LOGINเมื่อวิศวกรเกษตรสุดสตรองทะลุมิติมา 'เคลม' แม่ทัพความจำเสื่อมเป็นสามีทาส! งานบุกเบิกที่ดินว่ายากแล้ว แต่การรักษา 'ความลับ' และ 'หัวใจ' จากท่านแม่ทัพสายหื่นนั้นยากยิ่งกว่า! เมื่อ หลินเซียน สาวลูกครึ่งไทย-จีน วิศวกรเกษตรสาวสายลุยจากศตวรรษที่ 21 ประสบอุบัติเหตุจนทะลุมิติมาอยู่ในร่างของ ชิงเหยา พี่สาวคนโตจอมอาภัพแห่งตระกูลชิงที่ถูกตราหน้าว่าเป็น 'หญิงไร้ผัว' พร้อมภาระเลี้ยงดูน้องชายและน้องสาวที่ผอมโซท่ามกลางหมู่บ้านที่แห้งแล้งและขี้อิจฉา ในคืนฝนตกหนัก นางบังเอิญเก็บ ชายหนุ่มนิรนาม สภาพปางตายที่มีแผลเป็นรูปพยัคฆ์บนอกมาได้ ความหล่อระดับทำลายล้างและร่างกายกำยำทำให้ความงกทำงาน นางจึงกุเรื่องต้มตุ๋นคนทั้งหมู่บ้าน (รวมถึงเจ้าตัวที่ความจำเสื่อม) ว่าเขาคือ จ้าวเทียนหลง สามีที่ไปรบกลับมาของนาง! จาก 'แม่ทัพปีศาจ' ผู้เกรียงไกร จึงต้องกลายมาเป็น 'ทาสแรงงาน' เบอร์หนึ่งในฟาร์มของสตรีจอมลวงโลก ความรักที่เริ่มต้นด้วยคำลวงจะลงเอยอย่างไร เมื่อตัวจริงของเขาเริ่มตื่นขึ้นพร้อมกลิ่นคาวเลือดที่โชยมาตามหาถึงหน้ากระท่อม!
View Moreบทที่ 1 รอยตราพยัคฆ์และคำลวงกลางสายฝน
กลิ่นดินชื้นแฉะปนกับกลิ่นสาบของฟางเก่าๆ พุ่งเข้าปะทะโสตประสาทเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ หลินเซียน รู้สึกตัว ความปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบซ้ำๆ นางพยายามจะขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง แต่ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่เพดานคอนโดหรูใจเมืองอย่างที่ควรจะเป็น
แต่มันคือหลังคามุงจากที่โหว่จนมองเห็นท้องฟ้าสีหม่นเบื้องบน!
"พี่ใหญ่... พี่ใหญ่ท่านฟื้นแล้ว! อาหยาง พี่ใหญ่ฟื้นแล้ว!"
เสียงเล็กๆ ใสๆ ของเด็กหญิงตัวน้อยดังขึ้นข้างหู พร้อมกับแรงเขย่าเบาๆ ที่ต้นแขน หลินเซียนกระพริบตาถี่ๆ จนภาพเบื้องหน้าเริ่มชัดเจน เด็กหญิงตัวผอมเกร็ง ผิวพรรณกร้านแดด ดวงตาโตเท่าไข่ห่านกำลังจ้องมองนางด้วยน้ำตานองหน้า ข้างๆ กันนั้นมีเด็กชายอีกคนในชุดผ้าป่านขาดรุ่งริ่งยืนกุมมือตัวเองแน่นด้วยความกังวล
[เดี๋ยวนะ... เด็กสองคนนี้ใคร? พี่ใหญ่เหรอ? แล้วห้องนอนฉันล่ะ? หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดแผนผังแปลงเกษตรค้างไว้หายไปไหนหมด อย่าบอกนะว่า... อีมุขยอดฮิตอย่าง 'ข้ามมิติ' มันเกิดขึ้นกับชีวิตเกษตรกรสาววัยสามสิบอย่างฉันจริงๆ?]
