Beranda / รักโบราณ / ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก / บทที่ 1 รอยตราพยัคฆ์และคำลวงกลางสายฝน

Share

ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก
ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก
Penulis: ระฆังพฤษภา/จงร่ายรำบทกวี

บทที่ 1 รอยตราพยัคฆ์และคำลวงกลางสายฝน

last update Tanggal publikasi: 2026-04-17 04:16:05

บทที่ 1 รอยตราพยัคฆ์และคำลวงกลางสายฝน

กลิ่นดินชื้นแฉะปนกับกลิ่นสาบของฟางเก่าๆ พุ่งเข้าปะทะโสตประสาทเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ หลินเซียน รู้สึกตัว ความปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบซ้ำๆ นางพยายามจะขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง แต่ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่เพดานคอนโดหรูใจเมืองอย่างที่ควรจะเป็น

แต่มันคือหลังคามุงจากที่โหว่จนมองเห็นท้องฟ้าสีหม่นเบื้องบน!

"พี่ใหญ่... พี่ใหญ่ท่านฟื้นแล้ว! อาหยาง พี่ใหญ่ฟื้นแล้ว!"

เสียงเล็กๆ ใสๆ ของเด็กหญิงตัวน้อยดังขึ้นข้างหู พร้อมกับแรงเขย่าเบาๆ ที่ต้นแขน หลินเซียนกระพริบตาถี่ๆ จนภาพเบื้องหน้าเริ่มชัดเจน เด็กหญิงตัวผอมเกร็ง ผิวพรรณกร้านแดด ดวงตาโตเท่าไข่ห่านกำลังจ้องมองนางด้วยน้ำตานองหน้า ข้างๆ กันนั้นมีเด็กชายอีกคนในชุดผ้าป่านขาดรุ่งริ่งยืนกุมมือตัวเองแน่นด้วยความกังวล

[เดี๋ยวนะ... เด็กสองคนนี้ใคร? พี่ใหญ่เหรอ? แล้วห้องนอนฉันล่ะ? หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดแผนผังแปลงเกษตรค้างไว้หายไปไหนหมด อย่าบอกนะว่า... อีมุขยอดฮิตอย่าง 'ข้ามมิติ' มันเกิดขึ้นกับชีวิตเกษตรกรสาววัยสามสิบอย่างฉันจริงๆ?]

"พี่ใหญ่... ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ท่านสลบไปตั้งสองวัน ข้ากับอาหยางนึกว่าท่านจะทิ้งพวกเราไปเสียแล้ว" ชิงอิง สะอื้นไห้พลางซุกหน้าลงกับไหล่ของนาง

หลินเซียน หรือบัดนี้คือ ชิงเหยา ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมค่อยๆ ไหลบ่าเข้ามาดุจน้ำป่า ชิงเหยาคือบุตรสาวคนโตของบ้านที่พ่อแม่ตายจากไปทิ้งไว้เพียงกระท่อมผุพังกับหนี้สินก้อนโตจากคนในหมู่บ้านที่คอยจะมาฮุบที่ดินทำกินอันน้อยนิดนี้

[โอ้โห... ชีวิตบัดซบกว่านิยายที่เคยอ่านอีกแฮะ บ้านก็พัง ข้าวในถังก็เหลือไม่ถึงกำ หนำซ้ำน้องชายกับน้องสาวก็ผอมจนซี่โครงบานแบบนี้ หลินเซียนเอ๊ย... ในโลกก่อนเธอคือมือโปรด้านการบุกเบิกดิน ถ้ามาตายที่นี่ก็นับว่าเสียชื่อวิศวกรเกษตรหมด! เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ฉันจะปั้นไอ้ดินทรายห่วยๆ หลังบ้านให้เป็นทองให้ได้!]

