Masukเสียงรอสายดังขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงเจ้าหน้าที่รับสายด้วยน้ำเสียงสุภาพ
เจ้าหน้าที่: บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน... สวัสดีค่ะ
พริมา: สวัสดีค่ะ พอดีรถของฉันมีปัญหาค่ะ ตอนนี้จอดอยู่ที่ลานจอดรถของห้างฟิวเจอร์ค่ะ
เจ้าหน้าที่: ไม่ทราบว่ารถของคุณลูกค้ามีอาการอย่างไรบ้างคะ
พริมา: เอ่อ... คือ... ยางมันแบนทั้งสี่ล้อเลยอะค่ะ
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ อาจจะด้วยความประหลาดใจ เพราะเคสยางแบนพร้อมกันสี่ล้อไม่ใช่เรื่องปกติ
เจ้าหน้าที่: ยางแบน... ทั้งสี่ล้อเลยเหรอคะ...
พริมา: ค่ะ แบนสนิททั้งสี่ล้อเลยค่ะ
เจ้าหน้าที่: เอ่อ... ปกติแล้ว บริการของเราจะสามารถช่วยเหลือในกรณีที่ยางแบน 1-2 ล้อ โดยจะเปลี่ยนยางอะไหล่ให้ หรือเติมลมให้ในกรณีที่ยางไม่เสียหายหนักค่ะ แต่สำหรับกรณีที่ยางแบนพร้อมกันถึง 4 ล้อแบบนี้... เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้คุณลูกค้า ณ จุดเกิดเหตุได้ทันทีค่ะ
คำอธิบายของเจ้าหน้าที่ทำให้พริมารู้สึกใจเสียเล็กน้อย
พริมา: อ้าว!!!... แล้วฉันต้องทำยังไงคะ
เจ้าหน้าที่: เราจำเป็นต้องใช้รถสไลด์เพื่อยกรถของคุณลูกค้าไปที่อู่ที่ใกล้ที่สุด ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการประสานงานและรอรถสไลด์ค่ะ
พริมา: ใช้เวลาประมาณเท่าไหร่คะ
เจ้าหน้าที่: ตอนนี้... รถช่วยเหลือของเราติดภารกิจค่ะ คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณสองถึงสามชั่วโมงเลยค่ะคุณลูกค้า
พริมาฟังแล้วรู้สึกท้อแท้ เวลาสองสามชั่วโมง... กับการมานั่งรอกลางลานจอดรถจนมืดค่ำแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องดีแน่
พริมา: ใช้เวลานานขนาดนั้นเลยเหรอคะ
เจ้าหน้าที่: ค่ะคุณลูกค้า ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าสะดวกจะรอไหมคะ ดิฉันจะจัดคิวและประสานงานรถสไลด์ให้เลยคะ
พริมายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คิดถึงความเหนื่อย ความไม่ปลอดภัย และความยุ่งยากที่จะตามมา หากต้องยกรถไปที่อู่แล้วเธอยังต้องหาทางกลับบ้านเองอีก การแก้ปัญหานี้มันดูซับซ้อนและใช้เวลามากกว่าที่เธอจะรับมือได้ในสภาพแบบนี้
สุดท้าย... เธอตัดสินใจใหม่
พริมา: งั้นเอาเป็นคิววันพรุ่งนี้ตอนห้างเปิดได้มั้ยคะ
เจ้าหน้าที่: ได้ค่ะ เดี๋ยวขอทราบซื่อและเบอร์โทรติดของคุณลูกค้าด้วยนะคะ จะได้ล๊อกคิวเอาไว้ให้ค่ะ
พริมา: ค่ะ ชื่อพริมา เบอร์โทรเป็นเบอร์นี้เลยค่ะ
เจ้าหน้าที่: คุณลูกค้าสามารถติดต่อกลับแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ แล้วพรุ่งนี้พอถึงคิวแล้วเราจะแจ้งไปอีกทีนะคะ
พริมา: ขอบคุณค่ะ
พริมาวางสายลง ความหวังริบหรี่ที่จะพึ่งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินให้แล้วเสร็จทันภายในวันเดียวคงจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์อันไม่ปกติที่เกิดขึ้นกับรถของเธอ ทั้งยุ่งยากและใช้เวลานานกว่าที่เธอจะรับมือได้คนเดียวในสถานการณ์เช่นนี้
หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เวลาเกือบจะหกโมงเย็นแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลงเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าฝนก็กำลังจะตั้งเค้าเสียด้วย อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นในอากาศ
“แย่แล้วสิ!!!...” พริมาพึมพำ เธอรีบเดินไปยังหลังรถของตนเอง ก่อนจะหยิบเอาร่มคันเล็กๆ ที่พับเก็บไว้ในช่องเก็บของออกมา แล้วเดินออกมาจากลานจอดทันที มุ่งหน้าไปยังบริเวณที่สามารถยืนโบกเรียกแท็กซี่ได้
พริมายืนรอรถแท็กซี่อยู่ริมฟุตบาท ร่มคันสวยถูกกางขึ้นเหนือศีรษะ ท่ามกลางความอึมครึมของท้องฟ้า หญิงสาวมองบนถนนที่มีรถราวิ่งผ่านไปมา เพื่อเตรียมพร้อมจะโบกมือเรียกพาหนะที่จะนำพาเธอกลับสู่โลกส่วนตัว
ทว่า... เพียงไม่นาน เม็ดฝนใส ๆ ก็เริ่มโปรยปรายลงมา สัมผัสเย็นเยียบแตะต้องผิวกายราวกับหยาดน้ำตาของท้องฟ้า จากหยาดเล็กๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นสายฝนที่โหมกระหน่ำ รุนแรงขึ้นทุกขณะ เหมือนความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในใจของเธอเวลานี้
ร่างบอบบางภายใต้ร่มคันเดิมยังคงยืนหยัดรอคอยรถแท็กซี่อย่างอดทน แต่ก็ดูเหมือนโชคชะตาจะใจร้ายกับเธอ แท็กซี่แต่ละคันที่แล่นผ่านไป ล้วนมีแต่ผู้โดยสารใช้บริการเต็มทุกคัน ราวกับหัวใจของใครบางคนที่ถูกจับจองแล้ว และยากที่เธอจะแทรกเข้าไป
ในวันที่สายฝนโหมกระหน่ำราวกับฟ้ารั่วเช่นนี้ ผู้คนต่างโหยหาความสะดวกสบายไม่ต่างจากเธอ เฉกเช่นเดียวกับหัวใจของพริมาที่อ่อนแอในบางครั้งและก็โหยหาใครสักคนมาเคียงข้าง...ใครสักคนที่เป็นเหมือนร่มในวันที่ฟ้ามืดมิด
ภายใต้ร่มคันเดิมร่างบางยืนคงเดียวดายอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนจะพยายามกวาดสายตามองไปยังท้องถนนที่เริ่มพร่าเลือนไปด้วยม่านฝนหนาหนัก ทว่า...ความหวังเล็กๆ ยังคงจุดประกายอยู่ในใจ เธอภาวนาขอให้มีรถแท็กซี่สักคันที่ว่างจอดรับเธอ...
แล้วห้วงความคิดหนึ่งของพริมาก็หวนไปถึงใครบางคน ที่ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาในตอนนี้... พร่าเลือนลงทุกขณะ ราวกับภาพที่ไม่ชัดเจนในสายฝนที่ตกหนักเช่นนี้... ความถี่ในการมาหา... ข้อความที่เคยส่งมา... คำพูดหวานหูที่เคยกระซิบข้างกาย... ทุกอย่างดูเหมือนจะจางหายไปกับสายฝน
หยาดฝนเย็นเยียบสาดกระทบผิวกาย ราวกับตอกย้ำความเหงาในใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พริมาใช้มือข้างที่เหลือยืนกอดตัวเอง มองสายฝนที่เทกระหน่ำ ราวกับน้ำตาของท้องฟ้าที่เข้าใจความรู้สึกของเธอในตอนนี้... การรอคอยใครบางคนที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ มันช่างเดียวดายเหลือเกิน... เหมือนยืนอยู่ใต้ร่มคันนี้เพียงลำพัง
พริมาตัดสินใจหลีกเร้นสายฝนที่โหมกระหน่ำ เธอก้าวเข้ามาหลบใต้ชายคาของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง สายลมเย็นที่พัดโชยมาวูบหนึ่ง สัมผัสผิวกายที่เปียกชื้น ปลอบประโลมความเหนื่อยล้าในใจได้เพียงเล็กน้อย