"พี่ใหญ่... ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ท่านสลบไปตั้งสองวัน ข้ากับอาหยางนึกว่าท่านจะทิ้งพวกเราไปเสียแล้ว" ชิงอิง สะอื้นไห้พลางซุกหน้าลงกับไหล่ของนาง
หลินเซียน หรือบัดนี้คือ ชิงเหยา ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมค่อยๆ ไหลบ่าเข้ามาดุจน้ำป่า ชิงเหยาคือบุตรสาวคนโตของบ้านที่พ่อแม่ตายจากไปทิ้งไว้เพียงกระท่อมผุพังกับหนี้สินก้อนโตจากคนในหมู่บ้านที่คอยจะมาฮุบที่ดินทำกินอันน้อยนิดนี้
[โอ้โห... ชีวิตบัดซบกว่านิยายที่เคยอ่านอีกแฮะ บ้านก็พัง ข้าวในถังก็เหลือไม่ถึงกำ หนำซ้ำน้องชายกับน้องสาวก็ผอมจนซี่โครงบานแบบนี้ หลินเซียนเอ๊ย... ในโลกก่อนเธอคือมือโปรด้านการบุกเบิกดิน ถ้ามาตายที่นี่ก็นับว่าเสียชื่อวิศวกรเกษตรหมด! เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ฉันจะปั้นไอ้ดินทรายห่วยๆ หลังบ้านให้เป็นทองให้ได้!]
"ข้าไม่เป็นไร... อาหยาง ชิงอิง พวกเจ้าไปพักเถอะ พี่ใหญ่กลับมาแล้ว พี่สัญญา... ต่อไปนี้พวกเจ้าไม่ต้องหิวอีก" นางกล่าวด้วยภาษาโบราณที่หลุดออกมาจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ในใจจะอยากสบถภาษาปัจจุบันออกมาก็ตาม
สามวันผ่านไป ชิงเหยาเริ่มใช้ความรู้ที่มีจัดการระบบน้ำในที่ดินเล็กๆ หลังกระท่อม นางใช้ไม้ไผ่ที่เหลาจนคมมาทำเป็นท่อนำน้ำจากลำธารสายเล็กๆ เข้าสู่บ่อพักที่ขุดขึ้นใหม่ พร้อมกับเริ่มทำปุ๋ยหมักสูตรพิเศษ จากเศษใบไม้และมูลสัตว์ที่ชาวบ้านมองว่ามันคือขยะ ชาวบ้านตงซานต่างพากันมายืนชะเง้อมองพลางหัวเราะเยาะ
"นางเด็กชิงเหยามันบ้าไปแล้ว คลุกดินคลุกมูลสัตว์ขี้วัวไปวันๆ นึกว่าดินทรายที่นี่จะปลูกอะไรขึ้นรึไง"
ชิงเหยาไม่ได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกา นางมุ่งมั่นทำงานจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลมพายุเริ่มพัดแรง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบบ่งบอกว่าพายุฤดูร้อนกำลังจะมา นางรีบเดินขึ้นไปบนเขาเพื่อเก็บ 'รากดิน' สมุนไพรที่จะช่วยประทังความหิวของน้องๆ ในมื้อเย็น
ทว่ากลางป่าที่มืดมิดและฝนที่เริ่มลงเม็ดหนา นางกลับได้กลิ่นคาวเลือดที่ขัดกับกลิ่นดิน
"นั่นใคร!" ชิงเหยาชูตะเกียงกระดาษในมือขึ้น แสงสลัวๆ สะท้อนให้เห็นร่างมหึมาที่นอนพาดอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่
ร่างนั้นคือชายหนุ่มในชุดสีดำฉีกขาดจนเผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างและกล้ามเนื้อแน่นปึกที่เต็มไปด้วยแผลฉกรรจ์รอยดาบพาดขวางราวกับผ่านสมรภูมินรกมา ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งจมโคลน แต่อีกครึ่งหนึ่งที่พ้นโคลนออกมานั้นกลับหล่อเหลาจนชิงเหยาถึงกับลืมหายใจ