"ข้าไม่เป็นไร... อาหยาง ชิงอิง พวกเจ้าไปพักเถอะ พี่ใหญ่กลับมาแล้ว พี่สัญญา... ต่อไปนี้พวกเจ้าไม่ต้องหิวอีก" นางกล่าวด้วยภาษาโบราณที่หลุดออกมาจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ในใจจะอยากสบถภาษาปัจจุบันออกมาก็ตาม

สามวันผ่านไป ชิงเหยาเริ่มใช้ความรู้ที่มีจัดการระบบน้ำในที่ดินเล็กๆ หลังกระท่อม นางใช้ไม้ไผ่ที่เหลาจนคมมาทำเป็นท่อนำน้ำจากลำธารสายเล็กๆ เข้าสู่บ่อพักที่ขุดขึ้นใหม่ พร้อมกับเริ่มทำปุ๋ยหมักสูตรพิเศษ จากเศษใบไม้และมูลสัตว์ที่ชาวบ้านมองว่ามันคือขยะ ชาวบ้านตงซานต่างพากันมายืนชะเง้อมองพลางหัวเราะเยาะ

"นางเด็กชิงเหยามันบ้าไปแล้ว คลุกดินคลุกมูลสัตว์ขี้วัวไปวันๆ นึกว่าดินทรายที่นี่จะปลูกอะไรขึ้นรึไง"

ชิงเหยาไม่ได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกา นางมุ่งมั่นทำงานจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลมพายุเริ่มพัดแรง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบบ่งบอกว่าพายุฤดูร้อนกำลังจะมา นางรีบเดินขึ้นไปบนเขาเพื่อเก็บ 'รากดิน' สมุนไพรที่จะช่วยประทังความหิวของน้องๆ ในมื้อเย็น

ทว่ากลางป่าที่มืดมิดและฝนที่เริ่มลงเม็ดหนา นางกลับได้กลิ่นคาวเลือดที่ขัดกับกลิ่นดิน

"นั่นใคร!" ชิงเหยาชูตะเกียงกระดาษในมือขึ้น แสงสลัวๆ สะท้อนให้เห็นร่างมหึมาที่นอนพาดอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่

ร่างนั้นคือชายหนุ่มในชุดสีดำฉีกขาดจนเผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างและกล้ามเนื้อแน่นปึกที่เต็มไปด้วยแผลฉกรรจ์รอยดาบพาดขวางราวกับผ่านสมรภูมินรกมา ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งจมโคลน แต่อีกครึ่งหนึ่งที่พ้นโคลนออกมานั้นกลับหล่อเหลาจนชิงเหยาถึงกับลืมหายใจ

[คุณพระช่วย! นี่คนหรือเทพบุตรตกสวรรค์? หล่อเกินเบอร์มากแม่! สันกรามคมกริบ จมูกโด่งเป็นสัน ขนาดมีเลือดกบปากยังดูเซ็กซี่เลย แต่เดี๋ยวก่อน... รอยแผลพวกนี้มันไม่ใช่ฝีมือโจรธรรมดาแน่ๆ ขืนฉันพาเขากลับไปแล้วทางการรู้ มีหวังโดนประหารทั้งตระกูล]

นางกำลังจะหมุนตัวหนี แต่ทันใดนั้น มือหนาที่เปื้อนโคลนกลับเอื้อมมาคว้าข้อเท้าของนางไว้แน่น แรงบีบมหาศาลทำให้นางร้องไม่ออก ชายหนุ่มปรือตาขึ้น นัยน์ตาสีเหล็กกล้าที่แฝงไปด้วยความตายและความอำมหิตจ้องมองนางอย่างคาดคั้น

"ช่วย... ข้า..." เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่า ก่อนที่มือจะหลุดร่วงและสลบไปอีกครั้ง

ชิงเหยายืนนิ่ง หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ ในหัวของนักธุรกิจสาวหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว

[ถ้าทิ้งไว้ตรงนี้ เขาตายแน่... แต่ถ้าช่วยกลับไป เขาคือภาระ หรือจะเป็น 'โอกาส' กันแน่? หมู่บ้านนี้ผู้ใหญ่บ้านชอบกดขี่ฉันเพราะฉันเป็นหญิงโสดไม่มีคนคุ้มครอง ถ้าฉันมีผู้ชายตัวโตๆ แบบนี้อยู่ในบ้าน... ใครจะกล้าแหยม? แถมแรงงานมหาศาลขนาดนี้ เอามาช่วยขุดคลองชลประทานคงเสร็จไวขึ้นเยอะ!]

"เอาล่ะ... ในเมื่อโชคชะตาเหวี่ยง 'ของดี' มาให้ถึงที่ ฉันจะรับไว้เอง!"

นางตัดสินใจใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี ลากร่างยักษ์นั้นขึ้นบนเลื่อนไม้ที่เตรียมมาใส่สมุนไพร ฝนพัดกระหน่ำจนร่างของทั้งคู่เปียกปอน ชิงเหยากัดฟันลากเขากลับไปยังกระท่อมดินท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง

ภายในกระท่อม ชิงเหยาเช็ดตัวให้ชายแปลกหน้าอย่างทุลักทุเล นางต้องใจสั่นอีกรอบเมื่อเห็นแผ่นอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นรูปพยัคฆ์ที่หน้าอกซ้าย ความรู้สึกอันตรายแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาทั้งที่ยังหลับอยู่

"พี่ใหญ่... ท่านพาใครมาเจ้าคะ?" ชิงอิงถามด้วยเสียงสั่นๆ ขณะเกาะขอบเตียงดู

ชิงเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองใบหน้าที่หลับใหลของชายหนุ่ม ก่อนจะแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์

"อาหยาง ชิงอิง... ฟังพี่ให้ดี ชายผู้นี้คือ 'จ้าวเทียนหลง' สามีของพี่เอง เขาไปรบที่ชายแดนมานานจนพวกเจ้าจำไม่ได้ ตอนนี้เขาบาดเจ็บกลับมา พวกเราต้องช่วยกันดูแลเขาให้ดีเข้าใจไหม?"

"สามีพี่ใหญ่? พวกเรามีพี่เขยด้วยหรือเจ้าคะ?" เด็กน้อยทำตาปริบๆ

"มีสิ! เขานี่แหละสามีข้า ใครถามก็บอกไปตามนี้ ห้ามใครรู้ความจริงเด็ดขาด!"

[นายคนหล่อ... ตื่นมาอย่าโวยวายนะ ฉันช่วยชีวิตนาย

นายก็ต้องรับบทผัวกำมะลอให้ฉันเป็นการตอบแทน ถือว่าหายกัน!]

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก   บทที่ 36 อาณาจักรทองคำเหนือขุนเขา และทาสรักนิรันดร์แห่งตระกูลชิง

    บทที่ 36 อาณาจักรทองคำเหนือขุนเขา และทาสรักนิรันดร์แห่งตระกูลชิงสามปีต่อมา... ณ หมู่บ้านตงซานที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่จนกลายเป็นเมืองแห่งสมุนไพรและแหล่งการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน คฤหาสน์หินอ่อนหลังมหึมาตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ทุ่งสมุนไพรสีเขียวขจีทอดยาวสุดลูกหูลูกตา สลับกับโรงงานยาสกัดที่ทันสมัยที่สุดซึ่งใช้กลไกที่ ชิงเหยา ออกแบบเอง ความรวยของตระกูลชิงบัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงตำนาน แต่เป็นอำนาจที่แม้แต่ราชสำนักยังต้องเกรงใจ เพราะเสบียงและยารักษาโรคกว่าครึ่งแคว้นล้วนถูกส่งออกจากที่นี่ภายในห้องโถงกว้างที่ประดับประดาด้วยเครื่องแก้วและอัญมณีล้ำค่า ชิงเหยานั่งเอนกายอย่างสง่างามบนตั่งไม้กฤษณา นัยน์ตาคมกริบของนางจดจ้องอยู่กับสมุดบัญชีเล่มหนาที่ระบุยอดกำไรมหาศาลจากปีที่ผ่านมา นางกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ [ในที่สุด... ความรวยที่ฉันแลกมาด้วยเลือดและหยาดเหงื่อก็มั่นคงเสียที ไม่มีใครหน้าไหนจะมาเผาทำลายหรือพรากมันไปจากฉันได้อีก และดูเหมือนว่า 'ทรัพย์สิน' ที่มีค่าที่สุดของฉันในตอนนี้ จะไม่ใช่แค่ทองคำพวกนี้หรอกนะ]"นวดให้แรงกว่านี้หน่อย... ท่านอยากกินข้าวเย็นที่คลุกฝุ่นหรืออย่างไร?" เสียงหวานแ

  • ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก   บทที่ 35 ปลดเปลื้องอาภรณ์แห่งอำนาจ

