่ได้มีไว้ให้พวกแกเสวยสุข แต่มีไว้เพื่อซื้อโลงศพให้พวกแกทุกคน!" ชิงเหยายืนอยู่บนเนินเขาที่มองเห็นสมรภูมิเบื้องล่าง ใบหน้าของนางนิ่งสงบดุจรูปปั้นหินอ่อน ทว่าดวงตาโชนแสงด้วยความสะใจจ้าวเทียนหลง ในชุดเกราะพยัคฆ์ทมิฬสีดำ เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลังร่างบาง เขาไม่ได้สวมหัวโขนแม่ทัพผู้สูงส่งเมื่ออยู่ต่อหน้านาง แต่นัยน์ตาของเขากลับเต็มไปด้วยความภักดีที่ยอมมอบให้สตรีผู้นี้เพียงผู้เดียว เขาหยิบผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์ราคาแพงที่ชิงเหยาซื้อให้ขึ้นมาคลุมร่างให้นางอย่างเบามือ"ชิงเหยา... ทัพหน้าพร้อมแล้ว ข้าจะบุกทะลวงเข้าไปลากหัวไอ้เสนาบดีเฒ่ากับแม่ทัพ
บทที่ 33 สมรภูมิเงินตราสยบกบฏท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีที่มืดมิดที่สุด แสงเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือทุ่งหญ้าชายแดน เสียงตะโกนกึกก้องของพวกกบฏแฝงตัวดังขึ้นพร้อมกับการบุกโจมตีคลังเสบียงและยารักษาโรคที่ ชิงเหยา ขนมา พวกมันคิดว่าการเผาทำลายแหล่งทรัพยากรจะทำให้กองทัพพยัคฆ์ทมิฬระส่ำระสาย และสตรีอย่างนางจะสยบยอมด้วยความหวาดกลัวทว่าพวกมันคิดผิด... ผิดมหันต์!"พวกสวะเอ๊ย... คิดจะใช้แผนเดิมๆ เผาที่ทำกินของข้าอีกงั้นหรือ?" ชิงเหยายืนเด่นอยู่บนหอคอยสังเกตการณ์ในชุดสีแดงเพลิงที่พริ้วไหวตามแรงลม แววตาของนางนิ่งสงบดุจน้ำแข็งที่มองดูมดปลวกกำลังดิ้นรน [สามปีที่แล้วฉันสูญเสียทุกอย่างไปกับไฟ แต่สามปีนี้ฉันใช้เงินและสมองสร้างปราการที่ไฟไม่มีวันมอดไหม้ขึ้นมา พวกแกไม่มีวันได้แตะต้องทองคำหรือยาของฉันแม้แต่เศษเสี้ยว เพราะวันนี้ฉันจะทำให้พวกแกเห็นว่า พลังของเงินตรามันน่ากลัวกว่าคมดาบของพวกแกกี่เท่า!]"อาหยาง! อิงเอ๋อร์! ลงมือ!" ชิงเหยาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดทันใดนั้น กองกำลังรับจ้างเกราะทองที่ชิงเหยาทุ่มเงินจ้างมาด้วยราคาสูงลิ่วก็พุ่งออกมาจากเงามืด ไม่ใช่ทหารเกณฑ์ไร้ฝีมือ แต่เป็นนักรบรับจ้างระ
บทที่ 32 พันธมิตรท่ามกลางเปลวเพลิงลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกของกระโจมแม่ทัพใหญ่ แสงเทียนสั่นระริกสะท้อนกับสัญญาผูกขาดที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ ชิงเหยา จ้องมองร่างของ จ้าวเทียนหลง ที่ยังคงนิ่งเงียบ แววตาของนางเย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ นางไม่ได้มีลางสังหรณ์เรื่องความจริงใจของเขาอีกต่อไป เพราะต่อจากนี้นางจะเชื่อเพียงสิ่งที่นางถือครอง ไว้ในมือเท่านั้น นั่นคือเสบียงและชีวิตทหารของเขา"สัญญาฉบับนี้มีผลทันที..." ชิงเหยาเอ่ยเสียงเรียบพลางเก็บกระดาษลงในสาบเสื้อ "ข้าจะให้คนของข้าปล่อยเสบียงและยาชุดแรกออกมา แลกกับการที่ท่านต้องกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ในกองทัพให้สิ้นซาก ข้าไม่ต้องการให้เงินของข้าต้องสูญเปล่าเพราะไอ้พวกกบฏสวะพวกนั้น"จ้าวเทียนหลงพยักหน้าช้าๆ ใบหน้าของเขาซูบผอมลงแต่ดวงตากลับเป็นประกายด้วยความหวัง "ข้าสัญญา... ใครที่มันกล้าทรยศต่อเสบียงของเจ้า ใครที่มันคิดร้ายต่อตระกูลชิง ข้าจะล้างบางพวกมันด้วยมือข้าเอง"เขาขยับกายเข้ามาใกล้อย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่านางจะผลักไส ร่างหนาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพรมข้างเท้าของนาง มือที่หยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมมาประคองเท้าเล็กๆ ของชิงเหยาขึ้นมาวางบนตักอย่างแผ่ว