[คุณพระช่วย! นี่คนหรือเทพบุตรตกสวรรค์? หล่อเกินเบอร์มากแม่! สันกรามคมกริบ จมูกโด่งเป็นสัน ขนาดมีเลือดกบปากยังดูเซ็กซี่เลย แต่เดี๋ยวก่อน... รอยแผลพวกนี้มันไม่ใช่ฝีมือโจรธรรมดาแน่ๆ ขืนฉันพาเขากลับไปแล้วทางการรู้ มีหวังโดนประหารทั้งตระกูล]
นางกำลังจะหมุนตัวหนี แต่ทันใดนั้น มือหนาที่เปื้อนโคลนกลับเอื้อมมาคว้าข้อเท้าของนางไว้แน่น แรงบีบมหาศาลทำให้นางร้องไม่ออก ชายหนุ่มปรือตาขึ้น นัยน์ตาสีเหล็กกล้าที่แฝงไปด้วยความตายและความอำมหิตจ้องมองนางอย่างคาดคั้น
"ช่วย... ข้า..." เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่า ก่อนที่มือจะหลุดร่วงและสลบไปอีกครั้ง
ชิงเหยายืนนิ่ง หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ ในหัวของนักธุรกิจสาวหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว
[ถ้าทิ้งไว้ตรงนี้ เขาตายแน่... แต่ถ้าช่วยกลับไป เขาคือภาระ หรือจะเป็น 'โอกาส' กันแน่? หมู่บ้านนี้ผู้ใหญ่บ้านชอบกดขี่ฉันเพราะฉันเป็นหญิงโสดไม่มีคนคุ้มครอง ถ้าฉันมีผู้ชายตัวโตๆ แบบนี้อยู่ในบ้าน... ใครจะกล้าแหยม? แถมแรงงานมหาศาลขนาดนี้ เอามาช่วยขุดคลองชลประทานคงเสร็จไวขึ้นเยอะ!]
"เอาล่ะ... ในเมื่อโชคชะตาเหวี่ยง 'ของดี' มาให้ถึงที่ ฉันจะรับไว้เอง!"
นางตัดสินใจใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี ลากร่างยักษ์นั้นขึ้นบนเลื่อนไม้ที่เตรียมมาใส่สมุนไพร ฝนพัดกระหน่ำจนร่างของทั้งคู่เปียกปอน ชิงเหยากัดฟันลากเขากลับไปยังกระท่อมดินท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง
ภายในกระท่อม ชิงเหยาเช็ดตัวให้ชายแปลกหน้าอย่างทุลักทุเล นางต้องใจสั่นอีกรอบเมื่อเห็นแผ่นอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นรูปพยัคฆ์ที่หน้าอกซ้าย ความรู้สึกอันตรายแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาทั้งที่ยังหลับอยู่
"พี่ใหญ่... ท่านพาใครมาเจ้าคะ?" ชิงอิงถามด้วยเสียงสั่นๆ ขณะเกาะขอบเตียงดู
ชิงเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองใบหน้าที่หลับใหลของชายหนุ่ม ก่อนจะแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์
"อาหยาง ชิงอิง... ฟังพี่ให้ดี ชายผู้นี้คือ 'จ้าวเทียนหลง' สามีของพี่เอง เขาไปรบที่ชายแดนมานานจนพวกเจ้าจำไม่ได้ ตอนนี้เขาบาดเจ็บกลับมา พวกเราต้องช่วยกันดูแลเขาให้ดีเข้าใจไหม?"
"สามีพี่ใหญ่? พวกเรามีพี่เขยด้วยหรือเจ้าคะ?" เด็กน้อยทำตาปริบๆ
"มีสิ! เขานี่แหละสามีข้า ใครถามก็บอกไปตามนี้ ห้ามใครรู้ความจริงเด็ดขาด!"
[นายคนหล่อ... ตื่นมาอย่าโวยวายนะ ฉันช่วยชีวิตนาย
นายก็ต้องรับบทผัวกำมะลอให้ฉันเป็นการตอบแทน ถือว่าหายกัน!]