    บทที่ 35 ปลดเปลื้องอาภรณ์แห่งอำนาจท่ามกลางสายลมเย็นเยือกที่พัดพาเอากลิ่นอายสงครามให้จางหายไป ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงหลวงแห่งแคว้นที่เคยสั่นสะเทือนด้วยอำนาจของแม่ทัพใหญ่ จ้าวเทียนหลง ยืนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางขุนนางนับร้อยที่จ้องมองมาด้วยความคาดหวัง ในมือของเขาไม่มีดาบที่ชุ่มเลือดข้าศึกอีกต่อไป แต่เขากลับแบกรับน้ำหนักของเกียรติยศที่แลกมาด้วยความผิดพลาดในอดีต"จ้าวเทียนหลง... ข้าขอมอบตำแหน่งจ้าวอ๋องเพื่อตอบแทนที่เจ้าปกป้องบัลลังก์และเส้นทางเสบียงจากพวกกบฏ!" ฮ่องเต้เอ่ยด้วยสุรเสียงกึกก้องจ้าวเทียนหลงมองดูตราตั้งอ๋องสีทองอร่ามที่วางอยู่บนพานพุ่ม นัยน์ตาคมกริบของเขาไม่ได้มีรอยยิ้มอย่างที่ใครๆ คิด ทว่าเขากลับหวนนึกถึงภาพของ ชิงเหยา ที่ยืนอยู่ท่ามกลางควันไฟในสมรภูมิคราวนั้น... สตรีที่เขาเคยทอดทิ้งเพื่อสิ่งไร้ค่าที่เรียกว่ายศถาบรรดาศักดิ์เหล่านี้"กระหม่อมขอบังอาจทูลฝ่าบาท..." จ้าวเทียนหลงเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่นดุจขุนเขา เขาเริ่มปลดสายรัดเกราะไหล่ที่ประดับด้วยตราพยัคฆ์ทมิฬทิ้งลงบนพื้นหินอ่อนเสียงดัง เคร้ง! "อาภรณ์แห่งยศถาเหล่านี้มันหนักเกินไปสำหรับชายที่หัวใจเต็มไปด้วยความผิดบาป ก

  • ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก   บทที่ 34 เพลิงแค้นเหนือสมรภูมิ

    บทที่ 34 เพลิงแค้นเหนือสมรภูมิภายใต้ท้องฟ้าสีขี้เถ้าที่ปกคลุมด้วยกลุ่มควันหนาทึบ ค่ายใหญ่ของกองกำลังกบฏที่ร่วมมือกับขุนนางกังฉินตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขาปิดตาย พวกมันย่ามใจว่ามีทั้งกำลังทหารและแผนผังธุรกิจลับที่ขโมยมาจะสามารถบีบให้ ชิงเหยา ยอมสยบ แต่พวกมันหารู้ไม่ว่า บัดนี้เงิน ของชิงเหยาได้ซื้อใจนายกองกบฏไปกว่าครึ่ง และดาบ ของจ้าวเทียนหลงกำลังจ่ออยู่ที่คอหอยของพวกมันแล้ว"พวกโง่เขลาที่โลภในสมบัติของข้า... วันนี้ข้าจะทำให้พวกแกเห็นว่า ทองคำของตระกูลชิงไม่ได้มีไว้ให้พวกแกเสวยสุข แต่มีไว้เพื่อซื้อโลงศพให้พวกแกทุกคน!" ชิงเหยายืนอยู่บนเนินเขาที่มองเห็นสมรภูมิเบื้องล่าง ใบหน้าของนางนิ่งสงบดุจรูปปั้นหินอ่อน ทว่าดวงตาโชนแสงด้วยความสะใจจ้าวเทียนหลง ในชุดเกราะพยัคฆ์ทมิฬสีดำ เดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลังร่างบาง เขาไม่ได้สวมหัวโขนแม่ทัพผู้สูงส่งเมื่ออยู่ต่อหน้านาง แต่นัยน์ตาของเขากลับเต็มไปด้วยความภักดีที่ยอมมอบให้สตรีผู้นี้เพียงผู้เดียว เขาหยิบผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์ราคาแพงที่ชิงเหยาซื้อให้ขึ้นมาคลุมร่างให้นางอย่างเบามือ"ชิงเหยา... ทัพหน้าพร้อมแล้ว ข้าจะบุกทะลวงเข้าไปลากหัวไอ้เสนาบดีเฒ่ากับแม่ทัพ

  • ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก   บทที่ 33 สมรภูมิเงินตราสยบกบฏ