ระหว่างรอให้สายฝนซาลง หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ปลายนิ้วเรียวเลื่อนไปบนหน้าจอ แตะเข้าไปในแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย ก่อนจะพิมพ์ข้อความสั้นๆ แจ้งให้ผู้ติดตามทราบถึงสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจในตอนนี้ และขอเลื่อนการไลฟ์สดขายสินค้าออกไปอย่างน่าเสียดาย
“ขอโทษนะคะทุกคน วันนี้ฝนตกหนักมากจริงๆ ค่ะ คงเปิดไลฟ์ตามเวลาไม่ได้ ไว้ฝนซาแล้วจะรีบกลับมานะคะ คิดถึงทุกคนค่ะ” พริมาพิมพ์ข้อความพร้อมอิโมจิส่งไป ก่อนจะถอนหายใจยาว มองสายฝนที่ยังคงเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย ความรู้สึกโดดเดี่ยวหวนกลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คนที่เดินผ่านไปมาใต้ชายคาเดียวกัน... เธอรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้กลางทาง... อีกครั้ง
ไม่นาน แฟนคลับที่น่ารักก็เข้ามาส่งกำลังใจให้เธอมากมาย คอมเมนต์อบอุ่นของแฟนคลับทำให้เธอมีกำลังใจดีขึ้น แต่ในบรรดาข้อความเหล่านั้น กลับไร้ซึ่งข้อความของใครบางคนที่เธอแอบหวังลึก ๆ
ความเงียบงันจากเขาทำให้หัวใจของพริมาวูบไหว เธอตัดสินใจพิมพ์ข้อความส่งไลน์หาเขาโดยตรง ถ้อยคำที่กลั่นออกมาพร้อมกับความรู้สึกที่เริ่มก่อตัว ทว่า... ปลายทางกลับยังคงว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่สัญญาณว่าเขาจะอ่านมันเลย หนุ่มน้อยคนนั้นหายไปไหน... เขาหายไปจากโลกออนไลน์ของเธอมาหลายวันแล้ว ราวกับสายฝนที่ตกลงมาแล้วก็เงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกว้าเหว่ในใจของหญิงสาว
ความเหนื่อยล้าเริ่มเกาะกุมหัวใจของพริมาจนหนักอึ้ง ความท้อใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในความเงียบงัน สายฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาเมื่อครู่ทำให้เสื้อผ้าของเธอเริ่มเปียกชื้น สัมผัสเย็นเยียบยิ่งทำให้ความอ่อนแอในใจเริ่มประทุขึ้น
พริมาหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าสะพายของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง นิ้วเรียวเลื่อนไปบนหน้าจอ หวังจะพึ่งพาบริการรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน แสงสว่างจากหน้าจอมือถือสะท้อนแววตาที่อ่อนล้าของเธอ แต่แล้ว... หญิงสาวก็ต้องถอนหายใจยาวอีกครั้ง เมื่อระบบจากแอปพลิเคชันดังกล่าวแจ้งเตือนให้เธอทราบถึงเวลาที่จะต้องรอคอย...ซึ่งมันก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ไม่นะ!!!... เธอไม่ได้มีเวลารอได้นานถึงขนาดนั้น!!
สายฝนเริ่มซาลงเล็กน้อย ราวกับความเศร้าเริ่มบรรเทา หญิงสาวตัดสินใจก้าวเท้าออกจากชายคาอาคาร กลับมายืนรอคอยความหวังที่ริมฟุตบาทอีกครั้ง...
ทว่า...รถเมล์ประจำทางคันหนึ่ง ก็แล่นฝ่าสายฝนเข้ามาจอดเทียบที่ป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เธอยืน
พริมาแทบไม่ต้องคิด หนทางเดียวที่จะกลับบ้านได้ในตอนนี้คือการใช้บริการรถสาธารณะ... และนั่นก็คือรถเมล์คันนั้น!!!