บทที่ 36 อาณาจักรทองคำเหนือขุนเขา และทาสรักนิรันดร์แห่งตระกูลชิงสามปีต่อมา... ณ หมู่บ้านตงซานที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่จนกลายเป็นเมืองแห่งสมุนไพรและแหล่งการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน คฤหาสน์หินอ่อนหลังมหึมาตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ทุ่งสมุนไพรสีเขียวขจีทอดยาวสุดลูกหูลูกตา สลับกับโรงงานยาสกัดที่ทันสมัยที่สุดซึ่งใช้กลไกที่ ชิงเหยา ออกแบบเอง ความรวยของตระกูลชิงบัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงตำนาน แต่เป็นอำนาจที่แม้แต่ราชสำนักยังต้องเกรงใจ เพราะเสบียงและยารักษาโรคกว่าครึ่งแคว้นล้วนถูกส่งออกจากที่นี่ภายในห้องโถงกว้างที่ประดับประดาด้วยเครื่องแก้วและอัญมณีล้ำค่า ชิงเหยานั่งเอนกายอย่างสง่างามบนตั่งไม้กฤษณา นัยน์ตาคมกริบของนางจดจ้องอยู่กับสมุดบัญชีเล่มหนาที่ระบุยอดกำไรมหาศาลจากปีที่ผ่านมา นางกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ [ในที่สุด... ความรวยที่ฉันแลกมาด้วยเลือดและหยาดเหงื่อก็มั่นคงเสียที ไม่มีใครหน้าไหนจะมาเผาทำลายหรือพรากมันไปจากฉันได้อีก และดูเหมือนว่า 'ทรัพย์สิน' ที่มีค่าที่สุดของฉันในตอนนี้ จะไม่ใช่แค่ทองคำพวกนี้หรอกนะ]"นวดให้แรงกว่านี้หน่อย... ท่านอยากกินข้าวเย็นที่คลุกฝุ่นหรืออย่างไร?" เสียงหวานแ
บทที่ 35 ปลดเปลื้องอาภรณ์แห่งอำนาจท่ามกลางสายลมเย็นเยือกที่พัดพาเอากลิ่นอายสงครามให้จางหายไป ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงหลวงแห่งแคว้นที่เคยสั่นสะเทือนด้วยอำนาจของแม่ทัพใหญ่ จ้าวเทียนหลง ยืนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางขุนนางนับร้อยที่จ้องมองมาด้วยความคาดหวัง ในมือของเขาไม่มีดาบที่ชุ่มเลือดข้าศึกอีกต่อไป แต่เขากลับแบกรับน้ำหนักของเกียรติยศที่แลกมาด้วยความผิดพลาดในอดีต"จ้าวเทียนหลง... ข้าขอมอบตำแหน่งจ้าวอ๋องเพื่อตอบแทนที่เจ้าปกป้องบัลลังก์และเส้นทางเสบียงจากพวกกบฏ!" ฮ่องเต้เอ่ยด้วยสุรเสียงกึกก้องจ้าวเทียนหลงมองดูตราตั้งอ๋องสีทองอร่ามที่วางอยู่บนพานพุ่ม นัยน์ตาคมกริบของเขาไม่ได้มีรอยยิ้มอย่างที่ใครๆ คิด ทว่าเขากลับหวนนึกถึงภาพของ ชิงเหยา ที่ยืนอยู่ท่ามกลางควันไฟในสมรภูมิคราวนั้น... สตรีที่เขาเคยทอดทิ้งเพื่อสิ่งไร้ค่าที่เรียกว่ายศถาบรรดาศักดิ์เหล่านี้"กระหม่อมขอบังอาจทูลฝ่าบาท..." จ้าวเทียนหลงเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่นดุจขุนเขา เขาเริ่มปลดสายรัดเกราะไหล่ที่ประดับด้วยตราพยัคฆ์ทมิฬทิ้งลงบนพื้นหินอ่อนเสียงดัง เคร้ง! "อาภรณ์แห่งยศถาเหล่านี้มันหนักเกินไปสำหรับชายที่หัวใจเต็มไปด้วยความผิดบาป ก