    บทที่ 33 สมรภูมิเงินตราสยบกบฏท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีที่มืดมิดที่สุด แสงเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือทุ่งหญ้าชายแดน เสียงตะโกนกึกก้องของพวกกบฏแฝงตัวดังขึ้นพร้อมกับการบุกโจมตีคลังเสบียงและยารักษาโรคที่ ชิงเหยา ขนมา พวกมันคิดว่าการเผาทำลายแหล่งทรัพยากรจะทำให้กองทัพพยัคฆ์ทมิฬระส่ำระสาย และสตรีอย่างนางจะสยบยอมด้วยความหวาดกลัวทว่าพวกมันคิดผิด... ผิดมหันต์!"พวกสวะเอ๊ย... คิดจะใช้แผนเดิมๆ เผาที่ทำกินของข้าอีกงั้นหรือ?" ชิงเหยายืนเด่นอยู่บนหอคอยสังเกตการณ์ในชุดสีแดงเพลิงที่พริ้วไหวตามแรงลม แววตาของนางนิ่งสงบดุจน้ำแข็งที่มองดูมดปลวกกำลังดิ้นรน [สามปีที่แล้วฉันสูญเสียทุกอย่างไปกับไฟ แต่สามปีนี้ฉันใช้เงินและสมองสร้างปราการที่ไฟไม่มีวันมอดไหม้ขึ้นมา พวกแกไม่มีวันได้แตะต้องทองคำหรือยาของฉันแม้แต่เศษเสี้ยว เพราะวันนี้ฉันจะทำให้พวกแกเห็นว่า พลังของเงินตรามันน่ากลัวกว่าคมดาบของพวกแกกี่เท่า!]"อาหยาง! อิงเอ๋อร์! ลงมือ!" ชิงเหยาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดทันใดนั้น กองกำลังรับจ้างเกราะทองที่ชิงเหยาทุ่มเงินจ้างมาด้วยราคาสูงลิ่วก็พุ่งออกมาจากเงามืด ไม่ใช่ทหารเกณฑ์ไร้ฝีมือ แต่เป็นนักรบรับจ้างระ

  • ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก   บทที่ 32 พันธมิตรท่ามกลางเปลวเพลิง

    บทที่ 32 พันธมิตรท่ามกลางเปลวเพลิงลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกของกระโจมแม่ทัพใหญ่ แสงเทียนสั่นระริกสะท้อนกับสัญญาผูกขาดที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ ชิงเหยา จ้องมองร่างของ จ้าวเทียนหลง ที่ยังคงนิ่งเงียบ แววตาของนางเย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ นางไม่ได้มีลางสังหรณ์เรื่องความจริงใจของเขาอีกต่อไป เพราะต่อจากนี้นางจะเชื่อเพียงสิ่งที่นางถือครอง ไว้ในมือเท่านั้น นั่นคือเสบียงและชีวิตทหารของเขา"สัญญาฉบับนี้มีผลทันที..." ชิงเหยาเอ่ยเสียงเรียบพลางเก็บกระดาษลงในสาบเสื้อ "ข้าจะให้คนของข้าปล่อยเสบียงและยาชุดแรกออกมา แลกกับการที่ท่านต้องกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ในกองทัพให้สิ้นซาก ข้าไม่ต้องการให้เงินของข้าต้องสูญเปล่าเพราะไอ้พวกกบฏสวะพวกนั้น"จ้าวเทียนหลงพยักหน้าช้าๆ ใบหน้าของเขาซูบผอมลงแต่ดวงตากลับเป็นประกายด้วยความหวัง "ข้าสัญญา... ใครที่มันกล้าทรยศต่อเสบียงของเจ้า ใครที่มันคิดร้ายต่อตระกูลชิง ข้าจะล้างบางพวกมันด้วยมือข้าเอง"เขาขยับกายเข้ามาใกล้อย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่านางจะผลักไส ร่างหนาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพรมข้างเท้าของนาง มือที่หยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมมาประคองเท้าเล็กๆ ของชิงเหยาขึ้นมาวางบนตักอย่างแผ่ว

  • ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก   บทที่ 31 น้ำตาแม่ทัพใต้เงาความแค้น และศัตรูในรอยมืด