พริมาตัดสินใจอย่างรวดเร็วและไม่คิดจะรอคอยอีกต่อไป เธอตัดสินใจหุบร่มและยัดมันเข้ากับกระเป๋าสะพาย แม้ฝนจะยังคงโปรยปรายอยู่เล็กน้อยก็ตาม ร่างบอบบางกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังรถเมล์ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังเบียดเสียดกันรีบขึ้นไป
พริมารีบก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของรถโดยสารสองชั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยายามเบียดแทรกตัวเข้าไปท่ามกลางผู้โดยสารที่แน่นขนัด ราวกับปลากระป๋อง แม้บรรยากาศภายนอกรถจะหนาวเหน็บจากสายฝนที่ยังคงโปรยปราย แต่อากาศภายในรถกลับอบอ้าว กลิ่นอับชื้นของเสื้อผ้าเปียกฝนคละคลุ้งไปทั่ว แต่ถึงอย่างนั้น... มันก็ยังดีกว่าที่เธอจะต้องยืนรอรถอยู่ท่ามกลางสายฝนเป็นเวลานานๆ แบบนั้น
ภายในรถโดยสารปรับอากาศสองชั้นที่แน่นขนัด ไม่มีแม้แต่พื้นที่ว่างสำหรับยืนสบายๆ พริมาจำต้องทรงตัวยืนเบียดเสียดอยู่ท่ามกลางผู้โดยสารจำนวนมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มผู้ชายที่ตัวสูงใหญ่กว่าเธออย่างเห็นได้ชัด
ไออุ่นจากร่างกายของผู้คนรอบข้างผสมกับไอน้ำจากเสื้อผ้าที่เปียกชื้น ทำให้บรรยากาศภายในรถอบอ้าวและอึดอัด พริมาพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับคนรอบข้างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตอนที่ 41 ตอนจบหนึ่งเดือนต่อมาหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในครั้งนั้นจบลง ความเงียบและความตึงเครียดก็ค่อยๆ จางหายไปจากบ้านของมนต์ตราและภาสกร แซนดี้เข้ามาอยู่ในบ้านอย่างเป็นทางการในฐานะภรรยาอีกคนของภาสกร ความสัมพันธ์ของสามคนผัวเมียเริ่มต้นด้วยความกระอักกระอ่วนในตอนแรก แต่ด้วยความเข้าใจและการปรับตัว ทั้งสามคนก็ค่อยๆ สร้างสมดุลใหม่ให้กับชีวิตเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสามคนนั่งทานอาหารเย็นด้วยกัน ภาสกรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล“มนต์จ๋า... แซนดี้จ๋า... ผมขอบคุณ คุณสองคนมากนะ ที่เข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ผมต้องการ”มนต์ตราและแซนดี้หันมายิ้มบางๆ ให้กับภาสกร ก่อนที่มนต์ตราจะเป็นตัวแทนเอ่ยขึ้น“เราสองคนก็ต้องขอบคุณ คุณเหมือนกันค่ะ..คุณภาส ที่ยังให้โอกาสเราสองคนได้เริ่มต้นใหม่” แซนดี้พยักหน้าเห็นด้วย“ใช่ค่ะคุณภาส แซนดี้เองก็สำนึกผิดกับทุกสิ่งที่ทำลงไป ขอบคุณที่คุณยังเมตตาแซนดี้”บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอบอวลไปด้วยความเข้าใจและความเห็นใจ ทั้งสามคนพูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันอย่างเปิดอก ราวกับเป็นครอบครัวใหญ่ที่กำลังปรับตัวเข้าหากัน“พรุ่งนี้คุณพริมาจะเดินทางแล้วนะ” มนต์ตราเอ่ยขึ้นเพื่อบอ