บทที่ 31 น้ำตาแม่ทัพใต้เงาความแค้น และศัตรูในรอยมืดควันไฟจากคบเพลิงในกระโจมแม่ทัพเริ่มจางลง แต่บรรยากาศแห่งความขัดแย้งกลับเข้มข้นขึ้นจนแทบสำลัก จ้าวเทียนหลง บุรุษที่คนทั้งแผ่นดินขนานนามว่า แม่ทัพปีศาจ บัดนี้กลับคุกเข่าลงต่อหน้าสตรีในชุดแดงที่เขาสั่งจับกุมมาในฐานะเชลย มือที่เคยสังหารคนนับหมื่นสั่นระริกขณะเอื้อมไปแตะชายกระโปรงไหมของ ชิงเหยา ราวกับกลัวว่าสตรีตรงหน้าจะอันตรธานหายไปดุจฝันสลายในอดีต"จ้าวเทียนหลง... ท่านทำอะไรของท่าน!" ชิงเหยาตวาดเสียงสั่น นางก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังพิงกับเสากระโจม ลมหายใจหอบถี่ด้วยความสับสน [ท่านคุกเข่างั้นเหรอ? แม่ทัพใหญ่ที่ทิ้งฉันไว้กลางกองเพลิงเพื่อกลับมาเอาหัวโขนนี้ บัดนี้กลับยอมทิ้งเกียรติยศทั้งหมดเพื่อคุกเข่าต่อหน้าฉัน... อย่ามาใช้วิธีนี้หลอกให้ฉันใจอ่อนนะจ้าวเทียนหลง! ความรวยที่ฉันสร้างมาสามปี มันแข็งแกร่งกว่าน้ำตาปลอมๆ ของท่านมหาศาล!]"ชิงเหยา... ข้าไม่ได้คุกเข่าเพื่อให้เจ้ายกโทษให้ง่ายๆ แต่ข้าคุกเข่าเพราะข้ามันโง่ ข้าโง่ที่คิดว่าอำนาจทหารจะทำให้ข้าลืมรสชาติของน้ำแกงที่เจ้าเคยทำให้กิน ข้าโง่ที่คิดว่าเกียรติยศจะสำคัญกว่าการเห็นเจ้ามีชีวิตอยู่..." จ้า
บทที่ 3 บทเรียนชาวนาหน้าหยกและกลิ่นอายแห่งความริษยาเจ็ดวันผ่านไปหลังจาก จ้าวเทียนหลง ฟื้นขึ้นมาในกระท่อมดินตระกูลชิง บาดแผลภายนอกของเขาเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ พละกำลังที่เคยเหือดแห้งกลับคืนมาจนเขาสามารถลุกขึ้นเดินเหินได้เป็นปกติ แม้ดวงตาคมกริบคู่นั้นจะยังคงฉายแววสับสนและว่างเปล่าเ
บทที่ 2 ดวงตาพยัคฆ์และการเผชิญหน้าในกระท่อมดินแสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวสะท้อนกับผนังดินปั้นที่ขรุขระ ภายในกระท่อมเล็กๆ ที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเจือจางและกลิ่นยาสมุนไพรที่ ชิงเหยา เคี่ยวจนเดือดพล่าน นางใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นค่อยๆ ซับไปตามบาดแผลบนแผงอกกว้างของชายที่นางเพิ่งเคลม
บทที่ 1 รอยตราพยัคฆ์และคำลวงกลางสายฝนกลิ่นดินชื้นแฉะปนกับกลิ่นสาบของฟางเก่าๆ พุ่งเข้าปะทะโสตประสาทเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ หลินเซียน รู้สึกตัว ความปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบซ้ำๆ นางพยายามจะขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง แต่ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่เพดานคอนโดหรูใจเมืองอย่างที่ควรจะเป็นแต่ม
บทที่ 5 แผ่นดินระแหงและกังหันกู้ปฐพีท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านตงซานกลายเป็นสีครามจัดปราศจากเมฆฝนมานานนับเดือน ลำธารที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านเริ่มขอดขยับจนเห็นก้อนหินที่ก้นบึ้ง ดินในแปลงนาแตกระแหงเป็นร่องลึกราวกับจะสูบเอาหยาดเหงื่อสุดท้ายของชาวนาลงไป บรรยากาศในหมู่บ้านเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเสียงบ่