    บทที่ 31 น้ำตาแม่ทัพใต้เงาความแค้น และศัตรูในรอยมืดควันไฟจากคบเพลิงในกระโจมแม่ทัพเริ่มจางลง แต่บรรยากาศแห่งความขัดแย้งกลับเข้มข้นขึ้นจนแทบสำลัก จ้าวเทียนหลง บุรุษที่คนทั้งแผ่นดินขนานนามว่า แม่ทัพปีศาจ บัดนี้กลับคุกเข่าลงต่อหน้าสตรีในชุดแดงที่เขาสั่งจับกุมมาในฐานะเชลย มือที่เคยสังหารคนนับหมื่นสั่นระริกขณะเอื้อมไปแตะชายกระโปรงไหมของ ชิงเหยา ราวกับกลัวว่าสตรีตรงหน้าจะอันตรธานหายไปดุจฝันสลายในอดีต"จ้าวเทียนหลง... ท่านทำอะไรของท่าน!" ชิงเหยาตวาดเสียงสั่น นางก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังพิงกับเสากระโจม ลมหายใจหอบถี่ด้วยความสับสน [ท่านคุกเข่างั้นเหรอ? แม่ทัพใหญ่ที่ทิ้งฉันไว้กลางกองเพลิงเพื่อกลับมาเอาหัวโขนนี้ บัดนี้กลับยอมทิ้งเกียรติยศทั้งหมดเพื่อคุกเข่าต่อหน้าฉัน... อย่ามาใช้วิธีนี้หลอกให้ฉันใจอ่อนนะจ้าวเทียนหลง! ความรวยที่ฉันสร้างมาสามปี มันแข็งแกร่งกว่าน้ำตาปลอมๆ ของท่านมหาศาล!]"ชิงเหยา... ข้าไม่ได้คุกเข่าเพื่อให้เจ้ายกโทษให้ง่ายๆ แต่ข้าคุกเข่าเพราะข้ามันโง่ ข้าโง่ที่คิดว่าอำนาจทหารจะทำให้ข้าลืมรสชาติของน้ำแกงที่เจ้าเคยทำให้กิน ข้าโง่ที่คิดว่าเกียรติยศจะสำคัญกว่าการเห็นเจ้ามีชีวิตอยู่..." จ้า

  • ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก   บทที่ 5 แผ่นดินระแหงและกังหันกู้ปฐพี

    บทที่ 5 แผ่นดินระแหงและกังหันกู้ปฐพีท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านตงซานกลายเป็นสีครามจัดปราศจากเมฆฝนมานานนับเดือน ลำธารที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านเริ่มขอดขยับจนเห็นก้อนหินที่ก้นบึ้ง ดินในแปลงนาแตกระแหงเป็นร่องลึกราวกับจะสูบเอาหยาดเหงื่อสุดท้ายของชาวนาลงไป บรรยากาศในหมู่บ้านเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเสียงบ่

  • ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก   บทที่ 4 เลือดเปื้อนคมจอบและเงาของจอมทัพ

    บทที่ 4 เลือดเปื้อนคมจอบและเงาของจอมทัพท่ามกลางเสียงจอกแจกจอแจในตลาด ผักดองของชิงเหยาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่ใช่เพียงเพราะรสชาติที่แปลกใหม่และกลิ่นหอมของสมุนไพรสกัดเท่านั้น แต่เป็นเพราะพรีเซนเตอร์ ร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ข้างกายต่างหากที่ดึงดูดใจลูกค้าสาวน้อยสาวใหญ่จนเงินอีแปะแทบจะเต็มถุงผ้าทว่า ความรุ

  • ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก   บทที่ 3 บทเรียนชาวนาหน้าหยกและกลิ่นอายแห่งความริษยา

    บทที่ 3 บทเรียนชาวนาหน้าหยกและกลิ่นอายแห่งความริษยาเจ็ดวันผ่านไปหลังจาก จ้าวเทียนหลง ฟื้นขึ้นมาในกระท่อมดินตระกูลชิง บาดแผลภายนอกของเขาเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ พละกำลังที่เคยเหือดแห้งกลับคืนมาจนเขาสามารถลุกขึ้นเดินเหินได้เป็นปกติ แม้ดวงตาคมกริบคู่นั้นจะยังคงฉายแววสับสนและว่างเปล่าเ

  • ภรรยาข้าคือผู้บุกเบิก   บทที่ 2 ดวงตาพยัคฆ์และการเผชิญหน้าในกระท่อมดิน

    บทที่ 2 ดวงตาพยัคฆ์และการเผชิญหน้าในกระท่อมดินแสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวสะท้อนกับผนังดินปั้นที่ขรุขระ ภายในกระท่อมเล็กๆ ที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเจือจางและกลิ่นยาสมุนไพรที่ ชิงเหยา เคี่ยวจนเดือดพล่าน นางใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นค่อยๆ ซับไปตามบาดแผลบนแผงอกกว้างของชายที่นางเพิ่งเคลม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status