ตอนที่ 40 ที่รักโปรดยกโทษให้ฉัน NCแซนดี้เฝ้ารออย่างใจเย็น ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ รอให้ภาสกรมาเห็นภรรยาในสภาพที่เร่าร้อนและกำลังร่วมรักกับนายเมฆ กับดักที่เธอวางไว้อย่างบรรจง...“คุณมนต์จ๋า ผมขอเบิ้ลได้มั้ยครับ ผมยังไม่อิ่มเลย” นายเมฆคลี่ยิ้มบางๆ มองมนต์ตราด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่และปรารถนา“คุณไปอดอยากมาจากไหนคะ”“ไม่รู้สิครับ เวลาอยู่ใกล้คุณผมรู้สึกหิวตลอดเวลาเลย...” เขากล่าวพลางลูบแก้มเธอเบาๆมนต์ตรารู้สึกถึงความอบอุ่นและความเสน่หาที่ส่งผ่านมาจากการสัมผัสของเขา หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกโหยหาก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง“ถ้าคุณไหว ฉันก็ไม่ขัดหรอกค่ะ...อยู่กับคุณฉันก็มีอารมณ์ตลอดเวลาเหมือนกัน” มนต์ตรากระซิบเสียงแผ่ว พร้อมกับยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าของเขาบ้าง“ต่อไปนี้...คุณต้องมาเจอผมบ่อย ๆ นะครับ ผมคิดถึงคุณ” นายเมฆไม่รอช้า โน้มตัวลงจูบเธออีกครั้ง จูบที่เริ่มต้นด้วยความอ่อนโยน แต่ทวีความเร่าร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว มือของเขาก็เริ่มลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของเธออีกครั้ง ปลุกเร้าความปรารถนาที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ให้ตื่นขึ้นม
ตอนที่ 39 คอร์สนวดลงรูฟื้นฟูสมรรถภาพ NCในช่วงเย็นของวันที่นัดหมาย ภายในห้องพักของโรงแรมที่แซนดี้จองเอาไว้ให้มนต์ตรา แซนดี้และนายเมฆมาถึงก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย เธอกำลังคนเครื่องดื่มสมุนไพรสีสวยในแก้ว มองดูของเหลวสีอำพันหมุนวนด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก และไม่ลืมที่จะเติม 'ส่วนผสมพิเศษ' ลงไปเล็กน้อย เหมือนเช่นครั้งก่อนนายเมฆนั่งรออยู่บนโซฟาพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ภาพใบหน้าสวยหวานของมนต์ตราและสัมผัสเร่าร้อนที่ร้านสปาในวันนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขา ความปรารถนาเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแค่คิดถึงเรียวขาขาวเนียนและทรวงอกอวบอิ่มของเธอ“พี่เมฆดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษเลยนะคะวันนี้” แซนดี้เอ่ยทักขึ้นขณะยกเครื่องดื่มอีกแก้วให้นายเมฆ“ไม่ให้อารมณ์ดีได้ไงวะ ก็คุณมนต์เค้าออกจะสวยอึ๋มซะขนาดนั้น” นายเมฆตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย ดวงตาของเขาเป็นประกายวาววับ“คุณมนต์น่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะค่ะ รออีกนิด..เดี๋ยวเธอก็มาให้พี่กินแล้ว” แซนดี้พลางเหลือบมองนาฬิกาไม่นานนัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบาๆ แซนดี้รีบลุกไปเปิดประตู เผยให้เห็นร่างระหงของมนต์ตราที่ยืนอยู่ตรงหน้า ในชุดเดรสสีเรียบแต่ขับเน้นรูปร่างได
ตอนที่ 38 รู้อยู่แก่ใจมนต์ตราเดินไปยังห้องน้ำช้าๆ มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ริมฝีปากบวมเจ่อเล็กน้อย เธอรู้สึกเหมือนไม่ใช่ตัวเองอีกต่อไป น้ำอุ่นช่วยชะล้างคราบใครและความเหนียวเหนอะหนะออกจากร่างกาย แต่ความรู้สึกผิดในใจกลับยังคงเกาะกุมแน่นหนา มนต์ตราปล่อยให้น้ำไหลรินชะล้างความรู้สึกผิดนั้นออกไป พร้อมกับความปรารถนาที่จะลบล้างความทรงจำที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เธอรู้สึกสับสนกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ และรู้สึกผิดต่อผู้เป็นสามี แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความสุขสมที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มกลับคืนมาทีละน้อย พร้อมกับคำถามมากมายที่ผุดขึ้นในหัว... เธอมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? และหลังจากนี้เธอควรจะทำอย่างไรต่อไป?