บทที่ 34 เพลิงแค้นเหนือสมรภูมิภายใต้ท้องฟ้าสีขี้เถ้าที่ปกคลุมด้วยกลุ่มควันหนาทึบ ค่ายใหญ่ของกองกำลังกบฏที่ร่วมมือกับขุนนางกังฉินตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขาปิดตาย พวกมันย่ามใจว่ามีทั้งกำลังทหารและแผนผังธุรกิจลับที่ขโมยมาจะสามารถบีบให้ ชิงเหยา ยอมสยบ แต่พวกมันหารู้ไม่ว่า บัดนี้เงิน ของชิงเหยาได้ซื้อใจนายกองกบฏไปกว่าครึ่ง และดาบ ของจ้าวเทียนหลงกำลังจ่ออยู่ที่คอหอยของพวกมันแล้ว"พวกโง่เขลาที่โลภในสมบัติของข้า... วันนี้ข้าจะทำให้พวกแกเห็นว่า ทองคำของตระกูลชิงไม่ได้มีไว้ให้พวกแกเสวยสุข แต่มีไว้เพื่อซื้อโลงศพให้พวกแกทุกคน!" ชิงเหยายืนอยู่บนเนินเขาที่มองเห็นสมรภูมิเบื้องล่าง ใบหน้าของนางนิ่งสงบดุจรูปปั้นหินอ่อน ทว่าดวงตาโชนแสงด้วยความสะใจจ้าวเทียนหลง ในชุดเกราะพยัคฆ์ทมิฬสีดำ เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลังร่างบาง เขาไม่ได้สวมหัวโขนแม่ทัพผู้สูงส่งเมื่ออยู่ต่อหน้านาง แต่นัยน์ตาของเขากลับเต็มไปด้วยความภักดีที่ยอมมอบให้สตรีผู้นี้เพียงผู้เดียว เขาหยิบผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์ราคาแพงที่ชิงเหยาซื้อให้ขึ้นมาคลุมร่างให้นางอย่างเบามือ"ชิงเหยา... ทัพหน้าพร้อมแล้ว ข้าจะบุกทะลวงเข้าไปลากหัวไอ้เสนาบดีเฒ่ากับแม่ทัพ
บทที่ 33 สมรภูมิเงินตราสยบกบฏท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีที่มืดมิดที่สุด แสงเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือทุ่งหญ้าชายแดน เสียงตะโกนกึกก้องของพวกกบฏแฝงตัวดังขึ้นพร้อมกับการบุกโจมตีคลังเสบียงและยารักษาโรคที่ ชิงเหยา ขนมา พวกมันคิดว่าการเผาทำลายแหล่งทรัพยากรจะทำให้กองทัพพยัคฆ์ทมิฬระส่ำระสาย และสตรีอย่างนางจะสยบยอมด้วยความหวาดกลัวทว่าพวกมันคิดผิด... ผิดมหันต์!"พวกสวะเอ๊ย... คิดจะใช้แผนเดิมๆ เผาที่ทำกินของข้าอีกงั้นหรือ?" ชิงเหยายืนเด่นอยู่บนหอคอยสังเกตการณ์ในชุดสีแดงเพลิงที่พริ้วไหวตามแรงลม แววตาของนางนิ่งสงบดุจน้ำแข็งที่มองดูมดปลวกกำลังดิ้นรน [สามปีที่แล้วฉันสูญเสียทุกอย่างไปกับไฟ แต่สามปีนี้ฉันใช้เงินและสมองสร้างปราการที่ไฟไม่มีวันมอดไหม้ขึ้นมา พวกแกไม่มีวันได้แตะต้องทองคำหรือยาของฉันแม้แต่เศษเสี้ยว เพราะวันนี้ฉันจะทำให้พวกแกเห็นว่า พลังของเงินตรามันน่ากลัวกว่าคมดาบของพวกแกกี่เท่า!]"อาหยาง! อิงเอ๋อร์! ลงมือ!" ชิงเหยาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดทันใดนั้น กองกำลังรับจ้างเกราะทองที่ชิงเหยาทุ่มเงินจ้างมาด้วยราคาสูงลิ่วก็พุ่งออกมาจากเงามืด ไม่ใช่ทหารเกณฑ์ไร้ฝีมือ แต่เป็นนักรบรับจ้างระ

