หญิงสาวรู้สึกถึงความเหนียวเหนอะหนะบนร่างกายจากน้ำมันนวดที่ผสมปนเปกับน้ำลายของเขา ความรู้สึกทางกายยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ ทว่าความคิดของเธอกลับว้าวุ่นสับสนกว่านั้นมากนัก ภาพใบหน้าของภาสกรปรากฏขึ้นในห้วงคำนึงอย่างฉับพลัน ความรู้สึกผิดบาปเริ่มกัดกินหัวใจของเธออย่างช้าๆ ทีละน้อย ราวกับยาพิษที่ค่อยๆ แล่นซึมเข้าไปในกระแสเลือดน้ำตาเม็ดเล็กๆ ค่อยๆ ไหลรินออกมาจากหาง
ตอนที่ 37 สปาพาเสียว...นวดนาบสะท้านทรวง NCรสจูบที่ยาวนานและเร่าร้อนนั้นราวกับเป็นการเปิดฉากแห่งความปรารถนาครั้งใหม่ เมื่อผละริมฝีปากออก นายเมฆก็จ้องมองมนต์ตราด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการอย่างเปิดเผย ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือลงสัมผัสเรือนร่างเปลือยเปล่าของเธออย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วแข็งแรงลากไล้ไปตามเนินอกอวบอิ่มที่ยังคงสั่นระริก หน้าท้องแบนราบที่เกร็งเล็กน้อย และลงไปจนถึงหว่างขาที่ยังคงเปียกชื้นและอุ่นร้อนอยู่เล็กน้อย เขาปลดเสื้อผ้าของตนเองให้เปลือยเปล่าอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นสัดส่วนกำยำที่มนต์ตราไม่เคยสัมผัสมาก่อน“พร้อมหรือยังครับ...คุณมนต์” นายเมฆกระซิบเสียงแหบพร่าข้างใบหูเล็ก ก่อนจะโน้มตัวลงมอบจูบเร่าร้อนอีกครั้ง ลึกซึ้งและดูดดื่มยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับร่างกายที่เริ่มแนบชิดกันมากขึ้น เนื้อกายเปลือยเปล่าเบียดเสียดกันอย่างโจ่งแจ้ง ปลุกเร้าความปรารถนาที่ถูกเพาะบ่มไว้จนถึงขีดสุด กำลังจะนำพาทั้งสองไปสู่ห้วงแห่งความสุขสมที่ไม่อาจห้ามปรามได้อีกต่อไปนายเมฆไม่รอช้า เขาค่อยๆ แทรกตัวเข้าประชิดร่างเปลือยเปล่าของมนต์ตราบนเตียงนวดอย่างแนบแน่น เนื้อกายชายหญิงสัมผัสกันอย่างโจ่งแจ้ง สร้างความรู้สึ
ตอนที่ 36 สกินชิพเลือนลางสุดทางสายนวด NCมนต์ตราไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกต่อไป อาการแปลกประหลาดของร่างกายที่เริ่มแล่นริ้วไปทั่วร่างและตอบสนองต่อการสัมผัสของนายเมฆอย่างน่าประหลาด ทำให้เธอรู้สึกร้อนรุ่ม หนาวสั่นไปพร้อมๆ กัน เมื่อนายเมฆเริ่มลงน้ำมันนวดไปเรื่อยๆ สัมผัสของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นการเล้าโลมบริเวณอวัยวะสำคัญต่างๆ อย่างจงใจ ราวกับนักมวยที่ค่อยๆ อัดคู่ต่อสู้จนบอบช้ำไม่มีทางหนี ก่อนจะปล่อยหมัดน็อคในยกสุดท้าย“รู้สึกสบายขึ้นไหมครับ?” นายเมฆถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง“ค่ะ” มนต์ตราตอบเสียงแผ่ว รู้สึกถึงความผิดปกติในการสัมผัสที่เริ่มลุกลามไปทั่วร่างกาย“มีส่วนไหนที่อยากให้ผมเน้นเป็นพิเศษไหมครับ?” นายเมฆถามต่อ มือของเขายังคงวนเวียนอยู่บริเวณบั้นเอวของเธออย่างแผ่วเบา“เอ่อ... ไม่ค่ะ” มนต์ตราตอบพลางขยับตัวเล็กน้อยอย่างไม่สบายใจ ความรู้สึกกระอักกระอ่วนเริ่มก่อตัวขึ้น“ลองนวดด้านล่างดูไหมครับ เห็นบอกว่าน้องสาวของคุณไม่ค่อยมีอารมณ์ตอนสามีสอดใส่” นายเมฆกระซิบเสียงพร่า ลมหายใจอุ่นร้อนรวยรินอยู่ข้างใบหูเล็ก“นวดอย่างเดียวจริง ๆ ใช่มั้ยคะ?” มนต์ตราถามย้ำด้วยความไม่แน่ใจ น้







